A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: ฤามีที่ให้หนีกรรม  (อ่าน 1491 ครั้ง)

ออฟไลน์ mini

  • เพราะทุกข์ จึงเห็นธรรม
  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1284
    • MSN Messenger - nichapat333@yahoo.com
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ฤามีที่ให้หนีกรรม
« เมื่อ: 26 เมษายน 2010, 10:35:24 »




ฤามีที่ให้หนีกรรม


ท่านนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ พ่อพระของชาวสิงห์บุรี เป็นท่านหนึ่งที่สร้างบุญกุศลร่วมกับรวงทอง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นต้นมา คือช่วงเวลาที่รวงทองสร้างวัด ท่านเชื่อเรื่องกรรมเรื่องบาปว่ามีอยู่จริง เหมือนเงาของเราเอง ท่านจึงเขียนเรื่องราวให้ลงในหนังสือเล่มนี้เพื่อเผยแพร่ให้ทุกท่านแลเห็นผล ของกรรมเวรอย่างชัดเจน ในบทธรรมโมภาส ซึ่งกล่าวถึงการประกอบกุศลผลบุญในชีวิตรวงทอง

ขอขอบพระคุณในความกรุณาของท่าน ที่มีเจตนาชี้แนวทางอันเป็นประโยชน์ยิ่ง โดยใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านเป็นเครื่องยืนยัน น.พ. สมหมาย ทองประเสริฐ


ยิงกระทิง

ผมชื่อสมหมาย ทองประเสริฐ เกิด ๒๗ ธันวาคม ๒๔๖๔ ขณะนี้อายุได้ ๘๐ ปี สำเร็จเภสัชศาสตร์บัณฑิต และแพทยศาสตร์บัณฑิต เคยรับราชการดังต่อไปนี้

ปีแรกที่สำเร็จเภสัชศาสตร์บัณฑิต รับราชการเป็นอาจารย์อยู่คณะเภสัชศาสตร์ ๑ ปี แล้วกลับมาเรียนแพทย์ต่อที่ศิริราช หลังจากสำเร็จแพทย์แล้ว ผมได้ไปทำงานที่สถานเสาวภา ๑ ปี เนื่องจากสนใจในการค้นคว้าพิษสุนัขบ้าและพิษงู ต่อมาได้กลับมาเป็นแพทย์ประจำอยู่โรงพยาบาลศิริราชอีก ๓ ปี ฝึกฝนทางด้านศัลยกรรม และไปรับราชการที่โรงพยาบาลตำรวจได้ ๘ เดือน ก็ลาออกมาเข้ารับราชการในกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เริ่มก่อสร้างโรงพยาบาลสิงห์บุรี และทำการเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๙๘

พ.ศ. ๒๕๑๘ เลื่อนขึ้นเป็นนายแพทย์ใหญ่จังหวัดสิงห์บุรี ลาออกจากราชการเมื่อ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ ขณะนี้เป็นข้าราชการบำนาญกระทรวงสาธารณสุข

กระผมมีความเชื่อในกฎแห่งกรรม ซึ่งกระผมได้มีประสบการณ์ในขณะที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นบาปกรรมที่กระผมยังจำได้ติดตามจนทุกวันนี้

ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๕ กระผมไปล่าสัตว์ที่บ้านบ่อไทร อ.นาเฉลียง จังหวัดเพชรบูรณ์ ต้องเดินข้ามเขาไปอีก ๒ ลูก ซึ่งเมื่อครั้งนั้นป่ายังทึบมาก เมื่อไปถึงจุดที่นั่งล่าสัตว์ พรานก็ให้ผมอยู่กับนายแพทย์ที่เป็นลูกน้อง นั่งอยู่กัน ๒ คน ในระหว่างโพรงของรากต้นไม้ใหญ่ห่างจากที่นั่งไปประมาณ ๒๐ เมตร มีซับน้ำสำหรับสัตว์ลงมากินน้ำ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. นั่งอยู่ได้สักพักหนึ่งก็มีสัตว์วิ่งลงมาจากเนินเขา แผ่นดินสะเทือน ผมก็ค่อย ๆ ชะโงกขึ้นดู เห็นกระทิงตัวใหญ่ตัวเดียวกำลังค่อย ๆ เดินไปหาน้ำซับ ผมก็สะกิดนายแพทย์ผู้ช่วยว่าพอกระทิงเดินเลยโพรงไม้ไป ให้ช่วยกันยิงตรงโคนขาหน้า พวกป่าเรียกว่า ตรงรักแร้แดงเพราะจะถูกหัวใจพอดี

พอกระทิงเดินเลยไปได้จังหวะ ผมกับผู้ช่วยก็ยิงที่เดียวกัน คนละนัดเข้าตรงเป้าพอดี กระทิงวิ่งพุ่งผ่านโพรงไม้ที่ผมซ่อนอยู่ขึ้นไปบนเนินชนกอไผ่ และก็หวนกลับลงมาคู้เข่าหน้าอยู่ห่างผมประมาณ ๑๐ เมตร ผมดูหน้ากระทิงขณะนั้นรู้สึกกลัวมากเพราะเพิ่งเคยยิงเป็นครั้งแรก กระทิงคู้เข่าหน้าหันหน้ามาทางผม เลือดไหลจากทางจมูกปากเต็มไปหมด โดยเฉพาะตาของกระทิงน่ากลัวมาก สีเขียวปั๊ดและมองอย่างอาฆาต ผมกับผู้ช่วยก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรเพราะมืดพอดี จะกลับเองก็ไม่รู้ทางต้องนั่งเฝ้าอยู่เช่นนั้นจนสว่างไม่ได้นอนทั้งคืน พอรุ่งขึ้นพรานก็พาพวกมาหลายคน บอกว่าได้ยินเสียงปืนน่าจะได้กระทิง พวกพรานก็แล่เนื้อไปกิน ส่วนผมก็เอาหัวย่างไฟกับมาบ้าน

พ.ศ. ๒๕๐๖ น้องชายผมก็รถคว่ำเสียชีวิตตรงปากทางที่เข้าบ้านบ่อไทรพอดี ทำให้ผมนึกถึงสายตาอันอาฆาตของกระทิงว่า อาจจะมาเอาชีวิตน้องชายผมก็เป็นได้


ยิงตานก

ครั้งที่ ๒ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๑๐ เวลาบ่าย ๆ วันหยุด ไม่มีคนไข้ ผมก็ชอบถีบจักรยานไปตามถนนสายสิงห์บุรี-ลพบุรี พร้อมกับปืนลูกกรดยาว เที่ยวยิงนกไปเรื่อย ๆ พร้อมกับลูกน้อง ขี่จักรยานตามไปอีก ๑ คน เนื่องจากผมเป็นยิงปืนค่อนข้างแม่น อยู่มาวันหนึ่งผมกับลูกน้องก็ออกไปยิงนกกันอีก ตามข้างถนนจะมีต้นตาลสูงมากอยู่เรียงรายไป พอไปถึงต้นตาลต้นหนึ่งสูงมาก มีอีแร้งเกาะอยู่บนก้านใบตาล ๑ ตัว ลูกน้องผมก็ท้าผมว่าถ้ายิงแม่นจริงก็ให้ยิงเข้าตาอีแร้งให้เขาดู ผมกำลังคะนองไม่ได้คิดถึงบาป ก็ยกปืนเล็งไปที่ตาอีแร้งข้างขวา ปรากฏว่าผมยิงเข้าตาอีแร้งข้างขวาพอดี ทะลุสมองหล่นมาตาย ผมก็ไม่ได้คิดอะไรในเรื่องนี้ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ ผมเข้าไปเที่ยวป่าที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี กลางคืนก็เดินกันเข้าไปในป่า บังเอิญวันนั้นโชคร้าย ผงขี้เลื่อยปลิวเข้าตาข้างขวาผมพอดี รู้สึกเคืองมาก แต่อยู่ในป่าจะกลับกลางคืนก็ไม่ได้ต้องอยู่จนรุ่งเช้า ผมก็ใช้น้ำที่รับประทานล้างตาเป็นระยะ ๆ เพื่อลดความเคืองของตา พอเช้าผมก็รีบกลับมาโรงพยาบาล ทำการล้างตาและหยอดตาทั้งยาชาและยาแก้อักเสบ อาการก็ไม่ดีขึ้น ผมก็ให้หมอดูหลายคน ทุกคนบอกว่าไม่เป็นไรนอกจากเคืองเท่านั้น แล้วก็ให้ยาหลอดและรับประทานอาการก็ไม่ดีขึ้น ทั้งเคืองทั้งปวด ผมก็ไปหาเพื่อนหมอตาที่ศิริราช ตรวจก็บอกว่าไม่เป็นไรทุกที ส่วนตาผมทั้งปวดเคืองและค่อย ๆ มัวขึ้นจนบอดสนิท รักษาไม่ได้ ทำให้ผมระลึกถึงการยิงเข้าลูกตาของอีแร้ง ก็เป็นการรับกรรมที่ได้ไปทำเขา

ท่านผู้อ่านได้อ่านเรื่องนี้แล้ว โปรดได้คิดพิจารณาให้ถ่องแท้ เพราะเป็นเรื่องจริงที่ผมประสบมา ขอทุกท่านอย่าได้ก่อกรรมทำเวรกับสัตว์และมนุษย์ทั้งหลายเลย


ยิงลูกชะนี

ครั้งที่ ๓ ระหว่างวันที่ ๑๑-๒๐ เดือนเมษายน ๒๕๑๐ ผมกับคณะพากันเข้าไปล่าสัตว์ในป่าลำขาแข้งที่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ซึ่งไปกันเป็นประจำทุกปี ก่อนผมเข้าป่าน้องสาวผมบอกว่าอยากได้ลูกชะนีมาเลี้ยงสัก ๑ ตัว ผมก็รับคำว่าจะพยายามหามาให้

เมื่อผมเข้าไปตั้งแค้มป์ในป่าเรียบร้อยแล้ว ผมกับพวกก็ออกไปล่าสัตว์กันตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเย็น แล้วกลับมานอนแค้มป์เช่นนี้ทุกวัน วันสุดท้ายที่รุ่งขึ้นจะกลับ ผมก็นึกได้ว่าน้องสาวสั่งเรื่องลูกชะนี ผมจึงบอกพวกพรานว่าอยากได้ลูกชะนี พวกพรานบอกผมว่า ถ้าอยากได้ลูกชะนี ต้องยิงแม่ชะนีให้ตายจึงจะได้ลูก เพราะลูกชะนีจะเกาะอยู่ที่หน้าอกของแม่ตลอดเวลา

ขณะนั้นผมไม่ได้นึกถึงบาปกรรม เพียงแต่อยากได้ลูกชะนีมาฝากน้องสาว ผมจึงให้พรานพาผมไปในป่าโปร่งที่มีชะนี และมองเห็นชะนีได้ชัด ๆ พรานก็พาผมไปบริเวณที่ไปนั้นเป็นป่าโปร่ง มีต้นไม้สูงห่างกันเป็นระยะ มองเห็นชะนีได้ชัด บริเวณนั้นเป็นภูเขาดินเตี้ย ๆ มีหลายลูกอยู่สลับกัน ผมเห็นชะนีหลายตัว มีตัวหนึ่งซึ่งกอดลูกเล็ก ๆ ไว้ที่หน้าอก ผมก็หมายตาไว้ พรานก็เป็นช่วยไล่ชะนีให้มาทางผม พอชะนีมาทางผม ผมยกปืนจะยิงชะนี ชะนีก็หนีไปต้นไม้อื่นผมก็พยายามวิ่งไล่ยิงไปแต่ก็ผิด เมื่อชะนีหนีผมไปมาหลายครั้ง ชะนีคงจะเหนื่อยก็หยุดเกาะกิ่งไม้เฉยอยู่

ส่วนผมนั้นเมื่อไล่ตามชะนีไปมาหลายครั้งก็เหนื่อย เมื่อเหนื่อยมือก็สั่น พอชะนี้หยุดผมก็ยกปืนยิงแม่ชะนี ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นคนยิงปืนแม่น แต่ด้วยความเหนื่อย มือสั่นทำให้ผมยิงพลาดไปถูกขาขวาของลูกชะนี ขาลูกชะนีก็หักห้อยลง ผมเห็นลูกชะนีเอามือจับขาที่ห้อยลงแล้วก็ยกขึ้นพร้อมกับร้อง ผมก็ตกใจและเสียใจในการกระทำของผม ผมจึงตัดสินใจยิงลูกชะนีให้ตาย เพื่อจะได้ไม่ทรมาน พร้อมกันนั้นผมก็ส่งปืนให้พรานถือไว้ และบอกกับพรานว่าเลิกกันที ต่อไปนี้ผมจะเลิกเข้าป่ายิงสัตว์ และผมก็เลิกมาตั้งแต่วันนั้น และไม่ยอมฆ่าสัตว์อีกเลย นอกจากพวก ยุง มด และปลวก

ประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๑ ผมไปขุดดินปลูกต้นไม้โดยขุดด้วยจอบ ไม่ทราบว่าไปฟันดินท่าไหน รู้สึกแปล๊บที่บั้นเอว และร้าวไปทางสะโพกขวาเรื่อยไปจนถึงนิ้วก้อยเท้าขวา ผมก็หยุดขุดดินกลับมาบ้าน ทำการนวดบริเวณที่ปวดด้วยน้ำมันและกินยาแก้ปวด แล้วก็นอนพัก อาการปวดก็ทุเลา รุ่งขึ้นผมก็ไปเอ็กซเรย์ดูกระดูกสันหลังตรงบั้นเอว ดูจากเอ็กซเรย์แล้ว หมอเอ็กซเรย์ก็บอกผมว่า ขณะขุดดินอาจจะเอี้ยวเอวแรงไปทำให้กระดูกทับเส้น ไม่น่าจะเป็นมาก จากนั้นผมก็ได้ทาถูนวดด้วยยา และรับประทานยาแก้ปวดตลอดมา อาการก็ทรุดหนักลง อยู่ ๆ เวลาเดินบางครั้งก็เดินปกติ พอนึกจะปวดขึ้นมาก็ปวดจากสะโพกลงไปขาทุกครั้ง อาการปวดเป็นมากจนต้องฉีดยาชา เข้าไปที่เส้นประสาทใหญ่ที่สะโพก เพื่อทำให้ประสาทชา บางครั้งทั้งฉีดและกินยาก็ไม่หายปวด ได้ซื้อเข็มขัดรัดเอวมาสวมใส่อาการก็เหมือนเดิม นึกจะปวดขึ้นมาละก็บางครั้งต้องคลานจากชั้นบนลงมาชั้นล่าง เพราะเดินไม่ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็นึกถึงกฎแห่งกรรมตามทันในการยิงถูกขาขวาของลูกชะนี (เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๑๐) ผมก็ทรมานด้วยการปวดเช่นนี้มาตลอด ผมจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานถึงลูกชะนีว่าขออโหสิกรรมให้ผมด้วย เพราะผมทำบาปไปด้วยความคะนอง ทุกครั้งที่กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรและลูกชะนีทุกครั้ง และขออโหสิกรรมทุกครั้ง เพราะผมไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรให้หายปวด ทั้ง ๆ ที่ตนเองเป็นแพทย์ การปวดนั้นผมไม่ทราบจะบรรยายได้อย่างไร มันปวดตั้งแต่สะโพกถึงนิ้วก้อยขวาทุกครั้ง จนบางครั้งผมอยากจะกินยานอนหลับให้ตายไปเลย เพื่อจะได้ไม่ทรมานจากการปวด

๒๐ เมษายน ๒๕๔๔ ผมได้ย้ายคลินิกเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังโรงพยาบาลสิงห์บุรี และได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ต่อไปนี้จะเลิกกินเนื้อสัตว์ จะกินแต่น้ำข้าว และไวตามิลด์ขวด และผลไม้ พร้อมกับกินปลาตัวเล็ก ๆ เท่านั้น พร้อมกันนั้นผมก็ยังอธิษฐานขออโหสิกรรมลูกชะนีตลอดเวลา ทั้งก่อนนอนและเวลากรวดน้ำ อยู่ ๆ อาการปวดที่เคยปวดก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รักษาอะไร เข็มขัดรัดสะโพกก็ไม่ต้องใช้ กลับมาขุดดินได้เหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่อายุ ๘๑ ปีแล้ว และขณะที่เขียนบันทึกนี้ก็ไม่เคยปวดเลย แสดงว่าการทำบุญและขออโหสิกรรมที่ได้ขอตลอดมาได้รับการอโหสิกรรม จากเจ้ากรรมนายเวรและลูกชะนีที่ผมยิงแล้ว และผมก็พยายามสอนคนเรื่องฆ่าสัตว์ว่าอย่าทำเลย เพราะสิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็มีความเจ็บปวดเมื่อถูกทำร้าย และกลัวตายกันทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่าบาปกรรมนั้นมีจริง โดยเฉพาะตัวผม กรรมตามทันตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ถึงแม้ผมจะทำบุญทำทานมากก็จริง แต่ไม่สามารถลบล้างกรรมนั้นได้

โดย นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ   
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 17
http://www.jarun.org/
 

อันความกรุณาปรานีจะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจจากฟากฟ้าสุลาลัยสู่แดนดิน