A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: คนตกงานจะไปไหน  (อ่าน 40 ครั้ง)

ออฟไลน์ popen2556

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 779
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
คนตกงานจะไปไหน
« เมื่อ: 10 เมษายน 2020, 09:35:43 »



คนตกงานจะไปไหน

AI Disruption

ที่คนกลัวตกงานกันมากเพราะมีการยุบตำแหน่งงานในปีที่ผ่านมาทั่วโลกมากแล้วเพราะทุกอย่างใช้AIจริงจังมากขึ้นอย่างไม่เก้อเงินต่อกฎหมายแรงงานของนานาประเทศ
เพราะต้องการลดต้นทุนการผลิต
ลดต้นทุนการจัดการ
เหลือแต่แรงงานราคาถูก
ซึ่งเคยเป็นยุคทองของจีน
จนมาถึงพม่า
กัมพูชาเวียดนาม
ในบ้านของเรา
ก่อนมหาภัยไวรัสโควิตจะแพร่ระบาดนั้น
ไทยมีแรงงานพม่านับหลายล้านคน
แต่ในวันนี้กลับคนตกงานทั่วโลกรวมทั้งแรงงานพม่า
ถ้าตัวเลขคนตกงานมีออกมาคงจะน่าใจหาย
บริษัทรถยนตร์ระดับโลกปิดโรงงานชั่วคราวกันเป็นแถว
นอกจากนั้นก็แทบไม่เหลืออะไรให้ทำในระยะสั้น
จนรัฐบาลแต่ละประเทศต้องพิมพ์แบ๊งค์อกมาจ่ายคนว่างงาน แบบให้เปล่าจนมืออ่อน
ไม่ว่าสหรัฐ
ญี่ปุ่น ไทย
เมื่อมหาภัยไวรัสโควิตแพร่ระบาดทั่วโลก
ในหลายประเทศต้องนับหนึ่งในการสร้างประ เทศและอีกหลายๆประเทศต้องเริ่มต้นจากติดลบเพราะและคงจะแอบเข้าโรงเรียน IMFแบบเงียบๆ
บริษัทใหญ่ๆหลายบริษัทในประเทศไทยก็เอียงเซไปเหมือนกันที่ไม่มีเงินจ่ายคืนเจ้าหนี้
ดีที่BOT รู้ทันเกมส์ทำคิวอีออกมาซื้อตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ในตลาดแรกโดยตรง
ช่วยเสียก่อน
ดังที่ได้ยินข่าวทางสื่อเมื่อวันวาน
คนที่ตกงานหลายพันล้านคน
ตอนนี้ก็อาจจะไม่ได้กลับมาทำงานเดิมอีกในชาตินี้
เพราะบริษัทคงจะถือโอกาสปรับโครงสร้างแรงงานกันเลย
TOYOTA
บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกสายพันธุ์ญี่ปุ่นออกมาขอกู้เงินจากสถาบันการเงินเมื่อสองสามเดือนที่แล้วทั้งๆที่กระแสเงินสดเต็มมือ
เพราะมีวิสัยทัศน์กว้างไกล
เมื่อ 20 กว่าปีก่อน
ผมตั้งบริษัทชื่อแปลเป็นไทยว่า
"คิดฉลาด ทำฉลาด"
รับทำเว็บไซด์ และ
Application
ทางการเงินให้ธุรกิจ
ทีมของผมบินไปติดต่อหน่วยงานหนึ่งของเทมาเส็ก
ที่สิงคโปร์
คุยกันเรื่องApp Payment กันแล้วด้วยสายตาที่มองการณ์ไกล
ก่อนที่App Payment
จะมาใช้อย่างแพร่ระบาดในเมืองไทยในวงเงิน 30ล้าน บาท
โดยมีที่ปรึกษาทางการเงินคือ Arther Anderson
และเซ็นเอ็มโอยูไปแล้ว
แต่พวกเราก็ไม่ได้ทำเพราะบริษัทที่ปรึกษาเจ๊งไปก่อนดันไปถูกฟ้องร้องเรื่องตกแต่งงบการเงินของEnron
ตอนนั้นผมได้แต่หัวเราะร่าไม่แปลกใจใดๆ
ตกงานไปงานหนึ่ง
แล้วผมก็หันหลังกลับไปทำงานใหม่ๆในชีวิตอีกนับสิบงาน
และเดินตามทางพุทธ

ผู้แก่ SCBรำพึง

..

การล้มละลายของ Enron
13 มี.ค. 2017
เรื่องนี้คงเข้ากับสถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ เราคงได้ยินชื่อเสียงของ Accounting Firm ว่าถ้าจะให้บริษัทดูน่าเชื่อถือต้องให้บริษัท Big4 มาตรวจสอบบัญชี นั่นคือ PWC, EY, KPMG, Deloitte แต่รู้ไหมว่าเมื่อ 15 ปีก่อน Accounting Firm ที่มีชื่อเสียงจะมี 5 บริษัท หรือ Big5 แล้วบริษัทที่ 5 นั้นหายไปไหน
บริษัทที่ 5 นั้นคือ Arthur Andersen ซึ่งได้ถูกถอนใบอนุญาตตรวจสอบบัญชีไปในคดี Enron เมื่อปี 2002 โดย Arthur Andersen ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ Enron ในการตกแต่งบัญชี สร้างรายได้ และกำไรปลอม และยังปกปิดหนี้สินอีกด้วย
Enron เป็นบริษัทพลังงานสัญชาติอเมริกา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1985 ถือเป็นบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอเมริกาในช่วงนั้น โดย รายได้เพิ่มขึ้น 750% ระหว่างปี 1996 - 2000 โดยมียอดขายถึง 3 ล้านล้านบาทในปี 2000 โดยเฉลี่ยแล้วเติบโตปีละ 65% เมื่อเทียบกับตัวเลขเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่โตเพียงแค่ 2-3% ต่อปี จึงถือได้ว่า Enron เป็นบริษัทที่ฮอตสุดๆในเวลานั้น และในปี 2001 รายได้ของ Enron มากที่สุดติดอันดับ 6 ในบริษัทใหญ่ที่สุดของโลก
ธุรกิจส่วนใหญ่ของ Enron ไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์พลังงานเอง ทั้งโรงไฟฟ้า ท่อส่งก๊าซ แต่ Enron จะเป็นนายหน้าซื้อขายระหว่างผู้ที่จะขายพลังงานกับผู้ที่จะซื้อพลังงาน ซึ่งจริงๆแล้ว Enron ควรจะรายงานรายได้เพียงแค่ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย แต่ Enron กลับเลือกที่จะใช้มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ซื้อขายแสดงเป็นรายได้ และใช้วิธีการทางบัญชีที่รับรู้รายได้ก่อน แต่จริงๆยังไม่มีเงินสดเข้ามา
สุดท้ายเมื่อเรื่องความไม่โปร่งใสเปิดเผยออกมา จึงถูกทางการตรวจสอบ และต่อมาบริษัทถูกลดเครดิตลงทำให้ไม่มีใครกล้าให้บริษัทกู้เงิน บริษัทจึงขาดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และขอยื่นล้มละลายในปลายปี 2001 ซึ่งช่วงต้นปีบริษัทพึ่งรายงานยอดขายมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ การล้มละลายครั้งนี้เป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาตร์ของอเมริกา และมีพนักงานหลายหมื่นคนต้องตกงาน
จากราคาหุ้น Enron สูงสุดที่ $90.75 กลายเป็น $0.61 ในวันสุดท้ายของการซื้อขาย
จะเห็นได้ว่าเวลาผ่านไปเรื่องทำนองนี้ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่เป็นระยะตราบใดที่มนุษย์ยังมีความโลภ และทำให้คิดได้ว่า ธุรกิจไหนก็ตามหากมีผู้บริหารที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ว่าผลกำไรจะดีแค่ไหน แต่เมื่อเอาตัวเลขนั้นมาคูณกับ 0 ผลลัพธ์ก็คือ 0