A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: วัฎจักร...ที่สิบปีจะมาครั้งหนึ่ง  (อ่าน 5 ครั้ง)

ออฟไลน์ popen2556

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 764
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
วัฎจักร...ที่สิบปีจะมาครั้งหนึ่ง
« เมื่อ: 13 มีนาคม 2020, 22:11:12 »




วัฎจักร...ที่สิบปีจะมาครั้งหนึ่ง

ผมเคยให้ความเห็นในเพจนี้ว่าหุ้น
scb
kbank
จะมีราคาต่ำกว่า100บาทจากประสบ การณ์
และการฟังเซียนหุ้นวิเคราะห์ออกทีวีมามาก
และยังเห็นกราฟระยะกลางของscbไม่ดีเลยรวมทั้งกร๊าฟSetทำ Double Topมานานไม่ผ่านสักที
จากการทำการบ้านกับเพื่อนๆน้องๆที่เป็นครูสอนเทคนิคหุ้นเลยกล้าฟันธงหุ้นลงมาตลอด
ผมเลยลดพอร์ตเป็นส่วนใหญ่เหมือนเมื่อปีไฟแนนซ์ล้มจนเหลือหุ้นกลุ่มหลักๆที่ขาดทุนน้อยกว่าที่กำไรมามาก
สรุปกำไรสะสมยังเท่ากับปีก่อน
แต่กำไรปีนี้เจ๊งหมดครับ
เพราะมัวแต่หาหมอและทำกายภาพบำบัดรวมทั้งตั้งตัวไม่ทันเหมือนกับเพื่อนๆนักลงทุนคนอื่นๆ
แต่ความเสียหายก็ดังที่เล่ากำไรเท่าไรคืนให้หมดในปีนี้
อาจจะต้องเพิ่มทุนเก็บเพื่อหุ้นใหญ่
ปันผลดีมีอนาคต
ไม่ค่อยโดน Disruptionมากนักเช่น
PTT AOTในราคาต่ำๆ
โดยจะไม่เฉลี่ย
เพราะ
ผมแก่แล้ว
เครียดมากจะตายไว
ความเครียดน่ากลัวกว่า
โรคใดๆ
ทำให้ระบบในร่างกายรวน
ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
หัวใจวายตายง่ายๆ
รุนแรงกว่าโควิต-19 ที่ดังที่สุดในปีนี้มากมาย
อย่าไปเสียเวลากลัวตายมากกว่าเวลาตายนักเลย
มันเหมือนกับตายทั้งเป็น

ตั้งสติให้ดี
แต่บอกตามตรงทำเงินหายไปเยอะหลาย
แต่ไม่เสียดายและเสียใจเพราะรู้จักความไม่เที่ยงดี
สู้ๆเขาครับ ทาเคชิ

เบิ้ม โคขวิด 20
หมายเหตุ
1.เงินบาทอ่อนลงแล้วมาก
2.ราคาจองAOT
42บาทครับ
3.เล่นหุ้นเอาเงินนะครับอย่ามัวแต่เอามัน
ไม่สนุกเลย

วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ (อังกฤษ: subprime mortgage crisis) หรือ วิกฤติซับไพรม์ และยังรู้จักกันในชื่อ วิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพ (ในประเทศไทยอาจเรียกว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) เป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ปรากฏให้เห็นชัดในช่วงปี พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2551 จุดเด่นของวิกฤตินี้คือการที่ความคล่องตัวของตลาดสินเชื่อทั่วโลกและระบบธนาคารลดลง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา การกู้ยืมและการให้กู้ยืมที่มีความเสี่ยงสูง และระดับหนี้สินของบริษัทและบุคคลที่สูงเกินไป วิกฤติครั้งนี้มีผลหลายขั้นและค่อย ๆ เผยให้เห็นความอ่อนแอในระบบการเงินและระบบการควบคุมทั่วโลก

วิกฤติครั้งนี้เริ่มจากการที่ภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐอเมริกาแตก[1][2] และการผิดชำระหนี้ของสินเชื่อซับไพรม์และสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว ที่เริ่มต้นขึ้นในช่วง พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2549 ผู้กู้ยืมนั้นกู้ยืมสินเชื่อที่เกินกำลังโดยคิดว่าตนจะสามารถปรับโครงสร้างเงินกู้ได้โดยง่าย เพราะในตลาดการเงินนั้นมีมาตรฐานการปล่อยกู้ที่ต่ำลง ผู้ปล่อยกู้เสนอข้อจูงใจในการกู้ยืม เช่นเงื่อนไขเบื้องต้นง่าย ๆ และแนวโน้มราคาบ้านที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ทว่าการปรับโครงสร้างเงินกู้กลับเป็นไปได้ยากขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้นและราคาบ้านเริ่มต่ำลงในปี พ.ศ. 2549 - พ.ศ. 2550 ในหลายพื้นที่ในสหรัฐ การผิดชำระหนี้และการยึดทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อหมดเงื่อนไขเบื้องต้นอย่างง่าย ราคาบ้านไม่สูงขึ้นอย่างที่คิด และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเริ่มสูงขึ้น การยึดทรัพย์สินในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2549[3] และทำให้ปัญหาทางการเงินนั้นแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วโลกในปี พ.ศ. 2550 - พ.ศ. 2551

ธนาคารและสถาบันทางการเงินที่สำคัญทั่วโลกรายงานยอดการขาดทุนที่สูงกว่า 4.35 แสนล้านดอลลาร์ในวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551[4][5]

ดิ้นรน

การดิ้นรนเป็นสัญชาตญาน
ของสัตว์
คนเองก็เช่นกันที่ต้องดิ้นรนเพื่อปัจจัยสี่ ห้า หก ฯลฯ
ตามความอยากที่เหนือความคิดและความจำเป็น
การสู้กับธรรม ชาติก็อีกเรื่องหนึ่ง
เพื่อเอาชีวิตรอดอย่างที่เห็น
ฤทธิ์ร้ายไวรัสในทุกวันนี้
ตายกันเป็นเบือไปทั่วโลก
แต่พระท่านกลับสอนว่า
หายป่วยก็เอา
ตายก็เอา
เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าพวกเราต้องตายสักวัน
ตามแต่เหตุตามปัจจัยว่าจะตายเพราะอะไร
พระอริยเจ้าท่านไม่ได้
ห่วงเจ็บ
ห่วงตายเลย
ท่านเอาแค่
เกิดกับดับไปเรื่อย
ไม่เอารายละ เอียด
อะไรอีกแล้ว
เรียกว่า
แจ้ง
หรือ
ตื่นในวิปัสสนา

เจริญพร

อนาคาริก

ผมเคยให้ความเห็นในเพจนี้ว่าหุ้น
scb
kbank
จะมีราคาต่ำกว่า100บาทจากประสบ การณ์
และการฟังเซียนหุ้นวิเคราะห์ออกทีวีมามาก
และยังเห็นกราฟระยะกลางของscbไม่ดีเลยรวมทั้งกร๊าฟSetทำ Double Topมานานไม่ผ่านสักที
จากการทำการบ้านกับเพื่อนๆน้องๆที่เป็นครูสอนเทคนิคหุ้นเลยกล้าฟันธงหุ้นลงมาตลอด
ผมเลยลดพอร์ตเป็นส่วนใหญ่เหมือนเมื่อปีไฟแนนซ์ล้มจนเหลือหุ้นกลุ่มหลักๆที่ขาดทุนน้อยกว่าที่กำไรมามาก
สรุปกำไรสะสมยังเท่ากับปีก่อน
แต่กำไรปีนี้เจ๊งหมดครับ
เพราะมัวแต่หาหมอและทำกายภาพบำบัดรวมทั้งตั้งตัวไม่ทันเหมือนกับเพื่อนๆนักลงทุนคนอื่นๆ
แต่ความเสียหายก็ดังที่เล่ากำไรเท่าไรคืนให้หมดในปีนี้
อาจจะต้องเพิ่มทุนเก็บเพื่อหุ้นใหญ่
ปันผลดีมีอนาคต
ไม่ค่อยโดน Disruptionมากนักเช่น
PTT AOTในราคาต่ำๆ
โดยจะไม่เฉลี่ย
เพราะ
ผมแก่แล้ว
เครียดมากจะตายไว
ความเครียดน่ากลัวกว่า
โรคใดๆ
ทำให้ระบบในร่างกายรวน
ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
หัวใจวายตายง่ายๆ
รุนแรงกว่าโควิต-19 ที่ดังที่สุดในปีนี้มากมาย
อย่าไปเสียเวลากลัวตายมากกว่าเวลาตายนักเลย
มันเหมือนกับตายทั้งเป็น

ตั้งสติให้ดี
แต่บอกตามตรงทำเงินหายไปเยอะหลาย
แต่ไม่เสียดายและเสียใจเพราะรู้จักความไม่เที่ยงดี
สู้ๆเขาครับ ทาเคชิ

เบิ้ม โคขวิด 20
หมายเหตุ
1.เงินบาทอ่อนลงแล้วมาก
2.ราคาจองAOT
42บาทครับ
3.เล่นหุ้นเอาเงินนะครับอย่ามัวแต่เอามัน
ไม่สนุกเลย

วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ (อังกฤษ: subprime mortgage crisis) หรือ วิกฤติซับไพรม์ และยังรู้จักกันในชื่อ วิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพ (ในประเทศไทยอาจเรียกว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) เป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ปรากฏให้เห็นชัดในช่วงปี พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2551 จุดเด่นของวิกฤตินี้คือการที่ความคล่องตัวของตลาดสินเชื่อทั่วโลกและระบบธนาคารลดลง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา การกู้ยืมและการให้กู้ยืมที่มีความเสี่ยงสูง และระดับหนี้สินของบริษัทและบุคคลที่สูงเกินไป วิกฤติครั้งนี้มีผลหลายขั้นและค่อย ๆ เผยให้เห็นความอ่อนแอในระบบการเงินและระบบการควบคุมทั่วโลก

วิกฤติครั้งนี้เริ่มจากการที่ภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐอเมริกาแตก[1][2] และการผิดชำระหนี้ของสินเชื่อซับไพรม์และสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว ที่เริ่มต้นขึ้นในช่วง พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2549 ผู้กู้ยืมนั้นกู้ยืมสินเชื่อที่เกินกำลังโดยคิดว่าตนจะสามารถปรับโครงสร้างเงินกู้ได้โดยง่าย เพราะในตลาดการเงินนั้นมีมาตรฐานการปล่อยกู้ที่ต่ำลง ผู้ปล่อยกู้เสนอข้อจูงใจในการกู้ยืม เช่นเงื่อนไขเบื้องต้นง่าย ๆ และแนวโน้มราคาบ้านที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ทว่าการปรับโครงสร้างเงินกู้กลับเป็นไปได้ยากขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้นและราคาบ้านเริ่มต่ำลงในปี พ.ศ. 2549 - พ.ศ. 2550 ในหลายพื้นที่ในสหรัฐ การผิดชำระหนี้และการยึดทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อหมดเงื่อนไขเบื้องต้นอย่างง่าย ราคาบ้านไม่สูงขึ้นอย่างที่คิด และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเริ่มสูงขึ้น การยึดทรัพย์สินในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2549[3] และทำให้ปัญหาทางการเงินนั้นแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วโลกในปี พ.ศ. 2550 - พ.ศ. 2551

ธนาคารและสถาบันทางการเงินที่สำคัญทั่วโลกรายงานยอดการขาดทุนที่สูงกว่า 4.35 แสนล้านดอลลาร์ในวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551[4][5]

ดิ้นรน

การดิ้นรนเป็นสัญชาตญาน
ของสัตว์
คนเองก็เช่นกันที่ต้องดิ้นรนเพื่อปัจจัยสี่ ห้า หก ฯลฯ
ตามความอยากที่เหนือความคิดและความจำเป็น
การสู้กับธรรม ชาติก็อีกเรื่องหนึ่ง
เพื่อเอาชีวิตรอดอย่างที่เห็น
ฤทธิ์ร้ายไวรัสในทุกวันนี้
ตายกันเป็นเบือไปทั่วโลก
แต่พระท่านกลับสอนว่า
หายป่วยก็เอา
ตายก็เอา
เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าพวกเราต้องตายสักวัน
ตามแต่เหตุตามปัจจัยว่าจะตายเพราะอะไร
พระอริยเจ้าท่านไม่ได้
ห่วงเจ็บ
ห่วงตายเลย
ท่านเอาแค่
เกิดกับดับไปเรื่อย
ไม่เอารายละ เอียด
อะไรอีกแล้ว
เรียกว่า
แจ้ง
หรือ
ตื่นในวิปัสสนา

เจริญพร

อนาคาริก