A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: พ่อของฉัน ล่าสุด  (อ่าน 6 ครั้ง)

ออนไลน์ popen2556

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 722
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
พ่อของฉัน ล่าสุด
« เมื่อ: 08 พฤศจิกายน 2019, 20:50:11 »




พ่อของฉัน

วันนี้ฉันพาพ่อและแม่ไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
เหมือนเช่นเคยฉันหันไปมองหน้าพ่อตอนขึ้นรถ
ปีนี้พ่อแก่ตัวลงไปมาก
ในวัยที่ควรจะเกษียณแล้ว
แต่....พ่อก็ยังคงทำงานอยู่เกือบปกติ
พ่อจะตอบคำ ถามที่ฉันถามอย่างละเอียดเมื่อ....ฉันถาม
และพ่อก็จะหยุดตอบเมื่อจบ
ดูพ่อแข็งแรงขึ้นมากเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่
ผ่านไปนานกว่า 3 ปี แล้ว
ที่พ่อประสบอุบัติเหตุ
ตอนนั้นพ่อเจ็บหนัก
ฉันเห็นความเจ็บปวดของพ่ออย่างมากจากสีหน้าและอา การชัก
ด้วยความพยา ยามอย่างมากของพ่อ
พ่อกลับมาแข็งแรงขึ้นจากที่ดูปวกเปียกอย่าง มาก
จนเข้มแข็ง
เพราะเพียงแต่ฉันรับปากกับพ่อว่า
"ฉันจะเป็นกำลังใจให้พ่อเท่านั้น "

สองปีที่ผ่านมานี้
ฉันเห็นพ่อแข็งแรงขึ้นๆ
เวลาที่เพื่อนๆของพ่อถามถึงพ่อว่า
พ่อเป็นอย่างไร ฉันก็มักจะตอบไปว่า
พ่อแข็งแรงดี
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
พ่อยังเจ็บมากในช่วงปีแรกหรือปี 59เข้าปี 60
พ่อแทบจะนั่งรถไม่ไหวจนขายรถทิ้ง
ปวดคอปวดหลังอย่างรุนแรง
จนแทบที่จะยอมผ่าตัดกระดูกคอที่ทับเส้นประ
สาทก่อน
แล้วจึงจะตามด้วยการผ่าตัดกระดูกสันหลัง
ที่ทับเส้นประ สาท
ตอนนั้นพ่อดูท้อแท้
อ่อนแรงเหนื่อยใจ
ในปีนั้นฉันเอง
ก็ไม่รู้ถึงความเจ็บปวดของพ่อหรอก
เพราะว่าฉันไม่ได้เป็นผู้ที่เจ็บปวด
เจ็บขนาดพ่อถึงกับยอมรับนัดวันหมอผ่าตัด
พอพ่อทำใจได้
มีสติมากขึ้น
พ่อกลับไม่บ่นเลยสักคำ
ตั้งหน้าตั้งตาทำกายภาพบำบัด
ออกกำลังกายเดินมากเท่าที่จะทำได้
พ่อจะขยับข้อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงตามที่หมอพิมและน้าอ้วนสอนท่าบริหารมา
พ่อบอกว่าน้าอ้วนปรับปรุงวิธีการบริหารร่าง กายขึ้นมาตลอดเวลา
เพื่อให้กับคนไข้ทุกคนของน้าอ้วนแข็งแรงขึ้น
ในช่วงปีแรกๆ
พ่อพื้นตัวขี้นมาแค่ 10 เปอร์ เซ็นต์เท่านั้น
แต่ชวนไปไหนมาไหนก็ไปกัน
แต่พ่อต้องสวมใส่เฝือกคออ่อนตลอดเวลา
จนในปีถัดมาคือปี 60
ฉันเห็นว่าเป็นโอกาสดี
ที่ครอบครัวของเรา
จะได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน
ฉันจึงจองทัวร์ให้พ่อกับแม่และพวกฉัน
ได้ไปเที่ยวร่วมกัน
หลังจากที่เราไม่ได้เที่ยวกันมานานมากแล้ว
ฉันถามพ่อว่า พอจะเดินไหวไหมทั้งวันในช่วงทริปนี้คือ 7 วัน
พ่อก็เงียบ
ตั้งแต่วันที่บอกพ่อล่วงหน้า 2-3 เดือน
พ่อเริ่มเดินออกกำลังกายทุกวันเลย
เช้ากลางวันเย็นพ่อบอกว่ามันดีขึ้นเยอะเหมือนกัน
จากที่เดินไม่ค่อยไหว
มันก็เดินได้บ้างเจ็บบ้าง
จนถึงที่สนามบิน สุวรรณภูมิในปีนั้น(60)
เมื่อถึงวันไปญี่ ปุ่น
หลังจากที่เราเช็คอินตั๋วแล้ว
ก็ไปหาอะไรกินก่อนที่เครื่องจะออกมีเวลามาก
พวกเรามีที่นั่งอยู่ 3 ที่ในเลานจ์ของการบินไทย
แต่เราไปกัน 4 คน
พ่อรีบบอกว่าให้พวกเรา
แม่ลูกๆไปนั่งกินที่เลาน์จการบินไทยเถอะส่วนพ่อจะไปเดินเล่นและหาอะไรกินเอง
เพราะพ่อมีบัตรที่ได้จากธนาคารมาให้ไปเข้า
มิราเคิลเลาน์จ
มีบุฟเฟ่ต์เหมือนกัน
แต่อาหารแตกต่างจากเลาน์จการบินไทยมาก
พ่อก็ยังคงเสียสละทุกอย่างที่พ่อทำได้
ในไฟลท์บินไปญี่ปุ่นวันนั้นปลายทางอยู่ที่ซัปโปโรฮอกไกโด
พวกเราไปญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิตสำหรับพวกฉันกับพ่อ
แต่แม่เคยไปหลายครั้งแล้ว พ่อลุกจากที่นั่งบนเครื่องบิน
ไปเกือบสิบครั้งเพื่อไปยืดเส้นหลังจากดูสีหน้าของพ่อแล้ว
ฉันรู้ว่าพ่อเจ็บ พ่ออดทนได้ดีพอ
เดินได้ดีขึ้นที่ญี่ปุ่น
ไม่ได้ทำให้บรร ยากาศในการร่วมเดินทางท่องเที่ยวของเรา เสียหรือเปลี่ยนไปเลย
พ่อดูสนุก
อร่อยกับอาหารและ
ในทุกการตัดสินใจด้วยสติตลอดเวลา

ไกด์ทัวร์ทริปนั้น
พูดเข้มมากเรื่องระเบียบที่ญี่ปุ่นว่า
เขาระเบียบจัดอย่างไร
จนพวกเราทำอะไรไม่ค่อยถูก จนไปถึงอาหารกลางวันมื้อหนึ่งที่เขาเลี้ยงสุกี้ญี่ปุ่นแบบถูกๆ
ถ้วยขาดไปใบหนึ่ง
พ่อก็เดินไปถาม คนทำอาหาร
ขอถ้วยและขอข้าวเพิ่มให้พวกเรา
เป็นอย่างนี้เสมอที่พ่อตัดสินใจในสิ่งที่ถูก
พ่อจะกล้าหาญในการทำสิ่งที่ถูกทุกครั้ง
ทริปนั้นสนุกมากจนฉันตัดสินใจและพาพ่อไปเที่ยวที่กลางญี่ปุ่นอีกครั้งในปีถัดมา
คือในปี 61
ที่
เกียวโต
โตเกียว
โยโกฮาม่า
แต่เที่ยวนี้ออกจะหนักหนาสำหรับพ่อนิดหนึ่งเพราะพวกเราไปกันเองโดยไม่ได้ซื้อทัวร์
ครั้งแรกที่พ่อได้ยินว่าพวกเราจะแบล็คแพ็กไปพ่อทำตาโตเล็กน้อย

พ่อรู้แล้วว่าการเดินสร้างพลังให้พ่ออย่างมาก
และให้ความแข็งแรง
ก่อนถึงอาทิตย์ที่จะออกเดินทางในทริปนี้
เวลาในแต่ละวันส่วนหนึ่งของพ่อใช้กับการเดินมากๆ
พ่อพยายามฟิตตลอดเวลาสำหรับทริปยาวที่แบล็คแพ็คไป
จนบางวันพ่อปวดหลังมาก

ทริปนี้เราได้ไปดูภูเขาไฟฟูจิด้วยกัน
ไปกินอาหารญี่ปุ่นที่เป็นต้นตำรับที่โตเกียว อาหารญี่ปุ่นสดๆ กุ้งตัวเท่าแขน นอกเหนือจาก
ราเมงรสอร่อยที่ร้านมิชลินที่ฮอกไกโดหรือที่ซัปโปโร
พ่อรู้สึกสนุก สนานมาก
แม่เองอาจจะสนุกน้อยไปหน่อยเพราะแม่เคยมาแล้วหลายครั้ง
แต่ปีนี้
แม่จู้จี้ขี้บ่นช่างติมากกว่าเดิม
ยิ่งใกล้เกษียณมาทุกที
จึงน่าเป็นห่วงพ่ออยู่เหมือนกัน
ถ้าแม่เกษียณแล้ว
แต่ทำไมแม่ยังคงความเครียดอยู่มากและขี้บ่นจนจำไม่ได้
แม่เริ่มทำตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเต็มตัว พ่อคงจะรับมือหนักมากในเวลาต่อไป
3 ปีที่ผ่านมา
พ่อยังดูแลพวกเราทางอ้อม
ด้วยการจัดการซื้อข้าวซื้อน้ำ
สั่งข้าวสั่งอาหาร ให้
แล้วก็แก้ไข อะไหล่ที่เสียในห้องชุดที่พวกเราซื้ออาศัยอยู่
เป็นเรื่องปกติที่พ่อทำให้อยู่เสมอ
สิ่งที่พ่อทำทุกครั้งพ่อจะเฝ้าสังเกตุและปรับปรุงมันก่อน ถ้าทำหรือแก้ไขให้เรียบร้อยได้เอง
แต่ถ้าแก้ไม่ได้จึงจะขอนัดช่าง
พ่อไม่ใช่คนที่ชอบร้องแรกแหกกระเฌอเวลามีปัญหา
พ่อมักจะคิดก่อนจึงแก้ปัญหาไป
แต่แม่มักจะพูดก่อนที่ปัญหาจะเกิด
แต่พอมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว
ก็ฟังแม่พูดกันจนหูแทบหนวก
3 ปีมานี้
พ่อช่วยผ่อนคอนโดจนหมดเรียบร้อย
รวมทั้งผ่อนหนี้สินของพ่อเองที่พ่อแบกรับมาตลอดกว่า10 ปีหนี้สินเหล่านี้
พ่อเคยคิดว่าตัวเองอาจจะผ่อนไม่ได้หมดด้วยซ้ำเพราะสังขารเสื่อม
และเพราะมันเป็นหนี้จำนวนมาก
สุดท้ายพ่อก็ผ่อนจนหมด

พ่อมีเงินบำเหน็จพิเศษก้อนหนึ่งจากการทำงานหนักของพ่อตลอดครึ่งหลังในชีวิตการทำ งาน
พ่อก็เอามาฝากไว้ที่สถาบัน้งืนฝากของฉันในชื่อของฉัน
เมื่อ 3 ปีที่แล้วโดยไม่เคยคิดจะแตะต้องเงินก้อนนี้มาก่อนเลย
ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า
พ่อทำอย่างไรพ่อทำงานอะไร เมื่อก่อนตอนฉันยังเด็กพ่อเคยพาฉันไปที่ทำงานของพ่อเหมือนกัน
ทั้ง 2 แห่งเป็นออฟฟิศและคอนโดระหว่างสร้างขาย
จากในหลายๆแห่ง
ฉันรู้ว่าพ่อทำ งานมากมาย
แต่ฉันไม่เคยรู้เลยว่าพ่อทำงานอะไร
รู้เพียงแต่ว่าพ่อเป็นผู้บริหารสูงสุดในที่ทำงานของพ่อทุกที่
เวลานี้พ่อบอกกับฉันว่าพ่อหูของเริ่มตึงแล้วนะ
ฟังอะไรไม่ค่อยรู้เรื่องเยอะขึ้น
ฉันก็บอกพ่อไปว่าให้ไปวัด ระดับความดังของเสียงในหูจะได้ไปใส่เครื่องมือที่โรงพยา บาลจะช่วยพ่อได้บ้าง
พ่อเงียบแล้วปฏิเสธแล้วบอกว่า
พ่อเคยหาหมอหูที่เก่งๆในประเทศไทยสองคนมาหลายปีแล่ว
และรู้ว่าหูชั้นกลางเสื่อม
และบอกว่ายังไม่เป็นภาระกับการได้ยินและดำรงชีวิตอยู่
พ่อบอกว่าสิ่งที่จำเป็นในเรื่องหูพ่อทำมาจนหมด ในระดับหนึ่งแล้ว
พ่อเพียงแต่ประคองชีวิตประคองสติ
ให้ตั้งมั่นในความดี
ใส่บาตสวดมนต์ ทำวัตรเย็นเป็นกิจวัตร
แล้วก็ดูพ่อใจเย็นขึ้นมาก
ปลอดโปร่งเหมือนเป็นอิสระในทางหนึ่ง
ฉันเองกลับเครียดกับการทำงานมากกว่าเพราะงานมันเยอะจริงๆและมีความเสี่ยง
พ่อสอนว่า
ใครที่มีการจัดลำดับความสำคัญของชีวิตในแต่ละวันได้ ถือว่าเป็นยอดของคนธรรมดา และจะเป็นคนธรรมดาที่มีความสุขได้
ทุกวันนี้....
ฉันยังคงรักพ่อเหมือนเดิม
แต่ฉันเป็นคนปากหนักกับพ่อและแม่
ไม่ค่อยได้พูดในเรื่องนี้ด้วยหรอก
แต่ว่าฉันรักพ่อนะ
พ่อเองก็รู้ว่าฉันรักพ่อ
เพราะพ่อเองยังรักฉันตลอดเวลา
สัมผัสได้ตลอดกาล

ปีหน้า63ฉันจะพาพ่อไปอีกทริปหนึ่งนะ
พ่อได้ยินไหมครับ

รักพ่อนะ

หนูเอง