A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: ชีวิตบัดซบ  (อ่าน 48 ครั้ง)

ออฟไลน์ popen2556

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 730
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ชีวิตบัดซบ
« เมื่อ: 01 พฤศจิกายน 2019, 15:37:02 »








ชีวิตบัดซบ


คำพูดนี้เคยเป็นทั้งชื่อหนัง
ชื่อละคร
ชื่อรายการทีวีในบ้านเรามานานกว่าสามสิบปี
ยิ่งในสังคมปัจจุบัน
การเป็นอยู่บางเรื่องอาจจะสะดวกสบายขึ้น
แต่อยู่ยากขึ้น
ในการทำมาหากิน
หรือการ
อยู่อาศัย
การดูแลชีวิต
มันยากลำบากมากก่อนมาก
กว่าจะได้เงินมาต้องใช้แรงกายแรงใจสูงขึ้น
สภาพแวดล้อมทางสังคมทางเศรษฐกิจทั่วโลก
ก็ทำให้เกิดเป็นเช่นนั้น
ในแต่ละประเทศ
ทั่วโลก
รวมทั้งประเทศที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
หรือที่เรียกว่าประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
ก็มีปัญหาเรื่องคนไร้บ้านหรือ homeless กันเยอะ
จนไม่มีที่ซุกหัวนอน
ต้องนอนข้างทาง
ไม่มีงานทำ
ไม่มีอะไรเลยบางคนโชคดีก็ยังมีสวัสดิการของรัฐอยู่บ้างแต่บางคนโชคไม่มีดีเลย
ทำได้อย่างเดียวก็คือการขอทาน นอกจากนั้นอาจจะเรื่องอื่นๆที่
เราก็ไม่รู้ถึงวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมของคนในประเทศดังกล่าวในซีกโลกนั้นอีก
ทุกวันนี้ญี่ปุ่นเองที่เป็นประเทศท่องเที่ยวที่สวยงามกลับมีhomelessไม่น้อย
เป็นสังคมผู้สูงวัยแบบสมบูรณ์
จึงมีคนแก่เหล่านี้มากมายข้างถนน
ที่นั่นก็ยังมีโรงเจเลี้ยงอาหารกันเป็นเรื่องปกติมานานมากแล้ว
แต่ก็มีคนญี่ปุ่นจำนวนมากที่มีน้ำใจมาคอยช่วยเหลือกัน
ทำโซบะ
ทำอุด้ง
ทำราเมง
ทำซูชิ
มาแบ่งให้คนร่วมชาติที่ยากไร้กินกัน
ญี่ปุ่นนั้นมีประชา กรที่เป็นคนญี่ปุ่นเองประมาณ 97% ของประชากรทั้ง หมด
เรียกได้ว่าประชากรเกือบทั้งประเทศเป็นญาติทางสายเลือดกันจริงๆก็ได้

ผู้คนจำนวนมากในโลกต่างเชื่อว่าสิ่ง
ที่เขาเห็น
ที่เขาเป็น
เกิดจากผู้อื่น
เกิดจากสังคมเกิดจากการ เมือง
เกิดจากรัฐบาล
เกิดจากนายทุน
และจะเชื่อแบบขาดความเข้าใจในความเป็นจริง
ที่ว่า....
ทุกอย่างต้องอาศัยเหตุปัจจัยให้เกิด
มันถึงจะเกิดมีขึ้นได้เช่น
เมื่อมีทุกข์ก็ต้องมีสาเหตุของการเกิดทุกข์
สาเหตุใดเป็นสาเหตุของทุกข์มันเป็นสาเหตุลูกโซ่
ซึ่งหมายความย่อๆว่า
คนเราจะอยู่ในคนเดียวในโลกนี้ไม่ได้
แม้กระทั่งพระภิกษุที่ออกไปบวชนั้น
ท่านก็ยังต้องอาศัย
ญาติโยมในการ บิณฑบาตเพื่อรับอาหารไปประทังชีวิต
แล้วก็นำสิ่งที่ตัวของท่านเองได้ศึกษาได้ปฏิบัติ
อยรมจิตเพื่อให้รับรู้ถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้า ทรงพระเมตตาตรัสสอนไว้
ที่เรารู้กันว่าพระธรรมมานานกว่าสองพันหกร้อยปี
แล้ว
ในพระนามของพระสมณโคดมหรือ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา
ที่ท่านพระองค์ทรงตายแล้วเกิดใหม่ในชาตินี้ ตายจากชีวิตที่เป็นเจ้าชายสิท
ธัตถะที่เครื่องเสวยความสุขเพียบพร้อม
ทั้งในปราสาทสามฤดู
ทั้งครอบครัวที่อบอุ่นร่ำรวยทรงอำนาจ
เพราะทรงเป็นพระโอรสของเจ้าเมืองกบิลพัสดุ์คือพระเจ้าสุทโธทนะ
แต่ด้วยพระปัญญาคุณของพระองค์ทรงเห็นความจริงในชีวิตนี้ว่า
มันไม่ได้มีอะไรเลย
นอกจากความทุกข์
เกิดมาก็ทุกข์
แก่ก็ทุกข์
เจ็บก็ทุกข์
ตายก็ทุกข์
ยิ่งคนสมัยนี้ขยายรายละเอียดของทุกข์เข้าไปอีกเพราะไปหลงบ้าวัตถุ
แม้กระทั่งว่ามีสิวขึ้นเม็ดหนึ่ง
มีรอยตีนกาเพิ่มก็ทุกข์จนนอนไม่หลับ
จมูกไม่สวยเหมือนที่พ่อแม่มีให้ก็ทุกข์
ต้องไปเอาหนังวัวหนังควายหรือซิลิโคนมาใส่
มาเสริมให้มันดูงดงาม
เป็นสไตล์ในรูปแบบที่นิยมอย่างหรืออินเทรนด์
เช่นจมูกและหน้าอย่างดาราเกาหลีเป็นต้น
การผ่าตัดที่เกาหลีใต้ในการเสริมความงามมันทำได้ง่ายๆมากกว่านานาประเทศ
เพราะที่นั่นไม่มีองค์การอาหารและยา
คอยควบคุมความประพฤติของแพทย์หรือหมอ
หมอศัลยกรรมความงามทั่วโลกจึงไปฝึกผ่าตัดเสริมสวยทางด้านศัลยกรรมเสริมสวยที่เกาหลีใต้
เพื่อให้คนงดงามเหมือนกับพลาสติกงดงามเหมือนกับนางแบบหรือดาราที่ถ่ายรูปถ่ายหนังมาแล้วสวย
แต่จะต้องระวัง จมูก
หรือหน้าตาที่ไปฉีดยาหรือไปเสริมสิ่งแปลกปลอมเข้าไป
เพื่อไม่ให้มัน
บิดเบี้ยว
เสียรูปไป
อีกทั้งยังต้องกล้าเสี่ยงต่อความเป็นโรคที่ไม่พึงประสงค์จากการอักเสบติดเชื้อ
เสี่ยงต่อการเสียชีวิตในการผ่าตัด
อย่างไม่กลัวเลยเพราะเชื่อใน เทคโนโลยี่ทางการแพทย์
รวมทั้งเชื่อในข่าวสารที่ได้รับการจูงใจจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่แนบเนียน
แล้วก็เชื่อในสิ่งที่รู้ตาม Application ต่างๆ
ที่เขาทำให้ดู
ออกมาดี
ออกมาสวยเกินคน
สวยเว่อร์ๆทนทาน
เหมือนสีทาบ้าน
ทุกวันนี้คนสูงอายุเริ่มทำศัลยกรรมเสริมสวยมากขึ้น
ทั้งในประเทศ ไทย
รวมทั้งเด็กๆที่มีอายุยังน้อยด้วยซ้ำ
เพราะความหลงใหลในแฟชั่นอินเทรนด์ต้องการความสวยงามแบบดาราหรือบุคคลที่ตัวเองพึงพอ ใจ
จนมีข่าวว่ามีคนเสียชีวิตกันบ้างเนื่องจาก
จมูกเน่าติดเชื้ออยู่บ่อยๆ
คนที่เคยพูดกันมาว่าชีวิตบัดซบ
เมื่อเก่าก่อนนั้น
อาจจะหมายถึงว่า
มีความทุกข์ยากจากการ
ไม่มีกิน
ไม่มีเงินทองไม่มีบ้านอยู่ครอบครัวลำบากแตกแยก
ถูกกดขี่
แต่คนสมัยนี้กลับนำมาพูดมาใช้เปรอะไปหมด
พอแก่ตัวมีคนเรียกป้า
ชีวิตก็บัดซบ
มีความทุกข์
ที่เพิ่มขึ้นจากการยึดติดวัตถุมากขึ้น

ชีวิตที่เป็นเพียงแค่
1.เป็นอยู่คือ

2.ชีวิตที่เป็นเพียงแค่ประสบการณ์ในการพบกับความทุกข์ในรูปแบบต่างๆ
3.แต่ชีวิตกลับเป็นโอกาสที่จะให้เราเอาบทเรียนจากประสบการณ์ที่เกิดจากความเป็นทุกข์
เพื่อไปหาสาเหตุของการเป็นทุกข์นั้นๆ
จนสามารถจัดการกับทุกข์ให้หมดไปได้ในชาตินี้
กลับไม่ค่อยสนใจกันนัก
พระพุทธเจ้าทรงสอนตรัสสอนมาตั้งนานบนโลกแล้ว 45 พรรษา
ในเรื่องของกรรม
ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม
และอริยสัจสิ่งทำให้เกิดทุกข์
แต่ทุกอย่างสา มารถเปลี่ยนแปลงทำได้
โดยเพิ่มศักย ภาพของตัวเอง ให้มีพุทธะที่สูงขึ้น
ให้จิตที่หลับ
ให้จิตมัวเมา
และถูกมอมเมาจากสิ่งต่างๆจนทำให้หลง
ให้หลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี
ขาดสติ สัมปชัญญะอย่างรุนแรงจนถึงขั้น
ใกล้บ้าหรือว่าบ้าไปแล้ว
ให้กลับมารู้สึกตัว
มีสติสัมปชัญญะครบ
เมื่อมี....สติสัมปชัญญะครบและมั่นคงเหนียว แน่นต่อกิเลส
ก็มีสมาธิมั่นคงจนถึงสภาวะที่สงบจิต
สงบกิเลส
จนเบิกบานผ่องแผ้ว
แล้ว
จิตตื่น
หายจากความทุกข์ทั้งปวง

คำว่า
ชีวิตบัดซบจึงเป็นชีวิตที่กล่าวออกมาเป็นการมองในทัศนคติไปในทางลบมากจนเกินไป
ในความจริงแล้ว
ชีวิตนั้นก็ไม่มีอะไร
มีแต่ทุกข์เท่านั้นเพราะเราไปยึดติดมัน
ยึดติดกับความบัดซบ
มันถึงเป็นชีวิตบัดซบนั่นแหละโยม

เจริญพร

พลวงมั่น