A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: รู้สมมติ  (อ่าน 59 ครั้ง)

ออฟไลน์ popen2556

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 730
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
รู้สมมติ
« เมื่อ: 19 กันยายน 2019, 19:39:40 »








ใครอยากอ่านก็อ่านโว้ย
ไม่อยากอ่านก็หลบปาย
มันไม่เที่ยงโว้ย

พพ มากกกกกกว้ออยอยยยยย

รู้สมมติ

วันนี้

พวกเราลองมาพิจารณา
เกี่ยวกับคำว่าความรู้กันดูนะ

ความรู้แรกของคนเรา
มักจะเกิดจากการบอกเล่าสอนสั่งจากบรรพชนตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย
ที่เลี้ยงดูเรามา ให้เรา
เรียกพ่อ
เรียกแม่
กิน
ให้รู้รสของอาหารอะไรต่างๆ
อันนี้เกิดจากการบอกเล่าและประสบการณ์
ให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ในช่วงอายุหนึ่งๆ และเมื่อถึงวัยเข้าเรียนก็เริ่มเข้าไปศึกษา
ตามหลักที่ได้ระบุ
ที่ถูกวางหลัก สูตรไว้จนเรียนจบมา
รู้วิชาเอามาทำมาหากิน
ความรู้ที่ได้จากวิชาอาจจะมากมายเหลือคณา
ตำรับตำราเต็มห้อง
จนไม่มีที่พอจะจัดเก็บ
อาจจะเรียกได้ว่าตำราล้นห้องก็น่าจะได้
ยิ่งใครเรียนมากๆหลายๆสาขา
จนถึงดอกเตอร์ก็คงจะมีความรู้เยอะ
ในทางวิทยา ศาสตร์
เขาจะพิสูจน์ โดยผ่านการทดลองจากการสมมติฐาน
แล้วตั้งเป็นทฤษฎี
เพื่อที่จะพิสูจน์ได้ชัดเจน
เป็นกฎและเป็นหลักแห่งการยึดถือต่อการค้นคว้ากันต่อไป สมมติฐาน....
ถ้ามันไม่เป็นไปตามนั้น
ก็เป็นอันละเลิกกันไป
แต่ถ้าเป็นไปตามสมมติฐาน
ก็ยกระดับเป็นทฤษฎี
ทฤษฎีมั่นคงแล้ว
ก็เอามาเป็นกฎเป็นหลักที่เห็นได้ก็คือ Hydrogen 2 อะตอมรวมกับออกซิเจน 1 อะตอม
เป็น H2O ที่ได้ตามมาก็คือน้ำ อันนี้เป็นกฎของวิทยาศาสตร์ที่สามารถจำแนกอะตอมออกมาได้ขนาดนั้น
การเรียนรู้จากการมองเห็นได้ยิน
รับรู้รส
ดมกลิ่น
สัมผัส
วิทยาศาสตร์สอนให้เท่านั้น แต่เรื่องสัมผัสของใจนี้ วิทยาศาสตร์ไม่ได้สอนเลย
แต่พุทธศาสนากลับสอนเรื่องใจมากที่สุด
ถึงกับระบุว่าใจนั้นเป็นใหญ่
ใจนั้นเป็นนายกายเป็นบ่าวเท่านั้นเอง
หลักของพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้รู้จักทุกข์
ที่มาของทุกข์ หรือเหตุของทุกข์
ภาวะแห่งการหมดทุกข์และหนทางในการดับทุกข์วิทยาศาสตร์สนใจในเรื่องของการดับทุกข์ทางกายมากกว่าทางใจ
ในร้อนก็มีเย็นหนาวก็มีอุ่น
แข็งก็มีสบายมาก
ไม่อร่อยก็มีอร่อย
เจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษากันไปตามสมมติฐาน
พุทธศาสนาภายหลังจากได้ ปรากฏขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าบังเกิด
กว่า 2500 ปี พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงความรู้ทั้งหมดในการพ้นทุกข์
จนมีพระอริยเจ้าทั้งหลายบังเกิดขึ้นมากมาย
เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว
พระอริยเจ้าต่างไปเข้าร่วมประชุมสงฆ์เอาธรรมที่ได้รับการสอนมา
ปฎิบัติจนเห็นแจ้ง
บัญญัติออกมาเป็นพระคัมภีร์ ที่เรียกว่าพระไตรปิฎก
มีทั้ง
พระวินัย
พระสุตตันตปิฎกแล้วก็พระอภิ ธรรม
ที่เราได้เรียนเขียนอ่านกันมานาน
สรุปบทบัญญัติมาว่า
สิ่งนั้นเกิดสิ่งนั้นดับ
เป็นปฏิจสมุป บาท
อันนี้ก็เป็นสมมุติอันหนึ่งเหมือนกัน
สมมุติอันนี้เกิดจากการเรียนรู้สืบต่อจากกันว่าเขาเรียกอย่างนี้ก็คืออย่างนี้ๆ เพื่อเป็นฐานในการปฎิบัติ
แต่ในความเป็นจริง พระพุทธเจ้าทรงให้เราอยู่กับกายแบะอยู่กับใจตัวเอง
ใช้ใจพิจารณากาย
แล้วก็ใช้ใจ
พิจารณากายให้รู้ถึงสภาวะต่างๆ ให้เห็นจริงแท้ จากสมมติฐานที่เรารู้มา
ให้รายละเอียดมากกว่านั้นโดยอาศัยกรรมฐาน40 แบบ
แล้วแต่ใครจะเลือกเอาบทใดบทหนึ่งมาใช้เพื่อจะที่รวมความคิด
ที่เราเห็นในวันหนึ่ง 5-6 หมื่นความคิดหรืออารมณ์
มาเป็นอารมณ์เดียว
ที่เรียกว่าเอกัคคตารมณ์
จนเกิดความสงบเกิดปัญญาเกิดความรู้แจ้ง
แจ้งในอารมณ์ทั้งหลาย
แจ้งในสมมุติว่าเราจำเป็นต้องอยู่กับสมมติ
ให้กายมันอยู่ได้และ
ให้ใจพ้นจากทุกข์
แล้วก็เลยสมมุติไป
ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนมาทั้งหลายทั้งปวงพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเจอมาก่อน
ไปเจอครูบาอาจารย์ที่เก่งตั้งแต่ท่านอาฬารดาบส
และอุทกกดาบสก็ยังไม่ได้คำตอบแห่งการล่วงจากการพ้นทุกข์
พระองค์จึงได้ทรงออกไปแสวงหาโมกขธรรมหรือธรรมะแห่งการหลุดพ้นด้วยพระองค์เองจนบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ
เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เรากราบไหว้กันมานาน แม้จะทรงดับขันธ์ปรินิพพานมานานมากแล้วก็ตาม
แต่พระองค์ก็ยังทรงอยู่
เพราะพระองค์ทรงบัญญัติสิ่งที่เรียกว่าปริยัติเรียกว่าสิ่งที่สอนมาว่าพระธรรมพระคัมภีร์เป็นตัวแทนของพระองค์
เชื่อได้พิสูจน์ได้จากตัวของท่านเอง
จนเกิดมีพระอริยบุคคล
ทุกกาลสมัยจนถึงการปัจจุบัน
ที่เรียกว่า
ปัจจัตตัง
สันทิฏฐิโก
อะกาลิโก
คือ
รู้เองเห็นเองเฉพาะตน
รู้ได้เห็นได้ด้วยตนเอง
แล้วก็ไม่จำกัดกาล
การบรรลุธรรมทั้งหลายทั้ง หมด
อยู่ที่ตัวของท่านเอง
เมื่อใจสงบดีแล้วอารมณ์ที่สูงขึ้นมาก็เกิดเรียกว่าปัญญา
จนอธิปัญญาก็บังเกิดขึ้น
เห็นความจริงของสมมุติโดยแท้จริงว่า
รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ หรือกายกับใจนี้ มันล้วนแต่ว่า
ไม่เที่ยง
เกิดขึ้นและดับไป
เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา
เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา
คือรู้จักเกิดดับแจ้งในความสว่างสงบสบายสะอาด
เป็นอารมณ์ส่วนน้อยแต่เป็นบรมสุขที่เรียกว่า พระนิพพาน
ที่แปลว่าตื่นหรือเย็น

เจริญพร
อนาคาริก