A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: โง่แล้วก็จน  (อ่าน 68 ครั้ง)

ออฟไลน์ popen2556

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 764
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
โง่แล้วก็จน
« เมื่อ: 26 สิงหาคม 2019, 20:27:42 »



โง่แล้วก็จน

เป็นคติประจำใจในการดำเนินชีวิต
ในการทำงานครอบครัวของผม
เพราะสมัยก่อนตั้งแต่เล็ก
ผมเองก็อยู่ในครอบครัวที่ยากจนมาก
โชคดีที่ทุกคนให้การสนับสนุนได้เรียนต่อจนหางานทำได้
ในจุดที่ตัวเองพอใจ
ตั้งแต่ออกจากงานขององค์กรขนาดใหญ่
ได้ความรู้เรื่องระบบ
ได้สติปัญญาออกมามาก
ผ่านพื้นชีวิตที่เต็มตัว
ขึ้นเหนือล่องใต้ จนได้มาเป็นกรรมการบริหาร CFO CEO PRESIDENT
ของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก
แต่การทำงาน
ก็ยังอาศัยความคิดของคนอื่น
ในการแก้ปัญหามากมายที่เรียกว่า
Brain Stroming
หรือการระดมความคิด
เพราะผมเป็นคนช่างถาม
แล้วก็ชอบฟังอย่างตั้งใจเสมอ
ด้วย
แม้กระทั่งในเรื่องที่เหมือนไม่ตั้งใจฟัง
ก็ฟังอย่างตั้งใจหากมีประโยชน์
ก็จะเก็บไปคิด


สำหรับคนแก่กับผมด้วยแล้ว
ผมมักจะถามว่า เขาดำเนินชีวิตกันอย่างไร
หรือ
จะรองรับจากประสบการณ์ของตัวเองที่ยังไม่เคยเป็น
และแก่ลงไปทุกวัน
ซึ่งในตอนนี้ก็ค่อยๆเรียนรู้ไปกับมัน..ความแก่

อาจารย์
หมอบุญสาม รุ่งภูวภัทร
คุณหมอ
ผู้มีจิตใจงดงามแห่งโรงพยา บาลรามาธิบดีบอกกับผมว่า
"ถ้าพี่อายุมากกว่านี้อีกหน่อยก็ต้องระวังเรื่องโรคภัยไข้เจ็บนะครัยว่า
มันจะมาเดี่ยวหรือมันจะมาหมู่"
มันก็ต้องต้อนรับมันครับ
รองศาสตราจารย์ หมอวินัย พากเพียร
อดีตนายกสมาคมศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย
อ.ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟูกระดูกและข้อคณะแพทย์ศาสตร์จุฬาฯ
ท่านก็บอกว่า
"คุณยังแข็งแรงอยู่
ก็ต้องพัฒนากล้ามเนื้อของตัวเองให้สู้โรคให้ดีนะ

กล้ามเนื้ออะไรต่างๆก็ยังดีอยู่เชื่อหมอนะ
สู้มันได้
จำคำพูดของหมอไว้
กีฬากีฬาเป็นยาวิเศษ "
อันนี้เป็นตัว อย่างที่ผมเป็นคนรับฟัง
และยังรับฟังตั้งแต่
แม่บ้าน
กรรมการ
ลูกน้อง
เลขา
แต่จะเลือกตอบและไม่ตอบในเรื่องที่มีหรือไม่มีประโยชน์
มีเหตุผล
แถมยังได้รู้ว่าลูกน้องคนไหนโกงแชร์จาดการฟังอีกด้วยให้ระวังไว้

มีช่วงหนึ่ง
ผมทำงานจนเงินเดือนไม่ได้ใช้เลย
ส่วนใหญ่ก็ไปหมดกับบริวารและการลงทุนในอุตสาหกรรมถึงแม้ผมเองจะถูกกำหนดให้มาดูงานทางด้านที่เกี่ยวกับการเงิน เป็นหลักในตอนแรก
ซึงในตอนแรกเริ่มจากได้รับงานที่เกี่ยวกับดูแลไม่ให้ธุรกิจมันล้มคว่ำ
แต่สุดท้ายก็ต้องมานั่งแก้ไขธุรกิจที่ล้มคว่ำมากมาย
แต่ยังโชคดีที่มีเพื่อนๆสนิท
ที่ต่างมีความรู้ความสามารถ
มาช่วยกันกอบกู้บริษัทเหล่านั้น
จนผ่านไปได้หมด
มันดีขึ้นชัดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนมาหลายสิบปีฟื้นให้กลับไปทำธุรกิจของตัวเองและเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองต่อไปอย่างสดชื่น
มีบริษัทหนึ่งล้มไม่เป็นท่าเหมือนผีลงหลุม
จากยอดขายวันละ 3 ล้านกว่าบาท
ยอดขายปีละเกือบ7,000ล้านบาท
พนักงานก็หมดกำลังใจไม่ให้ความร่วมมือ ถามชื่อก็ไม่บอกเข้าอบรมก็สร้างปัญหาให้วิทยากรพอสมควร
ผมต้องแลกแบงค์ 20 บาทใหม่
เพื่อเอาไปใช้ถามชื่อของพนักงานแต่ละคน
พอถามตรงๆก็ไม่ตอบ
ต้องถามแล้วให้แจกเงิน 20 บาทถึงจะได้คำตอบ เหมือนที่พ่อค้านักธุรจกินั่งข้างๆกับผม
เขาบอกว่า
"สมัยนี้
คนไม่เอาพ่อไม่เอาแม่
มีกันเยอะ
แต่คนไม่เอาเงินไม่มี "
บริษัทนี้เป็นบริษัทหนึ่งที่ ฟื้นฟูได้ยากลำบาก
เครดิตเสียกับ supplier
เครดิตกับธนาคารเริ่มจะเสีย
จนของไม่มีขายเพราะไม่มีคนส่งของให้
ยอดขายจึงหดเหลือแค่ 6,000 บาทต่อวัน
ผมเริ่มเข้าจัดการในช่วงเริ่มต้น
เคลียร์หนี้กับSUPPLIER
เพื่อนๆที่ไปด้วยตอนแรก
ก็กลัวจะโดนยิงหัวเอา
แต่เราก็ผ่านไปได้ด้วยดี
แจกเงินให้กำลังใจพนักงาน
มีโบนัสทุกสัปดาห์ทั้งสาขาในกรุงเทพและต่างจังหวัด
เลี้ยงข้าวกลางวันเสาร์อาทิตย์เพราะลูกค้าเยอะ
ใน 6 เดือนยอดขายก็กลับมาที่ 4 ล้านบาทถึง 5 ล้านบาทต่อวัน โดยได้รับความอุปถัมภ์จาก supplier
แล้วก็ธนาคารที่เจรจา
จนผ่านแก้เรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก
ฟังมากๆ
พูดเท่าที่จำเป็น หว่านล้อมเท่าที่มีเหตุผลชัดเจนไม่ทำได้จริงอย่าไปพูด

สุดท้ายก็โดนเจ้าของบริษัทนี้โกง
เพิ่งมารู้ทีหลัง
ว่า
เพราะเราตั้งใจทำงานฟื้นฟูมากจนเกินไปตามนิสัย
ไว้ใจเพื่อนที่แนะนำมากไปแต่มันก็เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ
พวกเราที่ทำงานด้วยกัน
ได้กลับมาคือประสบการณ์ที่เข้มข้น
ความรักเพื่อนที่มีกันมากมายยอมเหนื่อยกันมากกว่า
คิดถึงเรื่องเงินเยอะ
นี่คือสมบัติชิ้นหนึ่งที่แม่ให้ไว้คือ
"มีสองหูให้ฟังมากๆ
หากให้พูด
พูดให้น้อยๆ

จนดูเหมือนโง่บางครั้งก็ตาม"
ทุกวันนี้แม้จะไม่มีรายได้มากมาย
หนี้สินที่มันฝากให้หนักอกหนักใจมากมายมานับสิบปี
ก็หายหมด
แต่ก็มีเพื่อนหลายคนที่ร่วมรบ
ก็แยกย้ายกันออกไป
บางคนบาดเจ็บเพราะไม่ระวังตัวบางคนมีปัจจัยที่ร่วมเดินทางมันชำรุด
แต่มันเป็นสิ่งสวยงาม
ในการร่วมเดินทางและจากกันไปด้วยดี
ขอให้ทุกท่านที่เดินจากไปมีความสุข
ในวัยที่ร่วงโรย
มีความชัดเจนในชีวิต
ผมเองก็ขอดำเนินชีวิต เงียบๆต่อไป
ขออนุญาตไม่ไปงานพิธีต่างๆสำหรับเพื่อนๆทุกคน
เพราะปีหนึ่งที่ผ่านมาแล้ว
เห็นว่าไม่มีความจำเป็น
แต่สำหรับท่านที่ยังไม่ได้มากินข้าวกัน
นั่งคุยกันหรืออะไรก็ตาม
ก็ยังยินดีต้อนรับทุกท่านด้วยเสมอ
ท่านที่ร่วมกินและคุยกันไปแล้ว
หากยังมีโอกาสเหลือให้ได้กินข้าวด้วยกันบ้างก็เชิญด้วยความยินดีครับ
เพราะผมเดินทางไม่สะดวกกาย
ก่อนที่จะแยกย้ายกันเดินไปตายที่วัดด้วยใจจริง
บุญกุศลที่ทำมาในชาตินี้ขออุทิศให้เพื่อนๆทั้ง หมด
ให้มีความสุขความเจริญในทุกๆด้าน
จนนอนตาหลับขับตาตื่นให้อยู่ในสุคติ
รักเพื่อนๆเสมอนะทุกคน

แทนสะมะชัยโย

ออฟไลน์ BDfefery

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
    • casino
Re: โง่แล้วก็จน
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 17 มีนาคม 2020, 14:32:35 »
แย่จริงๆ นะครับ โดนแบบนี้