A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: อัตตา อัดตาย  (อ่าน 35 ครั้ง)

ออฟไลน์ popen2556

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 710
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
อัตตา อัดตาย
« เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2019, 18:43:33 »









อัดตาอัดตาย

คนที่อยากให้มีคนอื่นมารักตัวตนของตนเอง มาเป็นคู่ครอง
คู่ชีวิต
แต่ไม่เคยพิจาร ณาเลยว่า
ตัวตนของตัวเองเป็นเช่นไร
ไม่ใช่ผ่านผู้คนมาเยอะ อัธยาศัยดีต่อเขาแล้วได้รับคำชมว่าดี
มีกริยาสุภาพงดงาม
แต่ก็หลงอารมณ์ของตัวตนของตนเอง
เป็นคนที่ผ่านความรักด้วยเสน่หาสนิทแนบแน่นเพราะมีรูปสวย
จริตปรุงแต่งได้ดูดั
แต่สุดท้ายคนที่ม่หลงระกหลงเสน่หาก็เลือนหายหรือจากไป โดยมีความรู้สึกหดหู่
เศร้าๆและดีใจในที่สุดที่จากไป คนที่หลงในตัวตน
แล้วอยากจะให้คนมารักมาหลงเสน่หาเช่นนั้น ช่างเป็นคนที่น่าสงสาร
ที่ชอบเพลง Love Me Love My Dog
แล้วจะไปให้คนเกลียดหมารักคุณได้ยังไง
ถึงคุณจะรักเขาแทบตาย
อย่าเอาหมามันมาเป็นเครื่องขวางกั้นความรักของคุณทั้งสอง เลย
หมาเป็นหมาก็ยังน่ารักดี
แต่เป็นคนใจหมานี่สิแย่
ปล่อยตัวตนออกไปเสียบ้าง
ทุกคนจะรักคุณรวมทั้งตัวคุณของเอง
เพราะมันว่าง
มันสบาย
มันไม่หนักเลยเลย
ปลดปล่อยตัวเองเสียจากตัวตน
อัดตามันจะไม่ อัดตายน่ะโยม

อนาคาริก

เพื่อนสนิท

หากพูดถึงคำๆนี้ทุกคนจะรู้ว่า
มันหมายความว่าอะไร
หลายๆคนก็คงจะคิดถึงเพื่อนที่อยู่กับเราเสมอเวลาเราทุกข์
เพื่อนที่คบหากันมานาน
แทบจะติดต่อกันตลอดเวลา
เพื่อนสนิทไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง
บางคนอาจจะคิดเลยไปอีกว่า
เพื่อนสนิทเป็นเพื่อนที่สามารถจะช่วยเหลือเรา ได้
รับฟังความคิดเห็นของเรา
หรือเป็นคนที่รับฟังสิ่งต่างๆที่เราระบายความไม่สบายใจออกมา

คอยให้คำชี้แนะ และที่ในสุดก็มีอยู่

อีกความหมายหนึ่งที่ทุกคนยอมรับคือ
เพื่อนที่คอยรับฟังอยู่ตลอดเว ลา
เพื่อนสนิทอาจจะหมายถึงคนที่เที่ยวเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก
บางคนก็จากกันไปทำงานจนไม่มีเวลาเจอกัน
เพื่อนสนิท
บางคนอาจจะหมายรวมถึงเพื่อนคนอื่นๆที่คอยช่วยเหลือในยามจำเป็น ตามสภาพสิ่งแวดล้อม
เพื่อนสนิทในความหมายทั่วๆไปเช่น
เพื่อนที่สนิทแต่เด็กก็คือเพื่อนเล่นแถวบ้าน เพื่อนที่โรงเรียนจนถึงเพื่อนที่มหาวิทยาลัยแล้วก็เพื่อนในที่ทำงาน
เดี๋ยวนี้ก็อาจจะมีเพื่อนสนิททางเฟซบุ๊ค
ไลน์อะไรทำนองนั้นตามลำดับ
บางคนสนิทมากจนไปนอนด้วยกันก็มี
รุ่นต่อรุ่น
เพื่อนสนิทที่ใกล้ตัวที่สุดก็น่าจะเป็น

พ่อแม่
ปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอา
พี่น้อง
ความสนิทกันดังกล่าวข้างต้นนี้ เริ่มจะเสื่อมลงๆ
ไป
ตามสภาพของสังคมที่เปลี่ยน แปลงไป
เพราะทุกคนต้องทำงานหนักมากขึ้น
ต้องแบกภาระต่างๆอันเป็นค่าใช้จ่ายทั้งนั้นที่มากขึ้น
ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ไม่ว่าจะเป็น อาหาร
เครื่องนุ่งห่ม
ยารักษาโรค
ที่อยู่อาศัยมันแพงที่สุดในตอนนี้
จนเมืองไทย เป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูงติดอันดับโลกแล้ว
และก็ยังมีหนี้ภาคครัวเรือนสูงติดอันดับ 10 ของโลกใน 89
ประเทศคือมากกว่า80%
ของGDP ของประเทศ

ผมเคยได้ยินลูกชายเมื่อครั้งตอนเรียนอยู่มัธยมฯ
พูดให้ฟังว่า
เขาไม่ค่อยสนิทกับผมเลย
แต่จะสนิทกับแม่มากกว่าเยอะเพราะว่า
พวกเขาสองคนแม่ลูกจะไปไหนมาไหน
ก็จะไปด้วยกัน
เสมอๆ
ส่วนผมก็ไปทำงานไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับพวกเขามากนัก
แม้จะเลี้ยงเขามาตั้งแต่เล็ก
ด้วยมือของตัวเองในหลายๆช่วงอายุ
ได้ทำหน้าที่เต็มที่พอสมควร
พอลูกเข้าโรงเรียนประถมฯ
ก็มีเวลา
รับส่งลูกไปโรงเรียน
รับส่งลูกไปเรียนพิเศษ
รับส่งลูกไปเรียนว่ายน้ำ
และเรียนเทนนิส
ซื้อการ์ตูนให้แทบทุกเล่ม
สั่งข้าวมากินด้วยกันในแทบทุกมื้อเย็น
แล้วก็ค่อยๆแอบศึกษาลูกหลังจากลูกๆเข้ามหาวิทยาลัย
เพราะโตแล้ว
จนเขามีเพื่อนสนิทมากหลายคน
พ่อแม่ก็เป็นเพื่อนสนิทของลูกๆ
แต่ลูกๆอาจจะไม่เข้าใจความหมายของคำว่าเพื่อนสนิทนี้ เพราะว่าพ่อแม่จะเป็นบุคคลที่ยอมลูกทุกอย่างตามใจลูกทุกอย่าง
ให้ลูกทุกอย่างเท่าที่พึงจะมี
จะเรียกว่า
ถ้าเรามีอะไรที่ลูกๆต้องการ
พวกเขาจะไม่เคยผิดหวังเลยคำพูดของลูกของผมยังก้องอยู่ในหูของผมอตลอดเวลา
ว่าเขาอยู่คลุกคลีและคุยกับแม่มากกว่าคุยกับผมทำให้เขาสนิทกับแม่มากกว่าผม
ในความจริงแล้วมันเป็นเช่นนั้น
ผมเองเคยพาลูกและเมีย
ไปที่ทำงาน
ไปที่ไซต์งานก่อสร้างออกบ่อย
แต่พวกเขาแทบจะไม่รู้เลยว่าผมทำงานอะไร งานหลายๆอย่างเรื่องหลายเรื่องผมก็เคยเล่าให้ฟัง
แม้มันจะซับซ้อน กับงานจัดการการบริหารงานการปรับโครงสร้างบริษัทแล้วก็การดูแลธุรกิจขนาดกลางใหญ่
จนถึงไปขนาดเล็ก
ที่เป็นอุตสาหกรรม
ที่ต้องใช้พลังทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวมากกว่าที่เราคิดมาก
แต่สุดท้ายมันก็ผ่านไป
เรียกว่าในวัยเด็กของผมเองแทบจะไม่มีเลย
มีแต่วัยผู้ใหญ่
ไปทำงานจนถึงร่างกรอบทุกวันนี้
เมียของผมก็ทำงานของเธอที่ออฟฟิศอยู่หลายสิบปี
ลูกก็ทำงานมาแล้วเกือบ 10 ปี พวกเรารู้จักกันเพียงแต่สันดาน หรือนิสัยดั้งเดิมที่เป็นหลักเป็นฐานเป็นแก่น
แต่อารมณ์หรือนิสัยในปัจจุบันจะเรียกว่า
เรารู้จักเขาได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์หรือเปล่าก็ไม่รู้
มีเพื่อนสนิท
ของผมหลายๆคนบอกกับผมว่าเขารู้จักผมดีทุกอย่าง
ผมคิดว่าเขาเข้าใจผิดไปมาก
ในตอนที่เขาบอกว่าเขาสนิทกับผม
ผมเองก็ได้แต่พยักหน้า
เพราะผมเองก็ไม่รู้จักอะไรในตัวของพวกเขาเลย
ผมรู้เพียงแต่เพียงนิสัยดั้งเดิมบางอย่างที่พวกเขาไม่เปลี่ยนไปมากนัก
อย่างที่ผมเล่าให้ฟังในตอนต้นว่าลูกกับเมียอยู่ด้วยกัน
แต่ห่างไปแค่ไปทำงาน
ไปเรียนหนังสือ
วันละ 10 กว่าชั่วโมงต่อวัน
เจอกันได้เพียงหนึ่งหรือสองชั่วโมง
บางวันเรายังแทบไม่ได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ
ยิ่งลูกๆเขาไปทำงานแล้ว
เราแทบไม่รู้จักพวกเขาเลยจริงๆว่าเขาคือใคร
เป็นอย่างไร
ยิ่งเพื่อนๆที่ไม่ได้เจอกันเป็นนานหลายๆปี
หรือว่าไม่ได้เจอกันบ่อยๆ
ใครจะไปรู้จักได้ คนที่รู้จักผมจริงๆบางส่วน
เขาอาจจะเห็นผม
จริงๆในตอนทำงาน
ในตอนสนทนากัน
ในตอนกินข้าวกัน
จริงๆแล้วพวกเขาอาจจะเข้าใจว่ารู้จักกันสนิทกับผม
แต่ในความเป็นจริงอาจจะ
ไม่ใช่เลยหรืไม่ถูกเลย

ถ้าเขารู้ว่า
ผมทำอะไรผมตัดสินใจเป็นอย่างไร
ในเรื่องที่สำคัญๆจริง
บางทีอาจจะเป็นไปได้ที่จะเป็นเพื่อนสนิท

แล้วพวกคุณเคยคิดบ้างไหมว่าคุณสนิทกับตัวของคุณเองมากแค่ไหน
ตามอารมณ์ตัวเองทันไหม
มีสติเสมอหรือไม่
ตามจิตตามอารมณ์ของตนทันไหม
ผมตอบแทนตัวเองได้เลยว่า
ไม่ครับ
แต่เพื่อนสนิทในวันนี้ของผมก็ยังคงเป็น

เพื่อนสนิทจิตของผม

แว่นฟ้าตาสว่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 กรกฎาคม 2019, 18:45:07 โดย popen2556 »