A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: ช่องว่าง  (อ่าน 33 ครั้ง)

ออฟไลน์ popen2556

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 690
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ช่องว่าง
« เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2019, 14:48:34 »



ช่องว่าง

พวกเรามักจะได้ยินคำนี้มา
มาก
โดยเฉพาะช่วงหาเสียง
ช่องว่างระหว่างคนร่ำรวยกับคนยากจน
ช่องว่างระหว่างความคิดของคน ในสังคม
ช่องว่างระหว่างคนในครอบครัว ช่องว่างระหว่างคนอายุที่ต่างกันในแต่ละรุ่น ตั้งแต่ยุค
baby boom

Gen X

Gen Y

Gen Z
ทุกคนก็เอา
แต่อ้างช่องว่าง ช่องว่าง....นี้
จึงดูเหมือนจะไม่ดีไปซะหมด
จากคำพูดข้างต้น
แล้วทุกคนก็เริ่มกลัว
พยายามจะลด ช่องว่างอันนั้น

เช่นช่องว่างของการแข็งค่าเงินสกุลต่างๆ
จึงเข้าแทรกแซง
แต่ก็ทำไม่ได้มากนัก
เพราะกลไกของความคิดหลากหลาย

แล้ว....เมื่อไหร่เราจะเติมช่องว่างให้มันเต็มได้
เสียที
หลายๆคนที่เป็นผู้รู้ หรือกูรู
หรือจะเป็นกูรู้
ก็พยายามจะแก้ปัญหาเรื่องช่องว่างต่างๆ
อย่างช่องว่างระหว่างความร่ำรวยกับความยากจน
โดยพยายามจะสร้างรายได้ให้แก่คนยากจนได้มีโอกาสลืมตา อ้าปากกับเขาได้บ้าง
ช่องว่างที่พรรคการเมืองทุกพรรคเสนอและเขาพูดกัน
ว่าจะพยายามแสดงให้เห็นความเป็นจริง
ด้วยคำว่าบริบทแต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่เช่นนั้นได้เลย
นายทุนยังเอาเปรียบคนจนอยู่ยังค่ำ
นายทุนมีเงินมากกว่า
จึงมีกำลังซื้อมากกว่า
ก้มหน้าก้มตาซื้อที่ดินมาก
จนที่ดินแพงเพราะความต้อง การของคนรวยมีเยอะ
เขื่อไหมว่าคนรวยจริงในประเทศมีไม่
กี่คน
ทำให้คนจนทั้งประเทศยากจนลงมากเข้าไปอีกและเป็นหนึ้ธนาคารดักดานถึง30ปี
เพราะปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัย
ที่ดินที่ชาวบ้านใช้ทำกินกันทุกวันนี้ในประเทศ ไทย
รวมทั้งที่นาของชาวนาเป็นจำนวนมาก
ที่ไม่ใช่เป็นที่นาของตัวเอง
ต้องเช่าพื้นที่ปลูกข้าวกันมาก

ช่องว่าง...จริงๆ
มันเกิดจากกิเลส
ความโลภ
ความโกรธ
ความหลง
แล้ว
อยากจะได้
อยากจะมี
อยากจะเป็น
ทุกคนล้วนมีมานะหรือชอบเปรียบเทียบ หรือชอบอวดกันนั้น
คนนั้นคนนี้ดีกว่าเรา
คนนั้นคนนี้แย่กว่าเรา

แต่คนไทยทุกวันนี้
ยังมีใจดีอยู่มาก โดยจะเห็นได้ว่า
คนไทยชอบบริ จาคเงิน
ให้วัด
ให้โรงพยาบาล
ให้มูลนิธิ
จนกระทั่งขอ ทานที่ไหนๆก็มักจะได้เงิน
ไม่มากก็น้อย
มีขอทานอยู่ท่านหนึ่ง
ได้รับเงินบริจาคมาจากผู้คน
ด้วยความสงสาร

ก็ยังมีใจสูงสามารถเอาเงินรับบริจาคที่ได้มาเป็นจำนวนกว่าล้านบาท กลับมาทำประ โยชน์ให้กับวัด
อันนี้น่าจะถือว่าขอทานท่านนั้น ได้ถมช่องว่างระหว่างความร่ำรวยและความยากจนของท่านได้สำเร็จ
เพราะเป็นคน รวยแล้วที่เขารู้จักคำว่า
พอ
ท่านอิ่มแล้ว
ที่รู้จักกินรู้จักใช้ สบายใจ
เมื่อได้คืนเงินที่ได้รับบริจาคจากการเป็นขอทาน

พวกเราเชื่อไหมว่า
คำพูดและภาพลักษณ์นี้มันสำคัญกับคนไทยมาก
แม้จะไม่เป็นความจริงก็ตามเพราะช่องว่างแห่งปัญญา
เช่นถ้าเราถูกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบว่าเป็นขอ ทาน
ทุกคนจะเกลียด และไม่ชอบคนพูดเลย
อาจจะโกรธ
ไม่อยากให้ใครดูแคลนได้ว่าตนเองเป็นขอ ทาน
อัตตามั่นหมายในตัวตน
ว่าตัวเอง
เก่งกว่า
แน่กว่า
คนอื่นๆ

ในสังคมไทย
ยุคหลังๆนี้
วัตถุเจริญเลยเถิดไปจากสังคมในยุคก่อนหน้านั้นมาก
คนไทยสมัยก่อนที่มีอายุราวๆ 50 60 ปีขึ้นไป
จะใช้เงินแบบ ประหยัด
มัธยัสถ์
พอสมควร
แต่เวลาจำเป็นจะใช้
ก็ใช้อย่างมีเหตุ ผล
อย่างไม่เกรงใจตัวเอง

และอดออมไปใช้วันข้างหน้า
จึงมีสำนวนกล่าวว่า
"มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท"
เพราะท่านรู้ว่าเงินเป็นเพียงวัตถุอย่างหนึ่งเท่านั้น
ที่ซื้อความสุขบางอย่างได้จากการใช้มัน
แต่ความสุขทางใจ
หาได้ยากจากเงิน
ความสุขทางใจส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ครอบครัว
มีความสุขและความเจริญ
จนท่านมีทานศีลภาวนา
วันพระเป็นวันพระ
ไปถือออุโบสถศีลที่วัด
ศีล 8 ศีล 10
ก็ถือกันไป
ให้มีความผ่อง ใส
ไม่ก่อกรรมทำเข็ญหรืออกุศลกรรรม
ขอเอาแต่กุศลกรรม
บำเพ็ญกุศล
และทำจิตให้ผ่องแผ้ว
เจริญทางสายพุทธะอย่างชัดเจน
แต่คนสมัยนี้ชอบอวด
แม้กระทั่งชอบอวดของการไปเข้าคอร์สสมาธิชักจูงให้คนไปเข้าคอร์สสมาธิกันเป็นจำนวนมาก
มีบางคนที่ขาดศรัทธาและเอามาเป็นการตลาดในการขายตรง
แต่ผู้เขียนยังเชื่อว่า
คนส่วนใหญ่ไปเรียนการทำจิตภาวนา
ด้วยความเป็นศิษย์มีครู
เห็นดีเห็นชอบเห็นประโยชน์จากการฝึกสมาธิกับหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร แล้วก็มาเผยแพร่
ผู้เขียนเองก็ถือตนว่าเป็นศิษย์ไกลๆของหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร
เหนือเศียรเหนือเกล้า
และได้มีโอกาสกราบพบหลวงพ่อ
ยังจำได้ไม่รู้ลืมวันที่หลวงพ่อจับไหล่ที่สนามบินดอนเมือง
ด้วยใบหน้าสีชมพูเปล่งปลั่งหลวงพ่อเป็นกำลังใจสูงสุดเป็นตัวแทนของพุทธะหรือพระพุทธเจ้า
ซึ่งเป็นกำลังใจพระธรรมเป็นแผนที่
พระสงฆ์เป็นที่ปรึกษา
องค์ทั้ง 3รวมกัน เรียกว่า
พระรัตนตรัย
ผู้เขียนเชื่อว่าองค์พระรัตน ตรัยอยู่ในตัวหลวงพ่อเต็มเปี่ยม
ในวัยที่สูงมากและใกล้ๆจะ เลข3 หลัก

บุญกุศลที่เกิดจากการเขียนบทความนี้
ขออุทิศแด่หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร
พ่อแม่ครูบาอาจารย์
หลวงปู่หลวงตา
หลวงพ่อ
บรรพบุรุษอันพ่อแม่เป็นปฐม
ปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอาตลอดจนเพื่อนๆและท่านผู้อ่านทั้งหลาย
เจ้ากรรมนายเวรและสรรพสัตว์ในโลก
เพื่อนทุกข์
อีกทั้งพระภูมิเจ้าที่

หากมีข้อผิดพลาดบางประ การในบทความอันนี้หรือบทความตามหาแก่นธรรมผู้เขียนขอน้อมรับทุกประการ
และขออโหสิ
กรรมมาณ.ที่นี้
ขอทุกท่านจงเจริญสุข สวัสดิ์
ถมช่องว่างทางความคิด
และช่องว่างต่างๆด้วยความสมดุล
ความสมดุลนั้นเกิดจากทางสายกลาง
เจริญมรรคที่มีองค์ 8
เดิน
ตามรอยพระอรหันต์
หลวงปู่หลวงพ่อตลอดจนหลวงพ่อพระพุทธเจ้า ที่เราชาวพุทธนับถือที่ปลุกให้พวกเราหลุดจากความหลับไหลสนิทในอวิชชามาชั่วกาลนานให้
"ตื่น"
ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้หรือ
ชาติไหนๆ
อันเป็นละการ
กระทำที่ใช้ชีวิต
ที่มืดบอด
ดำมืดอีกต่อไปทั้ง 2 ด้านที่เป็นสุดขั้วของความสุขสุดขั้วของความทุกข์
จนมีช่องว่างมากมาย
หนทางแห่งปัญญาจงมีแด่ท่าน
จะเลือกเดินทางไหน
ขึ้นอยู่กับตัวขอวพวงท่านเอง

ธรรมะสวัสดี

แทนสะมะชัยโย

ออฟไลน์ Defaced

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
Re: ช่องว่าง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 06 สิงหาคม 2019, 14:09:45 »
ทำให้รู้อะไรดีๆ มากขึ้น