A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: บ้าน  (อ่าน 79 ครั้ง)

ออนไลน์ popen2556

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 722
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
บ้าน
« เมื่อ: 20 มิถุนายน 2019, 10:08:15 »






บ้าน



เป็นสิ่งที่ทุกคนจะคิดถึงตลอดเวลา
ไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหน
มุมใดของโลกนี้ สิ่งที่คุณคิดถึงมากที่สุดก็คงเป็นบ้าน
ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่คุณซื้อเองสร้างเอง
หรือ
บ้านของพ่อบ้านของแม่ที่คุณได้อยู่อาศัย
บ้านที่เป็นบ้านเฉยๆหรือซุกหัว นอน
ที่ฝรั่งเรียกว่า House
แต่หากบ้านมีคนที่คุณรักอยู่ด้วยเขาเรียกว่า Home
แต่ทุกวันนี้
บ้านก็เป็นแค่บ้าน
ไม่ว่าจะเป็นบ้านเก่าหรือบ้านใหม่ไม่ว่าจะซื้อเงินสดหรือเงินผ่อน
ไม่ว่าจะผ่อนหมดแล้ว
หรือยังผ่อนไม่หมดก็คือบ้าน วัฒนธรรมของคนไทยยุคก่อน
บ้านน่าจะหมายถึงคำว่า Home มากกว่าเพราะครอบครัวอบอุ่น
แต่ในตอนยุค
หลังๆนี้ในยุคของ Gen Y
ที่จะก้าวล่วงไปบ้านเป็นที่สถานที่แค่ซุกหัวนอนเท่านั้นเอง
อาจจะไม่ใช่ที่อาศัยของคนเราที่รัก
เช่นพ่อแม่พี่น้องต่างแยกออกไปตั้งครอบครัวกันเอง
หรือไปอยู่ตามลำพัง
มีอิสรภาพ
บ้านหากเป็นบ้านใหม่
มันก็อยู่ได้นานคงทน
แต่ถ้าเป็นบ้านเก่ามันก็ต้องเสื่อมสภาพไปตามธรรมดา
ต้องมีการซ่อมหรือหากซ่อมไม่ได้
ก็ต้องปล่อยให้มันพังและ
จึงทุบแล้วสร้างขึ้นใหม่
ถ้าเราพูดถึงคำว่าบ้าน
บางคนจิตอาจจะว่องไวไปถึงประตู
หน้าต่างห้องนอนของบ้านแล้ว
เพราะความผูกพันจากการสร้างเอง
หรือจากการที่เกิดมา
ที่มันเรียกว่าอุปทานมี
ความยึดมั่นถือมั่นหรือยึดติด
ในบ้านนั้น
บ้านอีกหลังหนึ่งก็คือร่างกายหรือร่างกายของเรานี้
ก็เป็นบ้านอย่าง ที่เราใช้เป็นที่อาศัยของขันธ์ 5 มีรูปมีนามหรือจะแยกออกมาว่ารูปที่ตัวเรา
นามก็เป็นชื่อเรียกของสิ่งต่างๆที่เรียกว่าเวทนาความรู้สึกสัญญาความจำได้หมายรู้วิญญาณตัวรู้หรือตัวผู้รู้ สังขารคือสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาตามนั้นหรือจะเรียกอีกอย่างว่ากายกับจิตก็ได้ เมื่อเราได้ผ่านโลกมาเยอะ
เราจะเห็นสิ่งว่าที่ทุกคนเห็นแต่มักจะมองข้ามคือความจริง

เพราะกลัวว่าจะเจอสิ่งที่ไม่ชอบไม่มีใครชอบหรอกที่ชอบ
เช่นคำว่าตาย
พังเจ๊ง
เพราะมองในมุมบวกเสมอว่า
จะแข็งแรง
จะทนทาน
จะมีอายุยืน
เวลาพระท่านให้พรคือ
อายุวัณโณ
สุขังพลัง
โยมจะชอบกันมากเลย
ให้อายุยืน
อยู่ในฐานะดี
มีความสุข
มีกำลัง
แต่ถ้าบอกว่ามันเสื่อม
คงไม่ค่อยมีใครชอบจนอยากไปกราบหลวงพ่ออีกสักเท่าไหร่ทั้งที่ความจริงมันเสื่อม
บ้านที่เราอยู่มานาน
ตามอายุงาน
ได้ผ่านโลกป่านร้อนผ่านฝน
ได้เห็น
ได้รัก
ได้เกลียด
ได้ชังได้ชอบสุดท้ายรูปกับนามต้องแตกสามัคคีกันในสัก วัน
ต่างคนต่างไปตามวิถีของดินน้ำลมไฟ
บ้านที่เราพูดถึงตอนแรกมันมีทั้งรูปและนาม
รูปคือตัวบ้านนามคือชื่อเรียกพระท่านสอนให้เรารู้ถึงความสงบคือบ้านที่บรมสุข
ความสงบนี้ก็เป็นบ้านหลังหนึ่งที่พระพุทธเจ้าพระทรงเสด็จออกจากพระบรมมหาราชวัง
จากเมืองออก
กบิลพัสด์
อกทรงผนวชหรือบวชนั่นเอง เพื่อต้องการไปหาบ้านที่แท้จริงว่าที่ปราศจากความทุกข์
มีแต่ความสุขนอกนั้นเป็นบ้านที่ถูกปรุงแต่งทั้งสิ้น
มันปรุงแต่ง
มันก็ไม่คงทน
ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนสุดท้ายก็เอาอะไรไปไม่ได้
แต่ความสงบนี้มันจบทุกเรื่อง มันมีแค่เกิดและดับ
ไม่ต้องกลับมาทุกข์อีก
แต่โยมจะเชื่อไหม
คนส่วนใหญ่ไม่ชอบความสงบชอบแต่ความวุ่นวาย
ชอบสนุก
ชอบอร่อย
ชอบเฮฮา
ชอบตื่นเต้นอันนั้นเป็นรายละเอียดของอารมณ์ที่ทำให้เกิดสุขทุกข์หรือเรียกว่าเวทนามันก็ทุกข์ทั้งนั้นนั้น
เป็นอะไรก็ทุกข์นะโยม
นอกจากจะหาบ้านเจอ

เจริญพร
อนาคาริก
หมายเหตุ
พระพุทธเจ้าสอนว่า
“นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง” สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี.
หมายความว่า ความสุขอื่นมีเช่นกับความสุขในการดูละคร ดูหนัง ความสุขในการเข้าสังคม(Social) ในการมีคู่รักคู่ครอง หรือในการมีลาภยศ

การได้รับความสุข สรรเสริญ และได้รับความสุขจากสิ่งเหล่านี้ก็สุขจริง แต่ว่าสุขเหล่านี้มีทุกข์ซ่อนอยู่ทุกอย่าง ต้องคอยแก้ไขปรับปรุงกันอยู่เสมอ ไม่เหมือนกับความสุขที่เกิดจากสันติ ความสงบ เป็นความสุขทีเยือกเย็น และไม่ซ้อนด้วยความทุกข์ และไม่ต้องแก้ไขปรับปรุงตกแต่งมาก

เป็นความสุขที่ทำได้ง่าย ๆ เกิดกับกายใจของเรานี่เอง อยู่ในที่เงียบ ๆ คนเดียวก็ทำได้ หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมสังคมก็ทำได้ ถ้าเรารู้จักแยกใจหาสันติสุข กายนี้ก็เพียงสักแต่ว่าอยู่ในที่ระคนด้วยความยุ่ง สิ่งแวดล้อมเหล่านั้นไม่ยุ่งมาถึงใจ

แม้เวลาเจ็บหนักมีทุกขเวทนาปวดร้าวไปทั่วกาย แต่เรารู้จักทำใจให้เป็นสันติสุขได้ ความเจ็บนั้นก็ไม่สามารถจะทำใจให้เดือนร้อนตามไปด้วย เมื่อใจสงบแล้ว กลับจะทำให้กายนั้นสงบ หายทุกขเวทนาได้ด้วย และประสบสันติสุขซึ่งไม่มีสุขอื่นยิ่งกว่าสันติสุขนั้น

พระพุทธเจ้าสอนให้ฝึกเป็น ๓ ทาง คือ

๑. สอนให้สงบกาย วาจา ด้วยศีล ไม่ทำโทษทุจริตอย่างหยาบที่เกิดทางกาย วาจา เป็นเหตุให้เกิดสันติสุขทางกาย วาจา เป็นประการต้น

๒. สอนให้ฝึกหัดให้เกิดสันติสุขทางใจด้วยสมาธิ หัดใจไม่ให้คิดถึงความกำหนัด ความโกรธ ความโลภ ความหลง ความกลัว ความฟุ้งซ่านรำคาญ ความลังเลใจ ทำให้ใจไม่เด็ดเดี่ยว ไม่เด็ดขาดเมื่อละสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นเหตุให้ใจสงบ เป็นสันติสุขทางจิตใจอีกประการหนึ่ง

๓. ทรงสอนให้ฝีกหัดให้เกิดสันติสุขทางทิฏฐิ (ความเห็น) ด้วยปัญญา พิจารณาให้เห็นว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่แน่นอน เป็น “อนิจจัง” เป็น “ทุกข์” ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา อ้อนวอนขอร้อง หรือเร่งรัดให้เป็นไปตามความประสงค์ ท่านเรียกว่า “อนัตตา”

เมื่อเรารู้เห็นตามเป็นจริงเช่นนี้ จะทำให้จิตใจของเราเข้มแข็งมั่นคงเด็ดเดี่ยว ไม่หวั่นไหวไปตามเหตุการณ์ทั้งหลาย เพราะรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า
"สิ่งเหล่านั้นมันไม่แน่นอน มันคงอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงเสื่อมสิ้นดับไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาฝ่าฝืนของเรา"

อย่าไปเร่งรัดให้เสียกำลังใจ คงรักษาใจเราให้เป็นอิสระมั่นคง อยู่เสมอ ไม่หวั่นไหวไปตามเหตุการณ์เหล่านั้น
เป็นเหตุให้ใจตั้งอยู่ใน สันติสุข เป็นอิสสระ เกิดอำนาจทางจิต – Mind Power ที่จะใช้ทำกิจกรณียะ อันเป็นหน้าที่ของตน ได้สำเร็จสมประสงค์

อ้างอิง
โอวาทจากเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต(ธัมมวิตักโก ภิกขุ)
http://www.buddhistnun.net/คติธรรมคำสอน/คำสอน