A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: พระธรรมเทศนาย่อๆ  (อ่าน 97 ครั้ง)

ออฟไลน์ popen2556

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 710
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
พระธรรมเทศนาย่อๆ
« เมื่อ: 28 พฤษภาคม 2019, 11:44:14 »
ๆ๐


วันนี้ขอเล่าเรื่องให้ฟัง
เรื่องเกี่ยวกับที่เกิดขึ้นที่วัด
มีพวกนักต้มตุ๋น แต่งตัวดีหน้าตาหนุ่มหล่อสาวสวยมือเท้าดี
มาตามกุฏิของพระมาบอกว่าลูกนอนป่วยอยู่ที่ศิริราช
ไม่มีเงินไปเอาลูกออกมา
เพราะหมอไม่ให้เอาออกมาจนกว่าจะจ่ายเงิน
หลายกุฏิพระโดนกันไปบ้างแล้ว
โดยเฉพะพระใหม่เมตตามากอาตมาไม่มีเงินเพราะต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าส่งเสียเณรที่มาเรียนต่อในกรุง เทพฯ
ก็เลยบอกโยมไปว่าถ้ามายืมเงินอาตมาอาตมาจะต้องขอยืนโยมก่อน เขาก็บอกแหมแล้วเขาก็ไป
อันนี้เป็นเรื่องที่ ปรับแต่งกันมา สำหรับเรื่องที่จะพูดวันนี้คือคือเรื่องญาติ
เรื่องญาติในสังคมปัจจุบัน
ที่ครอบครัวมันเล็กลงๆ
ตามความจำเป็นที่ต้องตามการดูแลกัน

ในสมัยก่อนญาติจะเยอะ
มีปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอา
จนถึงพี่ๆน้องๆลูกๆหลานๆ
ที่อยู่ร่วมกันในครอบครัวใหญ่สังคมยิ่งเติบโตทุกคนก็กระจายครอบครัวออกไปอยู่ด้วยกัน เอง
พ่อแม่ลูก
ดูแลครอบครัวกันเอง
ที่ตัวเองสร้างขึ้นมานี้เป็นไปตามธรรมชาติวิสัยกลับมาเยี่ยมพ่อแม่กลับมาดูแลพ่อแม่
เป็นธรรมดาแล้วแต่ความสะดวกสบาย
บางคนที่ปลอดภาระกับหน้าที่การงานก็อาจจะมาดูพ่อแม่หรือพวกที่อยู่กับแม่ก็เป็นหน้าที่หลักที่เราต้องดูแลเพราะเป็นเป็นญาติสนิทใกล้ตัวญาติสมัยนี้ส่วนใหญ่มาหากัน
ไม่มารบกวน
กัน
ก็มาขอยืมเงิน กันเป็นส่วนใหญ่ยืมแล้วไม่ค่อยคืนเพราะว่าเป็นญาติ
เป็นเรื่องปก
ที่ทุกอย่างมันแพง
ที่คนเอาแต่ใช้เงินกัน
ไม่รู้จักหาเงินกันให้พอกับที่ต้องใช้เงิน
ไม่เอาคือไม่เอาไม่ประหยัดและอดออม
เอาแต่ใช้
เอาแต่หาสิ่งดีๆในชีวิต
แล้วก็ไปกวนพี่ๆน้องๆหรือญาติไปยืมเงินส่วนใหญ่กันมาก
ไม่ค่อยคืนไม่นึกถึงอกเขาอกเรา
ไท่นึกถึงความจำเป็นที่ต้องช่วยเหลือกันน้ำใจที่มีต่อกันทำให้ผู้ให้ยืมเข็ด เพราะไม่ได้เงินคืนที่จำเป็นต้องใช้
เลยไม่คิดจะช่วยคนอื่นอีก
เพราะเงินของตัวเองมีความจำเป็นต้องใช้เหมือนกัน
ก็หมดไป
ความแร้นแค้นน้ำใจ
ก็เลยมีมากขึ้นหากทุกคนเข้าใจคำว่า
อกเขาอกเราอันนี้เป็นญาติที่ดีญาติสนิท
ความสนิทสนมเป็นญาติอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้
พระนี้ที่เวลาป่วยหรืออาพาธนี้
ถ้าที่อยู่ในวัดเดียวกันกุฏิเดียว
กันก็ดูแลกันเป็นหน้าที่ของพระเพราะพระท่าน เป็นญาติสนิทกันเอง
พระพุทธองค์ทรงสอนเช่นนั้นจริง
เพราะพระไม่มีที่พึ่งอื่นๆที่ไหน
ถ้าออกจากเรือนชานแล้ว
ไม่พึ่งญาติโยมเท่าไหร่
ในสังคมปัจจุบันจะมีก็แต่พระผู้ใหญ่
ท่านมีญาติโยม
อุปฐากอุปถัมป์อะไร
ก็ตามแต่พระเลย
ส่วนใหญ่ต้องพึ่งตนเอง
พึ่งญาติสนิทที่เป็นพระด้วยกันเป็นเณรเป็นอะไร
ตามแต่จะมีการสงเคราะห์ดัน
ญาติจริงๆแล้วก็คือคนในครอบ ครัวเรา
ญาติสนิทพ่อแม่ลูก
พี่น้องในบ้านที่ยังเล็กอยู่
เมื่อทุกคนแยกออกไปแล้วเขามีหน้าที่ของตัวเองจะต้องดูแลกัน
ไม่ต้องเบียดเบียนกันต่อไป
เหมือนญาติที่เราเห็นกันทั่วไปพี่น้องก็เป็นศัตรูทางสายเลือดแย่งกันกินแย่งกันใช้แล้วสุด ท้ายก็มาแย่งมรดกก็ฆ่ากันตาย
อันนี้ไม่ใช่ญาติสนิทเป็นคนที่ไกลกัน
คนที่ไกลกันไม่ใช่ญาติ
แต่คนที่อยู่ด้วยกันจริงๆแล้วช่วยเหลือเกื้อกูลกันถึงไม่ใช่พี่น้องทางสายเลือดก็เป็นญาติสนิทได้ญาติตามความหมายของพระพุทธเจ้านี้เป็นเช่นนั้น ความสนิทสนมเป็นยอดแห่งญาติ
ในสังคมที่แปลกแยกกันนี้
ขอบเขตในความช่วยเหลือญาติเป็นเช่นไรก็ต้องพิจารณาตามสมควร
ช่วยคนมันก็ดีนะแต่ช่วยคนแล้วไม่ถูกหลอกดีกว่า
ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
วันนี้เรามาปฎิบัติกันแล้ว
กรวดน้ำ
แผ่เมตตาให้เขาทั้งหลาย
ให้จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด
อย่าได้มาเบียด เบียนซึ่งกันและกันเลย
อะไรนี่แหละที่เราได้ส่งข้อ ความไป
ก็จอให้ใช้ปัญญาพิจารณา
เอา
ใครญาติเยอะเหนื่อยหน่อย ญาตินั้นมันมีลำดับของมันเอง
ที่ต้องช่วยมากคือตัวเอง
ค่าครองชีพมันแพง
พ่อแม่เป็นญาติที่สนิทที่สุดที่
เราต้องดูแล
เราก็ดูแลตามนั้น บางทีญาติทางสายเลือดยังดีสู้ญาตินอกสายเลือดไม่ได้
อันนี้เป็นเรื่องจริง
เป็นพระที่ดูแลกัน
แม้ไม่ใช่ญาติทางสายเลือดไม่ใช่พี่น้องเกิดตามกันมา
แต่ท่านก็ดูแลกันดีเพราะเป็นญาติ
วันนี้สั้นๆแค่นี้พวกเราก็มาเจอกันเป็นประจำทุกวันเสาร์

นอกจากมีกิจจำเป็น
ก็จะบอกกันก่อนล่วงหน้า
มาทำวัตรเย็นสวดมนต์นั่งสมาธิกัน
ตามเวลาอันควรแล้วก็ไปทำในกายนี้ให้ปกติ
อาตมาขอให้พรญาติโยมทั้งหลาย
ทั้งภาษาไทยและภาษาบาลี


เจริญพรนะโยม

พระกม กมโร