A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: สมมติสุข  (อ่าน 128 ครั้ง)

ออฟไลน์ popen2556

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 710
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
สมมติสุข
« เมื่อ: 10 เมษายน 2019, 14:00:33 »



สมมติสุข

เราเกิดมา
ทุกคนมีพ่อและแม่เป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยง ดู
ดูแลและปั้นแต่ง
ให้ทุกอย่างที่มี นอกจากจะให้ชีวิตแล้ว
ก็ให้สิ่งที่ตนเอง เข้าใจว่าจะทำให้ ลูกๆมีความสุขที่สุด

ไม่ว่าสิ่งที่ให้
จะทำให้เติบโตแข็งแรงหรือ
อาการที่มีมีรสอร่อย
ช่วงที่ลูกๆโตขึ้น ก็อยากให้ลูก
มีความสุข
มีลาภยศมีสรรเสริญ
มีสุขในความรู้สึก
จะไม่อยากให้
เสื่อมลาภหรือเสื่อมยศ
ไม่ถูกนินทา
ไม่ทุกข์

คนเป็นพ่อแม่โดยธรรมชาติมันเป็นเช่นนั้น

คนทุกคนก็พัฒนาตนจากความรู้พื้นฐานที่บ้านนั่นแหละ
มีพ่อแม่เป็นครูคู่แรก

สมัยก่อนผู้คนแค่กินดีอยู่ดี
นอนหลับ
ไม่เป็นหนี้เป็นสินก็มีความสุขล้นเหลือแล้วตามประสาชาวบ้านธรรมดาๆ

จากการที่โลกเปลี่ยนแปลงขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยจากเมื่อก่อน

จนเหตุการณ์ต่างๆมันเปลี่ยน แปลงไปรวดเร็วมาก
ราวกับเนรมิตเพราะการเจริญในองค์ความรู้ของคน
จนทำให้เหมือนอยู่ในทิพย์วิมานหรือคนแทบจะเป็นเทวดาไป

อยากจะได้อะไรก็กดปุ่มมือถือ

เอาอะไรที่อยากได้ดั่งกับเสกมาจากสรวงสวรรค์

อันนี้คือความสุขของแบบโลกๆ

ความสุขต่อมาก็คือความอร่อย คนสมัยนี้จึงมีรูปร่างเป็นมะขามข้อเดียวกันเยอะทั้งผู้หญิงหรือผู้ชาย
ก็มีความสุขจากอร่อย
จนอาจจะเมินเสื้อผ้าที่ทำให้เสพแล้วมีความรู้สึกว่าหุ่นดีไป

ที่เขาสมมติมาให้เรารู้ว่าต้องมีเอวคอดหน้าอกใหญ่พอสมควร อันนี้เป็นสุขสมมติ

ต้องมีคิ้วโด่งเหมือนฝรั่ง ตากลมปากสวยใบหน้าขาวได้รูปกลมกลืน
อันนี้ก็สมมติสุข
ผมต้องดำสนิทหรือสีตามใจฉันจะยาวหรือจะสั้นก็แล้วแต่สมัยนิยมกันในหมู่

เดี๋ยวนี้มันสุขมากขึ้นกว่านั้นคือความสุขของการแข่งขันกันสุข
ด้วนความคิดที่ถือดีว่า
ตัวเองสูงกว่าเขา
ตัวเองไม่ต่ำกว่าเขาหรือ
อย่างน้อยก็เสมอเขา
คงจะไม่มีใครไปเปรียบเทียบตนกับคนที่เป็นขอทานหรอกว่า ตัวเองต่ำกว่า อย่างน้อยก็บอกแล้วว่าจะไม่เป็นขอทานหรือจัณทาล
สมมุติไปอย่างนั้น
คำว่าขอทานหรือจัณฑาล
เขาก็สมมุติมาเพื่อให้เรามีคำเรียก

สมมติเพื่อจะได้เรียกทุกอย่างนี้ให้เรียกให้มันถูกต้องเหมือนกันและเข้าใจกันตามลักษณะ
เช่นชื่อคนไทยเมื่อก่อนก็มี
ไอ้แดง
ไอ้ดำ
มาริษา
อัญญ่า
ชัญญ่า
หรือตามแต่จะเรียกให้หรู
นิมิตร วิจิตรเลิศจะหรูอะไรก็ว่ากันไป
เพื่อให้มีการเรียกตัวตนให้ถูกต้อง
ถ้าเราพิจารณาเป็นว่าคน
หรือคนใดคนหนึ่งแทนคนทั้งโลก
อย่างถี่ถ้วน
เราจะรู้ว่าคนเรานั้นไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย

รูปร่างหน้าตานั้นจะแตกต่างกันก็ตามสมมุติที่บอก
ว่าหล่อว่าสวยว่าหรือขี้เหร่

แต่คนทุกคนมันต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ
มีเกศาโลมานักขาทันตาตโจหรือ
มีผม
มีขน
มีเล็บมีฟัน
มีหนัง
เหมือนๆกันหมดถ้าลอกสิ่งเหล่านี้ออกมาทั้งหมด

คนมันก็เหมือนกันเพราะมีแต่โครงกระดูก

คำว่าโครงกระดูกก็เป็นคำว่าสมมติ
เรียกว่าโครงกระดูก

โลกมีอริยชนอยู่กลุ่มหนึ่งที่เดินตามวิถีรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า
ศึกษาธรรมจากพระโอษฐ์
ว่า
ทุกรูปทุกนาม
ที่เห็นที่เรียกล้วนแล้วแต่สมมุติสุขนั้น
ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นทุกข์เพราะมันไม่เที่ยงทนได้ยากแลเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
คนไม่ชอบ
คนชอบแต่เกิดแก่เจ็บตายไม่ชอบ
ชอบแต่
หล่อสวยเท่ห์มีเสน่ห์
สุดท้ายก็น่าเกลียดเหมือนกัน
ก็ยังต้องไปห่ผ่าตัดที่หมอเก่งๆ
อาจจะบินไปถึงเกาหลี
บินไปถึงอเมริกาหรือว่าประเทศที่ตัวเองมั่นใจในหมอตัดเย็บ
ผ่าตัดตกแต่งเพื่อความงาม
โดยไม่สนใจว่าสุขภาพของตัวเองหลังจากผ่าตัด
จะแย่ลงหรืออย่างไร
เพราะการผ่าตัดล้วนต้องกระทบเปลี่ยนระบบภายในร่างกาย แต่ด้วยคำโฆษณาชวนเชื่อให้ผิดเพี้ยนไปเพื่อตามใจปรารถนาในสมมติทำแล้วสวยหล่อเท่ห์

สิ่งที่พ่อแม่ให้มาก็เลยทิ้ง

อยากจะได้ตามสมัยนิยมว่าสวยว่าหล่อว่าเท่ห์

จนเด็กๆรุ่นหลังๆแม้กระทั่งสาวน้อย
หน้าตาแต่งออกจะมาที่ต้อง
ทำจมูกเหมือนกันทำหน้าผากเหมือนกัน
เขียนคิ้วเขียนตาเหมือนกัน
ตามไอดอล
เป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง
ซึ่งความเหมือนกันมันตาลปัตรกลับกันกับสังคมพระศรีอาริยเมตไตรย์
ที่ว่าทุกคนมีธรรมเสมอกันหมด
ไม่ต้องเปรียบเทียบเพราะทุกคนล้วนแต่เป็นเพื่อน
ทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย
คำว่าปริยัติหรือตำราทั้งหลาย
คำว่าปฏิบัติหรือการทำกระทำการฝึกตัวฝึกตน มันก็เป็นคำพูดที่เรียกตามสมมุติทั้งนั้น
เพียงแต่ผู้ปฏิบัติจะเห็นความจริงว่าสิ่งทั้งหลายมันทุกข์
มันน่าเบื่อ
มันไม่อยากเอามันไม่อยากได้มันไม่อยากเป็นทำเสียให้มันจบจึงมีความพยายามที่จะดำเนินคามรอยพระบาทพระโคดม
จะถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง
เพียงแต่รู้ว่าที่หล่อสวยเท่ห์มีเสน่ห์
มันทุกข์ทั้งสิ้นเพราะมันไม่เครียด
ที่อยากจะให้มันสวยหล่อเท่ห์มีเสน่ห์
มันเที่ยงคงทนไม่เปลี่ยนแปลง
เพราะ
ไม่รู้จักคำว่าโลกหรือธรรม
กระทั่งรู้จักตัวเองก็ยังไม่รู้จักกันเลย
สรรหากันไปสุดท้ายก็ตายเสียเปล่า

สาธุชนทั้งหลายจึงเริ่มลาออกจากสังคมใหญ่ๆสังคมเล็กๆสังคมส่วนตัวเพื่อแสวงหาสิ่งที่เรียกว่าโมกขธรรม
คือธรรมะที่ทำให้หลุดพ้น

ในสมัย
หลวงปู่มั่น
หลวงปู่เสาร์นั้นท่านแวะไปเยี่ยมชาวบ้านที่ไหนครอบครัวก็จะแตกที่นั่น
ไม่สามีไม่ภรรยาไม่บุตร
ก็สำนึกในธรรมที่ท่านแสดงอยากจะบรรลุธรรม
จึงเดินตามท่านที่มาโปรดกัน

อันนี้เป็นสิ่งดีสิ่งดี
ที่เราจะเข้าใจตัวเอง
คำว่าครอบครัวแตกแยกในที่นี้มันไม่เหมือนกับครอบครัวที่หย่าร้างกัน
แต่เป็นการแตกกันในจุดที่ดี
เพื่อจะได้จบทั้งงสิ้นดี
ตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า

ที่มีพระพุทธเจ้าพระองค์นี้
แต่ว่าในเวลานี้เราจะมีพระพุทธเจ้าพระองค์นี้หรือไม่มีก็ตาม
สัจธรรมความจริงของพระองค์
ก็ยังคงมีอยู่ของมันอย่างนั้น
เพียงแต่ว่าเรามีทางลัดตัดตรง
ที่แสดงที่มาของทุกข์ทุกวัน
ขึ้นอยู่ส่าเราไม่เอาหรือไม่เท่านั้นเอง
โดยมรคที่มีองค์ 8

หวังว่าท่านสาธุที่สนใจในธรรมจะได้ประโยชน์ในการ
ปรารถธรรมวันนี้เจริญพร
อนาคาริก

บุญกุศลที่เกิดจากบทความนี้ขอน้อมอุทิศถวายแด่หลวงปู่หลวงตาหลวงพ่อ
หลวงลุง
หลวงน้า
หลวงพ่อชา สุภัทโท ตลอดจนบรรพบุรุษอันนี้พ่อแม่เป็นปฐม ปู่ย่าตายาย
พี่ป้าน้าอา เพื่อนๆทั้งหลายสรรพสิ่งในโลกแล้วก็เจ้ากรรมนายเวรตลอดจนท่านผู้อ่านทุกท่านขอให้มีความสุขความเจริญยิ่งๆไป
หากมีข้อผิดพลาดบกพร่องผู้เขียนขอน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว

แทนสะมะชัยโย

ศีลแปลว่าปกติ

คนไม่มีศีลจึงแปลว่าไม่ปกติ
อยู่กับใคร
เขาก็เดือดร้อนเพราะเบียดเบียนเขาไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง
ลืมคำว่า
อกเขาอกเรา
มีแต่เห็นแก่ตัวไม่ละอายและเกรงกลัวต่อบาป
จนกรรมมันตามทัน

อนาคาริก




ศีลแปลว่าปกติ