A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: ความตายคือการหลับแล้วตื่นในพรุ่งนี้หรือชาติหน้า  (อ่าน 180 ครั้ง)

ออฟไลน์ popen2556

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 602
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์






ความตายคือการหลับแล้วตื่นในพรุ่งนี้หรือชาติหน้า
ชีวิตคือความฝันที่จำไม่ได้
ชีวิตคือประสบการณ์ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งของแต่ละคนจากเกิดไปถึงตาย
คนที่ไม่เข้าใจความจริงของชีวิต
ก็จะเรียกว่าทุกข์
แต่คนที่เข้าใจความจริงของชีวิตจะเรียกว่าอาจตะเรียกว่าทุกข์หรือสุข
แต่ละชีวิตไม่ว่าสั้นหรือยาว
ต่างมีประสบการณ์ ไม่แตกต่างกัน
ในเชิงคณิตศาสตร์วันต่อวัน
คืนต่อคืน
เดือนต่อเดือน
ปีต่อปีเช่นกัน
เกิดแล้วตายเหมือนกัน
ถ้าเราบาลานซ์หรือสมดุลสมการทั้งสองข้าง
ไม่ว่าชีวิตจะยาวหรือสั้น
ผลมันก็ออกเท่ากันคือ
เกิดเท่ากับตาย
แต่ถ้าเราใส่ประสบการณ์ตรงกลางไว้ระหว่างเกิดกับตาย
ในเรื่อง
ของเวลา
คุณภาพชีวิต
ที่สมมุติขึ้นมา
มันก็ต่างกันเพียงเล็กน้อย
แต่โดยสมมติ
คนกินข้าวจานละ 40 บาท
ไม่ได้หมายความว่าจะอร่อยน้อยไปกว่าคนที่กินสเต็กจานละ 500 บาท
อันนี้เป็นเรื่องสมมุติเป็นการถูกหลอกทางการตลาด
ทางความคิด
การใส่เครื่องปรุงลงไปในความคิด
ของคนในรุ่นต่อรุ่นอย่างเช่น
สมัยก่อนคนไทยไม่รู้จักสเต็กเลย
แต่ทุกวันนี้คนไทยถูกย้อมสมองมาจากฝั่งตะวันตก
จนมายังฝั่งตะวันออก
เช่นทุกวันนี้คนเอเชียก็รู้จักคำว่ากินสเต็กไปหมด
กินกันตามห้างฯเกลื่อนมีเห็นอยู่ทุกวัน
ฝรั่งก็ไม่เคยกินต้มยำแต่พอมากินก็บอกว่าต้มยำกุ้งอร่อย
กินอะไรๆก็ไม่ต่างกันอร่อยก็ไม่ต่างกันคืออร่อยเหมือนๆกัน
อร่อยในแง่ของการกินโดย
กริยามีเวทนาชอบหรือไม่ชอบ
เพียงแต่ว่าใช้เงินแตกต่างกันออกไปมากน้อยกว่ากันเท่า นั้น
มันเป็นวัตถุอย่างนั้น บ้านก็เช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็น
ทาวน์เฮ้าส์
คอนโด
ห้องเช่า
หรือบ้าน 50 ตารางวาราคา 7-8 ล้านบาท
บ้าน100 ไร่ราคา..
ก็ไม่ต่างกันกับที่จะมีประสบการณ์ในการอยู่และมีความสุขและความทุกข์
จะเป็น
โฮมสวีทโฮมหรือไม่ขึ้นกับว่าอยู่กับ
ใคร
เสื้อผ้าก็เช่นกันไม่ว่าคุณจะใส่เสื้อผ้า
ที่มียี่ห้อกุ๊ชชี่หรือจะเป็นของ Copy ก็ไม่ได้ต่างกัน
ในเรื่องของความสุขที่ใส่แล้วมีความสุขย้อมใจตัวเอง
แต่จริงๆมันเป็นเครื่องกั้นอนาจารที่เขาเรียกว่า
สมมติ
ที่แท้จริงใช้ป้องกันร้อนหนาวเท่านั้น

ประสบการณ์ของความสุขกับความทุกข์ของคนจึงไม่ต่างกัน
หรืออย่างยาที่เป็นยานอกทะเบียน
หรือยาในทะเบียนที่เรียกว่ายาหลัก
มีประสิทธิผลอาจจะต่างกันบ้างในเรื่องของตัวยา
รายละเอียด
แต่โดยพื้นฐานจะเหมือนกัน
เช่นพาราเซตามอลกับไทลินอล
หรือ
จะเป็นยา Copy จากยาที่หมดลิขสิทธิ์แล้วกับยา Original ก็ไม่ต่างกัน
สุดท้ายก็
เกิดกับตายเหมือนกัน
ชีวิตจึงเป็นเรื่องราวของประสบการณ์
ที่ทุกคนจะต้องผ่านมันไป
แล้วก็กลับมาอีก
มันเป็นแค่ความฝันฝันหนึ่งชาติหนึ่ง
ถ้าเราคิดชาติหนึ่งเป็นอารมณ์หนึ่ง
ที่เกิดแก่เจ็บตาย
ของวงจรปฏิจจสมุปบาท
เราจะรู้หรือว่าภพหรือชาติมันเกิดขึ้นดับลงตลอดเวลา
เกิดทุกข์
เกิดสุขเวทนา
อยู่ตลอดเวลา เวทนาทำให้เกิดตัณหา
ตัณหาทำให้เกิดอุปทานทำให้เกิดภพเกิดชาติ
เกิดแล้วก็ ชรา มรณะ โสกะ
ปริเทวะอุปายสะทุกข์จริงๆแล้วมันเป็นตัวทุกข์แทบทั้งหมด
แต่สิ่งที่ทำให้เกิดตัวทุกข์หรือเหตุแห่งทุกข์คือ
อวิชชา ตัณหา
สังขารกับภพ
เป็นเหตุแห่งทุกข์นอกจากนั้นเป็นทุกข์หมด
มีอวิชชาและก็ตัณหาเป็นหลัก
อวิชชาตัณหาอุปทานและกรรมล้วนแต่เป็นเรื่องเดียวกัน
เพราะเป็นจิตฉะนั้นที่พระท่านเทศน์มาว่า
ตายไปแล้วกี่ชาติกี่ภพ
มันก็เหมือนฝัน เหมือนคนทุกวันนี้
ใช้ชีวิตไปวันๆผ่อนบ้าน 30 ปีเป็นทาส
ทาสของวัตถุแล้วก็ถ่ายความคิด
ความคิดคือทิฐิ
คิดถูกก็คือสัมมาทิฏฐิคิดผิดก็มิจฉาทิฐิ ดังนั้นเราทั้งหลายต้องตั้งหลักก็คือ
เอาธรรมะอุปการะที่ครูบาอาจารย์สอนไว้คือสติปัฏฐานสี่
ที่เราจะเจริญร่วมกันในวันเสาร์นี้มาใช้
ขอญาติโยมมาประชุมร่วมกัน
ฟังพระอาจารย์กลม กมโรแห่งวัดนายโรงแสดงธรรมะตอนเย็น
ที่ทำกันมาทุกวันเสาร์กว่าปีหนึ่งแล้ว
ร่วมทำวัตรปฏิบัติสวดมนต์
สนทนาธรรม
ฟังเทศน์เหมือนเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
จะแน่วแน่ในแนวปัญญา
ไม่ใช่แนวศรัทธาแต่เพียงอย่างเดียว
แล้วแต่ท่านที่สะดวกเสาร์นี้
มีหัวข้อว่า
"เราจะให้อะไรที่ดีที่สุดกับคนที่เรารัก" ในเชิงปัญญาไม่เชิงวัตถุ
คำถามนี้ฟังดูง่าย
แต่ยากจะตอบ
ขอท่านทั้งหลายจงมีประสบการณ์แห่งความรู้ความจริงของชีวิตเป็นสุขของความจริง
เข้าใจมัน
ยอมรับ
มัน
บุญกุศลที่เกิดขึ้นจากบทความนี้ขออุทิศส่วนกุศลให้แด่
หลวงปู่หลวงตาหลวงพ่อ หลวงปู่ชาสุภัทโท
พระอาจารย์ชยสาโรพระอาจารย์กลม
กมโรแห่งวัดนายของเรา
บรรพบุรุษอันมีพ่อแม่เป็นปฐมปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอา
ท่านผู้อ่าน
เพื่อนๆทั้งหลายสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก
เจ้ากรรมนายเวรขอให้มีความสุขความเจริญในชีวิต
เห็นกว่าความจริงมีความสุขจากการรู้ความจริงด้วยเถิด
พบกันเย็นวันเสาร์นี้ 17.00น. ถึง 19.00น.
ที่ห้องประชุมอาคารเอครับแอดมิน