A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: ฌาน(ชาน)  (อ่าน 793 ครั้ง)

ออฟไลน์ เทวดา5

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 13
    • ดูรายละเอียด
ฌาน(ชาน)
« เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2014, 16:28:09 »
“ฌาน(ชาน)”
เนื่องในวันวิสาขบูชา อันเป็นวัน ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้นำเอาหลักคำสอนเกี่ยวกับเรื่องของ ฌาน(ชาน) มาเขียนให้ได้อ่าน ได้เรียนรู้ ได้ศึกษา ได้ทำความเข้าใจ ซึ่งท่านทั้งหลายควรได้คิดพิจารณาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ อย่ามีความลำเอียงไปในด้านใดด้านหนึ่ง ขอท่านทั้งหลายได้เล่าเรียนศึกษาเถิดขอรับ
ฌาน(ชาน) เป็นหลักวิธี หรือเป็นเครื่องช่วย หรือเป็นเครื่องมือ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์โดยธรรมชาติ หรือจะกล่าวว่า เป็นธรรมชาติพื้นฐานที่มีอยู่ในตัวมนุษย์อยู่แล้ว หรือจะกล่าวว่า ฌาน(ชาน) คือ “ลักษณะงานลักษณะหนึ่งของระบบการทำงานของร่างกาย” หรือจะกล่าวว่า เป็นผลแห่งระบบการทำงานของร่างกาย  กล่าวคือ มนุษย์ทุกคน ล้วนย่อมมี  “ วิตก,วิจาร,ปีติและสุข,เอกัคคตา ”  นั่นก็หมายความว่า ในการดำรงชีวิต หรือในการดำเนินชีวิต ตามสังคมเป็นอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ล้วนย่อมเกิด “วิตก ,วิจาร,ปีติและสุข ,เอกัคคตา” ทั้ง ๕ อย่างที่ได้กล่าวไป หมุนวนสับเปลี่ยนกันไป ล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อยู่เกือบตลอดเวลา หรือ หากจะกล่าวให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ฌาน(ชาน) ก็คือ ธรรมชาติ หรือ ความเป็นไปตามธรรมดา ก่อนที่จะเกิดมีสมาธิ หรือเกิดมีความสงบทางใจ ซึ่งอาจเกิดสมาธิ หรือเกิดมีความสงบทางใจตามหลัก สมาธิ๓  คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ
   ดังนั้น ฌาน ในทางพุทธศาสนา จึงเป็นการอธิบาย เป็นผล หรือเป็นแนวทาง หรือวิธีการ หรือเครื่องมือ หรือเครื่องช่วย ในการที่จะสร้างความหนักแน่น ความมั่นคง ความมั่นใจ ความมีสติ สัมปชัญญะ   หรือเพื่อทำให้จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่านหรือเพื่อทำให้เกิด สมาธิ  หรือหากจะกล่าวในอีกรูปแบบหนึ่ง ฌาน เป็นสภาพสภาวะจิตใจ หรือลักษณะอาการของสภาพสภาวะจิตใจ ในการปฏิบัติสมาธิชั้นพื้นฐานเพิ่มเติม สำหรับบุคคลที่มีความต้องการที่จะ ขจัด หรือละ กำจัด หรือสำรอก กิเลส แลอาสวะแห่งกิเลส สังโยชน์ธรรมทั้งหลาย นิวรณ์ธรรมทั้งหลาย   อีกทั้ง ฌาน ยังหมายรวมไปถึงวิธีการ หรือหลักวิธีในการ ขจัด หรือละ หรือกำจัด สภาพสภาวะจิตใจแห่ง ฌาน เป็นลำดับชั้น เพื่อไม่ให้เกิดความฟุ้งซ่านสับสน เพื่อให้เกิดความสงบแห่งจิตใจ หรือเพื่อเป็นการพักผ่อนอวัยวะต่างๆของร่างกายรูปแบบหนึ่ง หรือเพื่อให้เกิดความชำนาญหรือเกิดความรู้ความเข้าใจในการควบคุม ความคิด ขจัดความคิด หรือเพื่อสร้างสมาธิเพิ่มเติม   อันเป็นพื้นฐานของจิตใจสำหรับใช้ในการคิดพิจารณา ศึกษา ค้นคว้า รวบรวม ในธรรมโพชฌงค์ทั้งหลาย แลเป็นพื้นฐานแห่งสภาพสภาวะจิตใจ ในพฤติกรรมอันเป็นธรรมชาติพื้นฐาน ตามโพชฌงค์๗ ตามอริยมรรคอันมีองค์ ๘    ซึ่งความหมายแห่ง สภาพสภาวะจิตใจ หรือลักษณะของ “วิตก,วิจาร,ปีติ,สุข,เอกัคคตา” มีดังต่อไปนี้.-
   วิตก  คือ  ความคิด อันเกิดขึ้นตามธรรมชาติของมนุษย์ (ในที่นี้หมายเอาเฉพาะมนุษย์ ) เป็นความคิดที่ได้รับจากการที่ได้สัมผัส ได้ประสบพบเห็น ได้ใกล้ชิด จากสิ่งแวดล้อมต่างๆภายนอกร่างกาย อันได้แก่ รูป,รส,กลิ่น,เสียงแสงสี,โผฏฐัพพะ,ธรรมารมณ์ บ้างก็ถูกจดจำไว้ในสมอง เมื่อถูกกระทบ ถูกกระตุ้น หรือเมื่ออยู่ในที่เงียบสงบ ไม่มีสิ่งใดรบกวน ความจำเหล่านั้น ก็จะเคลื่อนที่กลายเป็นความคิด เกิดเป็นอารมณ์หรือความรู้สึกตามความคิดนั้นๆ  หรือจะกล่าวในอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ ความมีสติ สัมปชัญญะ คือ ระลึกนึกถึง ไม่หลงลืม รู้สึกตัว เมื่อมีความรู้สึกตัว ไม่หลงลืม จึงเกิดการระลึกนึกถึง ในเหตุการณ์ต่างๆที่ได้ประสบมา คือเกิดการระลึกนึกถึงใน รูป,รส,กลิ่น,เสียงแสงสี,โผฏฐัพพะ,ธรรมารมณ์ และได้จดจำเอาไว้ในสมอง จึงเกิดเป็นการคิด หรือ วิตก 
   การคิดหรือความคิดหรือที่ในทางพุทธศาสนา เรียกว่า วิตก หรือ ดำรินั้น หมายรวมถึงการคิด ในขณะประกอบกิจการงานใดใด หรือก่อนที่จะเกิดพฤติกรรมใดใดของมนุษย์ย่อมเกิดความคิดขึ้นมาก่อน จะคิดได้เร็ว หรือจะคิดช้า หรือคิดพอดีพอดี ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์สิ่งแวดล้อม  และเหตุการณ์ที่ประสบอยู่ในขณะนั้นๆ อีกทั้งยังมีระบบการทำงานของร่างกายเป็นปัจจัยประกอบอีกประการหนึ่ง ซึ่งท่านทั้งหลายคงจะพอรู้พอทราบกันอยู่แล้วว่า การคิด หรือความคิดนั้น เป็นอย่างไร 
   วิจาร คือ การตรอง การพิจารณา  หรือหมายถึง การคิดทบทวน การคิดหารายละเอียด หรือความที่เกิดการคิดทบทวนหรือ การคิดหารายละเอียดใน รูป รส กลิ่น เสียงสี,โผฏฐัพพะ,ธรรมารมณ์  อันสืบเนื่องต่อจากความคิดเมื่อได้รับการกระทบ หรือสัมผัส หรือเมื่อระลึกนึกถึง ความหวนระลึกได้ ในความจำที่มีอยู่ หมายความว่า เมื่อเกิดความคิดหรือเกิด”วิตก”ขึ้นมา วิจาร คือ การทบทวน การคิดหารายละเอียดในวิตกนั้น ก็จะตามติดมา เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา
   เมื่อบุคคลมีการคิด คือมี วิตก แล้ว ย่อมเกิดการคิดทบทวน หรือการคิดหารายละเอียดฯ หรือ วิจาร เมื่อการคิด และการทบทวนในความคิดนั้นถึงที่สุดแล้ว วิตก วิจาร หมดสิ้นไปแล้ว ได้คำตอบแล้ว ได้ข้อยุติแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นไปในทางที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม  บุคคลนั้นๆ ก็จะเกิด สภาพสภาวะจิตใจ  ที่เรียกว่า ปีติ
    ปีติ หมายถึงสภาพสภาวะจิตใจ หรือลักษณะอาการแห่ง ความยินดี รื่นเริงใจ อิ่มเอมใจ เบิกบานใจ ปลาบปลื้มใจ เกิดความคึกคัก มีพลังใจ กำลังใจ หรือ เกิดความชื่นชม  ในข้อยุติ คำตอบ หรือที่สุด ของความคิด คือวิตก และของการทบทวนในความคิดนั้น การคิดหารายละเอียด หรือ วิจาร  นั้นๆ
   เมื่อเกิดปีติแล้ว สิ่งที่จะติดตามมา ก็คือ ความสบายใจ ความสุขใจ หรือมีอารมณ์ที่แจ่มใส โล่ง เป็นความสุขที่เกิดจากทางใจ อันอาจก่อให้เกิดเป็นกิริยาที่แสดงออกถึงความสุขสบายใจ อารมณ์ดีแจ่มใส ซึ่งลักษณะหรือสภาพสภาวะจิตใจที่ได้กล่าวไปเรียกว่า “สุข”  อันเป็นผลเกิดต่อจาก “ปีติ” กล่าวคือ ถ้า ปีติ เกิด สุข ก็เกิดตาม ดังนั้นในหลักพุทธศาสนาจึงเรียกว่า “ปีติและสุข”
   ปีติและสุข เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมคงอยู่หรือดำรงอยู่ในสภาพสภาวะแห่งจิตเพียงระยะหนึ่ง ปีติและสุขที่เกิดขึ้นนั้น จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกสมาธิ มีสติ มีอุเบกขาเกิดอารมณ์เพียงอารมณ์เดียว  ซึ่งเรียกว่า “เอกัคคตา” ตามติดมาโดยอัตโนมัติ  และหากปีติและสุขที่เกิดขึ้นนั้น คลายไป หมดไป ดับไป หรือถึงที่สุดแล้ว หรือรู้จักละ บังคับควบคุม วิตก วิจาร ปีติ สุข  ก็จะเหลือเพียง อุเบกขา  คือความวางเฉย และก็จะเกิดอารมณ์เพียงอารมณ์เดียวแห่งจิตตามมา  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สมาธิ” คือไม่มีวิตก ,ไม่มีวิจาร,ไม่มีปีติสุข และอุเบกขา แต่คงมี สติ และ สัมปชัญญะ  มั่นคง
อีกประการหนึ่งที่สำคัญที่ท่านทั้งหลายควรรู้ควรจดจำไว้ว่า สมาธิ สามารถเกิดมีขึ้นในตัวบุคคลได้ทุกเวลาทุกภวังค์ขณะ(การทำงานตามหน้าที่แห่งอวัยวะต่างๆของร่างกาย) หากบุคคลอยู่ในที่สงบเงียบไม่มีสิ่งรบกวน ก็อาจเกิดมีสมาธิ คือความสงบใจ ไม่มีวิตก,ไม่มีวิจาร,ไม่มีปีติสุข อุเบกขา ได้เช่นกัน   และในการดำรงชีวิต หรือการดำเนินชีวิต ตามวิถีทางแห่งการสังคมเป็นอยู่ร่วมกันของมนุษย์นั้น วิตก,วิจาร,ปีติ,สุข,อุเบกขา,เอกัคคตา จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไปอยู่ตลอดเวลาที่มีการปฏิสัมพันธ์ หรือเกี่ยวข้องกันเนื่องเพราะกิจการงานหรือเพราะวิถีทางแห่งการดำเนินชีวิต เช่นเมื่อมี เอกัคคตา หรือ สมาธิ มีสติ สัมปชัญญะ ก็จะเกิด วิตก,วิจาร,ปีติ,สุข,อุเบกขา ได้อีก หรือ เมื่อเกิด ปีติ,สุข,อุเบกขา แล้ว สมาธิมีอยู่แล้ว ก็จะเกิด วิตก,วิจาร ฯลฯ แล้วเกิด สมาธิ หรือเอกัคคตา ได้อีก อย่างนี้เป็นต้น
   ในหลักการแห่ง “ฌาน” นั้นถึงแม้ในทางพุทธศาสนาจะมีการแบ่งเป็นรูปฌาน ออกเป็น ๔ รูปฌาน และอรูปฌาน อีก ๔ อรูปฌาน ก็เป็นเพียงอธิบายแยกแยะให้เห็นให้รู้ เป็นขั้นเป็นตอน แต่ในทางที่เป็นจริงนั้น รูปฌาน ทั้ง ๔  อาจเกิดขึ้นจากรูปฌานที่ ๑ ถึง รูปฌานที่ ๔ อย่างรวดเร็ว หรืออาจเกิดเพียงรูปฌานใด รูปฌานหนึ่งก็ได้ ในรูปฌาน ๔ นั้นเมื่อเกิดขึ้น ก็ย่อมมี อรูปฌาน ๔ เกิดขึ้นตามมา  ซึ่งในส่วนใหญ่แล้ว รูปฌานที่ ๑ และอรูปฌานที่ ๑ จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากที่สุด เพราะเป็นธรรมชาติพื้นฐานที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ด้วยเหตุที่รูปฌานทั้ง๔ ที่เกิดขึ้นนี้เอง ในหลักการแห่ง “ฌาน” ตามหลักพุทธศาสนา จึงนับเป็นเครื่องมือ หลักวิธี หรือเครื่องช่วย ที่จะทำให้บุคคลมีจิตใจแน่วแน่ไม่สับสน ไม่ฟุ้งซ่าน ระงับ หรือ ดับ หรือขจัด ความฟุ้งซ่านบางอย่างบางชนิด เพื่อเป็นการพักผ่อนอวัยวะบางส่วนของร่างกาย เพื่อเป็นการบังคับ ควบคุม ความคิด ความจำ มิให้สับสนวุ่นวาย จนควบคุมมิได้ หรือเพื่อทำให้จิตใจสงบเป็นสมาธิ  และที่สำคัญ    ฌาน จะช่วยให้บุคคลนั้นๆสามารถรู้จักใช้สมอง ใช้ความคิด ใช้ความจำ ใช้อารมณ์ความรู้สึก เพื่อทำให้เกิด ปัญญา คือ ความรู้ยิ่ง ความรู้แจ้ง ความเข้าใจในธรรม ในความรู้ทั้งหลาย อย่างถ่องแท้ชัดเจน  อย่างเป็นระบบ อย่างเป็นระเบียบ   ซึ่งรูปฌาน ทั้ง ๔ รูปฌาน และ อรูปฌาน ทั้ง ๔ อรูปฌาน นั้น ท่านทั้งหลายย่อมสามารถค้นคว้าศึกษา สอบถามได้ตามสำนักธรรมหรือจากพระไตรปิฎกหรือ เวบฯธรรมะต่างๆได้
    อนึ่ง ในเรื่องของ “กัมมัฏฐาน ๔๐” สติปัฏฐาน ๔ อันเป็นพื้นฐานแห่งการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดความสงบทางใจ และให้เกิดปัญญา ท่านทั้งหลายก็ย่อมสามารถค้นคว้า ศึกษา สอบถามได้ตามสำนักธรรม หรือศึกษาจากพระไตรปิฎกหรือ เวบฯธรรมะต่างๆได้เช่นกัน 

จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์ (ผู้เขียน)
๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗