A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: ไตรสิกขา พ.ศ.๒๕๕๗  (อ่าน 761 ครั้ง)

ออฟไลน์ เทวดา5

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 13
    • ดูรายละเอียด
ไตรสิกขา พ.ศ.๒๕๕๗
« เมื่อ: 24 เมษายน 2014, 10:29:28 »
ไตรสิกขา......พ.ศ. ๒๕๕๗
   บทความทางศาสนานี้ มีจุดประสงค์ที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจที่เป็นไปตามหลักธรรมทางพุทธศาสนา อาจมีข้อความหรืออาจมีรายละเอียดที่แตกต่างจากความรู้ความเข้าใจเดิมๆของผู้ที่เกี่ยวข้องทางพุทธศาสนารวมไปถึงผู้ศรัทธาในพุทธศาสนา จึงใคร่ขอให้ท่านทั้งหลายได้อ่านได้คิดพิจารณาให้เป็นไปตามหลักธรรมทางพุทธศาสนาหรือหลักความจริงตามธรรมชาติเถิด
   ไตรสิกขา...มีความหมายตามพจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับพระธรรมปิฎกฯ ดังนี้.-
“ การศึกษา, การสำเหนียก, ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรม มี ๓ อย่างคือ ๑.อธิสีลสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องศีล ๒.อธิจิตตสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องจิต เรียกง่าย ๆ ว่า สมาธิ ๓.อธิปัญญาสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องปัญญา ”
   เท่าที่ข้าพเจ้าได้รับรู้มา บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องทางพุทธศาสนา บางคน บางกลุ่ม มีความเข้าใจผิด เรียนรู้มาผิดๆ เข้าใจไปว่า “เมื่อมีศีล หรือ รักษาศีลแล้ว ก็จะเกิด สมาธิ และก็จะเกิด ปัญญา ตามมา การที่บุคคล และ กลุ่มบุคคลได้รับการเรียนรู้มาผิด จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิด คิดไปเข้าใจไป ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวอ้างไปข้างต้น แทนที่จะเป็นการส่งเสริมรักษาพุทธศาสนา กลับกลายเป็นการบิดเบือนคำสอน นำความเสื่อมเสีย มาสู่พุทธศาสนา เพราะในทางที่เป็นจริงแล้ว 
   ไตรสิกขา  คือ ข้อที่ต้องศึกษา ต้องปฏิบัติต้องอบรม ต้องสำเหนียก(การฟัง การเอาใจใส่ การที่ควรยึดถือจดจำ)(ความหมายจากพจนานุกรมไทยฯลฯ) ดังนั้น หากบุคคลมีความต้องการที่จะศึกษาหรือปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในหลักทางพุทธศาสนา แล้ว ก็ต้อง รู้จักศึกษา ยึดถือ จดจำ ปฏิบัติ รักษา ใน ศีล ทั้งหลายเป็นอันดับแรก ในปุถุชนคนฆราวาสทั่วไป ก็ย่อมต้อง ยึดถือ จดจำ ปฏิบัติ รักษา ศึกษา ใน ศีล ๕ จนไปถึง ศีล ๘ และหากบุคคลเหล่านั้น ครองเรือน เป็น ภิกษุ สามเณร ชี พราหมณ์ ก็ต้อง ยึดถือ จดจำ ปฏิบัติ รักษา ศึกษา ในศีล แห่งการครองเรือนนั้น 
   ในการ ยึดถือ จดจำ ปฏิบัติ รักษา ศึกษา ในศีลต่างๆ ตามแต่การครองเรือนของบุคคล ล้วนย่อมต้องอาศัย สมาธิ เป็นปัจจัยช่วยเหลือ นั่นหมายความว่า หากบุคคลเหล่านั้น จักสามารถ ยึดถือ จดจำ ปฏิบัติ รักษา ศึกษา ในศีลต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เพิ่มมากขึ้น  จริงอยู่ หากบุคคลเหล่านั้น ขณะ ยึดถือ จดจำ ปฏิบัติ รักษา ศึกษา ในศีลต่างๆ ย่อมต้องเกิดมีสมาธิ แต่เป็นสมาธิ ที่เกิดจากเอาใจจดจ่อในข้อศีลเหล่านั้น จะมีข้อแตกต่างกับการ ฝึกอบรม ปฏิบัติ จดจำ รักษา ศึกษา ในการปฏิบัติ สมาธิ คือ การทำจิตใจให้สงบ  ตามหลัก สมถะกัมมัฏฐาน ในที่นี้จะไม่อธิบาย ข้อให้ท่านทั้งหลาย ได้คิดพิจารณาศึกษา เรียนรู้ด้วยตัวของท่านว่า มีข้อแตกต่างอย่างไรซึ่งคงไม่ใช่เรื่องยาก และเป็นอุบายอย่างหนึ่งที่จะฝึกสมองทำให้เกิดปัญญาได้ทางหนึ่ง
   เมื่อท่านทั้งหลาย ฝึกอบรม ปฏิบัติ จดจำ รักษา ศึกษา ในด้านจิตใจ คือ ฝึกสมาธิ ตามหลัก สมถะกัมมัฏฐาน ดีแล้ว ประกอบกับได้ ยึดถือ จดจำปฏิบัติ รักษา ศึกษา ในข้อศีลทั้งหลาย ก็ย่อมเป็นปัจจัยทำให้ท่านทั้งหลาย สามารถที่จะยึดถือ จดจำ รักษา ศึกษาประพฤติปฏิบัติตามข้อศีลต่างๆเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้ผลที่ดีเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับเมื่อมีสมาธิหนักแน่นจากการฝึกอบรม ตามหลัก สมถะกัมมัฏฐาน ท่านทั้งหลายก็จะเกิดปัญญา คือ ความรู้ยิ่ง ในรายละเอียดแห่งข้อศีลทั้งหลายเหล่านั้น ได้ลึกซึ้ง ทั้งนี้ ก็ย่อมขึ้นอยู่กับ ความตั้งใจ หรือ ความต้องการของท่านทั้งหลายว่า จะมีความตั้งใจหรือความต้องการที่จะคิดพิจารณาในทางศาสนาหรือไม่ และไม่ใช่เพียงเท่าที่ได้กล่าวไป เมื่อท่านทั้งหลาย ประกอบไปด้วย ศีล สมาธิ ที่ดีแล้ว ปัญญา ย่อมต้องเกิดมีขึ้นโดยอัตโนมัติ ตามความรู้ ประสบการณ์ ตามแต่บทบาท หน้าที่ของท่านทั้งหลาย แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆเป็นเครื่องประกอบอีกหลายสิ่งหลายประการ ที่จักทำให้ท่านทั้งหลายเกิดปัญญา ในด้านต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
   ข้าพเจ้าได้กล่าวอธิบาย ในเรื่องของ ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ไปตามหลักการทางพุทธศาสนา ตามหลักความจริง หรือ หลักธรรมชาติ ฯลฯ หากท่านทั้งหลายได้นำไปคิดพิจารณา เป็นเครื่องมือ ประกอบในการ ยึดถือ จดจำ ปฏิบัติ รักษา ศึกษา ฝึกอบรม  เพื่อเตือนตนเองให้ได้รู้ ให้ได้เข้าใจ ไม่หลงผิดไปตามความรู้ที่ผิดๆ ก็ย่อมถือได้ว่า ท่านทั้งหลาย ได้ส่งเสริมพุทธศาสนา ได้รักษาศาสนา อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อตนเอง รวมไปถึง มีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมที่ท่านทั้งหลายเกี่ยวข้องสังคมปฏิสัมพันธ์อยู่อีกด้วย

จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์ (ผู้เขียน)
๒๔ เมษายน ๒๕๕๗