A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: มะเร็งลำไส้ใหญ่  (อ่าน 712 ครั้ง)

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
มะเร็งลำไส้ใหญ่
« เมื่อ: 26 ธันวาคม 2013, 11:22:18 »
มะเร็งลำไส้ใหญ่

กลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้
คนที่ไม่บริโภคผัก ผลไม้ การขับถ่ายไม่ถูกสุขลักษณะเป็นประจำ ดื่มน้ำน้อยท้องผูกเป็นประจำ หรือบุคคลที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

อาการที่พึงระวัง
คนที่เป็นมะเร็งหลายคนคิดว่าตนเองร่างกายแข็งแรง ดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอและไปตรวจร่างกายเป็นประจำดังนั้น นอกจากการออกกำลังกายและรับประทานอาหารแล้ว ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น ท้องอืด ปวดแน่นท้อง อุจจาระเป็นสีดำ และมีเลือดปน หลังรับประทานอาหารก็มักมีอาการท้องเสียซึ่งเป็นสัญญาณบอกเหตุของโรคมะเร็งลำไส้

ลักษณะของโรคมะเร็งลำใส้ใหญ่
โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เกิดจากเนื้องอกเจริญเติบโตและมีขนาดใหญ่จนกลายเป็นมะเร็ง เมื่อเซลล์มะเร็งนั้นขยายใหญ่ขึ้นอุจจาระก็จะไปเสียดสีโดนเนื้อมะเร็งนั้นทำให้มีเลือดไหลออกมากับอุจจาระนอกจากนี้ ยังมีลักษณะของอาการที่เกิดจากเนื้องอกที่เจริญเติบโตและขยายใหญ่เข้าไปข้างในของผนังลำไส้จนกลายเป็นเนื้อร้าย และระเบิดออกมาเหมือนปากปล่องภูเขาไฟ แต่ไม่มีเลือดไหลออกมาขณะขับถ่ายอุจจาระ จึงเป็นหลุมพรางของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยไม่รู้ตัว และยากแก่การตรวจพบของแพทย์ส่วนใหญ่จะสามารถตรวจพบได้โดยใช้ท่อตรวจอวัยวะภายใน ซึ่งผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้จะมีอาการแน่นท้องในตอนแรก เนื่องจากการขยายใหญ่ขึ้นของเนื้องอก ทำให้ทางเดินลำไส้แคบลง เกิดแก๊สในท้องทำให้ท้องขยายแน่นขึ้น เนื้องอกที่ขยายใหญ่ขึ้นนี้เองที่ทำให้ทางเดินลำไส้แคบลงจนไม่สามารถลำเลียงอุจจาระผ่านออกมาได้สะดวก จึงเกิดอาการเสียดท้อง แต่เมื่ออุจจาระเดินทางผ่านบริเวณนี้ไปแล้วอาการเสียดท้องก็จะหายไป และเกิดอาการอาเจียนอย่างรุนแรง เนื่องจากเซลล์มะเร็งที่ขยายใหญ่ทำให้เกิดการอุดตันของอุจจาระ อาหารที่ย่อยแลัวจึงถูกสะสมไว้ที่ท้อง ทำให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมา
ส่วนโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นอาการที่มักเริ่มจากท้องน้อยด้านขวา แล้ววิ่งขึ้นมาตรงลำไส้ใหญ่ส่วนขวา มาชนตรงตับแล้วก็พาดกลางท้องมาถึงตรงม้ามด้านซ้ายแล้วก็ลงมาตามลำตัวด้านซ้ายและโค้งเข้าสู่อุ้งเชิงกราน ส่วนโค้งซึ่งเป็นส่วนที่อุจจาระมาเก็บและลงไปในอุ้งเชิงกรานเรียกลำไส้ใหญ่ส่วนนี้ว่า "ลำไส้ตรง" เมื่ออุจจาระที่เก็บไว้ที่ส่วนโค้งและบริเวณลำไส้ตรงสัมผัสตรงนี้อยู่นานจะทำให้เกิดสารพิษจากอุจจาระหรือของเสียที่สร้างความระคายเคืองให้แก่เยื่อบุลำไส้ใหญ่ก็จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดย 2 ใน 3 ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เกิดในประเทศไทยจะเกิดบริเวณลำไส้ตรง ที่เหลือทั้งหมดคือ 1 ใน 3 พบในลำไส้ใหญ่ส่วนที่อยู่สูงขึ้นไป
มะเร็งส่วนใหญ่มักจะตรวจเจอเมื่อสายไปเสียแล้ว แม้จะรักษาสุดฝีมือแต่แพทย์ก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ถ้าพบในระยะที่ 1 ใช้การผ่าตัดรักษาเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องฉายแสง ไม่ต้องให้ยาเคมีบำบัด ก็มีโอกาสหายมากกว่า 95% ดังนั้นเมื่อมีอายุ 40-50 ปีไปแล้ว ไม่เพียงแต่ต้องไปรับการตรวจสุขภาพทั่วไป แต่ควรไปรับการตรวจด้วยการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่หรือการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่แบบเสมือนที่เรียกว่า Virtual colonoscopy เพื่อจะได้สบายใจว่าคุณไม่ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และหากทราบอาการตั้งแต่เริ่มแรกก็จะรักษาได้ทันท่วงที

วิธีการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ในการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่แบบเสมือน เบื้องต้นแพทย์จะทำการตรวจร่างกายโดยการให้กรอกแบบสอบถามให้เตรียมลำไส่ใหญ่โดยการปรับอาหารและใช้ยาระบายอยู่ 2 วัน แล้วเข้าเครื่องตรวจโดยเครื่องเอกซเรย์ความเร็วสูง หรือที่เรียกกันว่า CT scan แพทย์จะสอดท่อยางเล็ก ๆ สั้น ๆ เข้าทางทวารหนักเพื่อเป่าลมเข้าไปในลำไส้ใหญ่เล็กน้อย แล้วให้ผู้เข้ารับการตรวจนอนนิ่งบนเตียงภายใต้เครื่องคอมพิวเตอร์สแกน ให้หายใจเข้า หายใจออก กลั้นหายใจ ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เครื่องจะทำการตรวจเก็บข้อมูลลำไส้ใหญ่ ด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์นี้ ซึ่งจะเห็นลำไส้ทั้ง 2 มิติ และ 3 มิติ หากพบว่ามีชิ้นติ่งเนื้อบริเวณลำไส้ใหญ่ แพทย์ก็จะทำการรักษาโดยการใช้กล้องส่องเข้าไปตัดออกก่อนที่มันจะกลายเป็นมะเร็ง หรือในกรณีที่พบว่ามันเป็นมะเร็งไปแล้ว ก็จะทำการผ่าตัดเอาลำไส้ส่วนนั้นออก

มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคที่มีอุบัติการณ์ในประเทศไทยเป็นอันดับที่ 5 และเป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับ 3

***มะเร็งอุดตันการขับถ่าย เมื่ออุจจาระผ่านลำไส้ใหญ่ ส่วนที่เป็นมะเร็งจะเกิดการเสียดสีทำให้ปวดเสียดและเลือดออก***
***มะเร็งขัดขวางการขับถ่ายจึงทำให้อุจจาระสะสมในลำไส้ใหญ่ เมื่ออาหารที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถไปที่ลำไส้ใหญ่ได้ ร่างกายจึงต่อต้าน ทำให้อาเจียนออกมา***

รู้ไว้ ไกลโรคมะเร็งลำไส้
รับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใย ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะน้ำเป็นตัวหล่อลื่น ช่วงที่อากาศร้อนควรดื่มน้ำให้ได้ประมาณ 3 ลิตรต่อวัน ส่วนช่วงที่อากาศไม่ร้อนควรดื่มให้ได้วันละ 2.5 ลิตรต่อวัน และออกกำลังกาย เช่น เดิน วิ่ง

ที่มา รพ พญาไท

Cr.หมอสารภี รักในหลวง