A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: ขออณุญาตถามเล่นๆนะครับ  (อ่าน 2128 ครั้ง)

ออฟไลน์ Glollipop

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
ขออณุญาตถามเล่นๆนะครับ
« เมื่อ: 05 มิถุนายน 2013, 22:33:33 »
ผมแค่คาใจเล็กน้อย เกี่ยวกับ วัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด
ถ้าเกิดคำพูดบางอย่างไม่เหมาะสม ขอทุกๆคนเมตตา อภัย มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

ที่ผมอยากรู้คือ
นิพพาน คือ การที่ไม่ต้องมาทนทุกข์ เวียนว่ายตายเกิด เหมือนที่พวกเราเป็นอยู่แล้วอะครับ
แล้วเราจะไปไหนหรอ ครับ ปฏิบัติธรรม เคียงข้างกับ สิ่งศักสิทธิ์ทุกพระองค์รึเปล่าครับ
หรือว่าเหมือนกับเราไม่รู้สึก ไม่รับรู้ อะไรเลย
หรือมันเป็นอย่างไรกันแน่

แล้วก็บางครั้ง คำพูดที่แต่ละท่านเมตตา ตอบให้ผมได้รับรู้
ด้วยความที่ผมยังเด็ก ยังไม่ได้ศึกษาทางธรรมเพียงพอ ทำให้ผมอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ
เมตตา ตอบให้เด็กๆอย่างผมได้เข้าใจ ใช้คำพูดง่ายๆให้แบบว่า อธิบายให้เด็กเข้าใจนะครับ


ขอบพระคุณทุกๆท่านล่วงหน้าครับ

ออฟไลน์ dd

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
    • ดูรายละเอียด
Re: ขออณุญาตถามเล่นๆนะครับ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2013, 11:55:55 »
อ้างถึง
แล้วก็บางครั้ง คำพูดที่แต่ละท่านเมตตา ตอบให้ผมได้รับรู้
ด้วยความที่ผมยังเด็ก ยังไม่ได้ศึกษาทางธรรมเพียงพอ ทำให้ผมอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ
เมตตา ตอบให้เด็กๆอย่างผมได้เข้าใจ ใช้คำพูดง่ายๆให้แบบว่า อธิบายให้เด็กเข้าใจนะครับ

ข อตอบตรงนี้นิดนึงครับ  ขอน้องอย่าได้เครียดเลย  จริงทีเดียวที่คนไม่เคยเรียนรู้มาย่อมไม่เข้าใจในบางเรื่อง... เพราะเนื้อหาสาระมากอย่างในพระธรรมต่างจากสาระทางโลก ที่เราไม่คุ้นเคย  น้องเมื่อยังไม่เข้าใจก็ถามให้อธิบายเพิ่มได้เผื่อคนตอบจะได้รวบรวมคำอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น  อย่านึกเกรงใจในเรื่องนี้ทีเดียวเชียวครับ.



อ้างถึง
นิพพาน คือ การที่ไม่ต้องมาทนทุกข์ เวียนว่ายตายเกิด เหมือนที่พวกเราเป็นอยู่แล้วอะครับ
แล้วเราจะไปไหนหรอ ครับ ปฏิบัติธรรม เคียงข้างกับ สิ่งศักสิทธิ์ทุกพระองค์รึเปล่าครับ
หรือว่าเหมือนกับเราไม่รู้สึก ไม่รับรู้ อะไรเลย
หรือมันเป็นอย่างไรกันแน่ 


ผู้บรรลุนิพพานแล้ว ย่อม"ไม่เกิดอีก"  ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะมีความรู้สึกได้อย่างไร  เมื่อไม่เกิดแล้วก็ไม่มีอะไรไปใหนมาใหนได้  นะครับ
....หรือไปอยู่กับใครๆ ที่ใหนๆก็ไม่มี..เหมือนไฟที่ดับเพราะหมดเชื้อแล้ว  จะไปหาว่าไฟนั้นไปตั้งอยู่ที่ใหนย่อมไม่พบ..ฉันใดก็ฉันนั้นครับ

ขอให้น้องอ่านจาก Link นี้เพิ่มเติม เพราะเป็นคำอธิบายเรื่องนิพพานจากพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ผู้ทรงความรู้ทางพระพุทธศาสนาอย่างยอดยิ่ง จะได้เข้าใจได้มากขึ้นครับ..


http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/thai_monks_nibhan-anatta.pdf
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 มิถุนายน 2013, 12:01:35 โดย dd »

ออฟไลน์ Glollipop

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
Re: ขออณุญาตถามเล่นๆนะครับ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2013, 17:58:05 »
แต่มุมมองของผมแล้ว  ถ้าเป็นอย่างนั้น
ผมรู้สึกกลัวๆอย่างไรก็ไม่รู้อะครับ
เพราะเหมือนเราไม่ได้ สัมผัสอะไรเลย เหมือนไฟที่หมดเชื้อ
มันรู้สึกเหมือนว่า อยากมีตัวตน แต่ ไม่อยากจะต้องลืมความทรงจำตอนก่อน

ถ้าวนวัฏจักรไปไม่รู้จบ เราก็ จำที่เราเป็นอยู่ไม่ได้ ต้องวนเวียนใหม่อีกไปเรื่อยๆ

ทำไมทั้งสองทาง ผมถึงกลัวทั้งสองทางเลยหละครับ

ออฟไลน์ Glollipop

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
Re: ขออณุญาตถามเล่นๆนะครับ
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2013, 18:01:36 »
แล้วสิ่งศักสิทธิ์ ที่เราเคารพ ก็ไม่มีหรอครับ เพราะท่าน บรรลุนิพพานไปแล้ว

เหล่าเทพเจ้าที่ผมนับถือมากๆ เทพเจ้ากวนอู หละครับ

ออฟไลน์ Glollipop

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
Re: ขออณุญาตถามเล่นๆนะครับ
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2013, 18:03:13 »
เขอ เบอร์ติดต่อ ที่ใน PM ได้ไม๊ครับ เพราะผม ยังมีเรื่องอยากรู้อีกมากมาย ^^

ออฟไลน์ dd

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
    • ดูรายละเอียด
Re: ขออณุญาตถามเล่นๆนะครับ
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2013, 18:24:17 »
อ้างถึง
ทำไมทั้งสองทาง ผมถึงกลัวทั้งสองทางเลยหละครับ

เพราะยังตัดความลังเลสงสัยในพระธรรมไม่ได้ จึงไม่อาจปลงใจตกลงใจว่าจะเลือกเดินไปทางใหนดี ทั้งกิเลสที่ปกปิดความจริงว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตายังมีอยู่จึงยังเสียดายอารมณ์ที่ดีอยู่  จึงเกิดความลังเลกลัวทางทั้ง๒ทางนี้  เรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องปกติของคนส่วนมากที่ยังไม่ได้สดับพระธรรมมากพอจนทำให้ปัญญาเกิดขึ้นสามารถทราบชัดว่า  ภัยในสังสารวัฏนั้นมีมากเหลือเกินจริงๆ ..ขอให้อย่าเลิกละศึกษาพระธรรมต่อไป จะเข้าใจและมีศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้

ออฟไลน์ dd

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
    • ดูรายละเอียด
Re: ขออณุญาตถามเล่นๆนะครับ
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2013, 18:34:17 »
อ้างถึง
แล้วสิ่งศักสิทธิ์ ที่เราเคารพ ก็ไม่มีหรอครับ เพราะท่าน บรรลุนิพพานไปแล้ว

พระพุทธเจ้าก็ทรงปรินิพพานแล้ว แต่อานุภาพแห่งคุณความดีที่ประิเสริฐของพระองค์ก็ยังมีอยู่ ไม่ได้หายไปใหน...การกราบไหว้บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีอานุภาพอานิสงค์มากมหาศาล ยิ่งกว่าเึคารพสิ่งอื่นใด..เพราะจะเป็นส่วนผลักดันให้เรานับถือเลื่อมใสสิ่งที่ถูกต้อง  ไม่พาตนเข้ารกพงไปกับความเชื่ออื่นๆที่ไม่มีเหตุผล..ที่เรียกว่าพาตนเข้าหาความงมงาย ที่ไม่เป็นไปกับปัญญา  การมีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์"เท่านั้น"ที่สามารถพาตนให้พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นทางไปสู่นิพพาน ที่เทพหรือลัทธิศาสนาอื่นไม่อาจทำได้

อ้างถึง
เหล่าเทพเจ้าที่ผมนับถือมากๆ เทพเจ้ากวนอู หละครับ

ต้องขออภัยที่ไม่รู้จักและไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะผมมิได้มีความนับถือเทพอื่นใดหรืออะไร นอกจากพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น จึงไม่ได้ขวนขวายหาความรู้เรื่องเทพใดๆเลยครับ

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: ขออณุญาตถามเล่นๆนะครับ
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 08 มิถุนายน 2013, 21:36:20 »
การปรุงในสมัยนี้กิเลสย้อมให้เราติดเครื่องปรุงกันมากจริง (แต่ความจริงแท้ก็ยังเป็นความจริงเเท้ในปรมัตถ์ )เลยไม่เห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตนเหมือนผู้คนที่มีฝุ่นละอองในดวงตาและไม่สามารถพัฒนาศักยภาพแห่งพุทธะให้ตื่นรู้ น่าเสียดาย
ที่ท่านดีดีวิสัชนาชอบแล้วๆ ขออนุโมทนาและสาธุการด้วยครับ รวมทั้งเจ้าของกระทู้นี้ครับ

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: ขออณุญาตถามเล่นๆนะครับ
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 08 มิถุนายน 2013, 21:37:05 »
@ "สัมมาสติ" : การตีความของหลวงปู่ นัท ฮันห์ ๓ (ตอนที่ ๔) ( ต่อ) @
โดย เพื่อนชาวพุทธ (บันทึก) เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2013 เวลา 8:45 น.
 @@@ "จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน" : การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต @@@
                                                                                                                                                                                                                               
@ (ต่อ) ประการที่สาม คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามความเป็นจริง ไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย คือ การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิต(Chitta)หรือสภาพและอาการของจิตในจิต  เพื่อการตระหนักรู้จิตใจ ก็คือ เพื่อการตระหนักรู้ 'ปัจจัยปรุงแต่งจิต' หรือ 'จิตตสังขาร'(mental formations หรือ Chitta Samskara)  'สังขาร'(Formations หรือ Samskara)เป็นศัพท์บัญญัติทางพระพุทธศาสนา สิ่งใดๆก็ตามที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง(formed) สิ่งใดๆก็ตามที่เกิดจากเหตุปัจจัย สิ่งนั้น คือ 'สังขาร'  ดอกไม้ เป็นสังขารอย่างหนึ่ง ความโกรธของเราก็เป็นสังขารอย่างหนึ่ง คือ 'จิตตสังขาร'  จิตตสังขารบางอย่างที่เป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า 'สิ่งสากล'(universal) คือ มีกับคนทั่วไปไม่ยกเว้น ('ผัสสะ', 'มนสิการ', 'เวทนา', 'สัญญา', และ 'เจตนา') จิตตสังขารบางอย่างเกิดขึ้นเฉพาะภายใต้เงื่อนไขพิเศษเท่านั้น ('ฉันทะ', 'ความตั้งใจแน่วแน่', 'สติ', 'สมาธิ, และ 'ปัญญา') บางอย่างช่วยยกระดับและช่วยเราให้ปรับเปลี่ยนความทุกข์ของเราไปในทางที่ดี(จิตตสังขารที่เป็น 'กุศล'(wholesome)หรือเป็นประโยชน์) และบางอย่างที่หนักถ่วงและกักขังเราไว้กับความทุกข์ของเรา(จิตตสังขารที่เป็น 'อกุศล'(unwholesome)หรือไม่เป็นประโยชน์')

มีจิตตสังขารหลายอย่าง ที่บางครั้งก็เป็นกุศลและบางครั้งก็เป็นอกุศล เช่น ความง่วงเหงาหาวนอน, ความไม่สบายใจ, ความคิดดำริ, และ ความคิดที่พัฒนาแล้ว  เมื่อใดที่ร่างกายและจิตใจของเราจำเป็นต้องการพักผ่อน การนอนก็เป็นกุศล แต่ถ้าเรานอนหลับทั้งคืนทั้งวัน มันสามารถเป็นอกุศลได้ ถ้าเราทำร้ายใครบางคนแล้วเกิดความไม่สบายใจในการกระทำนั้น ความไม่สบายใจก็เป็นกุศล แต่ถ้าความไม่สบายใจของเรานำพาเราไปสู่ความผิดที่ซับซ้อนเป็นข้ออ้างต่อการทำอะไรๆในอนาคต ความไม่สบายใจนั้นเป็นอกุศล เมื่อใดที่การคิดของเราช่วยเราให้เห็นได้อย่างแจ้งชัด มันประโยชน์ แต่ถ้าจิตใจของเราฟุ้งซ่านไปในทุกทิศทุกทาง การคิดอย่างนั้นไม่เป็นประโยชน์

มีคุณลักษณะที่สวยงามมากมายของจิต(consciousness)ของเรา เช่น ความศรัทธา, ความอ่อนน้อมถ่อมตน, ความเคารพตนเอง, ความไม่ทยานอยาก, ความไม่โกรธ, ความไม่มีอวิชชา, ความเพียร, ความสุข, ความใส่ใจ, อุเบกขา, และ ความไม่รุนแรง ในทางกลับกัน จิตตสังขารที่เป็นอกุศล เปรียบเหมือนก้อนด้ายที่พันกันอย่างยุ่งเหยิง เมื่อเราพยายามที่จะแก้มันออก เราทำได้เพียงพันมันรอบๆตัวของเราเอง จนกระทั้งเราไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ จิตตสังขารเหล่านี้บางที่ก็เรียกว่า "กิเลส" (afflictions หรือ Kleshas) เพราะว่ามันนำความทุกข์ความเศร้าหมองมาสู่ตัวเราเองและผู้อื่น บางครั้งพวกมันก็ถูกเรียกว่า 'ความมืด' (obscurations) เนื่องจากมันสร้างความสับสนให้เรา และทำให้เราหลงทางของเรา บางครั้งพวกมันก็ถูกเรียกว่า 'อาสวะ'(leaks or setbacks หรือ Ashrava) เพราะว่าพวกมันเหมือนกับแจกันใบหนึ่งที่แตก สาเหตุชั้นปฐมภูมิของจิตตสังขารที่เป็นอกุศล คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ความลังเลสงสัย และทิฏฐิต่างๆ  จิตตสังขารที่เป็นอกุศลในชั้นทุติยภูมิเกิดขึ้นมาจากสาเหตุชั้นปฐมภูมิของจิตตสังขารที่เป็นอกุศลอย่างหนึ่ง คือ โกรธ พยาบาท ความหลอกลวง(hypocrisy) ความคิดร้าย(malevolence) ความริษยา ความเห็นแก่ตัว การหลอกลวง การโกง การกระตุ้นเร้าที่เป็นอกุศล ความปรารถนาที่จะทำร้าย ความหยาบคาย อหังการ ความหลง(dullness) ความไม่สบายใจ(agitation) ขาดความศรัทธา ความเกียจคร้าน(indolence) ความสะเพร่า ความขาดสติ ความว้าวุ่นใจ และการขาดมนสิการ ตามคำสอนของสำนัก 'วิญญาณวาท'(Vijnanavada) ในพระพุทธศาสนา จิตตสังขารมีทั้งมด ๕๑ ขนิด รวมทั้งเวทนาด้วย แต่เนื่องจากเวทนาด้วยตัวของมันเองคือการตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ส่วน ๕๐ ชนิดที่เหลือถูกจัดลงไปในการตั้งสติกำหนดพิจารณา'จิต'

ทุกครั้งที่จิตตสังขารเกิดขึ้น ให้เราปฏิบัติด้วยการรับรู้เฉยๆ(mere recognition) เมื่อเรารู้สึกไม่สบายใจ เราเพียงพูดว่า "ฉันไม่สบายใจ" สติก็เกิดพร้อมแล้วในที่นั้น จนกระทั่งเราจดจำได้ว่า ความไม่สบายใจคือความไม่สบายใจ มันจะผลักดันเราไปรอบๆ และเราจะไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นหรือเพราะเหตุใด  การปฏิบัติด้วยการตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้มีความไม่สบายใจ แต่หมายความว่า เมื่อเราไม่สบายใจ เรารู้ว่าเราไม่สบายใจ ความไม่สบายใจมีเพื่อนที่ดีอย่างหนึ่งในตัวเรา สิ่งนั่น คือ 'สติ'นั่นเอง

แม้ว่า ก่อนเกิดความไม่สบายใจขึ้นในจิตสำนึกของเรา(our mind consciousness) ความไม่สบายใจก็มีอยู่แล้วในจิตใต้สำนึกของเรา(our store consciousness = 'ภวังคจิต' - ผู้แปล)ในรูปของเมล็ดพันธุ์อย่างหนึ่ง(seed) จิตตสังขารทั้งหมดของเรานอนเนื่องอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราในรูปของเมล็ดพันธุ์ บางคนอาจจะทำบางอย่างที่เป็นการรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความไม่สบายใจ และต่อจากนั้นความไม่สบายใจก็เกิดขึ้นในจิตสำนึกของเรา จิตตสังขารทุกอย่างเกิดจากเมล็ดพันธุ์จำเป็นต้องได้รับการรู้จัก ถ้ามันเป็นกุศล สติจะทำมันให้เจริญเติบโตขึ้น แต่ถ้ามันเป็นอกุศล  สติจะส่งให้มันกลับเข้าไปอยู่ในภวังคจิต(จิตใต้สำนึก)ของเรา และยังคงอยู่ที่นั้นอย่างสงบนิ่ง

เราอาจจะคิดว่าความไม่สบายใจของเราเกิดจากเราแต่ลำพัง แต่ถ้าเราพิจารณาให้ดี เราจะเห็นว่ามันเป็นมรดกที่เราได้รับมาจากสังคมของเราทั้งหมด และบรรพชนของเรารุ่นแล้วรุ่นเล่า "จิตสำนึกปัจเจกบุคคล"หรือ "จิตสำนึกส่วนบุคคล"(Individual consciousness)เกิดมาจากจิตสำนึกของส่วนรวม(collective consciousness) และจิตสำนึกของส่วนรวมก็เกิดมาจากจิตสำนึกส่วนบุคคล มันเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก เมื่อทำการ'วิปัสสนา'(looking deeply)ลงไปในจิตสำนึกส่วนตัวของเรา เราจะสัมผัสได้ถึงจิตสำนึกของส่วนรวม ตัวอย่าง เช่น ความคิด(idea)ของเราเกี่ยวกับ ความสวยงาม, ความดี, และความสุข เป็นต้น ก็คือความคิดของสังคมด้วยเช่นกัน ในฤดูฝน นักออกแบบแฟชั่นก็จะแสดงผลงานของเขาต่อเราสำหรับฤดูใบไม้ผลิตที่กำลังจะมาถึง และเราก็มองดูการสร้างสรรของพวกเขาผ่านเลนส์ของจิตสำนึกส่วนรวมของเรา เมื่อเราซื้อเสื้อผ้าอย่างใดอย่างหนึ่งตามแฟชั่น มันเนื่องมาจากเราเห็นด้วยดวงตาของจิตสำนึกส่วนรวม คนบางพวกที่อาศัยอยู่ในส่วนลึกของป่าอเมซอนตอนบนจะไม่จ่ายเงินจำนวนขนาดนั้นเพื่อซื้อเสื้อผ้าอย่างนั้น พวกหล่อนอาจจะเห็นว่า มันไม่เห็นจะสวยงามเลย เมื่อเราสร้างงานประพันธ์ขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง เราสร้างมันขึ้นจากทั้งจิตสำนึกส่วนรวมและจิตสำนึกส่วนตัวของเรา

เรามักจะอธิบายถึงจิตสำนึกกับจิตใต้สำนึก(ภวังคจิต)ว่า เป็นสองสิ่งที่แตกต่างกัน แต่จิตใต้สำนึกก็คือจิตสำนึกที่อยู่ในระดับที่ลึกกว่า ถ้าเราพิจารณาที่จิตตสังขารของเราอย่างละเอียด เราสามารถเห็นรากเหง้าของมันหยั่งอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา  สติช่วยให้เราพิจารณาอย่างลึกซึ้ง(look deeply)เข้าไปในส่วนลึกของจิตของเรา ทุกครั้งที่จิตตสังขาร ๑ ใน ๕๑ ขนิด เกิดขึ้น เรารับรู้การเกิดขึ้นของมัน พิจารณามันอย่างลึกซึ้ง และเห็นธรรมชาติของมันที่ 'ไม่เที่ยง'(impermanent)และต้อง 'พึ่งพาอาศัยสิ่งอื่นๆพร้อมเกิดขึ้น' (interbeing=ปฏิจ จสมุปบาท - ผู้แปล) เมื่อเราปฏิบัติอย่างนี้ เราสามารถปลดปล่อยตนเองออกจากความหวาดกลัว ความไม่สบายใจ  และไฟที่กำลังลุกไหม้ภายในตัวของเราได้ เมื่อสติทำการโอบอุ้ม(embraces)ความปีติ(joy)ของเรา ความเศร้าเสียใจของเรา และ จิตตสังขารอื่นทั้งหมดของเราไว้ ในไม่ช้าไม่นาน เราจะพบรากที่หยั่งลึกของพวกมัน  และด้วยการก้าวเดินแต่ละก้าวอย่างมีสติ(every mindful step) และหายใจเข้า-ออก ทุกลมหายใจอย่างมีสติ(every mindful breath) เราเห็นรากเหง้าทั้งหลายของจิตตสังขารของเรา เมื่อนั้นแสงแห่งสติจะฉายส่องไปบนรากเหง้าเหล่านั้น และช่วยให้รากเหง้าเหล่านั้นปรับเปลี่ยนตัวมันเองไปในทางที่ดี @ 

หมายเหตุ : ยังมีต่อ กรุณาติดตามตอนต่อไป...(พากษ์ไทยโดย Vi.P จาก 'The Heart of the Buddha's Teaching' by THICH NHAT HANH )     

ออฟไลน์ เทวดา5

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 13
    • ดูรายละเอียด
Re: ขออณุญาตถามเล่นๆนะครับ
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 10 เมษายน 2014, 17:44:35 »
ผมแค่คาใจเล็กน้อย เกี่ยวกับ วัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด
ถ้าเกิดคำพูดบางอย่างไม่เหมาะสม ขอทุกๆคนเมตตา อภัย มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

ที่ผมอยากรู้คือ
นิพพาน คือ การที่ไม่ต้องมาทนทุกข์ เวียนว่ายตายเกิด เหมือนที่พวกเราเป็นอยู่แล้วอะครับ
แล้วเราจะไปไหนหรอ ครับ ปฏิบัติธรรม เคียงข้างกับ สิ่งศักสิทธิ์ทุกพระองค์รึเปล่าครับ
หรือว่าเหมือนกับเราไม่รู้สึก ไม่รับรู้ อะไรเลย
หรือมันเป็นอย่างไรกันแน่

แล้วก็บางครั้ง คำพูดที่แต่ละท่านเมตตา ตอบให้ผมได้รับรู้
ด้วยความที่ผมยังเด็ก ยังไม่ได้ศึกษาทางธรรมเพียงพอ ทำให้ผมอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ
เมตตา ตอบให้เด็กๆอย่างผมได้เข้าใจ ใช้คำพูดง่ายๆให้แบบว่า อธิบายให้เด็กเข้าใจนะครับ


ขอบพระคุณทุกๆท่านล่วงหน้าครับ
นิพพาน คือ การที่ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด จริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ มีแต่รู้ตามตำรา ผู้ที่จะบรรลุหรือถึงนิพพานได้ ก็ย่อมที่จะเป็นผู้คงแก่เรียน รู้และเข้าใจในหลักธรรมทั้งหลายทั้งปวงได้ นิพพาน ไม่ใช่ความตาย แต่เมื่อบรรลุหรือสำเร็จนิพพานแล้วจะตายหรือไม่ ข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ก็เพียงรู้ตามประวัติพุทธศาสนาว่า "ถ้าถึงนิพพาน บรรลุนิพพาน ก็ตาย" เหมือนกัน
การปฏิบัติธรรม ต้องปฏิบัติอยู่เนืองๆ อยู่เสมอ อย่างน้อยก็ต้องทบทวนบทเรียนต่างๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมชาติ หากไม่ทบทวน ไม่ปฏิบัติธรรมอยู่เป็นนิจเสมอๆ ก็ย่อมอาจจะหลงลืม ทำให้สภาพจิตเสื่อมลงได้
บุคคลเมื่อ บรรลุนิพพานแล้ว ตราบใดที่ยังคงต้องปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมตามธรรมดาของมนุษย์ สภาพร่างกายจิตใจ ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับมนุษย์ปุถุชนทั่วไป เพียงแต่บุคคลนั้นๆมีหลักธรรมที่จักสามารถขจัดอาสวะทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ หรือสามารถป้องกันมิให้อาสวะเกิดขึ้นในจิตใจตัวเองได้  คำว่า อาสวะ ก็คือ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก การระลึกนึกถึง ความจำ แบบมนุษย์ทั่วไป 
บุคคล เมื่อ บรรลุนิพพานแล้ว ก็ย่อมมีความรู้ ความเข้าใจว่า "สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ ล้วนเป็นสิ่งที่เพียงสร้าง ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก การระลึกนึกถึง ความจำ อันจักนำไปสู่ ความทุกข์ ความโลภ ความโกรธ ความหลง " ไม่ได้อะไรจากสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่เลย แม้แต่น้อยฉะนี้