A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: จินตนาการสำคัญกว่าความรู้อย่างไร  (อ่าน 3133 ครั้ง)

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2319
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
จินตนาการสำคัญกว่าความรู้อย่างไร
« เมื่อ: 26 กันยายน 2011, 21:53:59 »
คำว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ของไอน์ไสตน์ ในแง่พระอภิธรรมหรือพระไตรปิฎกมีแสดงในเรื่องนี้หรือไม่อย่างไรครับ ขอบพระคุณครับ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 กันยายน 2011, 13:45:07 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2319
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: จินตนาการสำคัญกว่าความรู้อย่างไร
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 07 ตุลาคม 2011, 13:41:08 »
กราบเรียนถามท่านddครับ

ออฟไลน์ dd

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
    • ดูรายละเอียด
Re: จินตนาการสำคัญกว่าความรู้อย่างไร
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2011, 18:06:34 »
กราบสวัสดีท่านsomchai ที่เคารพยิ่ง ผมเข้ามาจองที่รอคำตอบจากท่าน somchai หลายวันแล้ว คิดว่าท่านจะเฉลยน่ะครับ ;D ;D ;D

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2319
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: จินตนาการสำคัญกว่าความรู้อย่างไร
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2011, 23:10:14 »
กราบสวัีสดีครับท่านddที่เคารพอย่างสูง
ที่ท่านบอกว่าเข้ามาจองที่รอคำตอบจากผม คงต้องรอนานมากเลยครับ ถึงน้ำลดลงทั้งประเทศไทยหรือแห้งผากหรือให้ผมคิดจนหัวแตก ก็คงไม่สามารถตอบได้ มีแต่ใคร่รู้ สำหรับเหตุที่มาเพราะไปนั่งคุยกับคุณหมอนักปฎิบัติธรรมสายหลวงปู่ชอบ ฐานสโมที่รพ.รามาฯมา แล้วท่านพุดถึงเรื่องนี้ว่าเป็นปัญญาระดับหนึ่งแต่ไม่ถึง
ผมเองก็ยังงงๆอยู่จนกระทั่งวันนี้
ยิ่งมาฟังท่านddออกตัวตอนออกรอบอย่างนี้ผมยิ่งใบ้กินใหญ่เลย เพราะขาดความรู้ในพระอภิธรรม เชื่อแต่ว่าพุทธศาสนามีคำตอบทุกเรื่องครับ แต่ผมไม่ใช่คนตอบกระทู้นี้แน่เลย ถามมาโดยสุุจริต เพราะเชื่อว่ากัลยาณมิตรของผมจะมีคำตอบดีดีให้เสมอ แล้วผมยังเชื่ออีกว่าท่านจะตอบให้ฟังอย่างง่ายด้วยเ้พราะผมศรัทธาในภูมิรู้ของท่าน อีกทั้งผมรู้ว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องยากสำหรับผมผู้เด้อยปริยัติครับ ได้แต่ยกเรื่องที่อ่านของชาวบ้านแบบโลกๆมาให้อ่านกันตามข้างล่าง ผมว่ามันก็ลึกล้ำแล้วนา...ท่านครับ

(ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความนี้นะครับที่เผยแพร่ทางเน็ทและขออนุญาตเผยแผ่เป็นธรรมทานนะครับ )







เคล็ดลับเรียนเก่ง…แบบฉบับ ไอสไตน์

Posted on 05. ม.ค., 2010 by editor_ae in ทิปเด็ดเรียนดี, ทิปเด่นวันนี้



อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ พยายามจะอธิบายว่า การค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ทุกอย่างของเขา มาจากจินตนาการ
และถ้าจะเทียบระหว่างความรู้ กับ จินตนาการ เขาบอกว่า จินตนาการสำคัญกว่า
จินตนาการเป็นเชาว์ปัญญาขั้นสูงสุด และมันจะนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ๆได้อย่างไม่สิ้นสุด ขณะที่มีชีวิตอยู่
เขาย้ำนักย้ำหนาหลายต่อหลายครั้งกับนักศึกษาที่เขาสอน และต่อที่ประชุมนักวิทยาศาสตร์อยู่บ่อยๆว่า  “จินตนาการ สำคัญมากกว่าความรู้” แต่เขาก็ไม่อธิบายต่อว่า เพราะอะไร จินตนาการจึงสำคัญกว่าความรู้
นักเรียนที่เรียนเก่ง ก็ค้นพบความลับนี้ เขาจะกลับมานั่งคิดและจินตนาการต่อที่บ้านเสมอ
นักเรียนทุกคนในห้อง เรียนกับอาจารย์คนเดียวกัน บรรยากาศเดียวกัน แต่ความสามารถในการจินตนาการต่างกัน
สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในหมู่เด็กที่เรียนเก่งคือ จะมีจินตนาการสูงมาก
ความลับนี้เขาไม่ได้บอกใคร อาจเพราะไม่อยากบอก หรือ ไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร
เด็กที่เรียนเก่งทุกคนจะมีพรสวรรค์ทางด้านนี้ คือเมื่อเห็นภาพปุ๊บ เขาจะใส่ความรู้สึกเข้าไปปั๊บ
เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมๆกัน โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไม แต่สิ่งเหล่านี้สามารถฝึกได้
ประสบการณ์ที่เหมือนกันระหว่างคนสองคน จึงส่งอิทธิพลต่อวิถีชีวิตได้ไม่เท่ากัน
เพราะความสามารถในการจินตนาการต่างกัน แน่นอนว่า อุปนิสัย ความชอบ ความสนใจ ความถนัด ฯลฯ
เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้มีพลังแห่งจินตนาการสูงขึ้น หลังจากได้พบกับประสบการณ์จริง
พวกเขาจะเห็นภาพแห่งความสำเร็จในเรื่อง ที่ตนเองชอบหรือถนัดชัดเจนกว่าคนอื่น
จึงมีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้ง่ายกว่า
ประสบการณ์จากชีวิตจริง จะประทับลงในจิตใต้สำนึกได้ ต้องมีจินตนาการ
เราอาจจะเคยตีแบดมินตัน แต่ผ่านแล้วก็ผ่านเลยไป ไม่เคยจินตนาการต่ออีก ประสบการณ์ในครั้งนั้นก็สูญเปล่า
การตีในครั้งต่อไปเราจะไม่เก่งขึ้น เพราะจิตใต้สำนึกจะเข้าใจภาพแห่งจินตนาการเท่านั้น
มันไม่มีส่วนเชื่อมต่อโดยตรงกับทวารทางกายทั้งห้า เหมือนอย่างจิตสำนึก
อัจฉริยะของโลกทุกคน ทุกสาขา ค้นพบความลับสุดยอดนี้แล้ว
นักศึกษาแพทย์ที่เก่งๆ จะจินตนาการลักษณะของเส้นเลือดร่างกายแต่ละระบบ
พยายามสร้างความรู้สึกเขาไป แล้วค่อยไปเรียนรู้ลักษณะย่อยของเส้นเลือดแต่ละเส้นในระบบนั้น
นิสิตวิศวกรรมที่เก่งๆ สามารถพิสูจน์สมการทางแคลคูลัสได้ โดยคิดย้อนจากคำตอบขึ้นมา
ทำให้ไม่ว่าอาจารย์จะกำหนดสมการแบบไหนมา เขาก็ตอบถูกเสมอ
เพราะเอาคำถามของอาจารย์นั่นแหละ เป็นตัวตั้งคิดย้อนขึ้นไปพิสูจน์
ทั้งหลายเหล่านี้ไม่ใช่เพราะพวกเขามีมันสมองที่ใหญ่กว่าคนอี่น
แต่เพราะพวกเขาพบความลับนี้ อาจจะด้วยพรสวรรค์ หรือ การเรียนรู้ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ไม่มี
ถ้าเราไปถามศิลปินนักวาดภาพที่เก่งๆ ว่าทำไมถึงวาดภาพได้ขนาดนี้
เขาจะตอบไม่ได้ ทั้งๆที่ ภาพนั้นฝังอยู่ในใจตั้งแต่แรกแล้ว มือเขาเพียงแต่วาดไปตามความรู้สึกเท่านั้นเอง
ศิลปินระดับนี้ จึงต้องสร้างอารมณ์ก่อนทำงานเสมอ เพราะอารมณ์จะทำให้ภาพในใจชัดเจนยิ่งขึ้น
วันไหนไม่มีอารมณ์ จะทำงานไม่ได้เลย
สมองคนเราถูกออกแบบมาให้มีโครงสร้างไม่แตกต่างกัน สิ่งที่ต่างกันคือความสามารถในการจินตนาการ
ไอน์สไตน์ จึงบอกว่า จินตนาการสำคัญมากกว่าความรู้
จงพยายามจินตนาการไปแล้วอย่าลืมใส่ความรู้สึกเข้าไปด้วย
ในที่สุดมันจะมีพลังมหัศจรรย์จากจิตใต้สำนึก มาขับดันให้คุณเกิดการหยั่งรู้โดยอัตโนมัติ
สรุป แล้วว่า ความคิด จินตนาการ และความรู้ คือสิ่งสำคัญที่ต้องควบคู่กันไป
และที่ขาดไม่ได้ คือการฝึกฝน
Tags: จินตนาการ, พรสวรรค์, ไอน์สไตน์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 ตุลาคม 2011, 23:43:59 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ dd

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
    • ดูรายละเอียด
Re: จินตนาการสำคัญกว่าความรู้อย่างไร
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2011, 22:50:15 »
นั่นไง ท่านsomchai นำมาเฉลยแล้ว ... ;D ;D ;D ที่ผมยังไม่ตอบก็เพราะจินตาการไม่ถูกว่าคำถามนี้จะมี"trend"หรือแนวโน้มที่ตั้งไว้แล้วประการใด...  .

บางคำถามนั้น ผู้ถามตั้งขึ้นเพราะต้องการคำตอบของคนอื่น บางคำถาม ถามเพื่อเจ้าของตอบเอง บางคำถามไม่ต้องการคำตอบ ตั้งให้คิดเท่านั้น 
ดังนั้นผมจึงได้จองตั๋วรอ..


ก็จึงได้ทราบทัศนคติอีกอย่างหนึ่งในเรื่องนี้  ครานี้ ผมจึงขอโอกาสกล่าวความเห็นของตนบ้างดังต่อไปนี้นะครับ..หากไม่ถูกใจหรือขัดความรู้สึกของท่านใดก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้านะครับ

คำถามนี้ดูไม่ค่อยสอดคล้องกันสักเท่าไร เพราะถามเปรียบเทียบในสิ่งที่ไม่ใช่พวกหรือสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกัน  เพราะจินตนาการเป็นความคิด ส่วนความรู้เป็นผลจากความคิดนั้น   หากจะถามว่า จินตนาการกับความจำอันใหนดีกว่า หรือความรู้ของไอสไตน์กับความรู้ของพระพุทธเจ้า อันใหนดีกว่าก็น่าจะได้ทางเพื่อการตอบ  เพราะเป็นของเทียบเคียงกันได้  ดังนั้นเมื่อผมเห็นคำถามจึงงงและเกิดอาการไปไม่ถูกจึงต้องนั่งยองๆจองที่เพื่อรอเฉลยน่ะครับท่านsomchai.. :-X :-X..

ก่อนอื่นมาดูกันว่าจินตนาการ หมายถึงอะไร  ..จินตนาการหมายถึง การคิดสร้างภาพในจิตใจ..การรับรู้ การเรียนรู้..ความคิด และจินตนาการเป็นกระบวนการทำงานของระบบวิถีจิตภายในปัญจทวารวิถีและ มโนทวารวิถีเมื่อกล่าวเฉพาะถึงจินตนาการ  ในทางพระอภิธรรมสงเคระห์เข้าในกลุ่มเจตสิกที่เีรียกว่า"วิตกและวิจารณ์" ซึ่งมีกระบวนการทำงานคือ..

วิตกเจตสิก เป็นธรรมชาติที่ยกจิตขึ้นสู่ความคิดนึก หรือตรึกไปในเรื่องราวต่าง ๆ ..เป็นเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วบ้าง เรื่องราวที่ยังไม่เกิดขึ้นบ้าง

วิจารเจตสิก คือ การประคองจิตให้อยู่ในอารมณ์
กล่าวอย่างธรรมดาสามัญก็ว่า คิดบ่อยๆ นั่นเอง
มีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้

มีการพิจารณาอารมณ์บ่อยๆ เป็นลักษณะ
มีการทำให้สหชาตธรรมประกอบในอารมณ์ เป็นกิจ
มีการตกแต่งจิตให้อยู่ในอารมณ์ เป็นผล
มีนามขันธ์ทั้ง ๓ ที่เหลือ ( เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ ) เป็นเหตุใกล้


วิจารเจตสิก เป็นธรรมชาติที่ประคับประคองจิต ไว้ในเรื่องราวหรืออารมณ์ต่างๆ
ตามที่ต้องการมิให้ไปที่อื่น การทำงานของวิตกเจตสิก และวิจารเจตสิกนี้
ใกล้ชิดกันมาก เหมือนกับนกที่บินถลาอยู่กลางอากาศ เมื่อกระพือปีกแล้ว
จะร่อนถลาไป วิตกเจตสิกเหมือนกับ การกระพือปีกของนก วิจารเจตสิกเหมือนกับ
การร่อนถลาไปของนก ซึ่งจะเห็นว่าการร่อนถลาไปของนก คือวิจารเจตสิกนั้น
มีความสุขุมกว่าการกระพือปีก คือวิตกเจตสิก ทั้งสองนี้จะทำงานร่วมกันเสมอ


ทีนี้ เรื่องราวของจินตนาการในทางโลก ย่อมเป็นไปด้วยอำนาจของโลภะ หรือที่เรียกว่า"กามวิตก"..คือตรึกนึกไปในอารมณ์ที่เกี่ยวข้องด้วยรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ไม่พ้นไปจากนี้ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แขนงใด ก็วนอยู่ในกามเท่านั้น..

ในทางโลก  จินตนาการ อาจดีก็ได้ หรือไม่ดีก็ได้ ขึ้นอยู่กับการให้ค่าของชนแต่ละกลุ่ม..แต่่ค่าที่ให้นั้นไม่เป็นค่าที่แท้จริงอะไร เพราะอิงอยู่กับตัณหาทิฏฐิของชนเหล่านั้นๆ เมื่อตนชอบใจ สอดคล้องกับความเชื่อของตนก็ว่าดี เมื่อไม่ชอบ เพราะขัดกับความเชื่อของตนก็ว่าไม่ดี..ส่วนในทางธรรม  จินตนาการแบ่งได้เป็น๒อย่างคือ กามวิตก และเนกขัมมะวิตก คือเป็นได้ทั้งฝ่ายบุญและบาป

ที่นี้ เมื่อพูดถึงความรู้ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์..จากบทความข้างบนก็แสดงไว้ชัดแล้วว่า..

อ้างถึง
การค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ทุกอย่างของเขา มาจากจินตนาการ

แต่การที่กล่าวว่า..
อ้างถึง
ถ้าจะเทียบระหว่างความรู้ กับ จินตนาการ เขาบอกว่า จินตนาการสำคัญกว่า..จินตนาการเป็นเชาว์ปัญญาขั้นสูงสุด และมันจะนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ๆได้อย่างไม่สิ้นสุด
นั้นดูน่าจะเป็นความสับสนอย่างไรอยู่ เพราะจินตนาการไม่ใช่ปัญญา เพราะยังไม่รู้ ได้แต่คิดไปเพ้อฝันไปคาดคะเนไป ยังไม่ตกลงใจหรือเป็นเรื่องที่ยอมรับกันว่าจริงหรือถูกต้อง  แต่ความรู้ที่ได้มานั้นต่างหากคือ"ปัญญา"ที่ประจักษ์แจ้งเป็นบทสรุปลงเป็นที่ยอมรับกันว่าเออ นี่แหละใช่เลย..

ดังนั้น ขั้นตอนของจินตนาการจึงเป็นเหตุอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้ผลคือ การสรุปลงเป็นความรู้ชนิดหนึ่งขึ้นมาทั้งสองส่วนนี้ มีส่วนสนับสนุนกัน และมีความสำคัญพอๆกัน  เพราะถ้าได้แต่นั่งจินตนาการเป็นคุ้งเป็นแคว ไม่เลิกรา หาข้อสรุปเป็นความรู้อันใดขึ้นมาได้ ก็ได้แต่เป็นความเพ้อเหลวไหลเสียเวลาเปล่า


อ้างถึง
ไอน์สไตน์ จึงบอกว่า จินตนาการสำคัญมากกว่าความรู้
จงพยายามจินตนาการไปแล้วอย่าลืมใส่ความรู้สึกเข้าไปด้วย
ในที่สุดมันจะมีพลังมหัศจรรย์จากจิตใต้สำนึก มาขับดันให้คุณเกิดการหยั่งรู้โดยอัตโนมัติ
สรุป แล้วว่า ความคิด จินตนาการ และความรู้ คือสิ่งสำคัญที่ต้องควบคู่กันไป
และที่ขาดไม่ได้ คือการฝึกฝน

ข้อสรุปข้างบนนี้  คงต้องกล่าวว่าไม่น่าถือเอาเป็นสาระ เพราะไม่มีเหตุผลแต่ประการใด..หากนายไอน์สไตน์ไม่มีการศึกษามาก่อน พี่แกคงจินตนาการอะไรๆเกี่ยวกับฟิสิกส์ไม่ได้แน่ อย่างน้อยก็ต้องมีฐานมาบ้างจึงสามารถต่อยอดขึ้นไปได้ แม้ใครๆที่ว่ามีความพิเศษพิศดารอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เพราะ"มีความรู้"ในด้านนั้นๆอย่างยิ่งทั้งนั้น ไม่ได้มาเพราะจินตนาการอย่างเดียวหรอก..ส่วนเรื่องการฝึกฝนนั้น เห็นด้วยว่าจำเป็นมาก

เมื่อจะกล่าวเทียบเคียงกับแนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้า  สิ่งแรกที่ทรงส่งเสริม คือ"ปัญญา"หรือความรู้ที่ต้องมาเป็นอันดับแรก คือการได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า เรียกว่าสุตมยปัญญา  เพราะหากไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง ก็ไม่ใช่ฐานะที่จะปฏิบัติหรือทำสิ่งที่ถูกได้ ทั้งไม่อาจพิจารณาหรือตรึกนึกถึงข้อธรรมอันใดได้อันเป็นที่มาของปัญญาขั้นจินตมยปัญญา ..เมื่อได้ฟังแล้ว ก็น่อมนำไปพิจารณาใคร่ครวญ นี้เป็นงานของธรรมวิตก (คนละเรื่องกับจินตนาการ) และนำความรู้นั้นไปเพ่ง เจริญ อบรมให้มากขึ้น  จนสามารถประจักษ์แจ้งในธรรมนั้นด้วยตนเองเรียกว่าภาวนามยปัญญา..

อันความรู้ของใครๆในโลกนั้น ล้วนไม่แน่นอนว่าจะจริงตามนั้นเสมอไป ทฤษฎีบางอย่างที่ใครค้นพบมาแล้ว  ต่อมาภายหลัง มีผู้พบว่านั่นไม่จริง เปลี่ยนแปลงไปได้  ส่วนความรู้ของพระพุทธเจ้านั้นคงทนต่อการพิสูจน์ว่าถูกต้ิองเป็นจริงเสมอ ไม่ขึ้นอยู่กับกาลใหนๆ แม้ผ่านไปแสนโกฏิกัปป์ก็ยังถูกต้องเป็นจริงเช่นนั้น ไมแปรเป็นอื่น..

อันความรู้ของใครๆในโลกนั้น ล้วนไม่แน่นอนว่าจะจะดีมีประโยชน์แต่ถ่ายเดียวเสมอไป  ดูอย่างทฤษฎีของไอน์สไตน์เถิด  เมื่อแรกที่นำไปใช้ก็เพื่อการสร้างระเบิดปรมาณู เพื่อคร่าชีวิตคนมหาศาลที่ญี่ปุ่น..แม้ต่อมาพัฒนาเพื่อใช้ผลิตโรงงานไฟฟ้า  แต่ดูผลที่เกิดกับโรงงานนิวเคลียร์ที่ Fukushimaที่ญี่ปุ่น(เวรกรรมจริงๆประเทศนี้) เมื่อคราวโดนสึนามิถล่มเร็วๆนี้  จนบัดนี้ก็ยังอันตรายต่อคนทั้งโลก(ไม่แน่ว่าพี่ยุ่นแกจะส่งสินค้าปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีมาขายพี่ไทยกี่รอบแล้ว)..หรือความรู้ในการเดินทางไปสำรวจดาวต่างๆ ก็ใช่ว่าจะเป็นประโยชน์อะไร ค่า้จ่ายและทรัพยากรมหาศาลที่เสียไป สร้างขยะอวกาศและทำลายสภาพแวดล้อมอะไรๆมากมายไปนั้น  มีประโยชน์จริงหรือ...ฯลฯ..นี่เพราะอะไร เพราะเป็นความรู้ที่ไม่นำไปสู่ความดับทุกข์ แต่เพื่อสนองกิเลสตัณหาจึงมีเรื่องราวที่น่าเศร้ามากมายทั่วไป รวมทั้งสภาวะน้ำท่วมที่กำลังกระหน่ำบ้านเมืองของเราทั้งหลายเวลานี้...

หากสามารถนำความรู้ทางโลกมาใช้ควบคู่กับความรู้ทางธรรมแล้ว ความสงบสุขย่อมแพร่ไปทั่วแน่นอน..พิจารณากันตามอัธยาศัยครับ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 ตุลาคม 2011, 22:53:38 โดย dd »

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2319
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: จินตนาการสำคัญกว่าความรู้อย่างไร
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2011, 11:25:27 »



                                                              แม้จะเห็นชัดกับหลักอนิจจังอย่างเต็มหัวใจก็ตาม แต่ผมยังคาดหวังในภูมิปัญญาในการอธิบายทางพระอภิธรรมหรือทางปริยัติของท่านdd ซึ่งยังไม่เคยผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้กระทั่งคราวนี้ยังได้ความรู้ใส่ใจจำเพื่อนำไปตรึกได้เช่นเดิม คล้อยตามในคำตอบ เพราะในแนวทางปฎิบัติพื้นๆก็ลงมือได้และเห็นแจ้งได้ ดังวิตกยกเรื่องขึ้นมา วิจารพิจารณาบ่อยๆจนเกิดปิติ สุข เอกัคคัตตาหรืออารมณ์เดียว จิตเป็นหนึ่ง
                                         กราบขอบพระคุณท่านddที่ให้ความรู้ในกระทู้นี้ ขออนุโมทนาและสาธุการครับ พร้อมแนบคัดย่อบางหัวข้อพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ได้อ่านตอนที่ท่านddให้ผมเฉลยกระทู้ จนงงเป็นไก่ตาแตก ต้องหาหนังสืออ่านเสริมปัญญาครับมาให้อ่านกัน เพราะผมยังเชื่อว่าตนเองโง่ เป็นแก้วน้ำเปล่าครับ(หากผู้อ่านท่านใดสนใจรายละเอียด โปรดหาอ่านฉบับเต็มตามชื่อหนังสิอว่า"ปัญญาในพระพุทธศาสนา"ครับ )

 



ปัญญาในพระพุทธศาสนา


พระนิพนธ์
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


ความหมายของปัญญา
O ปัญญานั้น แปลว่า ความรู้ทั่ว อันหมายความว่าความรู้ทั่วถึงเหตุและผล รู้เหตุถึงผล รู้ผลถึงเหตุ ตามสัจจัคือความจริง เมื่อมีความรู้ดังกล่าวในสิ่งใด ก็ชื่อว่ามีปัญญาในสิ่งนั้น แต่ถ้าเป็นความรู้หลง รู้ผิด คือไม่ใช่เป็นความรู้จริง ก็ไม่เรียกว่าปัญญา และมีคำเรียกรู้ถูกต้องว่า สัมมัปปัญญา ปัญญาชอบ ส่วนรู้ผิด รู้หลง เรียกว่า มิจฉาปัญญา หรือ มิจฉัปปัญญา ปัญญาผิด ก็แปลว่าเมื่อแยกเรียกดังนี้

O ปัญญาก็เป็นคำกลางๆ แต่ต้องเป็นความรู้ถูกต้องถึงเป็นปัญญาหรือสัมมัปปัญญานั้นเอง จึงเป็นปัญญา ถ้าไม่ใช่สัมมัปปัญญา เป็นมิจฉัปปัญญา ปัญญาผิด ก็ไม่เรียกว่าปัญญา แต่เป็นความรู้หลง รู้ผิด เพราะฉะนั้น เมื่อเรียกว่าปัญญาโดยทั่วไป จึงมุ่งถึงในทางดี อันหมายถึงว่ารู้ถูกต้อง ดังที่อธิบายไว้ข้างต้นว่า รู้ทั่วถึงเหตุผลตามสัจจะคือตามที่เป็นจริง

O คำว่าตามที่เป็นจริงนั้น เรียกว่าตามสัจจัคือความจริงอย่างนั้นก็ได้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ยถาภูตะ ตามที่เป็นแล้ว ตามที่มีแล้ว คือว่ามีแล้วเป็นแล้วอย่างไร ก็รู้อย่างนั้น ไม่ใช่รู้ผิดไปจากที่มีแล้วที่เป็นแล้ว พูกดันสั้นๆ ก็รู้ตามเป็นจริง ปัญญาดั่งกล่าวนี้เป็นสิกขา คือเป็นข้อที่พึงศึกษา อันหมายความว่าเรียนให้รู้จักว่าปัญญาที่เป็นตัวปัญญาดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร และก็ปฏิบัติให้ปัญญาดังกล่าวนี้มีขึ้นเป็นขึ้น

 ปัญญา ๓ ระดับ

O ความรู้ที่เกิดจากการเรียนต่างๆ เป็นศิลปวิทยา ตลอกจนถึงเรียนพุทธศาสนาดีงที่เรียนกันอยู่นี้ ใช้ตาใช้หูก็เป็นความรู้ขึ้นมา ดังนี้เรียกกันว่าปัญญา เป็น ปริยัติปัญญา ปัญญาทาง ปริยัติคือการเรียน

และคำว่าการเรียนนั้น จึงมีความหายว่าฟังแต่โบราณก็ใช้ฟัง ไม่มีตัวหนังสือ เมื่อมีตัวหนังสือขึ้นก็มีอ่านท่องบ่นจำทรง เพ่งด้วยใจอันหมายถึงว่าพินิจพิจารณา ขบเจาะด้วยทิฐิ ความเห็น คือทำความเข้าใจให้ถูกต้อง นี่เป็นปริยัติปัญญา ปัญญาทางปริยัติ

O เมื่อเรียนรู้แล้วก็ปฏิบัติ ดังเช่นเมื่อเรียนู้ศิลปวิทยแล้วนำมาปฏิบัติ เหมือนอย่างเรียนการช่าง เรียนรู้แล้วก็มาประกอบสิ่งนั้นๆ ที่เป็นเรื่องของช่าง เช่น สร้างสิ่งนั้น สร้างสิ่งนี้ สร้างตึกรามบ้านเรือน เป็นต้น

และเมื่อเรียนทางพระพุทธศาสนา มีความรู้ทางปริยัติแล้ว ก็นำมาปฏิบัติทางกาย ทางวาจา ทางใจ เช่น เมื่อเรียนรู้จักศีล รู้จักสมาธิ รู้จักปัญญา ก็นำมาปฏิบัติให้เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา ขึ้นที่ตนเอง ก็ได้ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติขึ้นโดยลำดับ

และโดยเฉพาะพุทธศาสนา ซึ่งคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น ล้วนเป็นคำสั่งสอนที่ให้ละชั่ว ทำดี ให้สอนของพระพุทธเจ้านั้น ล้วนเป็นคำสั่งสอนที่ให้ละชั่ว ทำดี

ให้ชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ ผ่องใส เป็นเครื่องขัดเกลากิเลส เครื่องเศร้าหมอง คือตัณหาความดิ้นรนทะยานออก กิเลสกองโลภกองโกรธกองหลง หรือกิเลสกองราคะโทสะโมหะให้หมดไป จากจิตใจ ก็ได้ปัญญาคือความรู้ในการปฏิบัติ อันเป็นเครื่องขัดเกลาดังกล่าวนี้ขึ้นไปโดยลำดับ ดังนี้ก็เป็นปฏิบัติปัญญา ปัญญาอันเกิดจากการปฏิบัติ

O เมื่อปฏิบัติไปจนถึงที่สุด อันหมายความว่าชำระจิตใจด้วยปัญญา ให้บริสุทธิ์หมดจดได้บางส่วนหรือสิ้นเชิง ที่เรียกว่า เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน

ตั้งแต่ชั้นต้น คือโสดาปัตติมาค โสดาปัตติผล จนถึงขั้น อรหัตตมาค อรหัตตผล อันเป็นชั้นสูงสุด กำจัดกิเลสได้หมดสิ้น ก็เรียกรวบยอดว่า ปฏิเวธปัญญา ปัญญาคือความรู้แจ้งแทงตลอด อันหมายความว่าเจาะแทงกิเลสที่หุ้มห่อจิตใจให้หลุดไปได้หมดสิ้นให้บรรลุถึงความบริสุทธิ์สิ้นเชิง

เพราะฉะนั้น ปัญญา จึงมี ๓ อันดับ ปริยัติปัญญา ปฏิบัติปัญญา ปฏิเวธปัญญา


(มีต่อ)
  ความสำคัญของปัญญา

O ปัญญานี้เป็นธรรมข้อสำคัญ แม้ในทางปฏิบัติ ก็มุ่งปฏิบัติให้เกิดปัญญาในธรรมเป็นข้อสำคัญ เช่น ในสิกขา ๓ ก็มี ปัญญาสิขา เป็นข้อสูงสุด ในธุระ ๒ ก็มี วิปัสสนาธุระ เป็นข้อสูงสุด เพราะการปฏิบัติทุกอย่างถ้าขาดการปฏิบัติให้เกิดปัญญาก็เหมือนอย่างการเดินไปโดยไม่ลืมตาดู ไม่มีความรู้ ความเห็นอะไรเกิดขึ้น

O แต่ว่า คำว่า ปัญญานี้ ได้มีควาหมายที่ใช้กัน ทั้งใน ทางรู้ผิด ทั้งในทางรู้ถูก เมื่อเป็นความรู้ถูก เรียกว่า สัมมาปัญญา หรือสัมัปปัญญา ความรู้ถูกต้อง มิจฉัปปัญญา คือมิจฉาปัญญา รู้ผิด ทางพุทธศาสนาต้องการให้ ละมิจฉัปปัญญา แต่ปฏิบัติให้ได้สัมมัปปัญญา ปัญญาคือความรู้ถูกต้อง

O ก็แหละความรู้นี้เป็นธรรมชาติของจิตของทุกคน เพราะทุกคนนั้นมีจิตซึ่งเป็น วิญญาณธาตุ คือ ธาตุรู้ คือย่อมรู้อะไรๆได้ แต่ว่าธาตุรู้ของจิตนี้ เมื่อยังมีอวิชชาคือความไม่รู้อันหมายความว่าความไม่รู้จริงประกอบอยู่ ก็ทำให้จิตซึ่งเป็นธาตุรู้นี้เป็นความรู้ผิด

เพราะฉะนั้น จิตซึ่งเป็นธาตุรู้นี้เป็นความรู้ผิด เพราะฉะนั้นจิต ซึ่งเป็นธาตุรู้อันประกอบด้วยอวิชชา และเมื่ออวิชชาแสดงออกมา จึงทำให้ความรู้ผิดเป็นความรู้หลงอันเรียกว่า โมหะคือความหลง เพราะที่เรียกว่าโมหะคือความหลงนั้น ก็ต้องมีความรู้อยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ไม่รู้แต่ว่าเป็นความรู้ผิด รู้ที่ถือเอาผิด จึงเรียกว่าเป็นความหลง ก็คือเป็นความรู้หลงหรือความรู้ผิดนั่นเอง



(มีต่อ)
 

_________________


 ความรู้ทางอายตนะไม่ใช่ตัวปัญญา
O จิตซึ่งเป็น ธาตุรู้ นี้ ก็ออกรู้เรื่องต่างๆ เรื่องรูป เรื่อง เสียง เรื่องกลิ่น เรื่องรส เรื่องโผฏฐัพพะคือสิ่งที่กายถูกต้องอยู่โดยปกติ สัตว์ดิรัจฉานก็มีอายตนะ มนุษย์ก็มีอายตนะสัตว์ก็มองเห็นอะไรได้ ได้ยินอะไรได้ มนุษย์ก็มีตามีหูที่เห็นที่ได้ยินอะไรได้

และก็มีความรู้อายตนะดังกล่าวนี้ด้วยกัน บางอย่างสัตว์มีความรู้ทางอายตนะยิ่งกว่าคน หรือดีกว่าคนในบางอย่าง ในบางอย่างคนมีอายตนะที่ให้รู้อะไรยิ่งกว่าสัตว์ดิรัจฉาน แต่ว่าความรู้ทางอายตนะดังที่กล่าวมานี้ เป็นความรู้ที่เป็นไปตามธรรมชาติธรรมดา ยังไม่เรียกว่าเป็นตัวปัญญา

O มนุษย์นั้นเป็นสัตว์โลกที่ได้รับนับถือว่ามีพื้นปัญญามาแต่กำเนิด เรียกว่า สชาติปัญญา ปัญญาที่มาพร้อมกับชาติเพราะว่าความเกิดมาเป็นมนุษย์นี้ เกิดมาได้ด้วยอำนาจของกุศลธรรม

กรรมที่เป็นกุศล คือเป็นกรรมที่กระทำด้วยความฉลาดกุศลแปลว่ากิจของคนฉลาด แต่ก็แปลอย่างอื่นได้อีก เพราะฉะนั้นเมื่อมีกุศลอันเป็นกิจของคนฉลาด ก็แปลว่าเป็นกรรมของคนมีปัญญานำให้เกิดมาเป็นมนุษย์ จึงได้มีปัญญาที่เป็นตัวความฉลาดอันสูงยิ่งกว่าความรู้ทางอายตนะนี้มาแต่กำเนิด

เพราะฉะนั้นมนุษย์เราจึงปัญญาที่เป็นตัวความรู้ทั่วถึง ที่เป็นตัวความฉลาดติดมาแต่กำเนิด มีความรู้ถึงสัจจะคือความจริงของโลกในเรื่องต่างๆ และสามารถที่จะนำพัฒนาให้เกิดความเจริญขึ้นทั้งทางร่างกาย ทั้งทางจิตใจ ต่างจากสัตว์ดิรัจฉานเป็นอันมาก ที่ก็มีความรู้ทางอายตนะอยู่ด้วยกัน

บางอย่างสัตว์มีความรู้ทางอาตยะดียิ่งกว่าคน สัตว์บางชนิดสามารถที่จะเห็นอะไรในกลางคืน ในความมืดได้ดียิ่งกว่าคน สามารถที่จะได้สัมผัสทางกายอะไร ได้ดียิ่งกว่าคนดังนี้เป็นต้น แต่ว่าทำไมสัตว์ดิรัจฉานจึงได้มีภาวะอยู่แค่นั้น

ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีความเจริญขึ้นในทางร่างกายและทางจิตใจขึ้นมากมาย ทั้งนี้ก็เพราะมีตัวปัญญาที่เป็นพื้นอยู่ และก็มาประกอบสั่งสมปัญญาที่เป็นความรู้เข้าถึงสัจจะที่เป็นตัวความจริงนี้ให้มากขึ้นๆ พัฒนามาโดยลำดับ


 ทางให้เกิดปัญญา

O ความรู้ที่เป็นตัวปัญญาที่พัฒนามาโดยลำดับนี้ ก็อาศัยความรู้ทางอายตนะนี่แหละมาประกอบกระทำการปฏิบัติปลูกปัญญต่างๆ ด้วยวิธีที่ทางพุทธศาสนาได้ย่อลงเป็น ๓ คือ

O ทางสุตะ คือทางฟัง หมายรวมทั้งการอ่าน และหมายรวมทั้งการที่ทราบทางอายตนะอย่างอื่น อันการฟังนั้นได้ทางหูอ่านได้ทางตา การทราบนอกจากนี้ก็ได้ทางจมูกทางลิ้นทางกายอาศัยทางทั้ง ๕ นี้เสริมความรู้ให้มากขึ้น

แต่ว่าทางเสริมความรู้เหล่านี้ครั้งโบราณไม่มีตัวหนังสือ ก็ต้องอาศัยหู อาศัยฟังทางหู เป็นข้อสำคัญ จึงได้ยกเอาสุตะคือการสดับฟังขึ้นมาเป็นทางให้เกิดปัญญา และปัญญาที่ได้จากการฟัง อันรวมทั้งการอ่านและการทราบทางจมูกทางลิ้นทางกายเหล่านี้ ก็รวมเรียกว่าสุตมัยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการสดับ

O อาศัยจินตา คือความคิด คิดค้นพิจารณาจับเหตุจับผลที่ถูกต้อง เรียกว่า จินตา ก็เป็นทางให้เกิดปัญญา เรียกว่าจินตาปัญญา ปัญญาที่เกิดทางจินตา คือความคิดพินิจพิจารณา และยังต้องอาศัยการประกอบกระทำ ทำให่มีขึ้นให้เป็นขึ้น อันเรียกว่า

O ภาวนา ที่แปลว่า การกระทำให้มีขึ้นให้เป็นขึ้นได้แก่ภาคปฏิบัติ ปัญญาที่ได้ทางนี้เรียกว่า ภาวนามัยปัญญาปัญญาที่เกิดจากภาวนา การปฏิบัติทำให้มีขึ้นให้เป็นขึ้น

ทางพุทธศาสนาได้ตรัสแสดงปัญญาไว้ ๓ ทางดังนี้แต่ก็พึงทราบว่า ทั้ง ๓ ทางเหล่านี้นั้น คือตัวสุตะ การสดับฟัง จินตา ตัวความพินิจพิจารณา กับภาวนา การปฏิบัติอบรมให้มีขึ้นให้เป็นขึ้นนั้น เป็นทางให้เกิดปัญญา แต่ไม่ใช่ตัวปัญญา


(มีต่อ)

ปัญญาที่แท้จริงคือรู้ทั่วถึงสัจจะ

O ตัวปัญญาที่เป็น ปัญญาที่แท้จริง นั้น จะต้องเป็นปัญญาที่รู้ทั่วถึงสัจจะคือความจริง ตามเหตุและผล หรือรู้ทั่วถึงเหตุผลตามความเป็นจริง คือว่าปัญญาต้องรวมกับสัจจะคือความจริงเป็นความรู้จริง รู้จริง รู้ถูกต้อง จับเหตุผลได้จริงได้ถูกต้องในสิ่งอันใด สิ่งอันนั้นเป็นปัญญา เพราะฉะนั้น ปัญญากันสัจจะจึงต้องประกอบกันเป็นความรู้ทั่วถึงจริงหรือเป็นความรู้จริง จึงจะเป็นตัวปัญญา

O ความรู้ทางอายตนะนั้น เหมือนดังที่สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่และที่คนก็มีอยู่ด้วยกันนั้น เป็นความรู้ที่ยังไม่ให้ความจริงโดยแท้จริง แต่เป็นทางให้เกิดปัญญาที่เป็นความรู้จริงได้ เช่นว่าเมื่อมองดูด้วยตาไปตามถนน คือเมื่อยืนกลางถนน และเมื่อมองดูไปสุดตา จะเห็นว่าถนนนั้นเล็กเข้ามาทุกที จนถึง ๒ ข้าง ถนนนั้นรวมเข้ามาเป็นเส้นเดียว

เมื่อเรามองสิ่งที่ห่างออกไปจากสายตา จะเห็นว่าเล็กเข้าทุกที เช่นว่าเห็นดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เป็นวงกลม เล็กไม่โตนัก เห็นดวงดาวที่มีอยู่บนท้องฟ้ายิ่งเล็กเข้าไปอีก เพราะเหตุว่ามีขอบเขตของตาและหู เช่น ตาก็ดูได้เห็นชัดเจน และก็เห็นใกล้เคียงกับความเป็นจริงในรูปร่างสัณฐานในเมื่ออยู่ใกล้ แต่เมื่อไกลออกไปแล้วจะเห็นไม่ชัด และสิ่งที่ใหญ่ก็จะเห็นเล็กเข้าๆ จนเห็นเล็กที่สุด

แต่ความจริงนั้นถนนไม่ได้เล็กเข้าอย่างนั้น ถนนก็ยังคงเป็นถนนอยู่ตามเดิมนั่นแหละ แต่ตาคนเห็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงเชื่อตาไม่ได้ เมื่อตาเห็นอย่างนั้น จะบอกว่าถนนสายนี้สายนี้ตรงที่ยืนอยู่นั้นโต แต่ว่าข้างหน้านั้นเล็กเข้าๆ ทุกที จะไปเชื่อตาอย่างนี้ไม่ได้

หูก็เหมือนกันจะไปเชื่อหูก็ไม่ได้ยิ่งไปมีความยึดถือ มีสมมติปัญญัติเข้ามาอีกก็ยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องเสียงอีกเป็นอันมาก ดังคนเราได้ยินเสียงลมพัด ก็ไม่รู้สึกว่าอะไร เป็นลมพัดอู้ อู้ อู้มา แต่ว่าถ้าได้ยินเสียงคนพูด ถ้าเป็นแจ๊กพูด หรือว่าฝรั่งพูดที่เราไม่รู้ ภาษาของเขา เราก็ไม่รู้อะไร ก็เฉยๆ

แต่ว่าถ้าได้ฟังคนไทยพูดที่รู้ภาษากัน หรือคนพูดภาษาอื่นที่รู้ภาษากันแล้ว ก็รู้ว่าเขาพูดนินทาบ้าง เขาพูดสรรเสริญบ้าง เขาพูดเรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้างใจก็เลยไปยึดถือในเสียงซึ่งปรากฏออกมาเป็นภาษา  แล้วก็มีสมมติมีบัญญติเป็นโน่นเป็นนี่อะไรต่างๆ ตามที่โลกได้บัญญติกันขึ้นจึงได้มีความเข้าใจผิดในเสียงนั้นว่าเป็นอย่างนั้น

ก็เขายึดถือกันอย่างนั้นก็ต้องยึดถือในเสียงนั้นว่าเป็นอย่างนั้น ก็เขายึดถือกันอย่างนั้นก็ต้องยึดถือไปตามกัน ไม่สบายใจบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งสมมติบัญญติกันขึ้น ก็ไม่ต่างอะไรกับเสียงลมที่พัดอู้ๆมาที่ฟังแล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ก็ไม่เป็นไร
ปัญญาในอริยสัจเป็นปัญญาสูงสุด

นอกจากนี้ยังมีอื่นๆ อีกมาก ตลอดจนถึงความคิดทางใจที่เกิดขึ้นจากการที่ได้เห็นได้ยินนั้น ก็เป็นไปต่างๆ ซึ่งก็ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง หรือว่าผิดมากถูกน้อยอะไรเหล่านี้เป็นต้น ก็ขาดปัญญาที่เป็นความรู้จริงดังกล่าวนี้นั้นเอง

เพราะฉะนั้น คนเราจึงได้มีความฉลาดที่รู้จักใช้ความรู้ทางตาทางหูนี้เองมาพัฒนาขึ้นให้เป็นความรู้ที่เข้าถึงความจริงขึ้นได้โดยลำดับ คือรู้จักว่าอำนาจของตาของหูเป็นต้นนี้มีขอบเขตอย่างไร และสิ่งที่ตาเห็นนั้นเช่นว่าเห็นถนนตรงที่ยืนอยู่ใหญ่ข้างหน้าเล็กเห็นดวงเดือนดวงตะวันเล็ก ดาวยิ่งเล็กขึ้นไปอีกนั้น

ความจริงนั้นไม่ใช่อย่างนั้น ดวงอาทิตย์นักวิทยาศาสตร์บัดนี้ ก็พบว่าใหญ่ยิ่งกว่าโลก ดวงดาวต่างๆ ก็ต่างว่าเป็นดวงอาทิตย์บ้าง เป็นดาวบริวารต่างๆ บ้างเป็นต้น ซึ่งล้วนแต่ใหญ่โตทั้งนั้น ไม่ใช่เล็กอย่างนั้น

นี่อาศัยความรู้ที่เกิดจินตา เอาการดูการเห็นนั่นแหละมาคิดพินิจพิจารณา และก็เอามาพิสูจน์ทดลองต่างๆ เป็นภาคปฏิบัติ จนถึงกับจับได้ คือจับสัจจะคือความจริงได้ เป็นขั้นๆ เป็นตอนๆ ขึ้นมา จึงมีความรู้ที่พัฒนาขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน

O พระพุทธเจ้าเองก็ทรงพัฒนาความรู้ดังกล่าวนี้แหละขึ้นมาเป็นบารมี คือเป็นความรู้ที่ถูกต้องขึ้นโดยลำดับ จนถึงได้ตรัสอริยสัจ ๔ ทำทุกข์ให้สิ้นไป เป็นอันว่าได้ทรงพัฒนาความรู้ทางจิตใจขึ้นมาจนถึงที่สุด ส่วนในทางก็มีการพัฒนาความรู้ขึ้นมาอีกมากมายดังที่ปรากฏนี้

ทั้งในด้านสร้างทั้งในด้านทำลายแต่ความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ปัญญาบารมีนั้น เป็นความรู้ที่ยิ่งไปกว่าความรู้ในทางโลกนี้ เพราะเหตุว่ามีความรู้ในอริยสัจ ๔ ซึ่งทรงรู้จักเหตุผลในด้านเป็นทุกข์ ทรงรู้เหตุผลในด้านความดับทุกข์ ส่วนในทางโลกนั้นมีความรู้เหตุผลในด้านสร้าง ในด้านทุกข์ไม่ได้มุ่งถึงความดับทุกข์

เพราะฉะนั้น จึงได้มีการสร้างกันทั้งในด้านเกื้อกูล ทั้งในด้านทำลายดังที่ปรากฏอยู่ แต่พระพุทธเจ้านั้นทรงตรัสรู้ถึงว่า ความรู้ในทางโลกนั้นจะมากเท่าไหร่ก็ตามแต่ก็ยังเป็นไปในด้านก่อทุกข์อยู่ร่ำไป เพราะยังดับตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยากไม่ได้

เมื่อดับตัณหาได้จึงดับทุกข์ได้เพราะฉะนั้น จึงได้ตรัวรู้ทั้งในด้านทุกข์ ทั้งในด้านดับทุกข์ ซึ่งเป็นปัญญาในอริยสัจอันนับว่า เป็นปัญญาสูงสุด อันนี้ก็เป็นผลจากปัญญาบารมีที่ทรงได้บำเพ็ญมาโดยลำดับนั้นเอง

O เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องมีศาสนาสำหรับเป็นเครื่องสั่งสอนอบรม คือ เป็นเครื่องปกครองอบรมจิตใจนี้นั่นเอง และปัญญาก็เป็นข้อสำคัญที่กำลังกล่าวถึงอยู่นี้ เพราะว่าเมื่อได้ปัญญารู้เหตุผลใช้เหตุใช้ผล ก็ย่อมจะเป็นไปในทางที่ดี เป็นไปในทางที่เจริญ ถ้าไม่ใช่ปัญญาก็เป็นไปในทางที่เสื่อม

ที่กล่าวดังนี้ก็หมายความว่ามีปัญญารู้เหตุรู้ผลและใช้เหตุใช้ผลนั้น ก็คือรู้เหตุผลอันถูกต้อง รู้เหตุผลที่เป็นตัวความจริง ใช้เหตุใช้ผลนั้นก็หมายความว่าใช้เหตุผลที่ถูกต้อง และปัญญาที่รู้หรือใช้เหตุ ผลที่ถูกต้องนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะพึงได้จากโรงเรียนโดยตรง หรือจากการอบรมต่างๆ โดยตรงแต่เกิดจากตัวเองที่จะต้องมีศีลคือความสำรวม จะต้องมีจิตตั้งเพื่อที่ฟังเพื่อที่จะรู้อันเป็นสมาธิดังในเหตุการณ์ทั้งหลายที่ประสบ เมื่อเป็นดังนี้ ความรู้ที่เป็นตัวปัญญาจะผุดขึ้นมา

เหมือนเช่นการเข้าโรงเรียน เรียนวิชาความรู้ต่างๆ หรือแม้การฟังธรรม การเรียนธรรมในโรงเรียนหรือแม้ว่าการฟังธรรมบรรยายที่สอนก็เหมือนกัน ตั้งจิตฟังก็ได้ปัญญาคือความรู้ในธรรม แต่เป็นความรู้ในขั้นปริยัติที่รู้จำรู้เข้าใจแต่อาจจะไม่ใช่ตัวปัญญาที่รู้ถึงเหตุจริงผลดังที่กล่าวมานั้น ยังไม่ใช่ก็ได้ แต่ว่ารู้จำรู้เข้าใจ จึงเป็นปัญญาในขั้นปริยัติ


(มีต่อ)
 

_________________



. รู้จริงต้องละได้เว้นได้

O อันปัญญาที่รู้จริงถึงเหตุถึงผลต้องเป็นปัญญาที่มีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง คือ จะต้องละได้เว้นได้เป็นประการสำคัญดังจะมีตัวอย่างเล่าให้ฟังต่อไป เช่น ฟังเรื่องศีล ๕ แล้วรู้ จำและเข้าใจ ศีล ๕ ก็ได้แก่ เว้นจากการฆ่า เว้นจากการลัก เว้นจากความประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดเท็จ และเว้นจากการดื่มน้ำเมา ฟังแล้วรู้ เข้าใจและจำได้

เพราะเคยฟังมานักหนาตามที่พ่อแม่สั่งสอนตั้งแต่เป็นเด็กว่า นี่ดีควรทำ นี่ชั่วอย่าทำ แล้วฟังคำสอนทางศาสนาว่าอะไรเป็นบาป อะไรเป็นบุญ ก็รู้ก็จำได้ ซึ่งก็เป็นปัญญาเหมือนกัน เป็นปัญญาที่เป็นปริยัติปัญญา แต่จะเว้นการกระทำนั้นได้เท่าใด

เมื่อพิจารณาที่ตัวเองทุกคนก็จะรู้ได้ว่าทำได้บ้างไม่ได้บ้าง อยากทำบ้างไม่อยากทำบ้างก็แสดงว่ายังทำดีทำชั่วกันอยู่ ทั้งที่รู้ว่าควรหรือไม่ควร จึงต้องมาพิจารณาว่าเพราะอะไร ก็เพราะลุอำนาจของตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยากของใจเป็นข้อสำคัญ

อีกอย่างหนึ่งก็คือว่ายังลุอำนาจต่อความโลภ โกรธ หลง คือโลภอยากได้ขึ้นมาก็ต้องเอาให้ได้ โกรธมีโทสะขึ้นมาก็ต้องทำร้ายเขาให้ได้ หลงขึ้นมาก็ต้องว่ากันไปตามที่หลงใหลนั้น พูดรวมเข้ามาก็คือว่าลุอำนาจของตัณหา คือความดิ้นรนทะยานอยาก

เพราะฉะนั้น ทั้งที่รู้อยู่ก็ไม่สามารถจะห้ามได้ จึงต้องทำชั่วกันบ้างทำดีกันบ้างดังที่เป็นไปกันอยู่ ดังนี้เรียกว่ากำลังปัญญายังไม่พอ ยังเป็นปัญญาคือความรู้ที่ทำให้ละยังไม่ได้ตัดไม่ได้ ยังเป็นปริยัติปัญญา

O คราวนี้ปัญญาที่ต้องการจริงๆ นั้น ต้องการปัญญาที่รู้แล้วก็ละได้ตัดได้ แต่ปัญญาดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างที่เราต้องการให้เกิด ต้องปฏิบัติให้ถึงขั้นถึงตอน หรือว่าต้องอบรมให้ถึงขึ้นถึงตอน ถ้ายังไม่ถึงขั้นถึงตอนก็ไม่ได้ แต่ถ้าถึงขั้นถึงตอนแล้วได้แสงอะไรแหย่เข้าไปนิดเดียว จิตจะได้ความรู้ที่ละได้ตัดได้ทันที

จิตที่ได้ความรู้ที่ละได้ตัดได้ทันทีนั้น อันที่จริงก็เกิดจากการที่อบรมบ่อยๆ นั้นแหละ ทำมาเรื่อยๆ จะทำมาในอดีตนานเท่าใดก็ตาม หรือในปัจจุบันก็ตาม เมื่อถึงขั้นถึงตอนเข้าแล้วก็จะได้ความรู้ความสำนึกที่ละได้ตัดได้

นั่นเป็นตัวปัญญาที่ต้องการ ซึ่งปัญญาที่ต้องการนี้ก็ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเมื่อถึงขั้นถึงตอนแล้ว ได้อะไรเข้าไปตักเตือน แนะแนวหรือชี้ทางแล้วจะเกิดปัญญาขึ้นมาทันทีที่ละได้ตัดได้อย่างไม่น่าเชื่อ

O ดังเช่นเรื่ององคุลีมาลโจรที่ต้องการความรู้ก็ไปเรียนวิชาจากอาจารย์ อาจารย์ก็ประสาทวิชาให้ คราวลูกศิษย์ด้วยกันอิจฉาริษยาว่าอาจารย์จะรักองคุลีมาลมาก เพราะว่าตั้งใจเรียนตั้งปฏิบัติ จึงยุแหย่อาจารย์ว่าเป็นศิษย์ที่คิดทรยศต่ออาจารย์ อาจารย์ก็เกิดความแคลงใจตามคำยุยง

ครั้นจะฆ่าจะทำลายศิษย์ของตนเองก็น่าเกลียดจึงได้แกล้งบอกวิธีที่จะให้สำเร็จความรู้อย่างสูงสุด คือ ต้องไปฆ่าคนแล้วเอานิ้วมาให้ครบพัน จึงจะประสาทวิทยาที่สูงสุดได้ องคุลีมาลก็เชื่อ ก็กลายเป็นโจรฆ่าคนตัดนิ้วมารวม

แล้วพระพุทธเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยขององคุลีมาลโจรว่า อันที่จริงนั้นได้อบรมบารมีมาดีมาก และก็ต้องการความรู้ไม่มีเจตนาที่เป็นสันดานชั่วสันดานทรามอย่างไร แต่เพราะหลงผิดตามคำบอกของอาจารย์ สันดานไม่ชั่วร้ายพอที่จะโปรดได้

จึงได้เสด็จไปโปรด องคุลีมาลโจรเห็นพระพุทธเจ้าก็วิ่งไล่ตามพระพุทธเจ้าก็เสด็จเดินไปตามผกติ แต่องคุลีมาลก็ไล่ไม่ทัน ก็ร้องบอกว่า สมณะ สมณะ จงหยุด จงหยุด พระพุทธเจ้าก็ทรงตอบว่า เราหยุดแล้วแต่ท่านยังไม่หยุด

ด้วยคำเพียงเท่านี้ไปจี้ใจขององคุลีมาลโจรให้ได้ความสำนึกที่เป็นตัวปัญญาขึ้นมาแล้วก็รู้ตัวเองว่าไม่หยุดจริง คือยังฆ่ามนุษย์ทำบาปหบายช้าอยู่เป็นอันมาก ก็ได้สติได้ปัญญาขึ้นมา ก็ทิ้งดาบกรายพระพุทธเจ้าแล้วขอบวช ก็ได้บวชเป็นภิษุแล้วบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จได้เป็นพระอรหันต์องศ์หนึ่ง ก็ด้วยวาจาเพียงเท่านี้ก็จี้ใจขององคุลีมาลโจรให้ได้ปัญญาขึ้นได้

O ปัญญานี้แหละที่ต้องการ แม้จะไปเทศน์สัก ๒-๓ ชั่วโมง ก็ไม่ได้ปัญญาอันนี้ ถ้าจี้ให้ถูกจุดแล้วก็ได้ปัญญาอันนี้ขึ้นมาก็จะหยุด อันนี้แหละสำคัญ เป็นปัญญาที่ได้โดยไม่มีหลักสูตรและไม่มีโรงเรียน แต่กล่าวได้ว่าเกิดจากการปฏิบัติอบรมให้มากขึ้นๆ นี้แหละ แล้วจะถึงจุดที่ต้องการของภูมิสาวกคือหยุดได้แต่ถ้าไม่มีผู้จี้ก็จะไม่ได้

คราวนี้ตัวอย่างในปัจจุบันก็มี คือมีผู้บวชเป็นนวกะที่วัดนี้นานมาแล้ว เป็นนายทหาร เล่าว่า เดิมก็ชอบไปยิงนก เป็นการสนุก วันหนึ่งพาลูกไปยิงนกด้วย ยิงถูกนกตาลงมา จึงสั่งให้ลูกไปเก็บ ลูกไปเห็นนกยังไม่ตายนอนกระสับกระส่ายทำตาปริบๆ อยู่

ลูกเกิดความสำนึกขึ้นมาก็ถามพ่อว่า นี่นกไปทำอะไรให้พ่อจึงไปยิงมัน คำถามของลูกเป็นเครื่องละกิดใจทำให้ได้สติปัญญา ก็หยุดยิงนกตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา นี้เป็นเพียงคำพูดของเด็กที่พูดออกไปอย่างซื่อ เท่านี้ที่ไปสะกิดใจให้ได้สติปัญญา นี้เป็นปัญญาที่ต้องการ ซึ่งคนเราสามารถที่จะได้ปัญญาอันนี้เข้าถึงเหตุผลที่เป็นจริง ใช้เหตุผลและก็ช่วยได้จริงๆ


ให้รู้จักกำหนดรู้

O เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนให้รู้จักกำหนดรู้ด้วยความรู้ เรียกว่า ญาตปริญญา กำหนดรู้ด้วยความรู้ คำว่าปริญญา นั้น ท่านมักแปลว่ากำหนดรู้ แต่ตามศัพท์แปลว่ารู้รอบคอบ ปริ แปลว่า รอบคอบ ญา แปลว่า รู้ รวมกันเป็น ปริญญา แปลว่ารู้รอบคอบ

แต่มักจะแปลกันในทางปฏิบัติว่ากำหนดรู้ ก็คือกำหนดรู้ให้รอบคอบนั้นเองด้วยความรู้ คือว่าด้วยความรู้ที่ได้จากตา ได้จากหู เป็นการเห็น เป็นการได้ยิน ที่ได้จากจมูก ที่ได้จากลิ้น ที่ได้จากกาย จากความที่ทราบที่รู้ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และจากมโนคือใจ

คือที่ได้คิด ได้รู้ทางใจ ให้กำหนดรู้ ความรู้เหล่านี้แหละให้รอบคอบ ดังนี้เรียกว่า ญาตปริญญาแปลว่ากำหนดรู้ด้วยความรู้หรือด้วยการรู้ คือเมื่อรู้ด้วยตาด้วยหูเป็นต้นดังที่กล่าวนี้แล้ว ก็ไม่ใช่ว่าพอเพียงเท่านั้น ต้องทำความกำหนดรู้ให้รอบคอบในความรู้ ในการรู้ ตลอดถึงในสิ่งที่รู้และเมื่อได้กำหนดรู้ด้วยความรู้ดังนี้แล้ว

O ขั้นต่อไปก็คือว่า ตีรณปริญญา กำหนดรู้ด้วยการพิจารณาคือพิจารณาสิ่งที่รู้นั้นให้รู้จักสภาพคือความเป็นไปของตน ของสิ่งเหล่านั้น ตามเป็นจริง คือตามที่เป็นแล้วว่าอย่างไร

O และต่อจากนั้นก็ตรัสสอนให้ปฏิบัติในปริญญาขั้นต่อไปคือปหทานปริญญา กำหนดรู้ด้วยการละซึ่งเป็นหลักปฏิบัติโดยตรงในพระพุทธศาสนา คือ ละฉันทราคะ ความติดใจยินดีพอใจในทุกๆ สิ่ง ซึ่งเป็นการปฏิบัติขัดเกลากิเลสในจิตใจ ละความทุกข์ที่บังเกิดขึ้นให้สิ้นไปตามเป้าหมายทางพระพุทธศาสนา ซึ่งจะต้องมีปหานะคือการละ ละสิ่งที่พึงละไปโดยลำดับ

O เพราะฉะนั้น ปริญญาในพุทธศาสนานั้นจึงมี ๓

ญาตปริญญา กำหนดรู้ด้วยความรู้
ตีรณปริญญา กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา
ปหานปริญญา กำหนดรู้ด้วยการละ นี่เป็นตัวปัญญาในพุทธศาสนา



>>>>> จบ <<<<<
[/b]
[/b][/size][/color]

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 ตุลาคม 2011, 21:55:25 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ dd

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
    • ดูรายละเอียด
Re: จินตนาการสำคัญกว่าความรู้อย่างไร
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2011, 11:55:46 »
อนุโมทนาในบทพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกขอรับท่าน somchai


ท่าน somchai สบายดีนะครับ  บ้านปลอดภัยจากน้ำท่วมหรือเปล่าครับ(ไม่ทราบว่าอยู่กทม หรือตจว )อย่างไรก็ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัยในที่ทั้งปวง ทุกท่านทุกคนครับ

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2319
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: จินตนาการสำคัญกว่าความรู้อย่างไร
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2011, 12:27:00 »
สวัสดีครับท่านdd  ค่อนข้างสบายกาย เฉยๆกับใจ แต่อดสงสารผู้คนในกรรมทั้งหลายไม่ได้ พยายามเอาใจช่วยและจะเอาเงินไปช่วยนิดหน่อยครับ บ้านอยู่กรุงเทพฯครับแต่ทุกจุดสุ่มเสี่ยงทั้งนั้น แต่ก็ช่างมัน
หากมันมาก็ค่อยซ่อมเอาที่หลัง อะไรขาดก็เก็บตังค์หาซื้อใหม่ ถ้าคนในบ้านยังอยากได้ ไม่ได้ดูทีวีมาเกือบสามปี ก็เพิ่งเปิดดูข่าว ยูบีซีคงหัวเราะเพราะเสียตังค์จ่ายมานานเพิ่งมาเิปิดดูสองสามวันนี้เองครับ
ท่านddเป็นไงครับอยู่ในจุดสุ่มเสี่ยงหรือเปล่าครับ สุขภาพตามขันธ์ดีนะครับ
แต่ประเมินจากสถานะการณ์ กรุงเทพฯคงจะมีโอกาสโดนก็สูง เห็นคุณแม่บุญธรรมเล่าให้ฟังว่ามีรถไปจอดห้างฯเต็มไปหมด
ขอบุญกุศลที่ทำร่วมกันมา ทำให้ทุกท่านปลอดภัยเช่นกันครับ เขียนอะไรสนุกๆในธรรมให้อ่านอีกนะครับ


ออฟไลน์ dd

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
    • ดูรายละเอียด
Re: จินตนาการสำคัญกว่าความรู้อย่างไร
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2011, 17:02:37 »
ขอแสดงมุทิตาจิตกับท่านsomchaiที่ไม่เดือดร้อนด้วยภัยธรรมชาติ นี้เป็นหลักฐานของความเป็นผู้มีศีลมั่นคง อานุภาพแลอานิสงค์แห่งศีลจึงคุ้มครอง ให้คลาดแคล้ว ท่านใดที่ต้องเสียทรัพย์ไปมากบ้างน้อยบ้างก็มาด้วยเหตุคือเคยล่วงศีลข้อ๒มาแล้ว  นี่คือเหตุไกล ส่วนเหตุใกล้คือการตั้งบ้านเรือนในถิ่นที่เป็นจุดเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม  อย่างไรเสีย เมื่ออกุศลวิบากส่งผลแล้ว ย่อมหมดไปหรือลดอำนาจลง  จึงไม่พึงท้อแท้เลยนะครับ  เร่งทำกุศล โดยเฉพาะการประพฤติศีลอันทำได้ไม่ยากให้มาก เพราะย่อมได้เครื่องคุ้มครองตนไปอีกกาลนาน..

บ้านผมอยู่แถวใกล้ตลาดประชานิเวศน์แต่ตัวผมอาศัยแผ่นดินทางยุโรปอยู่ จึงได้แต่ส่งใจมาลุ้นบ้านเมืองพร้อมทั้งชาวไทยให้แคล้วคลาดปลอดภัย โดยประการทั้งปวง 

ท่านsomchaiก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ การติดตามข่าวเพื่อทราบลู่ทางหนีทีไล่ มิใช่เรื่องเสียหาย  เพราะหากน้ำมาแล้วเราไม่เตรียมรับสถานการณ์ จะเสียหายมากกว่า ในตอนนั้น ก็คงไม่สัปปายะแก่การเจริญกุศลเท่าที่ควร  อย่างไรก็ขอให้ท่านแลบริวารทั้งปวงปลอดภัยตลอดไปครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 ตุลาคม 2011, 17:22:31 โดย dd »

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2319
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: จินตนาการสำคัญกว่าความรู้อย่างไร
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2014, 12:31:59 »
รีเทิร์น

ออฟไลน์ oaktrade

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 6
  • The Greed of Man.
    • ดูรายละเอียด
    • STOCK TUTOR
    • อีเมล์
Re: จินตนาการสำคัญกว่าความรู้อย่างไร
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2014, 16:52:33 »
สุดยอดเลยครับ
SEED STOCK THAILAND

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2319
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: จินตนาการสำคัญกว่าความรู้อย่างไร
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 10 ธันวาคม 2016, 09:34:30 »
RE