A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ  (อ่าน 27883 ครั้ง)

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #45 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2015, 11:52:54 »
หัวข้อนี้คนสนใจกันเยอะ ผู้ตอบกระทู้ก็เข้าใจในปริยัติดีอย่างท่านอาจารย์มโนและท่านดีดีเลยรีมาให้อ่านกันอีกครั้งครับ

ออฟไลน์ simiranjao

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 4
    • ดูรายละเอียด
    • feora
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #46 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2015, 09:59:31 »
อาจจะตอบช้า เอาตามตรงคือการแก้กรรม แก้ได้
แต่วิธีปัจจุบัน ที่แพร่หลายไม่อาจแก้กรรมที่เคยเกิดได้ ส่วนมากเป็นการ หลบกรรม มากกว่าแก้กรรม

หนึ่งวิธีที่ได้ผลดีที่สุดก็คือการฝึกจิต ถ้าเข้าใจ จะรู้ว่าได้ผลบุญดีกว่าการ ทำบุญใส่บาตรพระหมื่นครั้ง

ปัจจุบันเราไม่เห็นพระรูปใด มาสายฝึกจิตกันสักเท่าไร ส่วนมากได้แต่จำคำสอน จนสอบเลื่อนมีฐานะ ก็เข้าใจผิด ๆ แล้วก็สอนผิดๆกันมา

แต่วิธีแก้กรรมต้องทำด้วยตัวเอง คือฝึกจิตให้สามารถ รู้อดีต รู้อนาคตก่อน จากนั้น จึงสามารถปรับสภาพ สภาวะปัจจุบันได้ เอาให้รวยเป็นอภิมหาเศรษฐีใน 3 วันยังทำได้
แต่คนปกติไม่สามารถทำได้สักเท่าไร เพราะไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่มีใครถอดแนวทางการฝึกจิตมาอธิบายเป็นคำพูดให้คนอื่นเข้าใจ เพราะส่วนใหญ่แล้วเขาเหล่านั้นก้ทำได้แค่ขั้น 2 กัน

ลองแนะนำให้ฝึกวิถีนี้ดูนะคะ

1.หลับตา แต่ระรึกรู้สึกตัวอยู่เสมอ
2.กำหนดภาพขึ้นมาแล้ว สำนึกว่าโสตทั้งหลายอยู่ภายในจิตภาพ ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง
3.ในจิตภาพที่กำหนดให้ ทำสมาธิ ในนั้นแล้วสร้างจิตอีกขั้นหนึ่งภายใน  ( ขั้นที่สองที่เข้าไปจะมี จริต มีมโนอยู่มาก อย่าไปใส่ใจ ) แล้วดิ่งความคิดสู่ จิตภายในขั้นที่ 3 เมื่อมาอยู่ในจิตขั้นที่สามแล้ว ให้กำหนดจิตตัวเองรู้วิถีเหาะเหิร เดินอากาศได้ แล้วลอยออกมาจากวัถตถ ที่เป็นโลก ให้มองโดยรวม แล้วเข้าสู่ ขั้นที่ 4
4.เมื่อมาอยู่ในจิตขั้นที่ 4 นี้อานิสงหนึ่งคือ จะเห็นนิมิต+มโน ที่ผสมกัน ( หากจะพินิจละเอียดว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จให้เข้าไปสู่นิมิตที่เกิดขึ้นนั้น )  แต่เป้าหมายของเราคือการแก้กรรม ให้เราทำความเข้าใจต้นเหตุแห่งกรรมทั้งหลาย ซึ่งเป็นของตัวเราก่อน
5.เมื่อเราเข้าใจต้นเหตแห่งกรรม ที่เป็นตัวกำหนดปลายเหตุแล้ว ก็ให้เราพินิจจิตเพื่อย้อนไปอยู่ในเหตุการอีกครั้ง
( ถึงขั้นตอนนี้ ใครทำได้ค่อยอินบอกมาถามนะคะ มันมีองประกอบมากมาย ที่ผู้ฝึกจิตต้องปฎิบัติแล้วจะเข้าใจเอง คือเมื่อเข้าใจ ความรู้มันจะวิ่งเข้ามาในหัวเองทุกคำตอบ นี่คืออานิสงของการฝึกจิต ) คร่าว ๆ เมื่อถึงข้อ 5 เรื่องถัดไป คุณต้องดึ่งตัวเองไปอยูในมิติ ของจิตให้ลึกขึ้น  ซึ่งมิติของจติจะเปรียบเสมืองนใยแมงมุมที่มีทางอกเดียว   จากนั้นคุณจะเข้าใจหลักสัจธรรม ลำดับหนึ่งซึ่ง อานิสงของการฝึกจิต ในลำดับนี้ คุณจะเห็นโลก ในแบบที่ต่างไป ที่ตาปกติมองไมเห็น คุณจะเริ่มเห็น สายใยธรรมชาติเป็นพลังงาน ซึ่งพลังงานเหล่านี้มีรูปแบบที่ต้องพินิจจิตเข้าไป โดยพลังงานรูปบบหนึ่ง คือพลังงานที่เรียกว่า "กรรม" คือยกตัวอย่างเช่น
ถ้าคุณมองนาย A ก็จะเห็นหมดเลย ว่าตั้งแต่ เด็ก จนโต จนแก่ อนาคต วันตาย คุณจะเห็นภาพหมด นั่นคือ จิตส่วนหนึ่งของคุณที่สามารถไปสัมผัส ให้อยู่เหนือกาลเวลา จึงรู้ได้ ซึ่ง เมื่อเห็น อย่างที่เราเห็น คุณก็จะทราบวิธี หยุดกรรม รวมถึงแก้กรรม 

แต่ในลำดับที่ 3-5 ก่อนคุณจะมีดวงตาที่เห็น พลังงาน คือสมองและโสตคุณจะต้องเจออะไรมากมาย ในนั้น ซึ่งมันมี ทั้งเรื่อง อดีตอนาคตเข้ามาปนอยู่ รวมถึงมโน การจะผ่านขึ้นมา จิตคุณต้องเข้าใจหลักธรรม อย่างแท้จริง ก่อนเช่นว่าอะไรจริง อะไรควร อะไรเป็น จากนั้นเมื่อจิตเริ่มเกิดปัญญาแล้ว ก็จะสามารถผ่านไปได้ เวลาในลำดับนั้นอาจจะใช้เวลา 500-1,000 ปี ย้อนไป วิ่งหน้า สลับไปมา  คือเรื่องพวกนี้มันดู่เหลือเชื่อแต่ว่า ถ้าดูในเรื่องของพุทธศาสนา ผู้ที่ฝึกจิตมีมาตั้งนานแล้ว บางคนได้อานิสงเป็น ญาน หรือมีคุณวิเศษ แต่นั้นก็เป็นเพียงเปลือกของวิถีแห่งพุทธศาสนา  ซึ่งปัจจุบันผู้ที่เข้าถึงจริง ๆ แทบจะไม่มีกันเลย

อีกอย่างก็คือถ้าคุณฝึกจนได้ อะไรพิเศษมาเช่นรู้อนาคต รู้ความจริงก็ แนะนำว่าบอกไม่ได้ สุดท้ายชีวิตนี้ก็ถูกกำหนดด้วยวิถีของธรรมชาติ และสิ่งที่ฝึกมาก็เป็นเพียงเรื่องไร้สาระ  จนท้ายสุดก็มาสรุปได้ในเรื่องของการแก้กรรมว่า มันแก้ได้ แต่ด้วยวิถีของธรรมชาติ ไม่ควรแก้  ควรปล่อยไปให้เป็นตามกรรม

ยาวหน่อยนะ อยากให้เข้าใจกัน
ปล.จะบอกยังไงดี ถ้าเห็นบาป เห็นความชั่วร้าย ในพระเกจิ ที่หลายคนนับถือ คือหลายๆ รูปฝึกผิดวิถีพุทธแล้วก็นำพาความรู้ผิด ๆ มาสู่ผู้ที่เลื่อมใส ซึ่งคนเลื่อมใสแค่เปลือก นั่นก็กลายเป็นว่าพระเกจิรูปนั้น ได้สร้าง กรรมครั้งใหญ่ ในภพหน้าแทนที่จะได้ไปอยู่ในภูมิที่ดีบาง รูปต้องวนเวียนไปอยู่ในลำดับของ เทพ เทวดาแต่อยู่ในชั้นที่เปรีบเสมือนคน ที่ก็ยัง มีปากเสียง ไม่หลุดพ้นจากทางโลก บางครั้งยังต้องใช้กรรมอีกตั้งหลาย ภูมิ กว่าจะพบแสงแห่งธรรมที่แท้จริง

สุดท้ายนี้ เรื่องที่เล่ามา คนเข้าใจก็จะเข้าใจ ไม่เข้าใจ จนตายก็ไม่เข้าใจและคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องโม้