A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ  (อ่าน 28129 ครั้ง)

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #30 เมื่อ: 26 มิถุนายน 2011, 12:11:03 »
นี่ก็เป็นเรื่องของกรรมครับ

                   มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา     มโนเสฏฐา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ ทุกฺขมนฺเวติ จกฺกํ ว วหโต ปทํ

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า
มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ
เหมือนล้อหมุนตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนไป ฉะนั้น
ถ้าคนมีใจชั่ว ก็พูดชั่วหรือทำชั่วตามไปด้วย
เพราะความชั่วนั้น ทุกข์ย่อมติดตามเขาไป

ถ้ามองกลับกัน

มโน ปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ สุขมนฺเวติ ฉายา ว อนุปายินี

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า
มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ
ถ้าคนมีใจดี ก็จะพูดดีหรือทำดีตามไปด้วย
เพราะความดีนั้น สุขย่อมติดตามเขาไป
เหมือนเงาติดตามตัวเขาไป ฉะนั้น

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 มิถุนายน 2011, 12:14:43 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #31 เมื่อ: 27 มิถุนายน 2011, 10:00:22 »
เรื่องกรรมต่อครับ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต


๗. ฐานสูตร
             [๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ อันสตรี บุรุษ คฤหัสถ์
หรือบรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ๕ ประการเป็นไฉน คือ สตรี บุรุษ คฤหัสถ์
หรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น
ความแก่ไปได้ ๑ เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ ๑
เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ๑ เราจะต้องพลัดพรากจาก
ของรักของชอบใจทั้งสิ้น ๑ เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรม
เป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่ว
ก็ตาม เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ๑ ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์
หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น
ความแก่ไปได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวมีอยู่แก่สัตว์
ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อเขา
พิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวนั้นได้โดย
สิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์
นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามี
ความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์
หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วง
พ้นความเจ็บไข้ไปได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความมัวเมาในความไม่มีโรคมีอยู่แก่
สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลาย ประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ
เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความมัวเมาในความไม่มีโรคนั้นได้โดย
สิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์
นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามี
ความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้ ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์
หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น
ความตายไปได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความมัวเมาในชีวิตมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่ง
เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะ
นั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความมัวเมาในชีวิตนั้นได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลง
ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์
หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น
ความตายไปได้ ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์
หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของ
ชอบใจทั้งสิ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพอใจ ความรักใคร่ในของรักมีอยู่แก่สัตว์
ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อเขา
พิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความพอใจ ความรักใคร่นั้นได้โดยสิ้นเชิง
หรือทำให้เบาบางลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล
สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เราจะต้อง
พลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์
หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่ง
กรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด
ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายทุจริต
วจีทุจริต มโนทุจริต มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ
ย่อมละทุจริตได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัย
อำนาจประโยชน์นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณา
เนืองๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจัก
เป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่
ผู้เดียวเท่านั้นที่มีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ โดยที่แท้ สัตว์
ทั้งปวงบรรดาที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วนมีความแก่เป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ มรรค
ย่อมเกิดขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเสพ
อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อริยสาวก
นั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้น ที่มีความเจ็บไข้เป็น
ธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มีการมา
การไป การจุติ การอุบัติ ล้วนมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้
ไปได้ เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ มรรคย่อมเกิดขึ้น อริยสาวก
นั้นย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรค
นั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็น
ดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตาย
ไปได้ โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วน
มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะ
นั้นอยู่เนืองๆ มรรคย่อมเกิดขึ้น อริยสาวกนั้น ย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่ง
มรรคนั้น เมื่อเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้
อนุสัยย่อมสิ้นไป อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียว
เท่านั้นที่จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวง
บรรดาที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วนจะต้องพลัดพรากจากของรักของ
ชอบใจทั้งสิ้น เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ มรรคย่อมเกิดขึ้น
อริยสาวกนั้นย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเสพ อบรม ทำให้
มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อริยสาวกนั้นย่อม
พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาท
แห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด
ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดา
ที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วนมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่ง
กรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด
ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะ
นั้นอยู่เนืองๆ มรรคย่อมเกิดขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่ง
มรรคนั้น เมื่อเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ
                          สัตว์ทั้งหลาย ย่อมมีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บไข้
                          เป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา สัตว์ทั้งหลายย่อม
                          เป็นไปตามธรรมดา พวกปุถุชนย่อมเกลียด ถ้าเราพึงเกลียด
                          ธรรมนั้น ในพวกสัตว์ผู้มีอย่างนั้นเป็นธรรมดา ข้อนั้นไม่
                          สมควรแก่เราผู้เป็นอยู่อย่างนี้ เรานั้นเป็นอยู่อย่างนี้ ทราบ
                          ธรรมที่หาอุปธิมิได้ เห็นการออกบวชโดยเป็นธรรมเกษม
                          ครอบงำความมัวเมาทั้งปวงในความไม่มีโรค ในความเป็น
                          หนุ่มสาว และในชีวิต ความอุตสาหะได้มีแล้ว แก่เราผู้
                          เห็นเฉพาะซึ่งนิพพาน บัดนี้ เราไม่ควรเพื่อเสพกามทั้งหลาย
                          จักเป็นผู้ประพฤติไม่ถอยหลัง ตั้งหน้าประพฤติพรหมจรรย์ ฯ
จบสูตรที่ ๗

             เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  บรรทัดที่ ๑๖๔๙ - ๑๗๔๑.  หน้าที่  ๗๑ - ๗๕.
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=22&A=1649&Z=1741&pagebreak=0
             อ่านโดยใช้เครื่องหมาย [เลขข้อ] เป็น เกณฑ์แบ่งข้อ ที่ :-
http://www.84000.org/tipitaka/read/byitem.php?book=22&item=57&items=&preline=&mode=bracket
             ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=22&i=57

             สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒
http://www.84000.org/tipitaka/read/?สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่_๒๒


ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #32 เมื่อ: 28 มิถุนายน 2011, 09:15:41 »
ถ้ารับว่าเรื่องบาปกับเรื่องกรรมเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะบาปก็คือ กายทุจริต วาจาทุจริต ใจทุจริต โปรดอ่านต่อนะครับ

        พระอานนท์...พุทธอนุชา ตอนที่ ๑๙
ข้อมูลจาก DMC Forum > Member articles > ธรรมกถึก

๑๙. น้ำใจและจริยา

เช้า วันหนึ่ง พระอานนท์เข้าไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี ได้พบพราหมณ์นามว่าสังครวะ ผู้มีความเชื่อถือว่า บุคคลจะบริสุทธิ์ได้ด้วยการอาบน้ำในแม่น้ำคงคาวันละสามครั้ง คือ เช้า กลางวัน และเย็น บาปอันใดที่ทำในเวลาราตรี บาปนั้นย่อมล้างได้ลอยได้ ด้วยการอาบน้ำในเวลาเช้า และอาบน้ำในเวลากลางวัน เพื่อล้างบาปที่ทำตั้งแต่เช้าจนเที่ยง อาบน้ำในเวลาเย็น เพื่อล้างบาปอันอาจจะเกิดขึ้นในเวลาหลังเที่ยง น้ำที่จะอาบนั้นต้องเป็นน้ำในแม่คงคา โดยถือว่าได้ไหลมาจากแดนสวรรค์ ผ่านเศียรพระศิวะผู้เป็นเจ้ามาแล้ว ไม่เพียงแต่ล้างบาปอย่างเดียวเท่านั้น แต่สามารถบำบัดโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย และเมื่ออาบน้ำในพระแม่คงคาทุกวัน ตายแล้วย่อมไปสู่สวรรค์ ได้สถิตอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงเป็นของธรรมดาที่จะมองเห็นโยคีและผู้บำเพ็ญพรตนิกายต่างๆ ทั้งสองฝั่งแม่น้ำคงคาตอนเหนือแถบภูเขาหิมาลัย ทรมานตนอยู่ด้วยวิธีแปลกๆ ตามแต่ตนจะเห็นว่าอย่างไรไหนดี และสามารถเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าได้ บางพวกนอนบนหนาม บางพวกคลุกตนด้วยขี้เถ้า บางพวกยืนยกขาข้างเดียวอ้าปากกินลมชมจันทร์ บางพวกยืนเอามือเหนี่ยวกิ่งไม้จนเล็บยาวออกมาแทบจะทะลุหลังมือ บางพวกบูชาไฟ และบูชาพระอาทิตย์ แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่โยคีบางพวกบำเพ็ญเพียรทางจิตจนได้บรรลุฌานขั้นต่างๆ สามารถมองเห็นเหตุการณ์ทั้งอดีต อนาคต เหมือนประสบมาเอง บางคนสามารถได้เจโตปริยญาณ คือรู้วาระจิตของผู้อื่น ตอบปัญหาได้โดยที่ผู้ถามเพียงนึกถามอยู่ในใจเท่านั้น

พระอานนท์ได้เห็นสังครวพราหมณ์ผู้ถือการลงอาบน้ำในแม่น้ำคงคาเป็นอาจิณวัตรดังนั้นแล้ว มากราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
"พระองค์ ผู้เจริญ! สังควรพราหมณ์เวลานี้อยู่ในวัยชรา มีอัธยาศัยงามพอสนทนาได้อยู่ แต่อาศัยความเชื่อถือเก่าๆ จึงยังมองไม่เห็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ขอพระผู้มีพระภาคจงอาศัยพระมหากรุณา เสด็จไปโปรดสังควรพราหมณ์สักครั้งเถิด"

พระพุทธองค์ทรงรับอาราธนาของพระอานนท์ด้วยอาการดุษณี วันรุ่งขึ้นเสด็จไปสู่นิเวศน์ของพราหมณ์นั้นเหมือนเสด็จเยี่ยมอย่างธรรมดา เมื่อสัมโมทนียกถาล่วงไปแล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสว่า

"พราหมณ์! เวลานี้ท่านยังอาบน้ำดำเกล้าในแม่คงคาวันละ ๓ ครั้งอยู่หรือ?"
"ยังทำอยู่พระเจ้าข้า" พราหมณ์ทูลด้วยอาการนอบน้อม
"ท่าน เห็นประโยชน์อย่างไรนะพราหมณ์ จึงต้องอาบน้ำดำเกล้าเฉพาะแต่ในแม่น้ำคงคาเท่านั้น ที่อื่นจะอาบได้หรือไม่ ที่ตถาคตถามนี้ ถามเพื่อต้องการความรู้ความเห็นเท่านั้น อย่าหาว่าตถาคตละลาบละล้วงในเรื่องส่วนตัวเลย"

"พระโคดมผู้เจริญ! ข้าพเจ้าได้รับฟังมาตั้งแต่อายุยังเยาว์ว่า แม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ สามารถชำระบาปมลทินทั้งปวงได้ เพราะได้ไหลผ่านเศียรพระศิวะผู้เป็นเจ้าลงมา เป็นแม่คงคาสวรรค์ ข้าพเจ้าจึงเลื่อมใส และปฏิบัติตามบุรพชน ซึ่งเคยถือปฏิบัติกันมา และข้าพเจ้าเชื่อว่าสามารถชำระบาปได้จริงๆ" พราหมณ์ทูลด้วยความมั่นใจ

"พราหมณ์! พระผู้มีพระภาคตรัสด้วยพระสุรเสียงที่อ่อนโยนนิ่มนวลและอย่างกันเอง "ขอให้ท่านนึกว่าเราสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกันเถิด ตถาคตจะขอถามท่านว่า บาปมลทินนั้นอยู่ที่กายหรืออยู่ที่ใจ?"
"อยู่ที่ใจซิ พระโคดม"
"เมื่อบาปมลทินอยู่ที่ใจ การลงอาบน้ำชำระกายน้ำนั้นจะสามารถซึมซาบลงไปล้างใจด้วยหรือ?"
"แต่พระโคดมต้องไม่ลืมว่าน้ำนั้นมิใช่น้ำธรรมดา มันเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่าสามารถล้างบาปมลทินภายในได้"
"ท่านคิดว่าความเชื่อสามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงซึ่งมีอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว ให้เป็นอีกอย่างหนึ่งตามที่เราเชื่อหรือ?"
"เป็น ไปมิได้เลย พระโคดม ความเชื่อมิอาจบิดเบือนความจริงได้ ความจริงย่อมทรงตัวของมันอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม"
"เป็น อันท่านยอมรับว่า ความเชื่อไม่อาจไปบิดเบือนความจริงได้ ก็การที่ท่านเชื่อว่า แม่น้ำคงคาสามารถล้างมลทินภายในได้นั้น มันจะเป็นจริงอย่างที่ท่านเชื่อละหรือ? ดูก่อนพราหมณ์! อุปมาเหมือนบุรุษผู้หลงทางในป่า แล้วบ่ายหน้าไปทางทิศหนึ่ง ซึ่งตนเข้าใจว่าเป็นทิศตะวันออก แต่ความจริงมันเป็นทิศตะวันตก ความเชื่อของเขาไม่อาจจะไปเปลี่ยนทิศตะวันตกให้เป็นทิศตะวันออกได้ฉันใด ความเชื่อของพราหมณ์เป็นอันมาก ที่เชื่อว่าแม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ สามารถล้างบาปได้ ก็ไม่อาจทำให้แม่น้ำนั้นล้างบาปได้จริงเลย จึงชวนกันเข้าใจผิดเหมือนบุรุษผู้หลงทางในป่านั้น

"ดูก่อนพราหมณ์! เปรียบเหมือนบุรุษผู้หนึ่งมีหม้อทองแดงอยู่ใบหนึ่ง มันเปื้อนเปรอะด้วยสิ่งปฏิกูลทั้งภายในและภายนอก เขาพยายามชำระล้างด้วยน้ำจำนวนมาก แต่ล้างแต่ภายนอกเท่านั้น หาได้ล้างภายในไม่ ท่านคิดว่าสิ่งปฏิกูลภายในจะพลอยหมดไปด้วยหรือ?"
"เป็น ไปมิได้เลย พระโคดมผู้เจริญ บุรุษผู้นั้นย่อมเหนื่อยแรงเปล่า ไม่อาจทำให้ภายในหม้อสะอาดได้ สิ่งสกปรกเคยเกรอะกรังอยู่อย่างไรก็คงอยู่อย่างนั้น"

"ดู ก่อนพราหมณ์! เรากล่าวกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าเป็นสิ่งทำให้จิตใจสกปรก และสามารถชำระล้างได้ด้วยธรรม คือความสุจริต มิใช่ด้วยการอาบน้ำธรรมดา น้ำดื่มของบุคคลผู้มีกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต ย่อมเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปในตัวแล้ว
"นี่แน่ะพราหมณ์! มาเถิด - มาอาบน้ำในธรรมวินัยของเรานี้ ซึ่งลึกซึ้งสะอาด ไม่ขุ่นมัว มีศีลเป็นท่าลง บัณฑิตสรรเสริญ เป็นที่ที่ผู้รู้นิยมอาบกัน อาบแล้วข้ามฝั่งได้โดยที่ตัวไม่เปียก"

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดัง นี้ พราหมณ์กล่าวด้วยความเบิกบานใจว่า แจ่มแจ้งจริงพระโคดม แจ่มแจ้งจริงเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ให้ผู้มีนัยน์ตาดีได้เห็นรูป ข้าพระพุทธเจ้าขอปฏิญาณตนเป็นอุบาสก ถึงพระองค์พร้อมด้วยพระธรรม และพระสงฆ์ผู้นำทางตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จวบจนสิ้นลมปราณ

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #33 เมื่อ: 06 กรกฎาคม 2011, 11:45:21 »
พุทธวิธีชนะกรรม
มนุษย์ไม่ได้เกิดมา
เพื่อใช้กรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่เรายังเกิดมาเพื่อสร้างกรรม
พัฒนากรรม
และประการสำคัญที่สุด
มนุษย์มีศักยภาพที่จะอยู่เหนือกรรมได้
                                 ว.วชิรเมธี
น้ำร้อน คนที่เชื่อว่าร้อนหรือไม่เชื่อว่าร้อน ลองเอามือจุ่มลงไปก็จะรู้ว่าร้อนอยู่ดี เหมือนเรื่องของกรรม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 กรกฎาคม 2011, 11:58:54 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #34 เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2011, 17:17:42 »
ถูกชมคือธรรมดา ถูกด่าก็ไม่เลว

โดย ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย


หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าว “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” กันมาบ้างแล้ว
คำกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจิต
หรืออีกนัยหนึ่งของความคิดได้เป็นอย่างดีว่า
จิตกำหนดวัตถุ หรือกายเป็นไปตามอำนาจของจิต
ผู้รู้ท่านหนึ่งเคยกล่าวถึงความสำคัญของจิต หรือความคิดไว้ว่า


“เธอจงระวังความคิด เพราะความคิดจะกลายเป็นการกระทำ

เธอจงระวังการกระทำ เพราะการกระทำจะกลายเป็นนิสัย

เธอจงระวังนิสัย เพราะนิสัยจะกลายเป็นบุคลิก

เธอจงระวังบุคลิก เพราะบุคลิกจะกำหนดชะตากรรมของเธอ”


ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า
เรามีความคิดหรือวิธีคิดอย่างไร
ในทางพุทธศาสนานั้น ท่านให้ความสำคัญกับวิธีคิดเป็นอันมาก
พระนักปราชญ์ท่านหนึ่งได้ประมวลวิธีคิดในพุทธศาสนาไว้ว่ามีมากกว่า ๑๐ วิธี


วิธีคิดอย่างหนึ่ง ซึ่งเราควรนำมาปรับใช้ในชีวิตก็คือ วิธีคิดเชิงบวก


วิธีคิดเชิงบวก หมายถึง การรู้จักเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ
ซึ่งโดยมากมักแสดงตัวให้เราได้สัมผัสในแง่ลบ
แต่พอเราพลิกมุมมองใหม่ เราจะได้อะไรดีๆ จากเรื่องลบๆ เหล่านั้น
เช่น ในชีวิตจริงของผู้เขียนซึ่งทำงานกับคนหมู่มาก
มักจะพบกับคำชมและคำด่าอยู่เสมอ ๆ
เมื่อแรกเผชิญกับคำชม ผู้เขียนก็ฟู ครั้นพบกับคำด่าก็แฟบ
แต่เมื่อเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อคำชมและคำด่า
ก็รู้สึกว่า ได้คุณค่าจากคำด่าคำชมเป็นอันมาก


คำชมนั้น สำหรับคนที่ไม่คิดอะไรมาก
ดูเหมือนว่า ไม่ลำบากใจเลยที่จะน้อมรับ
แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว คำชมนั่นแหละคืออันตรายยิ่งกว่าคำด่า
เพราะหากเรารู้ไม่ทัน คำชมจะทำให้เราหลงตัวเองและมีโอกาสลืมตัวสูง
ส่วนคำด่า ถ้าพิจารณาไม่ดีก็ทำให้เราเสียศูนย์ได้ง่ายๆ
แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งด้วยวิธีคิดแบบมองโลกในแง่ดี
บางทีคำด่ากลับมีค่ามากกว่าคำชม


 คำด่ามีค่ามากอย่างไร ?


 (๑) คำด่า คือ กระจกเงาสะท้อนความบกพร่องของงานที่เราทำ


 (๒) คำด่า มักแฝงคำแนะนำมาด้วยเสมอ


 (๓) คำด่า บอกเราว่า สิ่งที่เราทำอยู่นั้น
หากมีคนที่คิดไม่เหมือนเราเขามองดูอยู่
เขาเห็นอะไรในสิ่งที่เรามองไม่เห็นบ้าง


 (๔) คำด่า คือ กระดาษทรายอย่างดี
ที่คอยขัดสีฉวีวรรณให้เรามีความกลมกล่อมลงตัว
เหมือนพระประธานที่ต้องถูกกระดาษทราย ขัดสีฉวีวรรณจนผุดผ่อง


 (๕) คำด่า ทำให้เราไม่ประมาทผลีผลาม
ทำอะไรด้วยความเชื่อมั่นมากเกินไป


 (๖) คำด่า ทำให้รู้ว่า มีคนรักหรือเกลียดเรามากน้อยแค่ไหน


 (๗) คำด่า ทำให้รู้ว่า อย่างน้อยก็มีคนสนใจในสิ่งที่เราทำ
หรืออย่างน้อย สิ่งที่เราทำมันกำลังส่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ง
จึงมีคนอุทิศตนมาสนใจและด่าอย่างเป็นงานเป็นการ


 (๘) คำด่า จะทำให้เราได้หันกลับมาดูภูมิธรรมของตนเองว่า
เข้มแข็งมากน้อยแค่ไหน เมื่อทุกข์กระทบแล้วธรรมกระเทือน
หรือกิเลสกระเทือน ถ้า ธรรมกระเทือนแสดงว่าเราฝึกตนเองมาดี
แต่ถ้ากิเลสกระเทือนแสดงว่า
ต้องกลับไปฝึกจิตตัวเองใหม่ให้เข้มแข็งกว่านี้


(๙) คำด่า ทำให้เราได้รู้ว่า ในโลกนี้ไม่มีใครหนีโลกธรรม ๘ ได้
(ได้ลาภ เสื่อมลาภ, ได้ยศ เสื่อมยศ, สรรเสริญ นินทา, สุข ทุกข์)


 (๑๐) คำด่า คือ บทเรียนเรื่องการปล่อยวางตัวกูหรืออัตตาที่ดีที่สุด
เพราะหากเรายังปล่อยวางตัวกูไม่ได้ เราก็จะต้องหาวิธีด่าคืนอยู่ไม่สิ้นสุด

ในแง่มุมของผมๆว่านี่ก็เป็นเรื่องกรรมครับ แต่เน้นที่กรรมปัจจุบันที่เราจะแก้หรือเปล่า
  somchai
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 กรกฎาคม 2011, 17:23:00 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ จู-จิราพร

  • http://thammasatu-com.hi5.com
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5274
    • MSN Messenger - ju-jirapon@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
    • www.thammasatu.com
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #35 เมื่อ: 12 กรกฎาคม 2011, 19:19:47 »
สาธุค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 มกราคม 1970, 07:00:00 โดย จู-จิราพร »
จู จิราพร การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #36 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2011, 16:44:29 »
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบรรดาผ้าที่ทอด้วยสิ่งที่เป็นเส้นๆ กันแล้ว
ผ้าเกสกัมพล ( ผ้าทอด้วยผมคน ) นับว่าเป็นเลวที่สุด.

ผ้าเกสกัมพลนี้
เมื่ออากาศหนาว มันก็เย็นจัด
เมื่ออากาศร้อน มันก็ร้อนจัด
สีก็ไม่งาม กลิ่นก็เหม็น เนื้อก็กระด้าง;

ข้อนี้เป็นฉันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! ในบรรดาลัทธิต่าง ๆ ของเหล่าปุถุสมณะ (สมณะอื่นทั่วไป) แล้ว
ลัทธิมักขลิวาท นับว่าเป็นเลวที่สุด ฉันนั้น.

--------------------------------------------------------------------------------

ภิกษุทั้งหลาย ! มักขลิโมฆบุรุษนั้น มีถ้อยคำและหลักความเห็นว่า
“กรรมไม่มี, กิริยาไม่มี, ความเพียรไม่มี”

( คือ มีทิฏฐิว่า การกระทำต่างๆ ไม่มีความหมายใดๆ ไม่มีผลใดๆ ทำหรือไม่ทำ ก็เท่านั้น )

ภิกษุทั้งหลาย ! แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายที่เคยมีแล้วในอดีตกาลนานไกล
ท่านเหล่านั้น ก็ล้วนแต่เป็นผู้กล่าวว่า มีกรรม มีกิริยา มีวิริยะ.
มักขลิโมฆบุรุษ ย่อมคัดค้านพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
ว่า ไม่มีกรรม ไม่มีกิริยา ไม่มีวิริยะ ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! แม้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายที่จักมีมาในอนาคตกาลนานไกลข้างหน้า
ท่านเหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นผู้กล่าวว่า มีกรรม มีกิริยา มีวิริยะ.
มักขลิโมฆบุรุษ ย่อมคัดค้านพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น
ว่า ไม่มีกรรม ไม่มีกิริยา ไม่มีวิริยะ ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ในกาละนี้ แม้เราเองผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
ก็เป็นผู้กล่าวว่า มีกรรม มีกิริยา มีวิริยะ.
มักขลิโมฆบุรุษ ย่อมคัดค้านเรา
ว่า ไม่มีกรรม ไม่มีกิริยา ไม่มีวิริยะ ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! คนเขาวางเครื่องดักปลา ไว้ที่ปากแม่น้ำ ไม่ใช่เพื่อความเกื้อกูล
แต่เพื่อความทุกข์ ความวอดวาย ความฉิบหาย แก่พวกปลาทั้งหลาย ฉันใด ;
มักขลิโมฆบุรุษเกิดขึ้นในโลก เป็นเหมือนกับผู้วางเครื่องดักมนุษย์ไว้ ไม่ใช่เพื่อความเกื้อกูล
แต่เพื่อความทุกข์ความวอดวาย ความฉิบหาย แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นอันมาก ฉันนั้น.

--------------------------------------------------------------------------------

- ติก. อํ. 20/369/577

http://watnapp.com/read/karma/i021/#content


ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #37 เมื่อ: 28 กรกฎาคม 2011, 15:44:38 »

ตอบปัญหาธรรมโดย หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร
คัดจาก หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ตอบปัญหาธรรมะ
 



 
ถาม - ดิฉันได้ยินว่าทำบุญอื่นๆ ผลจะได้รับเมื่อไหร่ไม่แน่
แต่ถ้าภาวนาแล้วทำเมื่อไรได้รับผลเมื่อนั้น
ปัจจุบันดิฉันพยายามปฏิบัติทั้งทาน ศีล ภาวนาทุกวัน
ทำไมจึงทำให้มีเรื่องที่ทำให้ท้อแท้ผิดหวังอยู่รอบข้างเสมอๆ
ดิฉันสงสัยเกี่ยวกับการตั้งสัจจะ ถ้าเราตั้งสัจจะจะทำอะไรต้องทำให้ได้
แต่บางครั้งก็กล่าวกันว่าอย่ายึดมั่นถือมั่น ให้พยายามปล่อยพยายามวางเสีย
ดูสองอย่างมันขัดๆ กันในตัว
ถ้าคนสองคนเคยให้สัจจะต่อกันว่าจะอยู่ด้วยกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
มาภายหลังคนหนึ่งจะเปลี่ยนคำพูดโดยอ้างการปล่อยวาง อีกคนหนึ่งควรถือสัจจะ
ทั้งสองคนไม่ทราบว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไร
จึงจะถูกต้องตามหลักการในศาสนา ทั้งสองอย่างจะปฏิบัติไปด้วยกันได้หรือไม่
 
 
ตอบ - เป็นคำถามในธรรมะสลับซับซ้อน แต่ก็เข้าใจอยู่
การทำบุญถ้าขาดการให้ทาน ความตระหนี่ ถี่เหนียวก็จักเข้ามาทำให้เป็นกังวลในสิ่งของมาก
และถ้ามีชาติมีภพในอนาคตก็เป็นคนจนในทางวัตถุสิ่งของ
ถ้าขาดศีลก็ทำให้เราเป็นคนโหดร้าย ถ้าขาดเมตตาในชั้นหยาบๆ
หากมีชาติมีภพในอนาคตต่อไปก็เป็น คนอายุสั้น มรณะง่าย
ถ้าขาดภาวนา ทั้งชาตินี้และชาติหน้าก็มักจะหลง ไม่รู้ตามเป็นจริงของสังขารธรรม
และก็ไม่รู้ตามเป็นจริงของวิสังขารธรรมอีก
เขาชักชวนไปเชื่อทางไหนก็มักจะเป็นผู้ไร้เหตุผล ให้เขาดึงจมูกไปได้ในทางผิดต่างๆ
 
ถ้าจะว่าให้ละเอียดแล้ว ทาน ศีล ภาวนา เห็นพระคุณในปัจจุบันชาติเรานี้เอง
มีผิวพรรณวรรณะผ่องใส และไม่ครั่นคร้ามในสังคมอีกด้วย
ส่วนบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สมประสงค์นั้น
หรือหากว่ามีเข้ามาเบียดเบียนในทางตรงและทางอ้อม
มันเป็นกรรมเก่า แต่ชาติปางก่อนก็มี
เมื่อมันให้ผลยังไม่หมด มันก็ต้องให้ไปตามที่เราเป็นหนี้เป็นสินอยู่
บางกรณีเขาเบียดเบียนเราเล็กน้อย หรือใหญ่โตทั้งทางตรงและทางอ้อม
มันเป็นกรรมที่เขามาก่อใหม่ก็มี
 
ที่เราจะมีอุบายเว้นก็มีหนทางเดียวคือ ไม่เอาจิตใจไปผูกเวร
คือไม่แก้แค้นและสาปแช่งด้วยวิธีใดๆทั้งสิ้น
ให้นึกในใจว่าจะเป็นผลของกรรมเก่าหรือผลของกรรมใหม่ก็ตาม
ขอให้แล้วกันไปเสียในชาตินี้ ข้าพเจ้าจะไม่จองเวรท่านผู้ใดในไตรโลกาเลย
ระงับเวรด้วยการไม่จอง เวร แต่ถ้าจองเวรแล้ว เวรก็ไม่ระงับ
 
มีข้อควรคิดอยู่อีกเป็นพิเศษที่จะทำให้จิตสูงขึ้นด้วยด้านปัญญาอันสุดๆ
คือมีความเห็นว่า ถ้าในโลกนี้อะไรๆ ก็จุใจตามประสงค์หมด
การเบื่อหน่ายคลายเมาและหลุดพ้นในโลกทั้งปวงมันก็ไม่มีเลย
พระอรหันต์ก็ไม่มีเลยในโลกนี้และโลกหน้า
นี้มันตรงกันข้ามไปเสียแล้ว มันไม่สมประสงค์ในโลกทั้งปวงนั่นเอง
จึงมีประตูเบื่อหน่ายคลายหลุดพ้นในความเข้าใจผิดของตน
 
จิตใจจึงไม่กังวลในโลกทั้งปวง หายห่วงหายสงสัย เพราะพระปัญญารู้แจ้งชัด
ตัวหลงถูกหมัดของปัญญาทั้งเข่าทั้งศอกนับสิบไม่ลุกอีกเสียด้วย จึงสามารถข้ามทะเลหลงได้
อุปสรรคทั้งปวงในโลกกลายเป็นยาวิเศษ
เป็นเหตุให้นักปราชญ์เบื่อหน่ายคลายเมาในวัฏฏสงสาร
ฉะนั้นเราจึงไม่ควรประมาท ทาน ศีล ภาวนา เพราะสามารถทำใจให้สูงขึ้นทวีคูณ


ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #38 เมื่อ: 02 สิงหาคม 2011, 21:19:52 »
    ใบโพธิ์แก่นธรรม หลวงปู่ชา สุภัทโท(ดี...ให้พอดี)
                          กรรมมีหลายอย่างอยู่ในโลกนี้ มหัศจรรย์ก็มีน่าเลื่อมใสก็มี น่าสยดสยองก็มี  มีสารพัดอย่าง แต่พระพุทธเจ้าของเราท่านว่า กรรมป็นแดนเกิด กรรมเป็นเผ่าพันธ์ กรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัย คนจะสุขหรือทุกข์ดีหรือชั่ว จะพ้นทุกข์ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับกรรมที่แต่ละคนทำขึ้น ดังนั้นท่านจึงให้เชื่อ การกระทำของเราเอง ไม่เชื่อภายนอก
                           เคยเห็นผู้ปฎิบัติธรรม ชอบเข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรม แต่เมื่อใดใจไม่สบาย บางทีก็ไปหาหมอดู ให้เขาดูว่าเป็นอะไรไหม หมอดูทายว่าปีนี้ระวังนะ ไปรถไปเรือระวังอุบัติเหตุ คนไม่รู้เรื่องกรรม ไม่เชื่อการกระทำของตนเองก็กลัว กลัวจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นี่คือจิตที่คิดผิด ไม่มีปัญญา ไม่มีการพิจารณา



ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #39 เมื่อ: 05 สิงหาคม 2011, 16:36:40 »
ขออนุญาต นำคำตอบของท่านว.วชิรเมธี ในเรื่อง กรรมเก่าเท่านั้นหรือ จากหนังสือ ธรรมะทำไม หน้าที่ ๘๙ มีใจความตัดมาแต่บางส่วนดังนี้ครับ

"แนวความคิดที่ว่าความเป็นไปในชีวิตของเรานั้นเป็นผลมาจาก "กรรมเก่า" ที่เราทำไว้แต่ชาติปางก่อนมีความถูกต้องเพียงครึ่งเดียว และเป็นแนวความคิดที่อันตรายมากเพราะจะทำให้ผู้ที่เชื่อถือกลายเป็นบุคคลประเภทยอมจำนนต่อชะตากรรมของตนเองอย่างไม่คิดที่จะสู้ และทัศนะอย่างนี้ยังเป็นช่องทางให้มีคนนำไปใช้อ้างอย่างผิดๆ ด้วย เช่น นาย ก เห็นผู้หญิงคนหนึ่งถูกกระทำทารุณกรรมทางเพศ แทนที่จะคิดหาทางช่วยเหลือหรือแก้ไข กลับวางเฉยเสียด้วยคิดว่าไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง เพราะเป็น "กรรมเก่า" ของผู้หญิงคนนั้นนั่นเอง หรือบางคนถูกคนอื่นเอารัดเอาเปรียบอย่างซึ่งๆ หน้า แทนที่จะหาวิธีแก้ไข ก็กลับมานั่งทำใจว่า ปล่อยให้เขาเอาเปรียบไปเถิด มันเป็นกรรมของเราเองที่เคยไปทำไว้กับเขามาแต่ชาติปางก่อน

ความเชื่อที่ว่าอะไรๆ ในชีวิตก็แล้วแต่ "กรรมเก่า" บันดาลให้เป็นไปนั้น ไม่ใช่คำสอนในพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนาสอนว่า สิ่งต่างๆ ในชีวิตของเรานั้นล้วนขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มากมาย ทั้งเหตุปัจจัยในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ดังนั้นแทนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสว่า ชีวิตเป็นผลผลิตของกรรมเก่าหรือเป็นผลผลิตของกรรมในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว พระองค์กลับตรัสว่า "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี" นี่คือคำสอนแบบสายกลางที่ต้องการให้เรารู้จักมองสิ่งต่างๆ อย่างเป็นกลาง กล่าวคือ รู้จักมองว่าวิถีชีวิตของคนเรานั้นล้วนมีเงื่อนไขมากมายเข้ามาเกี่ยวข้องให้เป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เอียงไปหาลัทธิกรรมเก่าจนสุดโต่ง ถึงขนาดยกความเป็นไปในชีวิตให้เป็นเรื่องของกรรมเก่า เพราะถ้าทุกอย่างเป็นเรื่องของกรรมเก่าไปเสียทั้งหมด เราก็ไม่ควรจะทำอะไรใหม่ๆ แต่ควรนั่งนอนอยู่เฉยๆ รอให้กรรมเก่าบันดาลชีวิตให้เป็นไปตามวิถีของกรรมเก่ามิดีกว่าหรือ

ความจริงลัทธิที่เชื่อว่า อะไรๆ ก็แล้วแต่ "กรรมเก่า" นั้น เป็นลัทธิที่ผิดหลักความจริง ผิดหลักธรรมชาติ และผิดหลักพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า ลัทธิที่สวนทางกับหลักพระพุทธศาสนามีอยู่ ๓ ลัทธิ คือ

๑. ลัทธิแล้วแต่กรรมเก่า
๒. ลัทธิแล้วแต่พระเจ้าบันดาล
๓. ลัทธิแล้วแต่โชคชะตาจะพาให้เป็นไป"


ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #40 เมื่อ: 16 สิงหาคม 2011, 09:40:39 »
คำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุเรื่องวัฎสงสาร
 
วัฏสงสาร เป็นสิ่งที่เจริญงอกงามอยู่เรื่อย ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะว่ามันเป็นห่วงๆ ห่วงๆ
เป็นห่วงเกี่ยวกันไม่มีที่สิ้นสุด . ในห่วงหนึ่งๆ ถ้าจะเปรียบเทียบในที่นี้ ก็เหมือนกับ
เมล็ดพืชมันงอกขึ้นเป็นลูก แล้วลูกหล่นลงมาเป็นเมล็ดพืช แล้วงอกอีก แล้วเป็นลูกอีก
เมล็ดพืชในที่นี้ก็เหมือนกับกิเลส เมื่อมีกิเลสแล้วก็เป็นเหตุให้ทำกรรม
คือการปลูกเมล็ดพืชนั้นให้งอกงามเป็นหน่อ เป็นต้น เป็นใบ เป็นดอก กระทั่งเป็นผล
 
ผลนี้คือวิบากกรรม
เมล็ดพืชคือกิเลส
การงอกงามคือกรรม
ลูกดอกผลที่ออกมาคือวิบากของกรรม
 
ในวิบากของกรรมคือลูกผลนั้น ยังมีเมล็ดอยู่อีก และเมล็ดนั้นมันก็ตกงอกออกมาอีก
เราจึงเห็นได้ว่า วิบากกรรมนี้เองเป็นสิ่งที่มีอำนาจร้ายแรง หรือมีเสน่ห์อย่างร้ายแรง
ที่ทำให้คนเราต้องตกอยู่ในกระแสแห่งวัฎฎะ หรือกระแสแห่งกรรม
 
มันต้องมีอะไรมาพรางตา คือมาหลอกให้หลง  มันจึงจะทนรับผลของกรรม
เหมือนที่คนเราประกอบกรรมใดๆลงไปนี้ ได้รับความพอใจ สนุกสนานเอร็ดอร่อย ต่างๆนานา
แล้วก็เข้าใจว่านั่นเป็นของวิเศษเป็นจุดสูงสุดที่เราพึงปรารถนา
แต่โดยที่แท้แล้ว นั่นคือค่าจ้าง หรือสิ่งหลอกลวงของกิเลส
 
จากหนังสือ คู่มือปฎิบัติธรรม
โดยท่านพุทธทาสภิกขุ
.

.[/b][/size][/color]

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #41 เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2011, 21:46:51 »




"ตัวเราจะทำกรรมอันใด
ตัวเราจะให้กรรมอันใดเป็นเครื่องหมุน
เกิดมานี้ กรรมมันหมุน กรรมมันแต่งอยู่ตลอดเวลา
จึงให้ทุกคนตั้งใจของตนให้ดี
ดี เป็นของเรา - เราทำแล้ว - ไม่หาย
ชั่ว เป็นของเรา - เราทำแล้ว - ไม่หาย
ความเป็นคนดี หรือความเป็นคนพาล มันไม่หายไปจากใจเราหรอก"

"มหาปุญโญวาท"
โอวาทธรรมของหลวงปู่จาม มหาปุญโญ
วัดป่าวิเวกวัฒนาราม อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
โดย: Jantrai 'จารย์ตรัย ไขรหัสกรรม


ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #42 เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2011, 16:55:08 »

"



"ยิ่งสร้างความดี กรรมยิ่งทวงถาม สร้างความดีต้องมีอุปสรรคแน่นอน ต้องรู้ล่วงหน้าไว้อย่างนั้นจึงจะถูกต้อง"

แบ่งปันจากhttp://www.facebook.com/pages/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0/124105454273203?sk=wall

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #43 เมื่อ: 29 พฤศจิกายน 2011, 16:21:50 »






โอวาทธรรม สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก

"อำนาจของกรรมใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก ไม่มีอำนาจใดอาจทำลายได้ แม้อำนาจของกรรมดีก็ไม่อาจทำลายอำนาจของกรรมชั่ว และ อำนาจของกรรมชั่วก็ไม่อาจทำลายอำนาจของกรรมดี อย่างมากที่สุดที่มีอยู่คือ อำนาจของกรรมดีแม้ทำให้มากให้สม่ำเสมอ ในภพภูมินี้ ก็อาจจะทำให้อำนาจของกรรมชั่วที่ได้ทำมาแล้วตามมาถึงยาก"




[

ออฟไลน์ bobkung0

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 95
    • ดูรายละเอียด
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #44 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2013, 13:45:46 »
ดีครับ