A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ  (อ่าน 27884 ครั้ง)

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2011, 10:34:48 »
ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป ซึ่งแปลงมาจากทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สำหรับผู้ที่ติดในกิเลสและวัตถุอย่างหยาบ แม้การได้อะไรมาจะไม่ถูกต้องก็ตาม เพราะมัวแต่ติดความสุขขั้นต่ำที่ไม่ใช่สุขแท้ และคิดว่าเรื่องกรรมเป็นเรื่องที่พูดพล่อยๆได้ เหมือนหลายคนลถือศาสนาแบบสำเนาทะเบียนบ้าน คือเขาเขียนว่าอย่างไรก็เอาตามนั้น เขาถือพุทธก็พลอยถือพุทธตามด้วย แต่ไม่รู้ว่าพุทธแท้คืออะไร ตื่น รู้ เบิกบานคืออะไร แต่พอเจอสิ่งที่ตนไม่ชอบหรือเกรงกลัว  จากถือพุทธก็พร้อมจะถือผีถือเจ้าไปแล้ว เพราะขาดความั่นคงทางใจ แล้วหาหนทางที่จะหนีกรรมที่ตัวเองก่อ
กรรมเป็นสิ่งที่แน่นอน เที่ยงตรง  แม่นยำ มาแน่ เว้นเสียแต่จะหนีได้พ้นเช่นท่านองคุลีมาล ท่านโมคคัลลานะ และท่านโมฆราช
ท่านโมฆราชได้ฟังพระธรรมจากพระบรมศาสดาว่า"ท่านโมฆราช ท่านจงเป็นคนมีสติ พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่า ตัวของเราทุกเมื่อเถิด ท่านจะพ้นจากมัจจุราชด้วยอุบายอย่างนี้ ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล มัจจุราชจะ (ความตาย )ไม่แลเห็น เมื่อฟังพระธรรมจบท่านก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
ไม่มีตัวไม่มีตน แล้วใครจะรับกรรม
ท่านว.วชิรเมธี เขียนในทวิตเตอรืเช้านี้ว่า" โปรดอย่าลืมว่ามนุษย์ไม่ได้มีศักยภาพในการแข่งขันเท่านั้น แต่มนุษย์มีศักยภาพที่จะดับทุกข์ได้ด้วย คุณได้ใช้สิทธิ์นี้แล้วหรือยัง"
เชื่อเรื่องลมหายใจสั้นกระแทกอึดอัด เชื่อเรื่องลมหายใจยาวเบาสบายดี เชื่อลมหายใจพอดีก็สบาย เชื่อเรื่องปาฎิหารย์ในการตื่นอยู่เสมอ
เชื่อว่าคุณ chaythoung ท่านมีสัมมาทิฐิ ที่จะก้าวสู่ทางสายกลาง เชื่อในกัลยาณมิตรที่จะช่วยกันให้บรรลุธรรมขั้นไหนก็ตาม ขออนุโมทนาด้วยครับ และขอให้ท่านทั้งหลายเจริญในธรรมยิ่งขึ้นๆไปครับ
                                                                                             somchai
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 พฤษภาคม 2012, 17:37:46 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ chaythoung

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 155
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2011, 09:15:45 »
สาธุ..

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2011, 08:13:42 »
วิบากกรรมหรือผลของกรรมในอดีต แม้จะส่งผลถึงเราในปัจจุบันมากมาย บ้างก็สุข บ้างก็ทุกข์ แต่ที่สำคัญกรรมหรือการกระทำในปัจจุบันนั้นสำคัญกว่า เพราะมันจะส่งผลถึงเราในปัจจุบันและอนาคต เช่นถ้าคุณรู้ว่าทำกรรมชั่วหรือกรรมดีตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มันจะส่งผลให้คุณตั้งแต่ตอนนี้หรือเดี๋ยวนี้จนถึงวินาทีสุดท้ายแห่งลมหายใจ อย่างน้อยก็สัมผัสได้ที่ใจของคุณ
คุณต้องห่วงอะไรไหมว่าจะต้องแก้กรรมถ้าคุณทำถูก ถ้าพิจารณาทุกการกระทำด้วยสติสัมปชัญญะ คือการรู้ใจคิดนึก รู้กายเคลื่อนไหว ที่เจือไปด้วยปัญญา
พิธีหรือจะสู้วิธีแก้ปัญหา
อย่างน้อยเราก็มาประชุมร่วมกันในที่นี้ด้วยกรรมดี และความอยากจะทำแต่กรรมดี ท่ามกลางหมู่กัลยาณมิตร เพื่อค้นหากัลยาณธรรม ที่เป็นที่พึ่งภายนอก ที่พึ่งภายในอยู่ที่ตัวท่านเอง (ได้อ่านข้อความย้อนหลังของคุณddและคุณ chaythoung เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ท่านปลุกเร้าธรรมได้เก่งมาก น่าอ่านอย่างยิ่ง )
ขอให้ท่านทั้งหลายโปรดพิจารณาและเจริญยิ่งในธรรมทั้งหลายครับ
                                                    somchai
อฺตติฎเฐ นัมปมัชเชยยะ
ธัมมัง สุจริตัง จเร 
ธัมมจารี สุขัง เสติ
อัสมิง โลเก ปรัมหิ เจ
ลุกขึ้นเถิดอย่ามัวประมาทอยู่เลย
จงประพฤติสุจริตธรรม
เพราะผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข
ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
(ขอขอบคุณ คุณเสถียรพงษ์ วรรณปกผู้แปล )
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 มิถุนายน 2011, 08:15:51 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ จู-จิราพร

  • http://thammasatu-com.hi5.com
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5274
    • MSN Messenger - ju-jirapon@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
    • www.thammasatu.com
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2011, 13:49:42 »
สาธุอนุโมทามิค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 มกราคม 1970, 07:00:00 โดย จู-จิราพร »
จู จิราพร การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2011, 21:12:06 »
เรื่องกรรมเป็นเรื่องกว้างขวางที่พูดกัน ทั้งฝั่งตะวันตกwestern style และฝั่งตะวันออก eastern style และแม้แต่ในหนังบางเรื่องผู้สร้างยังใส่แนวความคิดและความเชื่อนี้ลงไป เช่นavatar
 มีผู้เผยแพร่ในเรื่องของกรรมเป็นหลักในชีวิตที่ชัดเจนมากๆในเมืองไทยสองท่าน ก็มีท่านท.เลียงพิบูลย์ ที่มีชื่อเสียงในเรื่องกฎแห่งกรรม หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม แห่งวัดอัมพวัน สิงห์บุรี ท่านเผยแพร่กันมานานหลายสิบปีอย่างตั้งใจ เพราะเห็นว่าชาวพุทธควรตระหนักรู้
กรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่ทุกคนเอากายเนื้อและใจสัมผัสได้ เห็นอยู่ เพียงแต่...ไม่รู้เรื่องกรรมในอดีตเท่านั้น มีแต่พระสัพพัญญูพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ที่จะทรงรู้เรื่องกรรมในอดีต แต่สิ่งสำคัญที่เรามักจะมองข้ามกันก็คือกรรมในปัจจุบันและในอนาคตอย่างน่าเสียดาย
ที่ผมเปิดประเด็นในกระทู้เดิมขึ้นมาใหม่ เพราะมีหลายๆท่านมีความคิดเห็นดีๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ น่าอ่าน น่ารับฟัง น่าพิจารณา น่าที่จะลองทำตามดู และน่าที่จะใคร่ครวญธรรมทั้งหลายที่ได้อ่านไป ที่อาจจะชี้ทางแห่งแสงสว่างให้ผู้คนได้ เพราะหลายๆความเห็นปฎิบัติได้แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอให้เช้าก่อน หรือรอให้มืดก่อน
ถ้าไม่มีปัจจุบันขณะ มนุษย์จะว้าเหว่มาก เพราะมนุษย์สามารถบรรลุธรรมได้เเต่ในเพียงปัจจุบันขณะเท่านั้น ไม่ว่ากรรมจะเป็นอวิชชา ไม่ว่ากรรมจะเป็นสังขาร แต่กรรมที่เลยจากคำกลางๆที่เรียว่ากรรมเฉยๆ คือกรรมดีและกรรมชั่วก่อให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นมากมายและสิ่งทีตามาคือทุกข์ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
ความยึดมั่นถือมั่นเป็นเหมือนขยะกองโตที่สุมเข้าหาตัวตน ไม่สามารถวัดได้ด้วยมาตารฐาน ชั่ง ตวง วัด อะไรก็ตามที่ไหนในโลก นอกจากจะวัดได้จากใจของตนเองที่ได้ฝึกมาอย่างดีแล้วคือกัมมะนีโย สมาหิโต ปริสุทโธ (ความคล่องแคล่วว่องไวควรแก่การงาน ความตั้งมั่นของจิต และความบริสุทธิ์ของจิต )
ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนทำให้ใจเสียคุณภาพ และหลงใหลในกิเลสทั้งปวงได้ง่าย
ผมชอบใจคำพูดคำหนึ่งในกระทู้เก่าของท่านdd ว่าอย่าเห็นแต่ความผิดพลาดเล็กน้อยที่ไม่ใช่สาระเลย เพราะเรามัวแต่ยึดว่าทุกอย่างมันมีสาระและสำคัญไปหมด แม้กระทั่งอกุศลกรรมเก่าที่ทำมา แล้วมาปรุงแต่งให้กลุ้ม ลืมนึกถึงทางเดินแห่งวิสัขารธรรมจนหมดสิ้น
บุญกุศลทั้งหลายขอน้อมถวายแด่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อ  และขออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษอันมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นปฐม เจ้ากรรมนายเวร ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย อันมีเพื่อนเกิด แก่ เจ็บตาย และท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ
                                                                               

                                                                                      somchai
นัตถิ ปัญญา สมา อาภา แสงสว่างใดจะเสมอปัญญา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 มิถุนายน 2011, 09:06:24 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ จู-จิราพร

  • http://thammasatu-com.hi5.com
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5274
    • MSN Messenger - ju-jirapon@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
    • www.thammasatu.com
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: 09 มิถุนายน 2011, 06:12:55 »
สาธุค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 มกราคม 1970, 07:00:00 โดย จู-จิราพร »
จู จิราพร การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: 09 มิถุนายน 2011, 12:03:06 »
ผมยังมีความเชื่อในหัวข้อกระทู้นี้ที่จะได้อ่านได้ฟังความเห็นดีๆและธรรมะดีๆที่เหล่ากัลยาณมิตรพึงจะให้ต่อกัน เพื่อความผาสุก ล่วงไปจากทุกข์ อย่างน้อยสิ่งที่เรากระทำล้วนแล้วแต่เป็นกรรมดีทั้งสิ้น โดยมีเจตนาดี เหมือนคำพูดหรือข้อเขียนของท่านddที่ว่า หนึ่งความเห็นของท่านแม้ใครจะได้ประโยชน์สักคน ก็คุ้มค่า ช่างเป็นควาเมตตาต่อเพื่อนทุกข์ทั้งหลายอย่างยิ่ง
เรื่องกรรมแม้จะมีคำสอนหรือการสอนมานานหลายพันปีแล้วก็ตาม แต่ผู้คนก็ยังปิดกั้นตนเองจากความรับรู้ ไม่ใช่รู้ไม่ได้ ในความเห็นของผมเองแล้ว มีสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อการไม่รับรู้เรื่องกรรมมากมาย อย่างสังโยขน์10 ที่แปลว่า สิ่งที่ผูกจิตใจไว้ให้ติดในกิเลสในความทุกข์ในวัฎฎะสงสาร แต่วันนี้อยากจะนำเสนอเพียงแค่สามตัวอย่างในสังโยชน์เท่านั้นคือ
สักกายทิฐิ คือความยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นของตน กายที่แปลว่าหมู่ ที่มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง และอะไรต่างที่ทำให้ครบอาการสามสิบสองมารวมกัน
วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ความไม่แนใจว่ามันถูกต้อง ที่เขาจะพูดหรือเขาอธิบายกันตามธรรมดา แต่ไม่ใช่ความลังเลสงสัยที่เกิดจากสัมมาทิฐิ ที่มีความเห็นถูกต้องแล้ว เช่นเชื่อในเรื่องกรรม เข้าใจ รู้อยู่ แจ้งอยู่ บางคนสงสัยแม้กระทั่งว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งได้จริงหรือ เพราะขาดปัญญา หากโง่ใหญ่ก็จะคิดว่าเงินแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง แม้แต่พระเจ้าเองยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้อย่างนั้นเลย บางคนสงสัยในคำสอนของพระบรมศาสดาที่ว่า ชาติปิ ทุกขา ชราปิ ทุกขา มรณัมปิ ทุกขาที่แปลว่าความเกิด แก่ ตาย นั้นเป็นทุกข์ ก็มี ถ้าสงสัยอย่างนี้ก็เชื่อยาก แม้กระทั่งการเชื่อตนเองในสมมุติสัจจะ
สีลัพพัตปรามาส คือความไม่ประจักษ์รู้โดยสิ่งนั้นๆ แล้วเราเข้าใจผิดต่อสิ่งนั้นๆ แล้วเราก็ยึดถือเอาไว้แบบผิดๆ มีอะไรว่าตามกัน เช่นการอารธนาศีล ต้องขอจากพระเท่านั้น ขอเสร็จแล้วก็วางตรงนั้น วางตรงหน้าวัดหรือในวัดก็มี แล้วก็ผิดศีล
เครื่องยึดติดทั้งสามนี้ เบี่ยงเบนให้เราเข้าใจกรรมแบบผิดๆ หรือไม่อยากจะเชื่อเรื่องกรรมเลยก็มี ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านละสังโยชน์ทั้งสามได้แล้ว ประตูแห่งพระนิพพานของท่านก็ได้ถูกเปิดออก เพราะท่านบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เพียงละหรือสละแล้วในสังโยชน์ทั้งสามที่เขียนไว้ข้างต้น การที่จะกลับมาเข้าสู่วงจรแห่งกรรมทั้งหลายก็ยากขึ้น เหมือนท่านได้พบความสุขที่ประเสริฐแล้ว การจะหวนคืนกลับมาติดใจความสุขอย่างหยาบโดยการก่อกรรมก็ยากขึ้นด้วย แล้วไม่ต้องแก้กรรมใหม่ที่ก่อใหม่ให้ทุกข์ต่อไปให้เมื่อยและเหนื่อยใจ                                                                                                          somchai
"ภิกษุทั้งหลาย เพราะเจริญ เพราะกระทำให้มาก ซึ่งอินทรีย์กี่อย่างหนอ ภิกษุผู้ขีณาสพจึงพยากรณ์อรหัตผลรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว...สิ่งอื่นที่จะทำเพื่อเป็นอย่างนี้ ไม่มีเหลืออีก"
"เพราะเจริญ เพราะกระทำให้มากซึ่งอินทรีย์อย่างเดียว ภิกษุผู้ขีณาสพ ย่อมพยากรณ์อรหัตผลได้..... อินทรีย์อย่างเดียวกันก็คือปัญญินทรีย์ "
"สำหรับอริยสาวกผู้มีปัญญา ศรัทธาอันเป็นของคล้อยตามปัญญานั้น ย่อมทรงตัวอยู่ได้..วิริยะ...สติ...สมาธิ อันเป็นของคล้อยตามปัญญานั้น ย่อมทรงตัวอยู่ได้ "
"อินทรีย์อื่นๆ(คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ )ลำพังแต่ละอย่างก็ดีหรือหลายอย่างรวมกัน แต่ขาดปัญญาเสียเพียงอย่างเดียว ก็คือ ไม่อาจบรรลุผลสำเร็จนี้ได้"
"ภิกษุทั้งหลายรอยเท้าของสัตว์บกทั้งหลายชนิดใดๆก็ตาม ย่อมลงไปในรอยเท้าช้างได้ทั้งหมด รอยเท้าช้างเรียกว่าเป็นยอดของรอยเท้าเหล่านั้น โดยความใหญ่ ฉันใด บทธรรมทั้งหลายอย่างใดๆก็ตาม ที่เป็นไปเพื่อตรัสรู้ บทธรรมคือปํญญินทรีย์ เป็นยอดของบทธรรมเหล่านั้น ในแง่ของการตรัสรู้ ฉันนั้น"
พุทธพจน์จากpayutto.org ขอกราบขอบพระคุณมาณ.ที่นี้ครับ
หมาย
เหตุเรื่องสังโยชน์ หาอ่านรายละเอียดได้จากสังโยชน์สิบ ท่านพุทธทาสภิกขุครับ

บุญกุศลทั้งหลายขอน้อมถวายแด่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อ  และขออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษอันมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นปฐม เจ้ากรรมนายเวร ตลอดจน
สรรพสัตว์ทั้งหลาย อันมีเพื่อนเกิด แก่ เจ็บตาย และท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ
                                           
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 มิถุนายน 2011, 12:24:47 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: 15 มิถุนายน 2011, 11:37:19 »
ในเรื่องที่สืบต่อกันมา ทำกันมา เชื่อกันมา จนเป็นพิธี แม้จะไร้เหตุผล แต่ก็ยังทำกัน ยกตัวอย่างประเพณี ขนบธรรมเนียมบางอย่างที่สืบทอดกันมา ตั้งแต่ไหว้เจ้า เทพเทวา ผี จนกระทั่งหลวงพ่อแม็คโคนัล ที่ส่งรูปออกไปตามเมล์มากมาย ความเชื่อในเครื่องรางของขลัง และสิ่งเหนือธรรมชาติ แล้วมักจะพูดกันว่าไม่เชื่อหรอก แต่ก็มักจะพูตตามมาว่าไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่
ท่านปํญญานันทะภิกขุ ปราชญ์เอกแห่งพุทธศาสนา ท่านสอนพุทธะของแท้มาเกือบทั้งชีวิตในเพศสมณะ ด้วยวาทะที่แหลมคม กล้าหาญ เพื่อเอาชนะความเชื่อและการกระทำที่ขาดเหตุผล และยึดมั่นถือมั่นถือมั่นกระทำตามกันมานานแสนนาน ที่เรียกว่าสีลัพตตุปาทานที่เป็นอุปทานอย่างหนึ่ง
อีกทั้งความยึดมั่นในตัวตนที่เรียกว่าอัตตวาทุปาทาน ซึ่งเกิดจากสัญชาตญาณของการมีชีวิตและเอาตัวรอด แม้จะไม่ได้พูดจากปาก แต่ก็พูดในใจว่าตัวกูของกู
แต่เมื่อเกิดทุกข์ที่ทนได้ยาก และมาศึกษาเรื่องกรรมอย่างผิดๆ ก็เลยกลัวจากอุปทานทั้งสองอย่างเป็นฐาน เมื่อมีเหตูก็ต้องหาหนทางแก้ แต่ไม่ได้แก้ที่เหตุแล้วผลจะดัยได้อย่างไร เลยมีพิธีแก้กรรมเป็นศาสนาเพิ่มจากผู้ที่แก้กรรมให้ (อ้าง)
ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ เมื่อเหตุดับผลจึงดับ แต่สิ่งที่เราชอบกระทำให้ใจฟูสนองความอยากของตัวเองชั่วครั้งชั่วคราวแล้วเรียกว่าความสุข โดยไม่รู้เลยว่าสุขที่แท้จริงประเสริฐกว่า แต่มันไม่สนุก เพราะมันมีแต่ความสงบและว่างเปล่า ก็เลยอาจเห็นเป็นทุกข์ไป
อาวุธในทางแก้กรรมจริงๆ ผมว่าศีลห้านี่แหละครับที่เป็นอาวุธเด็ดขาดที่จะไม่ให้ก่อกรรมเกิดขึ้น แล้ววิบากหรือผลของกรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ
                                                                                                  somchai
ความทุกข์ก่อให้เกิดการเรียนรู้อันใหญ่หลวง และัเมื่อเกิดการเรียนรู้ถึงที่สุดแล้ว ก็ทำให้เกิดความสุขความสำเร็จอันใหญ่หลวงเช่นกัน
                                                                                        ท่านว.วชิรเมธี จากทวิตเตอร์เช้าวันนี้
ยามค่ำคืนสว่างด้วยแสงไฟ ยามหวั่นไหวสว่างด้วยแสงธรรม

บุญกุศลทั้งหลายขอน้อมถวายแด่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อ  และขออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษอันมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นปฐม เจ้ากรรมนายเวร ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย อันมีเพื่อนเกิด แก่ เจ็บตาย และท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ
                                           

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 มิถุนายน 2011, 11:46:38 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ จู-จิราพร

  • http://thammasatu-com.hi5.com
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5274
    • MSN Messenger - ju-jirapon@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
    • www.thammasatu.com
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: 16 มิถุนายน 2011, 11:57:07 »
สาธุอนุโมทามิค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 มกราคม 1970, 07:00:00 โดย จู-จิราพร »
จู จิราพร การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง

ออฟไลน์ dd

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
    • ดูรายละเอียด
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: 16 มิถุนายน 2011, 14:01:05 »
อ้างถึง
อาวุธในทางแก้กรรมจริงๆ ผมว่าศีลห้านี่แหละครับที่เป็นอาวุธเด็ดขาดที่จะไม่ให้ก่อกรรมเกิดขึ้น แล้ววิบากหรือผลของกรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ

อนุโมทนาครับท่าน Somchai เพราะศีล๕เป็นเครื่องคุ้มครองมิให้ไปเกิดในอบาย แม้จะเกิดอีกก็ย่อมได้อัตภาพของมนุษย์ เมื่อเกิดแล้ว อานิสงค์แห่งศีลยังตามส่งวิบากที่ดีให้ได้รับต่อไปอีก  ทั้งยังเป็นฐานที่สำคัญเพื่อรองรับการเจริญกุศลชั้นสูงขึ้นไปคือการเจริญภาวนา วิปัสสนาและสมาธิเพื่อการพ้นทุกข์ได้ในที่สุด..ดังนั้น เมื่อถูกทุกข์รุมเร้าแล้ว พึงสำเหนียกว่า ที่ตนต้องได้รับทุกข์เห็นปานฉะนี้ มิได้เกิดเพราะเจ้ากรรมนายเวรที่ใหน..แต่เพราะความประมาทขาดความสำรวมในศีลของตนเองนั่นเอง..จึงพึงเร่งสำรวจตนว่า บัดนี้เรายังมัวเมาประมาทอยู่หรือไม่ มีศีลบกพร่องตรงใหน เมื่อมีความเห็นที่ถูกต้องเช่นนี้ ย่อมไม่"หลง"เข้าใจผิดคิดแก้กรรมเก่าด้วยพิธีกรรม เพราะคิดว่ามี"เจ้ากรรม"  หรือตัวตนอะไรๆที่คอยจ้องทำร้ายทำลายตนอยู่ อันเป็นความวิปลาสคลาดเคลื่อน เข้ากับลัทธิพระัเจ้าบันดาลให้ นอกพุทธศาสนาไป..เพราะหลักความจริงสากลที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วนำมาตรัสบอกมีอยู่ว่า.."ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ว่าง เปล่าจากตัวตน" สิ่งทั้งปวงย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัยที่ประชุมพร้อม หาได้เกิดเพราะอำนาจบันดาลหรือเสกเป่าของใครๆไม่.. เมื่อจิตใจยึดติดกับเจ้ากรรมนายเวรทุกลมหายใจเข้าออก ผลที่ตามมาคือการวนอยู่ในสังสารวัฏเพราะข่ายแห่งมิจฉาทิฏฐิของตนนั่นเทียว.. ทั้งเมื่อจะทำอะไรๆเพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรไม่เบียดเบียนตน มีการเเผุ่บุญหรือเมตตาแก่เจ้ากรรมฯก็ทำไปเพราะ"ความกลัว" ดังนั้นสภาวะแห่งบุญหรือเมตตาที่อยู่บนพื้นฐานแห่งความกลัวย่อมไม่เกิดจริง เพราะสักว่าทำไปด้วยโทสะ(=ความกลัว)..ลองคิดดูว่า..หากตอนใกล้ตายเกิดคิดขึ้นมาว่า เจ้ากรรมนายเวรมาฆ่าเราเเล้ว จิตตอนนั้นจะสามารถเจริญเมตตา หรือคิดถึงบุญประการอื่นๆได้หรือไม่..น่ากลัวว่าจะตกไปอยู่กับโทสะเสียมากกว่า ขึ้นชื่อว่าความกลัว หรือโทสะแล้ว หาได้เป็นส่วนแห่งกุศลไม่ เมื่อไม่ใช่กุศลจึงเป็นได้แต่อกุศล เมื่อตายด้วยอกุศลจิต ที่หมายที่จะไปคงไม่พ้นอบายทุคติ..จึงนับว่าน่าหวาดเสียวยิ่งนักสำหรับผู้ที่มั่นคงในลัทธิเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย  ..

สภาพจิตที่เสพคุ้นสิ่งใดย่อมมั่นหมายในสิ่งนั้น ..ความรู้นี้ มีมาในพระอภิธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนไว้แล้ว บัณฑิตทั้งหลายพึพิจารณากันให้ดีนะครับ

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: 16 มิถุนายน 2011, 15:19:44 »
ขออนุโมทนากับท่านdd ด้วยครับที่ให้ธรรมะดีๆกับผู้คน ดังกัลยาณมิตรโดยแท้ หวังว่่าผู้อ่านคงได้รับความเห็นดีๆนั้นเช่นกัน ผมคิดว่าโชคดีนะครับที่ได้อ่านธรรมะดีๆจากท่านdd ชัดเจน ลึกซึ้งครับ ไม่ต้องใช้การตลาดหรือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อให้ผู้คนสนใจในพุทธศาสนา เหมือนโลกๆที่สรรหาอุบาย ชี้ชวน เชิญชวนให้คนมีความเชื่อแบบผิดๆ และเสพติดแต่สิ่งผิดๆ
มิจฉาทิฐิมีฤทธิ์ร้ายกว่ายาบ้าเป็นไหนๆ เพราะมันเชื่อแบบผิดๆทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว แม้กระทั่งยาบ้าก็มีมิจฉาทิฐิเป็นฐานในการเสพ จากนั้นก็ก่อกรรมกับผู้คน แม้กระทั่งพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมา น่าสังเวชใจในกรรมเหล่านั้น
ในบรรดากรรมทั้งหลายที่น่ากลัวที่สุด ก็คืออนันตริยกรรมที่เป็นกรรมหนัก ส่งผลรุนแรงมีดังนี้
ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต ทำให้พระสงฆ์แตกแยก
การหลุดพ้นจากมิจฉาทิฐิที่พาให้หลงผิด แม้กระทั่งเรื่องกรรม ที่แผดเเผาใจให้ทุกข์นั้น ก็คงต้องเดินทางสายกลางที่มีป้ายบอกทางเรียงตามลำดับดังนี้
สัมมาทิฐิ คือความเห็นชอบหรือความคิดที่ถูกต้อง
สัมมาสังกัปปะ คือมีดำริชอบหรือจุดมุ่งหมายดี มีความใฝ่ใจที่ถูกต้อง
สัมมาวาจา คือวาจาชอบ พูดแต่สิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง
สัมมากัมมันตะ คือการกระทำหรือการประพฤติถูกต้อง
สัมมาอาชีวะ คืออาชึพชอบ ดำรงชีพถูกต้อง
สัมมาวายามะคือความเพียรชอบ ไม่ใช่โง่แต่ขยัน
สัมมาสติคือความระลึกชอบหรือถูกต้อง รู้ตัวทั่วพร้อม
สัมมาสมาธิ คือความตั้งใจมั่นถูกต้อง
สัมมาทิฐิและสัมมาสังกัปปะ เป็นตัวปัญญาที่จะตั้งต้นได้ถูกต้องในทุกเรื่องราวปราศจากโทสะ หรือความกลัว ความประหม่า ความหงุดหงิดและความเบื่อหน่าย
เมื่อมีความเห็นถูกต้องและความใคร่ครวญหรือใฝ่ใจชอบแล้ว ความหลงผิดต่างๆจะทุเลาเบาบางลงหรือหมดสิ้นไป แต่ก็ต้องมีองค์ประกอบอื่นด้วยดังศีล เพื่อให้เกิดปัญญารู้รอบที่จะเดินในวิถีแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหลายรวมทั้งกรรมทั้งปวง
กรรมที่กระทำบ่อยๆหรืออาจิณณกรรมหรือกระทำเป็นประจำ ย่อมส่งผลหรือวิบากกรรมอยู่บ่อยๆเช่นกัน ดังที่ท่านdd ได้เขียนไว้ว่า
"สภาพจิตที่เสพคุ้นสิ่งใดย่อมมั่นหมายในสิ่งนั้น ..ความรู้นี้ มีมาในพระอภิธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนไว้แล้ว บัณฑิตทั้งหลายพึพิจารณากันให้ดีนะครับ"
ขอขอบคุณท่านddอีกครั้งหนึ่งที่ให้ธรรมเป็นทานให้ได้อ่านครับ อย่างน้อยก็จะรู้ลางเลือนและชัดเจน ว่าเราจะแก้กรรมกันอย่างไร แต่ต้องแก้กรรมในปัจจุบันนะครับ
ใกล้เลือกตั้งแล้ว ท่านเลือกตัวเองหรือยังครับ ที่จะไปสู่หนทางแห่งพุทธะ แม้กระทั่งกรรมหนัก ยังแก้ได้เลย

                                                                                                             somchai
บุญกุศลทั้งหลายขอน้อมถวายแด่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อ  และขออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษอันมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นปฐม เจ้ากรรมนายเวร ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย อันมีเพื่อนเกิด แก่ เจ็บตาย และท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 มิถุนายน 2011, 21:44:08 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ chaythoung

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 155
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: 16 มิถุนายน 2011, 16:17:22 »
สาธุ..สาธุ..สาธุ ;D

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: 20 มิถุนายน 2011, 09:28:35 »
มีบทความหนึ่งที่พูดถึงเรื่องกรรมและการแก้กรรมอีกแง่มุมหนึ่ง ลองอ่านกันดูนะครับ
                                                              somchai




                      ที่สุดของความรักคือรักโดยไม่ครอบครอง ที่สุดของการให้คือให้โดยไม่หวังผล ที่สุดของทานคืออภัยทาน ที่สุดของคนคือการเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข
                                                                                             ท่านว.วชิรเมธี




                                                                             เรื่องของมึง-เรื่องของกู


                      เมื่อหลายปีก่อนมีคนขับสามล้อเครื่องอารมณ์ดีอยู่คนหนึ่งที่ผู้เขียนรู้จัก เขาเป็นคนที่ออกจะช่างพูด ช่างปราศัย ชื่อซัดดัม
                     เขาจึงเป็นคนที่มีเพื่อนค่อนข้างเยอะ รวมทั้งผู้เขียนด้วย เราคุยกันถูกคอพอสมควร แม้จะต่างอายุและอาชีพกันก็ตาม ในบทสนทนาแบบสั้นๆ ไม่เกินห้าหรือสิบนาทีต่อครั้ง
                     แม้จะไม่บ่อยนัก แต่การพบหรือเจอกันแทบทุกวัน ก็ทักทายกันแต่พองาม
                     ซัดดัมออกจะเป็นคนสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านบ้างเหมือนกัน แต่ไม่มากนัก
                     มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ซัดดัมถามผู้เขียนแทบจะทุกครั้งที่เจอกัน ด้วยคำถามเดิมๆตลอด ในระยะเวลาประมาณสามเดือน
                     "เฮียรถวอลโว่ใหม่ หายไปไหน"
                     นั่นเป็นคำถามยอดฮิตของซัดดัม ผู้เขียนได้แต่พยักหน้าแล้วก็เดินจากไป  แต่ซัดดัมก็ยังโหมกระหน่ำถามคำถามนี้กับผู้เขียนอยู่เสมอ เคยตอบไปหลายครั้งว่าขายไปแล้ว (ใช้หนี้ )แต่เขาก็ไม่เชื่อ หรือปากว่างก็ไม่รู้ จนมีอยู่วันหนึ่งเมื่อเจอคำถามเดิมๆ ผู้เขียนก็เลยคิดว่าจะตอบแบบเบ็ดเสร็จสักครั้งหนึ่งก็เลยพูดไปว่า
                      "ซัดดัม ในโลกนี้มีเรื่องอยู่สองเรื่องเท่านั้นเองจริงๆนะ คือเรื่องของมึงกับเรื่องของกู ลองเอาไปคิดดูนะครับ "
                      ตั้งแต่นั้นมาซัดดัมปิดปากกับคำถามซ้ำซากข้างต้น ไม่พูดกับผู้เขียนอีกเลยสักคำในเรื่องนี้ ได้แต่ทักทายกันตามปกติ
                      หลังจากนั้นเขาก็หายไป ทราบข่าวว่าขับสามล้อไม่คุ้ม เพราะรายจ่ายเยอะ ก็เลยไปทำการเกษตรและหันไปเล่นการเมืองท้องถิ่นคือเป็นอบต ผู้เขียนเองไม่ได้แปลกใจอะไรเลย เพราะเห็นความสามารถในเรื่องการพูดและความคิดที่ฉับไวของเขามานาน
                     ในโลกที่วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่ามันก็เกิดมาจากคำพูดข้างต้นที่ว่าเรื่องของมึงกับเรื่องของกูเป็นบรรทัดฐานเท่านั้นเอง เพียงแต่เรื่องของมึงมันไม่ค่อยสำคัญ แต่เรื่องของกู เรื่องของครอบครัวกู เรื่องของพวกกู เรื่องสารพัดกู มันสำคัญที่สุด เพราะความเห็นแก่ตัวนั่นเอง
                         หลวงปู่พุทธทาส ภิกขุ ท่านเคยเทศน์ว่า คำว่าพัฒนามีอยู่สองความหมาย
                         ความหมายแรกท่านหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุ วิทยาศาสตร์ บ้านเมืองที่มีตึกรามบ้านช่อง
                         แต่ในอีกความหมายหนึ่งท่านเรียกว่าฉิบหาย เพราะการพัฒนาเชิงวัตถุและสังคม จำเป็นต้องเร่งใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติ ต้องตัดไม้ทำลายป่า เร่งขุดเจาะน้ำมันถ่านหิน น้ำบาดาลออกมาใช้ ผลที่ตามมาก็คือภัยทางธรรมชาติที่เราได้รู้เห็นอยู่แทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นอุกทกภัย วาตภัย หรือภัยแผ่นดินไหว
                        นอกจากนี้การพัฒนาและทดลองระเบิดนิวเคลียร์ รวมทั้งการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ของประเทศพัฒนาแล้วแถวหน้าสุดของโลก ก็ก่อให้เกิดปฎิกิริยาเรือนกระจก ที่ไปบดบังแสงอาทิตย์ ทำให้โลกร้อนขึ้นเพราะน้ำแข็งขั้วโลกละลายส่วนหนึ่ง ดังที่ทราบกัน
                        ทั้งหลายข้างต้น ล้วนเกิดจากการคำว่าพัฒนาโดยมีคำว่าเรื่องของกู แนบสนิททุกหนทุกแห่ง ยากที่จะแยกออกจากกันได้ มนุษย์จึงไม่จำเป็นที่จะต้องหาทางหนีภัยธรรมชาติหรอก นอกจากจะเตรียมรับมือและทำลายโลกให้น้อยลง เพื่อให้โลกย้อนกลับมาขบกัดเราน้อยลงเช่นกัน ในความเป็นจริงโลกก็อยู่ของมันดีๆเฉยๆแล้วนะ แต่เพราะคนเราต่างขวนขวายที่จะทำลายมันเพราะคำว่าพัฒนา( เรื่องของกูและพวกกู ) แต่การพัฒนาทางด้านจิตใจมันยังน้อยกว่าน้อย ( เรื่องของมึง ) โลกมันถึงวุ่นวาย นอกจากภัยดังกล่าวแล้ว ยังมีภัยสงครามที่เริ่มเห็นและได้ยินจนชินหูชินตามาก
                        เรื่องของมึงเรื่องของกูยังก่อปัญหามากมายทางเศรษฐกิจ ในประเทศสารขันธ์ที่ยังมีความคิดเห็นแย้งกัน เช่นกูจะกลับบ้านแล้วฝ่ายหนึ่ง แต่อีกฝ่ายหนึ่งกลับร้องบอกว่ามึงอย่ากลับเลย ชักคะเย่อกันจนมีหลายภาคเศรษฐกิจเสียหาย ดังที่ได้ทราบกัน
                        เรื่องเหล่านี้ หลวงปู่พุทธทาสท่านเทศน์สอนมานานหลายสิบปีก่อนหน้านี้แล้วว่า การพัฒนาทางวัตถุ จำเป็นจะต้องพัฒนาทางจิตวิญญาณไปด้วย ( spiritual ) แต่ที่เห็นกันมา มันพัฒนากันจริงหรือ จะเห็นมีก็เพียงแต่ชนกลุ่มน้อย( กระจิดริด )
                        ผู้เขียนถามจริงๆหน่อยเถิด มีคนมากไหมที่จะสวดมนต์ก่อนนอน แล้วถ้าสวดมนต์ก่อนนอนที่ถือว่าดีแล้ว มีใครจำบทสวดมนต์ได้สักกี่คน ไม่ต้องถามต่อไปหรอกว่าแล้วใครรู้ความหมายของบทสวดมนต์บ้าง เห็นไหมครับว่าเราจำเป็นต้องพัฒนาจิตวิญญาณเชิงพุทธกันได้แล้ว อย่างเร่งด่วน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำ
                        "เพื่ออะไร ?" อาจจะมีคำถามนี้ตามมา
                         ถ้าตอบแบบโลกๆ ก็ขอตอบว่าเพื่อเข้าใจเรื่องของมึงกับเรื่องของกู เพื่อพัฒนาเป็นเรื่องของเรา เพื่อความสุข สงบ และสันติ
                         แต่ในทางพุทธศาสนาแล้ว เรื่องของกู มันสำคัญที่สุด เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดทุกข์และกรรมซ้ำซากที่เรากล้ว ไม่ใช่เพิ่งมากลัวนะครับ แต่กลัวมานาน หลายภพหลายชาติแล้ว หยุดตัวกูได้ก็หยุดกรรมชั่วทั้งหลายได้ แล้วต้องมาแก้กรรมกันที่หลังให้เมื่อยทำไม
                         เพียงแต่ว่าท่านทั้งหลาย อยากที่จะหยุดกรรมหยุดกูจริงๆหรือเปล่า เท่านั้นเองครับ
                         อย่างน้อยก็ได้ความสงบเย็นและความเบิกบานใจ  แม้ไม่ถึงกับตื่นรู้จากภายในและมีความอิสระทางใจก็ตาม
                         ผู้เขียนเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านกล้าหาญพอ ที่ไม่ต้องให้ใครท้าทายว่าคุณกล้าสวดมนต์และลองนั่งสมาธิจริงๆจังๆบ้างไหม  เพราะทุกท่านล้วนแล้วแต่มีศักยภาพ ที่จะพัฒนาได้แล้วทั้งสิ้น  เอวัง


                                                                                            ธรรมะสวัสดี

                                                                                             สะมะชัยโย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 มิถุนายน 2011, 10:52:34 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2011, 10:06:03 »
กรรมคือการกระทำ วิบากกรรมคือผลของกรรม ถ้าไม่มีการกระทำใดๆแล้ว ไหนเลยจะมีวิบากกรรม
กรรมดี กรรมชัว ย่อมส่งผลให้เกิดวิบากกรรมเสมอ แล้วกรรมกลางๆล่ะ

                                                                                                       somchai
ตนเป็นที่พึ่งของตน ไม่มีผู้วิเศษอยู่เบื้องหลังมนุษย์
                                                                                                        ว.วชิรเมธี ทวิตเตอร์ 20/6/54
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 มิถุนายน 2011, 10:09:27 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: 22 มิถุนายน 2011, 08:25:49 »
ว่าด้วยกรรม ๑๒ ชนิด

(ชื่อกรรม ๑๒ ในภาษาไทย แปลตามพระนิพนธ์ สมเด็จพระ
มหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในธรรมวิภาค
ปริเฉทที่ ๒)

ในกรรมวัฏและวิปากวัฏนั้น กรรม (ให้ผลตามคราว) มี ๔ อย่าง คือ

๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพนี้
๒. อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลต่อเมื่อเกิดแล้วในภพหน้า
๓. อปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพสืบๆ ไป
๔. อโหสิกรรม กรรมให้ผลสำเร็จแล้ว

ในบรรดาจิต ๗ ดวง (ซึ่งดำเนินไป) ชวนะวิถี เดียวกัน
นั้น ชวนะเจตนา ดวงแรก เป็นกุศล หรืออกุศล ก็ตาม มีชื่อเรียก
ว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม นั้น
ให้ผลในอัตตภาพนี้เท่านั้น แต่เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) อย่างนั้น
ก็มีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม ไป ที่เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า
อโหสิกรรม ตามหลักของหมวด ๓ (ติกะ) ดังนี้ คือ "ผลของกรรม
มิได้มีแล้ว ๑ ผลของกรรมจักไม่มี ๑ ผลของกรรมไม่มีอยู่ ๑"
ส่วน ชวนะเจตนา ดวงที่ ๗ ซึ่งทำให้สำเร็จความประสงค์
มีชื่อเรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม อุปปัชชเวทนียกรรม นั้น
ให้ผลในอัตตภาพถัดไป เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) ตามนั้น ก็เป็น
กรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม ไป โดยนัยดังกล่าวแล้วเช่นกัน
ชวนะเจตนา (อีก) ๕ ดวง ในระหว่างชวนะเจตนา ๒ ดวง (คือ
ดวงที่ ๑ และที่ ๗) มีชื่อเรียกว่า อปราปรเวทนียกรรม
อปราปรเวทนียกรรม นั้น ได้โอกาสเมื่อใดในกาล
อนาคต ให้ผลเมื่อนั้น เมื่อยังมีความเป็นไปของสังขาร ก็ยังไม่
เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม

ยังมีกรรม (ให้ผลตามลำดับ) อีก ๔ อย่าง คือ;

๑. ครุกรรม กรรมหนัก
๒. พหุลกรรม กรรมเคยชิน
๓. อาสันนกรรม กรรมเมื่อจวนเจียน
๔. กตัตตาวาปนกรรม กรรมสักแต่ว่าทำ

บรรดากรรม ๔ อย่างนั้น เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล ก็ตาม
ในบรรดากรรมหนักและไม่หนัก กรรมใดเป็นกรรมหนัก เช่น
มาตุฆาต (ฆ่ามารดา) เป็นต้น ก็ตาม หรือ มหัคคตกรรม
(รูปาวจรกุศลและอรูปาวจรกุศล) ก็ตาม กรรมนั้นแลให้ผล
ก่อน ถึงแม้ในบรรดากรรมที่เคยชินและไม่เคยชินก็เหมือนกัน
กรรมใดที่เคยชิน เช่นความเป็นผู้มีศีลดี ก็ตาม หรือความเป็น
ผู้ทุศีล ก็ตาม กรรมเคยชินนั้นแลให้ผลก่อน กรรมที่คนเรา
ระลึกได้ ในเวลาใกล้มรณะมีชื่อเรียกว่า อาสันนกรรม (คือ
กรรมเมื่อจวนเจียน) เพราะว่าบุคคลผู้ใกล้จะตาย สามารถ
ระลึกถึงกรรมใดได้ เขาก็เกิดขึ้นด้วยกรรมนั้นนั่นแล ส่วน
กรรมนอกจาก ๓ อย่างนี้ เป็นกรรมที่ได้ความคุ้นเคยบ่อยๆ
มีชื่อเรียกว่า กตัตตาวาปนกรรม เมื่อไม่มีกรรม ๓ อย่าง
เหล่านั้นแล้ว มันจึงชักพาไปสู่ปฏิสนธิ

ยังมีกรรม (ให้ผลตามกิจ) อีก ๔ อย่าง คือ

๑. ชนกกรรม กรรมแต่งให้เกิด
๒. อุปัตถัมภกกรรม กรรมสนับสนุน
๓. อุปปีฬกกรรม กรรมบีบคั้น
๔. อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอน

บรรดากรรม ๔ อย่างนั้น กรรมที่มีชื่อเรียกว่า ชนกกรรม เป็น
ทั้งกุศลทั้งอกุศล ชนกกรรมทำให้เกิดวิบากขันธ์ทั้งในกามภพ
ในรูปภพ และ ในอรูปภพ ทั้งในเวลาปฏิสนธิ ทั้งในเวลาที่
วิบากขันธ์เป็นไป (ตั้งแต่เกิดจนตาย) ส่วนอุปัตถัมภกกรรม
ไม่สามารถให้เกิดวิบาก (ขันธ์) ได้ แต่เมื่อกรรมอื่นให้
ปฏิสนธิแล้ว จึงสนับสนุนสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก (ขันธ์)
ซึ่งกรรมอื่นให้เกิดขึ้น ให้เป็นไปตลอดกาล อุปปีฬกกรรม
เมื่อกรรมอื่นให้ปฏิสนธิแล้ว ก็เข้าบีบคั้น เบียดเบียนสุขหรือ
ทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก (ขันธ์) ซึ่งกรรมอื่นทำให้เกิดขึ้น มิให้
ดำเนินไปตลอดกาล ส่วนอุปฆาตกกรรม ไม่ว่าตนเองจะ
เป็นกุศล หรืออกุศลก็ตาม คอยตัดรอนกรรมอื่นที่มีกำลัง
ด้อยกว่า ห้ามปรามผลของกรรมนั้นไว้ แล้ทำโอกาสให้แก่
ผลของตน แต่เมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนี้แล้ว ก็เรียกวิบาก
นั้นได้ว่า เกิดขึ้นแล้ว

ลำดับของกรรมและลำดับของวิบาก ของกรรม ๑๒ อย่าง
ดังกล่าวมานี้ ย่อมปรากฏโดยหน้าที่ของตนตามความเป็นจริง
เฉพาะแก่ กรรมวิปากญาณ ของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ไม่สาธารณ์ทั่วไปกับพระสาวกทั้งหลาย แต่
พระภิกษุผู้บำเพ็ญวิปัสสนา พึงทราบทั้งลำดับของกรรม
และทั้งลำดับของวิบากไว้โดยเอกเทส เพราะฉะนั้น จึงได้
ประกาศความวิเศษของกรรมนี้ไว้ด้วยการแสดงแต่เพียง
ที่เป็นหลัก ด้วยประการฉะนี้

เรียบเรียง
จาก
วิสุทธิ ญาณ นิเทส
ตำราคู่มือวิปัสสนากัมมัฏฐาน
ธนิต อยู่โพธิ์
แปลและเรียบเรียง
จาก
พระบาลีคัมภีร์วิสุทธิมัคค
ปริจเฉทที่ ๑๘ - ๒๓
พ.ศ. ๒๕๒๕
หน้า ๔๙ - ๕๘

บุคคลใดที่ใช้ชีวิตโดยกุศล เป็นบุคคลซึ่งขาดความกลัวในกรรมทั้งหลาย ขาดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ขาดความทุกข์
                                                                             somchai
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 มิถุนายน 2011, 08:47:51 โดย SOMCHAI SAWEK »