A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ  (อ่าน 28130 ครั้ง)

ออฟไลน์ chaythoung

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 155
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2011, 07:52:45 »
เดี๋ยวนี้การสะเดาะเคราะห์แก้กรรม มีให้เห็นอยู่ทั่วไป ทั้งที่วัดและที่สำนักของอาจารย์ทั้งหลาย 
ผู้ตั้งตัวเป็นผู้แก้กรรมก็เป็นทั้ง พระ แม่ชี ฆราวาส  อยากทราบว่าตามหลักพระพุทธศาสนาสามารถ
แก้กรรมได้จริงหรือ..  แล้วถ้าแก้กันได้..ผมสงสัยว่า  "กฎแห่งกรรม"  จะมีความหมายอะไร....สาธุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 พฤษภาคม 2011, 08:44:50 โดย chaythoung »

ออฟไลน์ dd

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
    • ดูรายละเอียด
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2011, 17:36:56 »
ขออนุโมทนาครับท่านchaythoung

นี่คือปรากฏการณ์ที่แสดงถึงการขาดสรณะหรือที่พึ่งของคนจำนวนมากที่มีปัญหา  เป็นสิ่งชี้ให้เห็นว่าเอาเข้าจริง ในประเทศไทยมีชาวพุทธแบบแท้อาจไม่ถึง1%  ..เพราะเพียงความรู้เรื่องกรรมที่ถูกต้องก็ยังไม่มี แล้วอย่างอื่นที่ลึกซึ้งยิ่งๆขึ้นไปก็ไม่จำต้องพูดถึง..ใครจะน่าสงสารเท่าคนเหล่านี้เป็นไม่มีิเพราะอุตส่าห์ได้บุญอย่างดีนำเกิดในถิ่นประเทศที่ยังมีคำสอนของ พระพุทธเจ้าอยู่ แต่ก็พลาดโอกาสจะได้สดับธรรมแท้ที่ถูกต้อง ไปเข้าลัทธิแก้กรรมที่ตนเคยเสพส้องมานับชาติไม่ถ้วน จนแก่กล้าสามารถพาตนไปสู่สมาคมหรือแหล่งแก้กรรมได้โดยง่าย เพราะสัตว์ทั้งหลาย ย่อมคบคุ้นกัน เข้ากันได้ดีด้วยความเสมอกันแห่งธาตุ  เมื่อชอบเรื่องแก้กรรมก็ย่อมแสวงหาที่ๆตนชอบนั่นแลแล้วๆเล่าๆ  แม้จะมีกัลยาณมิตร ชี้แจงให้เข้าใจ หรือเพื่อให้เกิดปัญญารู้อะไรถูกผิด ก็ย่อมไม่ใส่ใจหรือรับเอา เพราะความเชื่อของตนมีกำลังเข้าขัดขวางเสียสิ้น..



การแก้กรรม เป็นเรื่องที่ไม่อาจทำได้ ไม่มีเหตุผลรองรับครับ..เพราะกรรมทำไปแล้ว เป็นอดีตแล้ว จะไปแก้อย่างไร?   กรรมเป็นนามธรรมไม่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปร่างได้,  ในอดีตชาติอันยาวนานที่ผ่านมาอย่างนับไม่ถ้วน   รวมถึงชาติปัจจุบันนี้ด้วย  เราได้กระทำทั้งกรรมดี และกรรมชั่วไว้มากมายนับไม่ถ้วน แต่กรรมใดจะให้ผลเมื่อไหร่  เราไม่สามารถจะรู้ได้   อีกทั้งผลของกรรมที่จะส่งให้ผู้รับก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจที่ใครๆจะบังคับบัญชาหรือแม้แต่จะจัดการให้เกิด เอาตามใจของใครๆได้ แต่ชึ้นอยู่กับปัจจัยจำนวนมากมายที่ประชุมพร้อมเท่านั้น..ดังนั้นการที่คาดคะเนเอาว่าเมื่อต้องการให้ผลกรรมดีๆมาปรากฏด้วยวิธีแก้กรรมสารพัดรูปแบบจึงเป็นเรื่องที่ขัดกับเหตุผลตามความเป็นจริงข้อนี้.. ที่เราจะแก้ไขได้คือการตั้งใจแก้ไขตนเองให้ทำกรรมใหม่ในปัจจุบันให้ดีเป็นไปกับกุศลเท่านั้นส่วนกรรมเก่านั้นจบไปแล้วทำอะไรอีกไม่ได้แล้ว..


ทีนี้ที่ไปแก้กรรมกันก็เนื่องจากตนประสบความทุกข์เดือดร้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ย่อมดิ้นรนหาทางหรือวิธีการเพื่อให้ทุกข์เดือดร้อนนั้นหมดไป  อะไรที่จะทำให้ทุกข์นั้นหายไปได้โดยเร็ว ตนก็อยากทำในสิ่งนั้น ถึงมันจะไม่มีเหตุผล เวลานั้นไม่มีสติปัญญาคำนึงถึงแล้ว เพราะเพ่งเล็งแต่จะให้หมดทุกข์ท่าเดียว เมื่อมีใครๆมาโพนะนาว่า ให้ไปทำพิธีแก้กรรมที่นั่นที่นี่ เขาก็จะขวนขวายไปหาแม้จะเหน็ดเหนื่อยลำบากหรือถึงกับเสียเงินทอง(บางรายเสียตัว)ก็เอา..เพราะไม่เคยรู้ว่าทุกข์ที่ตนได้มานั้นมาจากบาปเก่า ก็เมื่อทำบาปผลคือทุกข์ย่อมตามมา  แทนที่จะสำรวมระมัดระวัง ตั้งใจว่าเอาละ ต่อไปนี้เราจะทำแต่สิ่งดี ก็คิดไม่ออก มีแต่ความคิดว่าจะไปเข้าพิธีแก้กรรม..ในเวลานั้น เหตุปัจจัยแห่งบุญเก่าเหมาะสม ได้มาส่งวิบากที่ดี เบียดเอาทุกข์หรือปัญหาให้ยุติไป ก็พาลเข้าใจผิดต่อไปว่า เอ้อ นี่ไงเพราะมาเข้าพิธีแก้กรรมแท้เทียวจึงหมดทุกข์ หลังจากนั้น ก็มัวเมาประมาท สร้างบาปก่อเวรภัยแก่ตนต่อไปอีกเพราะขาดความเห็นที่ถูกต้องเรื่องกรรม คิดได้แต่ว่า ถ้าเกิดปัญหาอีก เราก็เข้าพิธีแก้กรรมเสีย เดี๋ยวเรื่องร้ายก็กลายเป็นดีเอง..จึงเป็นผู้เข้าถึงลัทธิแก้กรรมอย่างแ่น่นหนา บ่ายหน้าสู่ความบอดเขลาสนิท ที่จะได้ปัญญามาช่วยบรรเทาความเขลานั้นจึงยากยิ่งนัก เหมือนขุดหลุมฝังตนไว้ถาวรในสังสารวัฏเพราะตกไปจากกัมมสกตาสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ถูกตรงเรื่องกรรมไปเสียแล้วด้วยประการฉะนี้


ผู้ที่ประกอบพิธีเเก้กรรมนั้น หากเป็นพระก็ย่อมเป็นบาปหนักหนาสาหัสกว่าฆราวาส เพราะเป็นพิธีกรรมที่ ที่ข้องด้วยเดรัจฉานวิชา อันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติเป็นพระวินัยห้ามไว้แล้ว

 ส่วนฆราวาสที่ชักชวนกันไปเข้าพิธีแก้กรรม ย่อมได้บาปหนักคือจะถูกขัดขวางไม่ให้ได้พบคำสอนของบัณฑิต เข้าถึงความโง่เขลางมงายไร้ปัญญา เจอแต่คนเขลาที่มีธาตุเดียวกันไปตลอดกาลนาน 

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 พฤษภาคม 2011, 01:40:49 โดย dd »

ออฟไลน์ chaythoung

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 155
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2011, 09:29:31 »
สาธุ..อนุโมทนากับคำตอบของคุณ dd ด้วยครับ

กระผมก็มีความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกับท่านครับ  แต่ยอมรับว่าเคยไปร่วมในพิธีดังกล่าวตามคำชักชวนของครอบครัว
และญาติมิตร  แม้กระผมจะไม่เห็นด้วยซักเท่าไรนักแต่ก็ไม่อยากขัดใจ อีกอย่างก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาทำกันยังไง แก้กันอย่างไร..

หลังจากพิธีนั้นแล้วสิ่งที่ได้รับกลับมาและเห็นว่าพอมีประโยชน์อยู่บ้างมีอยู่อย่างเดียวครับ..มันคือกำลังใจ(ของผู้มีความทุกข์)
นอกนั้นหาประโยชน์อันใดมิได้ ไม่มีหลักเหตุผลทางพระพุทธศาสนารองรับ..

ก็ผลมันเกิดแต่เหตุ เมื่อทำเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ ก็ต้องได้รับผลกลับไปเป็นอย่างนั้นจะเป็นอย่างอื่นไปมิได้
เฉกเช่น ปลูกมะม่วงก็ต้องได้รับผลมะม่วง จะเป็นทุเรียน น้อยหน่า ได้อย่างไร..

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผล พระพุทธองค์ทรงชี้ทางไว้ดีแล้ว ชอบแล้ว
เราผู้เดินตามทางอันประเสริฐนั้น ต้องหนักแน่นและมีสัมมาทิฏฐิที่ถูกต้อง  มิเช่นนั้นจะถูกกิเลสที่มาในรูปแบบต่างๆ
ฉุดเอา ลากเอา ตกหล่ม ตกเหว เอาได้

ขอให้ทุกท่านมีความสุขสวัสดีและเจริญในธรรมครับ

ออฟไลน์ dd

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
    • ดูรายละเอียด
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2011, 13:09:42 »
อนุโมทนาท่านchaythoung อย่างยิ่งครับในความเห็นถูกที่เกิดแล้วด้วยกำลังของปัญญาทีีสั่งสมมาดี..สาธุ.สาธุ.สาธุ.

ผมเองก็เคยไปกับเพื่อนเพื่อเข้าพิธีเเก้กรรมสมัยเมื่อ๒๐ปีก่อน เวลานั้นยังมืดบอดเพราะไม่เคยสดับพระธรรมที่ถูกต้อง  เพื่อนบอกว่าดี ไปแก้กรรมแล้วจะเฮง ครับ ก็พากันไป"วัด"ที่กทม มีชื่อทางนี้ เรานั่งรวมกลุ่มกัน มีสายสิญจ์พันรอบวง(ทำยังกะเล่นมอญซ่อนผ้า หุหุ) มีการสวดอะไรสักอย่าง จำไม่ได้แล้ว จากนั้นก็เดินลอดอะไรจำไม่ได้อีกเหมือนกัน..เวลานั้นไม่ได้เฮ็งอะไร แต่ซวยเพราะทำตนเองให้เสียหายด้วยความเห็นผิด ที่ยังจะนำผลมาส่งให้ได้อยู่ในภพหน้าๆต่อไป(หวาดเสียวอยู่นี่ละครับ) ทั้งซวยที่ต้องเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก(จำไม่ได้อีกว่าเท่าไร แต่เพราะรายได้น้อย เงินนั้นก็มากอยู่) อันความซวยที่เกิดแล้วในทันทีนั้น ตนก็มืดบอด มองไม่เห็น ได้แต่ฝันหวาน ด้วยความหวังที่แล้งเต็มที อย่างที่ท่านchaythoungกล่าวไว้ว่า พิธีนี้สร้างความหวังให้ผู้ทุกข์...จากนั้นไม่นาน ก็ตกงานเป็นปี  ใหนล่ะครับๆเฮ็งที่ว่า!!?..ครับนี่เป็นเรื่องที่คิดถึงแล้วก็อดสูในความเขลาของตนและนึกขำในเวลานี้ว่า ทำไมจึงเชื่ิอในสิ่งที่ไม่เป็นสาระเช่นนั้นได้ถึงขนาดลงทุนพาตนไปแก้กรรมกะเขา..

ตนทำกรรมอะไรมากมายมาในสังสารวัฏ ยังไม่มีญานปัญญาทราบเลยว่ากรรมอะไรมาให้ผล..เมื่อไม่ทราบแล้วแก้กรรมใหน ด้วยอาการอย่างไรเล่า?จึงจะสมเหตุผล? ส่วนความหวังที่ได้มานั้นก็กลายเป็นสิ่งที่ตนไปยึดถือเอาอีก กลายเป็นการถ่วงตนด้วยการไม่ขวนขวายเพื่อทำดีหรือกิจที่ควร  คล้ายๆกับปล่ิอยตนลอยไปตามความหวังแบบงอมืองอเท้า เพราะมั่นใจมากกับความเฮ็งที่จะมาถึง เลยได้วิบัติมากกว่าเก่า..


ดังนั้นจึงต้อวศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าให้มากจะได้ทราบเหตุผลที่สมควรเกี่ยวข้องในเรื่องทั้งหลาย..อย่าลืมว่า การทำกรรมใดๆย่อมนำผลมาสู่ตน หากกรรมนั้น นำผลคือมิจฉาทิฏฐิ มาให้ก็เป็นความวิบัติที่น่ากลัวภัยใดๆในสังสารวัฏครับ

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2011, 17:36:08 »
ขอขอบคุณท่านทั้งหลายที่เขียนอะไรดีๆมาให้อ่านเสมอๆจริงๆ ทุกท่านใช้คำพูดได้ลึกซึ้ง แม้จะเผ็ดบ้าง แต่ก็น่าจะเผ็ดแบบพริก อย่างน้อยก็ได้ประโยชน์แก่เพื่อนพ้องน้องพี่ ขอออนุโมทนา และแสดงสาธุการด้วยความเคารพมาณ.ที่นี้
         บังเอิญเรื่องกรรมที่ได้อ่าน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกท่านได้เทศน์สอนในเรื่องนี้อย่างดงามจำได้ว่าท่านเปรียบกรรมกับการที่เราได้เขียนตัวหนังสือลงในกระดาษขาวจนเต็มทุกด้านซ้อนทับกันจนยากจะจำได้ เหมือนกรรมที่ทำในอดีต ก็ต้องรับผลของกรรม( ดังที่ท่านทั้งหลายได้แสดงไว้ข้างต้น ) สิ่งที่จะทำได้ในกรณีเกิดโศกนาฎกรรมก็คือต้องทำใจให้เป็นอุเบกขาเท่านั้นเอง สำหรับคนที่ได้ดีก็ร่วมมุทิตากัน
        สุดท้ายผมคิดว่าก็ต้องช่วยตัวเองเท่านั้นในทางสายกลาง หาทางแห่งปํญญาจากป้ายบอกทางป้ายแรกคือสัมมาทิฐิ ของให้ท่านทั้งหลายเจริญในธรรมที่ทำแต่กรรมดีและร่วมเป็นกัลยาณมิตรต่อกันครับ
 
                                                                                                   somchai

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 มิถุนายน 2011, 11:20:44 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ chaythoung

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 155
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2011, 21:30:37 »
สาธุ..สาธุ..สาธุ

ออฟไลน์ มโน

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 340
  • ดูและรู้สิ่งที่เกิดกับจิต
    • MSN Messenger - chin_ps@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
    • มโนธรรม : ความรู้ของใจ
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 29 พฤษภาคม 2011, 23:14:21 »
ลองอ่านเสริม เป็นแง่มุมให้ได้พิจารณา ที่เราอาจจะไม่ค่อยได้พบเจอที่ไหน

อาตมาขอตั้งชื่อว่า ดาบแก้กรรม ..(ที่หลวงพ่อจรัญเล่า)

"อาตมาก็ขออธิษฐานว่า เราจะเอาดาบนี้มาแผ่ส่วนกุศลที่เราไปฆ่าเขา เพื่อตัวเราจะได้รอดตาย มีชีวิตอยู่ในปีนั้น

ตรงกับนิมิตเครื่องหมายที่เขาเอาเครื่องทรงมาให้เราสึก บอกไปเถอะถ้าไม่ไปนะ ต้องไปเอาดาบมาแก้กรรมเสีย ต้องถวายสังฆทานให้เจ้ากรรมนายเวร แล้วท่านจงแผ่เมตตาให้มาก ทำบุญให้เยอะ ท่านก็จะอยู่ต่อไปอีกหน่อย แต่ก็ไม่ทราบว่าจะอยู่ไปได้แค่ไหน อาตมาขออธิษฐาน ดาบไม่มีด้ามแล้ว ข้าพเจ้าไปฆ่ารันฟันแทงเขามา ก็จะขอทำดาบนี้ให้ดีตามเดิม มีวิญญาณอยู่ในมีดนี้หลาย ๆ อย่างบอกได้ นี่เล่าเฉพาะนักปฏิบัติธรรมนะ อีกเจ็ดวันข้างหน้า อาตมาอธิษฐาน ผู้ใดหนอ ที่จะเป็นช่างทำด้ามดาบนี้ให้ดีได้ตามเดิมได้ ขอให้มาพบภายในเจ็ดวันนี้ ในวันที่ครบเจ็ดวัน อาตมารออยู่ที่วัด พอดีดลบันดาลให้ คุณจินตนา กับ คุณกวี ที่เราเคยไปพักบ้านเขาที่เชียงใหม่ เกิดมาที่วัดพอดีในวันนั้น"


อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thammasatu.com/forum/index.php?topic=6856

จริง ๆ แล้ว ต้องบอกว่า แก้โดยการแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวร ทำบุญให้มาก แล้วทำภาวนาอุทิศบุญให้พวกเขาอีกทางหนึ่งด้วย จะได้ทำให้พวกจิตวิญญาณที่เขาผูกพยาบาทจองเวร จะได้เลิกการอาฆาตพยาบาทจองเวรให้ (เป็นราย ๆ ไป หนักมาก เขาก็ยังอาฆาต..ก็มีให้ได้ยินจากโยมบางคนอยู่)

กรรมบางอย่างให้ผลทันที (ลองหาอ่านเรื่อง กรรม ๑๒)
กรรมบางอย่าง ค่อย ๆ ให้ผล .. หรือให้ผลเมื่อถึงเวลา และบางอย่างก็เป็นอโหสิกรรมได้

ลองหาอ่านเรื่อง อายุวัฑฒนกุมาร ที่เพื่อนพราหมณ์ทำนายว่า ลูกมีอายุ ๗ วันตาย แนะให้ไปกราบพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ได้ให้พระไปสวดมนต์ ทำให้ยักษ์ที่จะกินเด็ก เข้าภายในบริเวณที่พระสวดมนต์ไม่ได้ เด็กก็รอด สุดท้ายเด็กที่ว่า ก็ได้มีชื่อว่าอายุวัฑฒนกุมาร และได้บวชในพระพุทธศาสนา และมีอายุยืน (รู้แต่ว่า ๑๒๐ ปี หรือมากกว่านั้น)

เรื่อง พระโสเรยย ก็เพราะเพียงคิดไม่ดีกับพระมหากัจจายนเถระ เพศเปลี่ยนเป็นหญิงในทันที ต่อภายหลัง พอได้รับอโหสิกรรม (ทั้งที่พระเถระก็ไม่ได้จองเวรใด ๆ กับเขา แต่เป็นเพราะกรรม คือเกิดความคิดอยากได้ภรรยาที่มีรูปร่างหน้าตาแบบท่าน หรือได้คนเช่นท่านมาเป็นคู่ ก็จะดี)  เพศก็เปลี่ยนเป็นชาย

อีกเรื่อง อาตมาจำได้ลาง ๆ พระบวชพ่อที่ทำกรรมไว้มาก ตอนหลวงพ่อจะตาย ได้นิมิตไม่ดี พระลูกชายรู้ว่าพ่อจะลงนรกแน่ เลยเอาพ่อนอนบนเตียงหามไปใกล้ ๆ เจดีย์ นำดอกไม้ไปให้หลวงพ่อ บอกให้หลวงพ่อตั้งจิตบูชาพระเจดีย์รับรู้ในการจะเอาดอกไม้ไปบูชาพระธาตุเจดีย์ ให้หลวงพ่อทำใจยินดี (อนุโมทนา) จนพ่อได้นิมิตดี เลยคิดว่าคราวนี้ พ่อได้ไปสวรรค์แน่ (เหมือนเรื่องนี้ พระออกอุบายให้จิตเป็นกุศลก่อนตาย จะได้มีสุคติเป็นที่ไป..ก็เป็น ๑ ใน กรรม ๑๒)

เพียงแต่ว่า ยังไม่เคยพบการแก้กรรมกับวัตถุสิ่งของ..เท่านั้นเอง (ในความคิด อาตมาคิดว่า สิ่งของไม่มีจิต  ถ้าจะแก้ ก็แก้ กาย วาจา ใจของเรา หรืออำนวยอวยสุขให้เกิดแก่ผู้จอง จนเขาอโหสิกรรมให้ ไม่จองเวรเราต่อไป กรรมนั้นจึงจะยุติ  กรรม..ทำหน้าที่ตามเหตุของผู้กระทำเสมอ นั่นก็คือแสดงผลให้ปรากฏแก่ผู้ทำ ไม่เร็วก็ช้า)

คำว่า "แก้กรรม" หากเราจะใช้คำว่า "ทดแทนกรรม" หรือ "ชดใช้กรรม" หรือ "เลิกทำกรรม" หรือ "ชำระหนี้กรรม" หรือ อีกหลายต่อหลายคำที่จะนำมาใช้ ขึ้นอยู่กับภาษาที่ใช้พูดแล้วเข้าใจกัน สื่อความหมายกันรู้เรื่องก็พอ

และที่สำคัญ หากไม่เกิดบางสิ่งบางอย่าง (กรรม) ที่นอกเหนือวิสัยที่เราจะรู้ได้ เราก็จะบอกได้เพียงว่า "ขอชดใช้กรรมที่ทำไว้ ต่อแต่นี้ไป จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน"  เรียกได้ว่า ยอมรับกรรมเก่า ทำกรรมใหม่ให้ดีกว่าเดิม

แต่ก็มีหลายคน ปฏิเสธไม่ได้ว่า แก้กรรมแล้วหาย สุขสบายดี ก็มีมากมาย

ดังนั้น คำว่า "แก้กรรม" จึงเป็นสำนวนหนึ่งที่ติดปาก ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเบาใจ เย็นใจกับสิ่งต่าง ๆ ที่มาสัมผัสทางตา หู ..ใจ  แล้วรับรู้แบบไหน ปฏิบัติแบบไหน เพื่อ..สุดท้ายแล้ว เราไม่อยากติใคร เราจะติแต่เราเอง ..จนเกิดการติ ที่แทบจะหาติไม่ได้

ถ้ายังติเราได้ หาข้อบกพร่องเราได้  เราได้ชื่อว่า โอปนยิโก  น้อมธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน มาสอนกายใจเราเองแต่ละคน  ส่วนผลจะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวของผู้นั้น  ถ้าเราห่วง เราก็แนะนำตามความสามารถ

ถ้าเขาไม่ทำตามเรา ๆ ก็วางอุเบกขา  ให้เป็นผู้ "สันทิฏฐิโก" รู้เอง เห็นเองด้วยตน

เรารักสุข เกลียดทุกข์ฉันใด คนอื่นสัตว์อื่น ก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น

น้อยราย ที่จะทำใจให้เป็นกลาง ๆ ได้ตลอด

ท่านผู้พิจารณาโลกธรรมจนผ่านแล้ว ท่านก็ยังต้องเป็นขี้ปากของชาวโลก แม้องค์พระพุทธเจ้า ก็ยังตกเป็นขี้ปาก (ถูกด่า ด้วยคำด่า ๑๐ ประการ) ของชาวโลกที่เกลียดพระองค์ (ต้นเหตุคือพระนางมาคันทิยา มเหสีของพระเจ้าอุเทนมีความอาฆาตแค้นต่อพระพุทธเจ้า ที่พระองค์เคยตรัสคำเหมือนจะดูหมิ่นนาง แต่พระองค์ตรัสโดยธรรม...)

ขอทิ้งไว้ให้ผู้รู้ พินิจดูโดยทั่วถึง  เพราะผู้เขียน ก็ยังเป็นผู้รู้น้อย ทั้งยังมีอีกมากมายที่ไม่อาจรู้ได้หมด ในสิ่งอันเหลือวิสัย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 พฤษภาคม 2011, 23:23:23 โดย มโน »
ใครๆ ล้วนรักสุข เกลียดทุกข์, จงรับรู้ที่จะอยู่กับทั้งสองอย่าง
และถ้าสามารถ..ก็ดูความเป็นกลางให้ได้

ออฟไลน์ chaythoung

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 155
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2011, 16:23:03 »
สาธุ..พระคุณเจ้า..สาธุ

ออฟไลน์ dd

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
    • ดูรายละเอียด
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2011, 14:04:13 »
อนุโมทนาอย่างยิ่งครับท่าน SOMCHAI SAWEK

ท่านมีุปุพเพกตปุญญตาคือบุญเก่าอันสั่งสมมาดีแล้วจึงได้พบกัลยาณมิตรที่ถูกแท้คือ  สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกผู้เป็นพระ"สุปฏิปันโน" เผยแพร่คำสอนที่ถูกตรงตามพระพุทธพจน์ ไม่ดัดแปลงแต่งเติมด้วยความเชื่อของตน อันเป็นการกล่าวตู่พระพุทธพจน์ ที่มีโทษมาก เพื่อให้ธารณชนเชื่อถือในเรื่องที่ขัดแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้า

็อันความเห็นที่ถูกตรงที่เกิดแล้วด้วยการคบบัณฑิตเช่นนี้ ย่อมเป็นปัจจัยคุ้มครองท่านต่อไปในสังสารวัฏ..มีความเกษมปลอดภัยไม่เชื่อถือในสิ่งที่ไม่เป็นจริง สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนทั้งหมด มีความจริงเป็นปรมัตถ์ ไม่อาจเป็นอย่างอื่นได้...บุคคลผู้ไม่มีศรัทธาในพระพุทธเจ้า ย่อมไม่เลื่อมใสในคำตรัสสอนของพระองค์ ไม่เอาคำสอนของพระองค์เป็นสรณะ  เมื่อจะทำประโยชน์แก่ตน พึงตั้งอธิษฐาน ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล ให้เป็นผู้มีศรัทธากล้าในคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น  นี้จะเป็นอุปนิสัยชักนำให้ได้พบและรับเอาเฉพาะพระธรรมของพระพุทธเจ้าเท่านั้น..ไม่ตกไปเชื่อลัทธินอกคำสอนมาเป็นสรณะ อันมีผลที่ขัดขวางการพ้นทุกข์เพราะกลายเป็นผู้มั่นคงในมิจฉาทิฏฐิไปอย่างน่าเสียดาย..

ขอให้ท่านเจริญในสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกตรงโดยเฉพาะเรื่องกรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า"เท่านั้น" ตลอดไป ไม่อ่ิอนไหวไปตามคำสอนที่ผิดพลาดขัดแย้งพระพุทธพจน์ในที่ทุกสถาน ทุกกาลครับ สาธุ สาธุ สาธุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31 พฤษภาคม 2011, 14:17:23 โดย dd »

ออฟไลน์ dd

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
    • ดูรายละเอียด
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2011, 00:22:37 »
เพื่อความเข้าใจเรื่องกรรมตามพระพุทธพจน์ ขอยกคำอธิบายที่ท่านพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล วัดนาป่าพงรวบรวมไว้โดยละเอียดมาเพิ่มเติม  มีรายละเอียดที่น่าสนใจจากพระไตรปิฎกประกอบ อ่านได้จากlink ที่แสดงไว้ด้านล่างครับ ..



ในครั้งพุทธกาล มีภิกษุอธิบายเกี่ยวกับวิญญาณว่า วิญญาณ คือสภาพที่รับรู้อารมณ์ต่างๆ ได้
สื่อสารพูดคุยได้ เป็นผู้รับผลของกรรมดีกรรมชั่ว เป็นผู้ที่แล่นไป ท่องเที่ยวไป

พระพุทธเจ้าทรงเรียกภิกษุรูปนั้นมาสอบทันที

เมื่อได้ความตรงกันกับที่ถูกโจทก์แล้ว
ทรงตําหนิโดยการ เรียกภิกษุรูปนี้ว่า “โมฆะบุรุษ” ซึ่งแปลตามความหมายว่า
บุคคลอันเปล่า ไร้ประโยชน์ เป็นโมฆะ มีไว้ก็เท่ากับไม่มี

จากนั้น ทรงพยากรณ์ว่า การพูดผิดไปจากคําของตถาคตเช่นนี้
จะทําให้ประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก

คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนัก ที่จะทําความเข้าใจว่า
วิญญาณ โดยนัยของขันธ์ห้านั้น ไม่ใช่ตัวสัตว์ ไม่ใช่บุคคล
เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีกริยา “รู้” ได้ และ เป็นปฏิจจสมุปปันธรรม
คืออาศัยเหตุป้จจัยในการเกิดขึ้นมีอยู่

ส่วนสัตว์ บุคคลผู้ทํากรรม รับกรรมนั้น คือ ขันธ์ห้าอันประกอบด้วยอุปาทาน
ปรุงแต่งเสร็จไปแล้ว ว่าเป็นนี้ๆ เป็นนั้นๆ

คําถามอาจมีขึ้นว่า บุคคลประเภทไหนที่สนใจกรรม วิบากกรรมในขันธ์ห้า
( อันไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ) นี้

คําตอบก็คือ บุคคลที่ยังมีความเห็นในวิญญาณ ว่าคือ ผู้รับรู้ ผู้กระทํา ผู้รับผลของกรรม
คือผู้ท่องเที่ยวเวียนว่ายไป โดยนัยลักษณะเดียวกับภิกษุรูปนั้นในครั้งพุทธกาล

คําถามอาจมีขึ้นอีกว่า
จะมีบ้างไหมบางคน ที่ไม่สนใจ ไม่แยแส ไม่อยากรู้ ในเรื่องของกรรม
และวิบากของกรรมในแง่มุมต่างๆ ภายใต้ความเห็นว่าใช่ตัวตนในอุปาทานขันธ์

ไม่สนใจ การที่มีที่เป็นแล้วนี้ ว่าเกิดจากกรรมนี้ๆ ในภพโน้นๆ
ไม่แยแส แก้กรรมในภพโน้นๆ ที่ส่งผลอยู่นี้ ด้วยกรรมนั้นๆ
ไม่อยากรู้ ว่าทํากรรมแบบนั้นๆ แล้วจะได้รับผลแบบไหนๆ

คําตอบพึงมีว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (ทิฏฐิสัมปันโน) มีอยู่
คือเข้าสู่แล้วในสัมมัตตนิยาม เข้าสู่แล้วในระบบที่ถูกต้อง
เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งกระแส (โสตะ) คือทางอันเป็นอริยะ

ฐานะที่เป็นไปไม่ได้ ของผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ นั่นคือ
ยึดมั่นความตามเห็นขันธ์ในส่วนอดีต (ปุพพันตานุทิฏฐิ)
และยึดมั่นความตามเห็นขันธ์ในส่วนอนาคต (อปรันตานุทิฏฐิ)

พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า ผู้ที่ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิแล้วนี้ จะมีความรู้เข้าใจ
อันพิเศษเฉพาะ ซึ่งหาไม่ได้ในปุถุชนทั่วไป ทุกข์ จะค่อยๆ ดับไป ในทุกๆ ก้าวบนหนทาง
และเป็นผู้ที่จะไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา มีสัมโพธิเป็นเบื้องหน้าที่สุด

สังคมพุทธในวันนี้ แม้จะยังมีความเจริญในระบบธรรมวินัยอยู่ก็ตาม
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีบุคคลในข่าย “โมฆะบุรุษ” ดังครั้งพุทธกาลนั้น

โมฆะบุรุษนี้ คือผู้ที่ขับเคลื่อนการกระทําต่างๆ ที่ออกนอกแนวทางอริยมรรคมีองค์8 ไปเรื่อยๆ
และนําพาโลกไป ด้วยระบบคิดที่ปรารภขันธ์ห้าโดยความเป็นตน
โดยทั้งหมดนี้ ทําขึ้นภายใต้การอ้างถึงคําสอนของพระพุทธเจ้า


เราอาจเคยได้ยิน การอ้างถึงพระธรรมคําสอนในส่วนของศีลธรรม
ซึ่งเป็นเรื่องของข้อปฏิบัติที่ไม่เบียดเบียน อันนํามาซึ่งวิบากอันดีต่อตนเอง และหมู่สัตว์
อีกทั้ง ยังเป็นเหตุให้ได้บังเกิดในภพที่เต็มไปด้วยสุขเวทนา

ธรรมะ ในแง่มุมระดับศีลธรรมนี้ ได้ถูกเข้าใจไปว่าเป็นเพียงเครื่องมือ
ให้ได้มาซึ่งความสุขมีประมาณต่างๆ อันเป็นผลจากการกระทําที่ดีนั้น
และเพื่อให้มีภพต่อๆไปที่ดีเท่านั้น

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ต่อระบบศีลธรรมนี้
เกิดจากการไม่รู้แจ้งแทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ในพุทธวจน

เรื่องทาน ศีล สวรรค์ เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ในอนุปุพพิกถา 5
ซึ่งพระพุทธองค์ทรงใช้แสดงต่อฆราวาส ผู้ที่ยังมีจิตจมอยู่ในความสุขแบบโลกๆ
ยังไม่พร้อมที่จะเข้าถึงอริยสัจได้ทันที

ทานกถา คือ การให้ การสละ, สีลกถา คือ ระบบศีลธรรม,
สัคคกถา คือ สุขแบบสวรรค์, กามาทีนวกถา โทษแห่งกาม
และ เนกขัมมานิสังสกถา คือ อานิสงส์แห่งการออกจากกาม

เมื่อผู้ฟัง มีจิตอ่อนโยน ปลอดนิวรณ์ นุ่มเบาควรแก่การแล้ว
จึงทรงแสดงอริยสัจสี่ อันเป็นจุดประสงค์หลักเพียงอันเดียว ของการเทศนาแต่ละครั้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ คือ การตัดทอนคําสอน โดยแยกย้ำเวียนวนอยู่เฉพาะเรื่อง ทานศีลสวรรค์

ยิ่งกว่านั้น…
หากบวกเข้าไปด้วยกับบุคคลที่ยังไม่พ้นการดํารงชีพด้วยมิจฉาอาชีวะแบบของสมณะ
คือ เลี้ยงชีพด้วยการทํานาย การทายลักษณะ การดูหมอ การดูฤกษ์ ดูดวง
และอื่นๆทั้งหลายทั้งปวง ที่รวมเรียกว่าติรัจฉานวิชา

ทั้งหมดนี้
จึงเป็นเสมือนขบวนการ ที่ผันแปรธรรมวินัย ให้กลายเป็นลัทธิใหม่อะไรสักอย่างที่ไม่ใช่พุทธ
แต่อ้างความเป็นพุทธ แล้วนําพาผู้คนที่หลงทางอยู่แล้ว ให้ยิ่งผูกติด พันเกี่ยวอยู่แต่ในภพ

หนังสือ พุทธวจน ฉบับ แก้กรรม โดยพระตถาคต
คือการรวมธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับกรรม โดยผู้ศึกษาจะสังเกตเห็นได้ทันที คือ
การรู้ในเรื่องกรรม ว่า กรรมเป็นสิ่งที่บุคคลพึงทราบทั้งหมด 6 แง่มุมด้วยกันเท่านั้น
เป็นการรู้ที่จะนําไปสู่การหลุดพ้นจากระบบแห่งกรรมที่หมู่สัตว์ติดข้องอยู่มานานนับนี้

อริยมรรคมีองค์ 8 คือ หนทางให้ถึงความดับแห่งกรรม

โดยตัวของอริยมรรคเอง มีแล้ว ซึ่งการสร้างวิบากอันเป็นเลิศ
มีพร้อมแล้วซึ่งอานิสงส์คือการนําไปสู่การสลัดคืนอุปาทานขันธ์

นั่นคือ การกระทํากรรม เพื่อให้ระบบกรรมทั้งหมดทั้งปวงนั้น กลายเป็นโมฆะโดยสิ้นเชิง


http://watnapp.com/read/karma/i000/#content

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 มิถุนายน 2011, 00:24:32 โดย dd »

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2011, 10:42:41 »
ได้อ่านกระทู้ธรรมของคุณ ddท่านวันนี้ แล้วเกิดปีตีทางใจอย่างมาก มีอาการสั่นหวั่นไหวกายอย่างประหลาด ธรรมที่ท่านแสดงสวยงามและชัดเจน( รวมทั้งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ) ไม่ต้องไปอิงของใคร นอกจากพระบรมศาสดา และยังเห็นซอกมุมของการถอดถอนตัวตนจากความยึดมั่นถื่อมั่นในตัวตนของท่านอยู่ในกระทู้วันนี้ วันนี้ธรรมที่ท่านแสดงออกแม้จะเป็นของหนักสำหรับบางคน แต่รับได้ก็เห็นว่าจะดี เป็นเรื่องต่อยอดไปที่อื่นๆได้ แม้ผมเองจะยังไม่เข้าใจอะไรทั้งหมด เพราะเป็นคนเขลาจริงๆ แต่ก็สำนึกในปิยะมิตรและกัลยาณมิตรในเว็บธรรมะสาธุทุกท่าน ที่พยายามจะเผยแพร่ธรรมเป็นธรรมทานอย่างตั้งใจ ซึ่งการแสดงธรรมนั้นก็สามารถบรรลุธรรมได้เพราะเป็นธัมมวิจยะหรือวิมังสา ดังที่หลวงตาสอนไว้ว่าเป็นการใคร่ครวญธรรม ดังมีปรากฎในพระไตรปิฎก บัวใต้น้ำอย่างผมขออนุโมทนา และสาธุการกับท่านทั้งหลาย และขอให้ท่านทั้งหลายเจริญยิ่งในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ

                                                                                                 somchai



                ปาปานํ อกรนํ สุขํ การไม่ทำชั่ว ให้เกิดสุข
                สุขา สทฺธมุมเทสนา การแสดงธรรม ให้เกิดสุข
[/size] [/color]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 มิถุนายน 2011, 10:52:06 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ dd

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
    • ดูรายละเอียด
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2011, 14:18:17 »
อันธรรมะที่พระบรมศาสดาคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงไว้นั้นย่อมเป็น"ของหนัก"แก่พาลบุคคลเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่นำไปสู่การปฏิบัติอันทวนกระแสกิเลสในปุถุชน  ส่วนผู้ที่เคยได้สดับมาแล้วและมีศรัทธาย่อมได้ความชุ่มชื่นและเบิกบานในการได้ฟัง/พบพระธรรมที่ถูกต้อง  และมีใจบันเทิงที่จะต่อยอดปัญญาของตนใหมากขึ้น ..

การศึกษาพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจะเป็นเกราะคุ้มครองตนไม่ให้ตกไปสู่ลัทธินอกศาสนาทั้งหลาย เพราะมีปัญญาวินิจฉัยเหตุผลที่ถูกตรงด้วยตนเอง..ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา ที่มุ่งเน้นให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้ ไม่เอาตนไปพึ่งคนอื่นหรือสิ่งอื่นนอกตัวเพราะไม่ใช่ที่พึ่งที่แท้จริง ..พ้นจากความงมงายเหลวใหลในที่ทั้งปวง ทั้งไม่หลงเชื่ออะไรๆด้วยเพียงเพราะมี"ศรัทธา"เท่านั้น  ศรัทธาในพุทธศาสนาจึงเป็น"ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา"เสมอเพราะศรัทธาที่ไม่มีปัญญากำกับ จะตกไปสู่พฤติกรรมที่เรียกว่า"คลั่งศาสนาหรือลัทธิ"ดังที่ปรากฏให้เห็นในข่าวมากมายทุกวันนี้แล้ว

ท่าน Somchai เป็นผู้ที่สั่งสมเหตุปัจจัยมาดีมากแล้ว  แม้ในขณะที่"ได้เห็นข้อเขียนนี้"ก็มาจากเหตุเก่าคือกุศลอันประณีตที่ตนทำมาเองแล้ว ใครอื่นไม่อาจนำวิบากมาส่งให้ตนเลยหากตนไม่เคยทำกรรมเพื่อวิบากนั้นมา..คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ควรจดจำให้มั่นคงคือ...

สิ่งทั้งปวงล้วนไหลมาแต่เหตุ

นี้เป็นหลักความจริงสากลที่มีอยู่ พระพุทธองค์มิได้บัญญัติขึ้นเองเลย  ไม่เหมือนคำสอนในลัทธิอื่นที่สอนสิ่งที่ศาสดาบัญญัติขึ้นเองจึงไม่อาจนำใครให้พ้นทุกข์และออกจากสังสารวัฏได้จริง ได้แต่จับกลุ่มชวนกัน เวียนอยู่ในสังสารวัฏอันหาที่สุดมิได้นี้ต่อไป..

แม้ความเห็นของผมจะทำประโยชน์แก่ใครเพียงคนเดียว ประโยชน์คือความตั้งใจที่จะชักชวนคนให้มีสัมมา ทิฏฐิ ย่อมสำเร็จแล้วด้วยการพิจารณาด้วยดีทั้ง๓กาล บุญกุศลในธรรมทานนี้ขอจงเป็นปัจจัยแก่มรรคผลนิพพานของข้าพเจ้าในพระพุทธศาสนาตามคำสอนที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า"เท่านั้น"

ขอผลแห่งบุญนี้ พึงสำเร็จแก่สรรพสัตว์ร่วมทุกข์ทุกรูปนามเทอญ

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2011, 15:26:16 »
 บังเอิญวันนี้หยุดเพราะป่วย ก็เลยมีเวลาอ่านบทความมาก เห็นข้อเขียนของคุณ ddท่านอีกแล้ว ก็เลยคลิ๊กดู เพราะท่านนำเสนอแต่สิ่งดีๆ น่าอ่านมาก ให้ความรู้แก่ผมได้มาก เหมือนปัดเส้นผมที่บังตาในบางครั้ง ขอบคุณครับ และขออนุโมทนาอีกครั้งสำหรับวันนี้ ผมเชื่อว่าในหัวข้อนี้ คงมีความเห็นดีๆของหลายความเห็นมาให้พิจารณา เพราะเป็นเรื่องหลักในชาติในภพ ผมเชื่อในเรื่องกัมมสัทธาอย่างเหนียวแน่น เพราะมีประสบการณ์อยู่บ้าง เชื่อเพราะใคร่ครวญดูแล้ว เชื่อเพราะเห็นจริง เชื่อพระพุทธเจ้าเพราะเห็นด้วยกับตัวเอง และเชื่อว่าทั้งกายกรรม มโนกรรม วจีกรรม มีนโมกรรมที่เป็นบาปที่ส่งผลมากที่สุด เพราะมีเจตนาเป็นหลัก
 ท่านว.วชิรเมธีเคยเล่าว่ามีคนแก่คนหนึ่งป่วยกระเสาะกระแสะ ลูกพาไปต่างประเทศ กลับมาหน้าตาสดใส บอกท่านว่าหมดกรรมแล้วเพราะไปเปลี่ยนศาสนามา ศาสนาอื่นเขาไม่เชื่อเรื่องกรรมกัน ก็เลยหมดกรรมแล้วว     ท่านว.วชิรเมธีก็เลยหัวเราะ
ศรัทธาอธิโมกข์แม้จะเกิดขึ้นได้ยากกับใครก็ตาม แต่หากเห็นธรรมะไหลไปไหลไปบ่อยๆดังที่ท่านddกล่าว ก็จะมาสักวัน ผมเชื่อเช่นนั้น และคล้อยตาม หวังประโยขน์ที่จะได้อ่านธรรมะดีๆอีก ขอบคุณอีกครั้งกัลยาณมิตรทั้งหลาย ที่เพียรให้แสงสว่างแก่ผู้เขลาดั่งผม และขอสาธุการครับ
                                                                   somchai
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 กรกฎาคม 2011, 13:52:23 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ SOMCHAI SAWEK

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2351
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2011, 11:16:24 »
เรื่องกรรมในเมืองไทยมีพูดกันเยอะ แต่ที่ผมศรัทธาไม่มาก เพราะไม่เห็นจริงแต่ก็ใช่ว่าจะรู้อะไร ได้แต่จำคำสอนของครูบาอาจารย์และกัลยาณมิตรดั่งพวกท่านทั้งหลายมาใคร่ครวญ ขอนำเรื่องที่ครูบาอาจารย์สอน มาเล่าสู่กันฟังนะครับ
ศรัทธาแบ่งออกเป็นสี่ประเภท
๑.กัมมสัทธา เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
๒.วิปากสัทธา เชื่อเรื่องผลของกรรมมีจริง
๓.กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเอง
๔.ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อพระปํญญา เครื่องตรัสรู้ของพระบรมศาสดา ( ท่านป.อ.ปยุตฺโต ได้ขยายความเห็นว่า เป็นความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ในการที่จะพัฒนาตนเอง ไปสู่จุดสูงสูดที่จะบรรลุโพธิญาณของตนเองได้ )
สัมมาทิฐิ แบ่งเป็นสามประเภท
๑.กัมมัสสกตาสัมมาทิฐิ เห็นว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเอง
๒.ทสวัตถุกสัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิวัตถุสิบ อันมี
ทานที่บุคคลให้แล้วมีผลแน่นอน
ของที่เราบูชาไปแล้วไม่ว่าจะเป็นอามิสบูชาหรือปฎิปัตติบูชา มีผลแน่นอน
ของที่เราบริจาคไปแล้วมีผลตามเจตนาของผู้บริจาค
ผลของกรรมดีกรรมชั่วเป็นของมีจริง
มารดาเป็นผู้มีพระคุณต่อลูกมาก
บิดาเป็นผู้มีพระคุณต่อลูกมาก
เห็นว่าอบายภูมิที่แปลว่าหาความเจริญไม่ได้เป็นของมีจริงตั้งแต่ นรก เดียรฉาน   เปรต อสูรกายภูมิ
โลกหน้าเป็นของมีอยู่จริง
โลกนี้มีเป็นของมีอยู่จริง
สมณ พราหมณ์ ผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบมีอยู่จริง
๓.จตุสัจจสัมมาทิฐิ เชื่อในอริยสัจที่มีองค์สี่


                                                                          somchai
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 มิถุนายน 2011, 11:19:43 โดย SOMCHAI SAWEK »

ออฟไลน์ chaythoung

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 155
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: การแก้กรรม..แก้ได้จริงหรือ
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2011, 08:57:03 »
..ผมนั่งอ่านใคร่ครวญ ตรึกตรอง แม้จะรู้บ้างไม่รู้บ้างด้วยว่า ยังมีความเบาปัญญาอยู่มาก
แต่ก็มีความปิติในใจ แม้เพียงแสงร่ำไรแห่งสัมมาทิฐฐิ แต่ก็พอจะมองเห็นทางที่จะมุ่งหน้าไป
แม้อาจจะสะดุดบ้าง มันก็เป็นแค่อุปสรรคระหว่างการเดินทางเท่านั้นซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา
แต่จุดหมายนั้นตรง ถูกต้อง แน่นอน..

..ขออนุโมทนาแด่ คุณdd และคุณ somchai sawek ที่เป็นกัลยาณมิตร
เป็นผู้ให้ธรรมทานที่ดี  หวังใจว่าเพื่อนทางธรรมทั้งหลายจะได้รับประโยชน์
ในเรื่อง " การแก้กรรม " นี้ไม่มากก็น้อย..

..ขอความสวัสดีและขอให้เจริญในธรรมจงมีแด่ทุกๆท่าน........สาธุ..สาธุ..สาธุ