A A A A A A
ผู้เขียน หัวข้อ: หนังสือกฏแห่งกรรม เล่ม ๑ ทานชีวิต  (อ่าน 3008 ครั้ง)

ออฟไลน์ จู-จิราพร

  • http://thammasatu-com.hi5.com
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5274
    • MSN Messenger - ju-jirapon@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
    • www.thammasatu.com
    • อีเมล์
หนังสือกฏแห่งกรรม เล่ม ๑ ทานชีวิต
« เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2011, 19:22:25 »


เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ คุณพรชัย พรธีรลานนท์ ได้มอบหนังสือกฏแห่งกรรมให้ ๑ เล่ม และได้บอกว่า ได้อ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ และคิดว่าคงเกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นบ้าง ข้าพเจ้าเลยถือโอกาสนำเนื้อหาในหนังสือเล่มดังกว่า มาบอกเล่า ดังเรื่องต่อไปนี้

เรื่องที่ ๑ ทานชีวิต

เมื่อก่อนหน้า พ.ศ. ๒๔๙๕ เล็กน้อย ข้าพเจ้ามีกิจธุระทางถนนเยาวราช ได้เดินผ่านไปแถวเจ็ดชั้น บังเอิญสายตามองไปเห็นคนมุงดูอยู่หน้าร้านแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าเป็นคนอยากรู้อยากเห็น จึงเดินไปชะโงกดูกับเขาบ้าง ก็ได้ทราบว่า จีนขายเต่าคนหนึ่งกำลังอธิบายเรื่องเต่าเป็นภาษาจีน

ข้าพเจ้าถามจีนที่ยืนอยู่ก่อนว่า เขาพูดอะไรในเรื่องเต่า เพราะมองเห็นเต่าตัวหนึ่ง นอนหงายอยู่กับพื้นซีเมนต์หน้าร้านค้านั้น ที่ตัวมีอักษรเข้าใจว่าถูกจารึกลงไปด้วยเหล็กแหลม จีนผู้ถูกถามนั้นคงจะพูดไทยไม่ได้มากนัก เพียงแต่ว่า “เต่าพะ ๆ ” ข้าพเจ้าชักสงสัยที่จีนคนนั้นเรียกเต่าพะ จึงแหวกคนเข้าไปดูเต่าที่ตัวหงายท้องอยู่ เต่าตัวนั้น เป็นเต่าขนาดกลาง ที่ท้องจารึกเป็นตัวอักษรอยู่เต็ม ข้าพเจ้าจึงขอจีนเจ้าของเต่า หยิบออกมาแหวกคนให้แสงสว่างส่อง ให้เห็นตัวอักษรชัดเข้า จึงได้เห็นว่าตัวอักษรนั้นบางตัวเลือนลางเต็มที แต่ก็ยังพอจะอ่านมีใจความว่า

“ถ้าผู้ใดพบเต่าตัวนี้อย่าได้ฆ่า โปรดกรุณานำมาให้ที่บ้านเลขที่..... ถนน..... ตำบล..... ถ้าผู้ใดรู้แล้วทำอันตรายกับเต่าตัวนี้ จงประสบภัยวิบัติทั้งปวงด้วย”

เมื่อข้าพเจ้าทราบความข้อนี้แล้ว จึงได้บอกกับจีนเจ้าของเต่าว่า ควรจะนำเต่าตัวนี้ไปให้เจ้าของเดิม ตำบลบ้านที่จารึกอยู่กับที่ท้องเต่านี้ คงจะได้รับรางวัลค่าป่วยการอย่างแน่นอน และพยายามอธิบายให้ฟัง แต่รู้สึกว่าจีนขายเต่าตัวนั้นไม่ค่อยสนใจ เขาอยากจะขายเต่าตัวนี้ให้พ้น ๆ ไปเท่านั้น ซ้ำยังบอกว่าไปไกลและยังไม่รู้ว่าจะพบบ้านหรือไม่ ถ้าหากพบแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะได้รางวัลคุ้มกันหรือเปล่า เมื่อไม่มีใครซื้อจริง เขาก็จะนำไปฆ่ากินเอง เขาว่าได้เต่ามาหลายตัว ทุกตัวขายไปหมดเหลือแต่ตัวนี้ คนซื้อเห็นเป็นเต่าประหลาดมีตัวอักษรอยู่ในตัว ชาวจีนจึงไม่กล้าซื้อไปกิน

เมื่อข้าพเจ้าชี้แจงให้ คนขายนำไปให้เจ้าของเดิมไม่สำเร็จ ข้าพเจ้าคิดว่าควรซื้อเสียเองแล้วปล่อยลงน้ำไปดีกว่า เมื่อคิดแล้วก็ตกลงรับซื้อเต่าตัวนั้นไว้เป็นมูลค่า ๓๐ บาท รู้สึกว่าจีนผู้ขายเต่านั้นยินดีมากที่ขายเต่าตัวนั้นไปได้ เมื่อซื้อแล้วนำมาบ้าน คนทางบ้านข้าพเจ้าต่างพากันแปลกใจ นึกว่าข้าพเจ้าคงจะทำการปาณาติบาตกรรมแน่ ข้าพเจ้าจึงได้อธิบายให้ฟัง ก็หายความเข้าใจผิด ต่อไปนี้ก็เป็นปัญหาที่ข้าพเจ้าจะนำไปปล่อยที่ไหนดี จะไปปล่อยที่บ่อในบ้าน ในวัด หรือแม่น้ำซึ่งจะเป็นที่ปลอดภัย เมื่อขบปัญหานี้ไม่ตก จึงคิดว่าควรนำไปให้ท่านเจ้าของเดิมดีกว่า

ต่อมาอีกวันหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ได้นำเต่าตัวนั้นตรงไปยังบ้านที่จารึกไว้ การหาบ้านไม่ยากนัก เพราะได้ปรากฏชัดแจ้งอยู่แล้ว ลักษณะบ้านนั้นรู้สึกว่า ท่านเจ้าของบ้านเป็นผู้มีอันจะกินผู้หนึ่งในย่านนั้น เมื่อข้าพเจ้ากดกริ่งหน้าบ้านสักครู่หนึ่ง ก็มีเด็กหญิงรุ่นผู้หนึ่งออกมาเปิดประตูถามว่า มาหาใคร ข้าพเจ้าบอกว่ามาหาเจ้าของบ้าน

เด็กผู้นั้นพาข้าพเจ้าไปรออยู่ในห้องรับแขก สักครู่หนึ่งท่านเจ้าของบ้านก็เดินเข้ามา ข้าพเจ้ามองแวบเดียวก็รู้ในทันทีว่า ท่านเป็นคนมีสง่าและใจดีสมกับเป็นผู้มีเมตตาสัตว์ ตามลักษณะสังเกตได้ว่า เคยเป็นผู้มีอำนาจวาสนามาแล้ว ข้าพเจ้ารีบลุกขึ้นทำความเคารพทันที ท่านกล่าวว่าขอโทษที่ทำให้ข้าพเจ้านั่งรอช้าไปหน่อย เพราะท่านกำลังให้ปุ๋ยต้นไม้อยู่หลังบ้าน แล้วท่านกล่าวขึ้นอย่างอารมณ์ดีว่า มีอะไรที่จะให้ท่านช่วยเหลือบ้าง

ข้าพเจ้าถามว่า “ท่านเคยทำบุญปล่อยเต่าบ้างไหมครับ”  ท่านตอบทันที ไม่เหมือนคนมีอายุมากบางคนว่า

“เคยครับเคยเมื่อ ๔ - ๕ ปีมานี้เอง มีจีนนำเอาเต่ามาเที่ยวเดินขาย ผมสงสารเลยซื้อไว้ และได้จารึกหนังสือ แล้วก็ปล่อยไปผมคิดว่าถ้าปล่อยไปธรรมดาแล้วมันคงไปไม่ได้นาน คงมีคนจับมาได้อีก แล้วก็คงไม่พ้นถูกฆ่า เพื่อคุ้มครองให้มันมีชีวิตยืนยาวต่อไป จึงได้จารึกอักษร แล้วนำไปปล่อยที่ท่าน้ำหน้าวัด”

ข้าพเจ้าเล่าให้ท่านฟังว่า ได้ไปพบและซื้อจากจีนคนหนึ่งทางเยาวราช เดิมทีก็จะนำไปปล่อยแต่มาคิดได้ว่า ท่านผู้เป็นเจ้าของคงอยากทราบว่า เต่าตัวนั้นยังมีชีวิติอยู่หรือไม่ และถ้ามันรู้ภาษา มันก็คงอยากพบท่านผู้มีคุณของมันเป็นแน่ เมื่อสนทนากันพอสมควรแล้ว ข้าพเจ้าก็กลับออกมานำเต่ามาจากรถ เห็นมันกำลังคลานต้วมเตี้ยมหาทางออกอยู่ เมื่อท่านเจ้าของบ้านได้พบมันแล้ว สังเกตเห็นว่าท่านดีใจมาก ท่านหยิบขึ้นดูสักครู่ ก็เรียกคนใช้นำไปเลี้ยงไว้หลังบ้านก่อน ภายหลังจะนำไปปล่อย

จากนั้นท่านก็พยายามที่จะนำมูลค่า ที่ข้าพเจ้าได้ซื้อมาจากจีนนั้นมาให้ ข้าพเจ้าจึงเรียนให้ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าไม่ขอรับมูลค่าใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านขอบอกขอบใจข้าพเจ้ามาก เมื่อสนทนากันไป ข้าพเจ้ารู้สึกมีความเคารพในความเป็นผู้มีเมตตากรุณามากขึ้น แล้วข้าพเจ้ากราบลาท่าน รับพรด้วยความเคารพ แล้วก็เดินออกจากบ้าน ขณะที่จะก้าวออกประตู ก็พอดีเด็กหญิงซึ่งมาเปิดประตูครั้งแรกวิ่งมาบอกว่า ท่านขอเชิญให้ข้าพเจ้ากลับเข้าบ้านอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อข้าพเจ้าหวนกลับไปถึง ท่านเจ้าของบ้านได้บอกว่า

ผมอยากจะให้ของคุณ ไว้เป็นที่ระลึกสักอย่างหนึ่ง” ท่านพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“คนอย่างคุณเวลานี้คงหาไม่ได้ง่ายนัก ผมรักคุณมาก รักน้ำใจคุณ แม้เราจะพบกันเวลาชั่วเพียงเล็กน้อย ผมก็อ่านคุณออก เพราะฉะนั้น ผมขอมอบพระองค์นี้ให้คุณไว้บูชาเป็นที่ระลึก” แล้วท่านก็มอบห่อให้ข้าพเจ้าห่อหนึ่ง ข้าพเจ้ากราบท่านด้วยเคารพอย่างจริงใจ

“คุณนำไปบูชา จะป้องกันภัยต่าง ๆ ได้ ตลอดจนอัคคีภัยด้วย เป็นของเก่าหาได้ยากแล้วในสมัยนี้”

เมื่อข้าพเจ้ากลับถึงบ้านแล้ว แก้ห่อออกก็เห็น พระพุทธรูปเก่าแก่องค์หนึ่ง ข้าพเจ้าได้นำไปตั้งไว้บนที่บูชาที่หัวนอน

ต่อจากนั้นประมาณ ๑ ปี คืนหนึ่งหลังจากข้าพเจ้ากลับมาบ้าน ได้นำรถเข้าโรงเรียบร้อย ก็เข้านอนตามปกติ ประมาณราว ๒ นาฬิกาของวันใหม่ ข้าพเจ้าต้องตกใจลุกขึ้นทันที เพราะมีเสียงมากระซิบที่หู

“ลุกขึ้น ! ไฟกำลังไหม้โรงรถ ลุกขึ้น ! ไฟกำลังไหม้โรงรถ”

ข้าพเจ้ารีบลุกขึ้นเปิดไฟดู ก็ไม่เห็นมีใครอยู่ในห้องสักคนหนึ่ง ประตูหน้าต่างก็ลงกลอนเรียบร้อย เมื่อนึกขึ้นได้ ข้าพเจ้ารีบวิ่งไปที่โรงรถ ก็ได้กลิ่นสายไฟไหม้ คล้ายกับเคี่ยวยางมะตอยราดถนน ข้าพเจ้ารีบเปิดประตูรถเข้าไปทันที เห็นแสงไฟแลบออกมาจากกระโปรงเครื่อง ข้าพเจ้ารีบกระโดดขึ้นไปสตาร์ทเครื่อง เคราะห์ดีเครื่องติด แล้วรีบถอยรถออกไปกลางสนามหญ้าหน้าบ้าน จากนั้นก็เอากระสอบข้าวเก่า ๔ - ๕ ใบ เปิดฝากระโปรงออก ใช้กระสอบข้าวฟาดแล้วคลุมไว้จนดับ กว่าจะเรียบร้อยข้าพเจ้ารู้สึกเหน็ดเหนื่อยเทบแย่

เหตุการณ์นี้ คนในบ้านไม่มีใครทราบเรื่องและตื่นเลย เพราะตั้งแต่เริ่มจนดับ ข้าพเจ้าไม่ได้พูด หรือร้องเรียกใครช่วยสักคำเดียว เหตุการณ์จึงผ่านไป และยังความปลอดภัยแก่ข้าพเจ้าอย่างน่าพิศวง ข้าพเจ้าได้รอดพ้นภัยพิบัติได้ด้วยอะไร ถ้าไม่เกี่ยวกับอานิสงส์แห่งทานชีวิตที่บำเพ็ญ โดยมิได้หวังผลตอบแทนอย่างใดเลย
 
ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือกฏแห่งกรรม ท. เลี่ยงพิบูลย์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 กุมภาพันธ์ 2011, 19:47:56 โดย จู-จิราพร »
จู จิราพร การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง

ออฟไลน์ slowmotion92

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 3
    • ดูรายละเอียด
Re: หนังสือกฏแห่งกรรม เล่ม ๑ ทานชีวิต
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 25 มกราคม 2012, 14:51:15 »
แสงธรรมสว่าง
 กำจัดแมลงสาบ
hosting
นาฬิกามือสอง
รับทำ seo