กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1



ยอดมนุษย์...บทเริ่มต้นจาก
อุลตร้าแคปซูล สปิริต

ขณะที่กุศลเดินทางกลับบ้าน จากมหาวิทาลัย ท้องฟ้าโปร่ง โล่ง มีสีคราม ช่วงทางเดินในระหว่างซอยเข้าบ้านเป็นซอยขนาดกลาง
ร่มรื่นมีสวน ขนาดเล็กอยู่ข้างทางเดิน
ที่ยังหลงเหลืออยู่ในกรุงเทพฯ

ขณะที่เดินทางมาทางถึงครึ่ง ทางของซอยนั้น เอง
กลับมีลมแรงต้นไม้ไหวแรง จนโยก
เกิดเป็นลมหมุน เล็กๆ
เริ่มหมุนใหญ่ เป็นวงขนาดล้อมรอบตัวกุศล กุศลตกใจ
แต่ทำอะไรไม่ได้ นักศึกษาปี 4 ของคณะ วิศวกรรมศาสตร์
ของมหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศไทย
ทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่ร่าง เริ่มลอยตัวขึ้นจากพื้น
เท้าไม่ติดพื้นแล้ว
ร่างเริ่มหมุนช้าไปตามลมหมุน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในกรุงเทพ
หรือจะเป็นเพราะสภาวะอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะโลกร้อน
กุศลคิด และเนื่องจากเป็นเด็กไม่ค่อยกลัวอะไร
กุศลคิดว่า กระโดดออกจากวงกลมของลมหมุนนี้ได้
ก็จะหลุดออกไปได้
จึงพยายามกระแทกลมหมุนเพื่อจะออกไป 3 ถึง4 ครั้ง
ก็ไม่เป็นผล
ในขณะที่กำลังงงอยู่นั้น
กุศลก็ได้ยินเสียงดังก้องหู ว่า
"เจ้าหนูน้อยได้เวลาที่เจ้าจะเติบใหญ่แล้ว
เวลาที่เจ้าจะต้องแสดงความรับผิดชอบช่วยเหลือผู้อื่นที่ต้องเดือดร้อน
จาก Spirit ที่สะสมกันมานาน จนมีพลังแห่งความชั่วร้าย สามารถแปลงร่างจากบุคคลธรรมดาเป็นสัตว์ปีศาจ
และอาจจะก่อให้เกิดภัยพิบัติกับประชาชน
ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
ผู้บริสุทธิ์ไปทั่วโลก
หากเจ้าอยากจะมีความรับผิดชอบตรงนี้
ข้าจะเสนอโอกาสนี้ให้แก่เจ้า
แต่ถ้าเจ้าปฏิเสธ เจ้าจะเห็นเองว่า สิ่งที่ข้าพูดนั้น เป็นความจริง เมื่อถึงเวลานั้น เมื่อเจ้าได้เจอเหตุการณ์แปลกประหลาด
เจ้าจำเป็นต้อง ใช้แคปซูล Spirit
แปลงร่างเป็นSpiritที่ดี ต่อสู้กับสปิริตที่ชั่วร้าย
ย่อมต้องมีเวลาเรียนรู้การใช้แคปซูลนั้น ภายใน 7 วัน หลังจากนั้นแล้ว แคปซูลนี้ จะสูญสลายทำลายไปตามกาลเวลา บุญกุศลที่เจ้าทำมาในอดีต
ทำให้ข้าเลือกเจ้า
เป็นผู้สร้างบุญกุศลให้แก่ชาวโลก
ทันใดนั้นเอง เสียงนั้นกลับเปลี่ยนเป็นแสงสว่างจ้าสีเหลืองอ่อน
ส่งภาพมาพร้อมกับวัตถุชิ้นหนึ่งขนาดเท่าฝ่ามือ มีปุ่มกดสีแดง อยู่ตรงนั้น
ตรงหัวด้านหนึ่งของแคปซูลสีเหลือง
ที่เรียกว่า
อุลตร้าสปิริต แคปซูล Spirit เมื่ออยู่ในมือของกุศลแล้ว รู้สึกอุ่นมือ
รับรู้ถึงพลังแห่งความรัก
ความเมตตาได้
ลมหมุนอ่อนตัวลง
ส่งผลให้ร่างของกุศลค่อยๆ ลงถึงพื้น
กุศลนึกว่าเป็นความฝัน
หรือตนเผลอหลับไป
แต่ตัวเองกลับมาปรากฏอยู่ที่ห้องนอนที่บ้านแล้ว
แต่ในมือมีอุลตร้าแคปซูลสปิริต

มันไม่ใช่ความฝันแล้วนี่
เกิดอะไรขึ้น

ธมฺมจารี สุขํ เสติ
ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข

ไอแซค
2
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 13 ตุลาคม 2019, 14:37:28 »
ความดีทำได้ไม่ยาก
แต่การรักษาความดีนั้น

ยากที่สุด

มุซาชิ

ดาบเด็ดเดี่ยว

ภาคเทพกระบี่ล่อง
ตอนราชันย์แห่งดาบ
ฉาก การประลองเจ้ายุทธภพ

เมื่อเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน
อิดเต็งจื้อไต้ซือ กล่าวเปิดพิธีจบ
การประลอง
เจ้ายุทธภพ
เริ่มแล้ว
โดยเริ่มต้นจากสำนักคุนหลุน
มู่เหลียนซื่อ
กับ
จางอี้เฟย
พลองระเบิดเพลิง

เมื่อผู้ประลองทั้งสองฝ่ายได้ขึ้น มาบนเวทีประ ลองยุทธ
มู่เหลียนซื่อ
โค้งคำนับให้แก่จางอี้เฟย
ทั้งสองฝ่ายต่างน้อมคารวะซึ่งกันและกัน

จางอี้เฟิยเปิดห่อผ้าดึงพลองไม้ออกมาหนึ่งเล่มตั้งมือกำชับ มือขวาจับด้านล่างมือซ้าย
จับด้านบนที่พลองไม้
กำมือทั้งสองข้างแน่นพร้อม กัน
ส่วนมู่เหลียนซื่อ
รวดเร็วยิ่งนักชักกระบี่ออกมา สะบัดออกไป สามครั้ง
จางอี้เฟย
ตะหวัดพลองรับกระบี่ทั้งสาม กระบวนท่าที่ออกจะหนักหน่วง
กระบี่ปะทะพลองเสียงดังสนั่น

" ปังปังปัง "
พลองควงหมุนออกไปจากกำมือขวาสิบรอบ
กระบี่ก็หมุนควงออกไปตาม
พลอง
สิบรอบด้วย
ความเร็วน่าตระ หนกไม่แพ้กัน
กระบี่หมุนแล้วยังแทงสวนออกไปอีก
ด้วยความเร็วสุดคาดคะเน
แต่พลอง นอกจากจะหมุนควงแล้วกระแทกกลับไปสู่กระบี่เช่นกัน "ปัง"

เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของชาวยุทธผู้มาชมการประลองเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยระดับความเร็วที่เกินความคาดหมาย

กระบี่ในมือเร็วแทงออกไวดุจดั่งอสรพิษฉก
ทั้งฟันทั้งแทงแต่มือพลองก็รับ แบบสบายมือ
เหมือนเล่นทันใดนั้นเอง
มือกระบี่กลับตั้งกายตรงหมุนหันหลัง
กระโดดลอยตัวแทงกลางหลังมือพลอง
ด้วยท่ากระบี่ดาวตก
มือพลอง
แม้จะเตรียมตัวไว้แล้ว
แต่กระบวนท่านี้ออกจะเหนือความคาดหมาย มาก
ได้แต่หมุนพลองแทงสวนออกไปข้างหลังหูไปยังด้านหลังกระแทกกระบี่ ผิดจังหวะไปนิดเดียว
กระบี่ยังคงมุ่งปักอยู่ที่กลางหลังจางอี้เฟย
พลันมือกระบี่ที่แทงออกมานั้น กลับยั้งมือไว้ไมตรี
ขยับเอาฝักกระบี่
กระแทกกลางหลังจางอี้เฟยแทน
ทำให้มือพลอง หัวคะมำออกไปข้างหน้า
ผลการประลองออกมาแล้วอย่างชัดเจน
ด้วยความเร็วที่เหนือคาด







3
ธรรมะกับชีวิต / ศีล
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 10 ตุลาคม 2019, 09:51:42 »



ศีล

:หลวงตาเจ้าคะ ดิฉันถือศีล 5 อย่างเคร่งเลยนะคะ
พอจะไปไหวไหม
หลวงตา:ดีจะโยมทำต่อไปเรื่อยๆให้มันเข้าถึงใจ
:เจ้าค่ะ
ทุกวันนี้มันก็เข้าถึงใจแล้วค่ะ
ดิฉัน
ไม่ฆ่าสัตว์
ไม่ลักทรัพย์
ไม่ประพฤติผิดในกาม
ไม่พูดปด
ไม่ดื่มจะ
หลวงตา:มีอะไรจ๊ะโยม
:หลวงพ่อครับผมไปถือศีล 8 ที่วัด
ทุกวันพระนั่งสมาธิทุกวัน
ฟังเทศน์ตลอดเวลา
ผมพอจะไปได้ไหมครับ
หลวงตา:ได้จะโยม
ทำไปเรื่อยๆเข้าเข้าไปให้ถึงใจเลย
:หลวงตาเจ้าคะ ดิฉันถือศีล 5 และจะถือศีล 8 เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ
จะไปได้ไหมคะไปได้

หลวงตา:จะโยมเขาให้ถึงใจเลยไปเรื่อยๆ
:หลวงพ่อครับ ผมควรจะยกระดับการปฏิบัติที่วัดมาเป็นที่บ้านตลอดเวลาดีไหมครับ

หลวงตา:โยมเอาให้ถึงใจเลย
:หลวงตาเจ้าคะฉันทำมา 20 ปีแล้วยังไม่เห็นความก้าวหน้าเลย
หลวงตา:ดี
จะโยม
ทำไปเรื่อยๆทำให้ถึงใจเลย
:หลวงพ่อครับผมนั่งสมาธิมาแต่เด็ก
เข้าวัดมาเรื่อยๆปฏิบัติธรรมถือศีล
พบหลวงพ่อเป็นประจำ
ผมยังไม่เห็นทางเลยครับ
หลวงตา:ไปต่อไปเรื่อยๆจะโยมเอาให้ถึงใจเลย
:หลวงตาเจ้าคะทำไมต้องเอาให้เข้าถึงใจด้วยคะ
:ครับหลวงพ่อทำไมต้องให้ถึงใจด้วยครับ

หลวงตา:

ก็ศีลทั้งหมดเลยน่ะ
ไม่ว่าศีล 5 ศีล 8 ศีล 227 ข้อ
นั้นมันอยู่ที่ใจเรียกกันง่ายๆคำเดียวเลยนะมันจะ
"อาย"
พออายแล้ว
มันอยู่ที่ใจไหม
:หลวงพ่อเจ้าคะ มันจะถึงใจได้อย่างไร

หลวงตา:
พอมันอาย
ไอ้สิ่งที่เป็นบาปมันละ
ไม่ได้ท่องบ่นนะ
มันไม่ทำบาปมันละบาปเลย
มันเลยทำใจให้ผ่องแผ้วสิโยม
มันจบที่ใจ

หลวงตาเฉี่ยว

สมมติ

พวกโยมเล่นสมมติกันมานาน
หลายภพชาติ
รู้ทั้งรู้ว่า
มันไม่จริง
เพราะ
ความอยาก
ไม่รู้จักจบจักสิ้น
ถือผีถือสาง
ถือมงคลตื่นข่าว
แถมเอาอัปปมงคล
มาห้อยคออีก
หนักก็หนัก

เฮ้อกูละเบื่อนะโยม

อนาคาริก
4
ธรรมะกับชีวิต / แม่ของฉัน
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 10 ตุลาคม 2019, 09:50:27 »





ใครที่น้อยอกน้อยใจว่าไม่มีใครรักนั้น
ล้วนเข้าใจผิด
เพราะคุฯณมีคนรักคุณมากที่สุดในโลกอยู่แล้ว

แม่ของฉัน

ความสุขที่เห็นแม่ตายจากไปจากลานสายตา

ถ้าอ่านแต่เพียงหัวข้อข้างต้น ทุกคนคงจะอยากด่าหรืออยากฉีกเนื้อฉันออกเป็นชิ้นๆอย่างไม่มีชิ้นดี

แต่ความจริงมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะตั้งแต่เกิด ฉันเห็น
แม่ของฉัน
เข้มแข็ง
อดทน
สงบ
อารมณ์ดี
กล้าหาญ
ขยันขันแข็ง
ยิ้มได้ตลอดเวลาแม้ภัยมา
เป็นห่วงลูกๆสุดชีวิต
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกๆของแม่
แม่จะเหมือนกับ พญานกอินทรีย์ บินเข้ามาปกป้องลูกๆทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
อะไรๆก็ตาม

ได้เห็นสิ่งต่างๆที่แม่ทำ
แม่ล้วนแต่มีความสุข
อย่างเห็นได้ชัด เเม่เป็นคนที่ค่อนข้างแข็งแรง เคยเกิดหัวใจวายครั้งหนึ่งตอนอายุ72ปี สมรรถนะของหัวใจของแม่เหลือใช้ในการทำงานได้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์
แต่แม่ก็อยู่มาได้จนถึงอายุ 86 ปี และยังแข็งแรง แม่ชอบออกกำ ลังกาย
หรือกายบริหาร ตามที่ดูเขาสอนผ่านทีวีประจำ แม่รู้ตัวเสมอว่าแม่กำลังทำอะไร อยู่
ในช่วง 3 ปีหลังก่อนที่แม่จะตาย
แม่มีเผลอลืมบ้าง
เช่นลืมกดชักโครกห้องน้ำลืมทิ้งกระดาษทิชชู่ไว้ในชักโครก
ก็เป็นธรรมดาของคนสูงวัยขนาดนั้น
แต่คนที่ไม่เข้าใจอาจจะตำหนิติบ่นแม่ได้
พอมีใครทักแม่
แม่จะตอบรับว่า"จะ"
แล้วก็หัวเราะทันที
ฉันเคยควบคุม อาหารแม่อย่างเข้มงวดอยู่ช่วงหนึ่งเพราะน้ำตาลขึ้น

และแม่ชอบกินเป๊ปซี่มากที่สุด
น้ำอัดลมที่มีสีดำฟองฟู่เป็นของหวานชิ้นเดียวที่แม่ชอบมากนอกจากทุเรียน ตอนหลังๆ
ฉันพยายามซื้อ เป๊บซี่ที่เป็นไดเอ็ทคือไม่มีน้ำตาลมาให้แม่
แต่แม่บอกว่าไม่อร่อย
แม้กินบ้างแต่แอบไปซื้อแบบดั้งเดิมกิน

พี่หมอสมพร
จามิกรณ์
ท่านบอกกับแม่ว่าคุมน้ำตาลได้ดีมาก
แล้วท่านก็หันมาบอกกับฉันว่า "เเม่เขาคุมได้ดีมากอยู่แล้ว
เราปล่อยแม่บ้างเถอะนะ
แม่ดูแลตัวเองดี
แม่อยากจะทำอะไร
ก็ปล่อยให้แม่ทำไป"
ฉันก็เห็นความเป็นจริงในข้อนี้หลังๆเลยปล่อยให้แม่คุมเอง
คอยดูแต่ค่าแล๊ป เท่านั้น
แม้แม่จะดื่มน้ำเป๊ปซี่มาตั้งแต่สาวๆจนถึงอายุ 80 กว่านี้
แม่ไม่ได้กินอะไรอย่างพร่ำเพรื่อ
กินพอดับกระ หาย
แม่รู้ตัวดีว่าว่าแม่ควรจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร
อาหารที่แม่กินก็เป็นอาหารปกติ ที่แม่ทำเองหรือเคยทำเอง รสชาติออกจะจืด
ไม่เข้มข้น
ไม่เน้นหวานมันเค็ม
แม่มีความสุขทุกครั้งที่กิน
เห็นได้จากรอยยิ้มบนใบหน้าของแม่ชัดเจน น้อยครั้งที่จะไม่เห็นใบหน้าเช่นนั้น
ก่อนที่.....แม่จะตายไม่กี่วัน
แม่ก็ยังหัวเราะยิ้มเป็นปกติ
วันที่แม่เริ่มล้มป่วยก่อนตาย3-4 วัน
แม่ปล่อยวางทุกอย่าง
ไม่ถามถึงใคร
ไม่พูดอะไรมาก
ยิ้มและเข้านอนท่าเดียว
ปล่อยทุกอย่างจนหมด
จนระบบการทำงานในร่างกายของแม่พังไปทั้งตัว
พี่หมอสมพร
ปั๊มหัวใจช่วยแม่สุดชีวิต
แต่แล้วแม่ก็จากไปจากลานสายตาของฉัน
ความตายของแม่เป็นความตายที่สมบูรณ์แบบที่สุด
เป็นความตายแบบรู้ตัว
เป็นความตายแบบปล่อยวาง
สวยงาม
ไม่เป็นห่วงหวงอะไรอีก

ฉันดูหน้าแม่ตอนก่อนและหลังที่ แต่งหน้าศพแล้ว ดูแทบไม่รู้เลยว่าแม่ตาย
เหมือนกับแม่นอนหลับฝันดีมากกว่า
ตอนนี้ฉันก็เชื่ออย่างนั้น
และเชื่ออีกว่าหากแม่ของฉัน ฝัน
แม่ก็จะฝันดีตลอดไป
ก็แม่ของฉันเป็นคนคิดดี
พูดดี
ทำดี
ทำบุญตลอดชีวิต
ทำบุญเวลาที่มีโอกาส
ฉลาด
ฉันเห็นแม่ทำทุกอย่างในชีวิตอย่างมีความสุขแล้ว
แม่ก็ตายจากไปอย่างมีความสุข
ฉันก็เลยมีความสุขสงบตามแม่ของฉัน
สักวันหนึ่ง....
ถ้าถึงเวลาของฉันแล้ว
ฉันจะทำแบบแม่ให้ได้
ตายอย่างมีความสุข
หมดจด
ชัดเจน
สง่างาม
เรียบง่าย หลับตาลงนอนแล้วนอนหลับ ตาทันที
ตายจากไปสู่สุคติ
ฉันมั่นใจ
ว่าแม่ไปสู่สุคติ เพราะ
ผู้หญิงคนนี้
ไม่เคยทำบาปเลย
ตลอดชีวิตที่เห็นแม่ของฉันมาตลอด

รักแม่สุดหัวใจ

ลูกของแม่
เม้า

ครบรอบวันเกิดแม่ปีที่ 103 ปี

ผ้าป่าแก่นธรรม
ตั้งแล้วจะบัญชีอาแปะทำแล้ว
รอนิดนุงนะๆๆๆคะ

นู๋เอง
5
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 04 ตุลาคม 2019, 11:42:59 »



ดาบเด็ดเดี่ยว
ภาคเทพกระบี่ล่องหน
ตอนราชันย์แห่งดาบ
ฉาก...ไร้นาม

ที่หน้าประตูเมืองลั่วหยางหรือลกเอี๋ยง
เมืองหลวง
ใกล้ๆวัดเส้าหลินที่อยู่กึ่งกลางของเมืองลั่วหยางและเจิ้งโจวมณฑลเหอหนาน

บุรุษหนุ่มอายุราวยี่สิบสองปี แต่งกายแบบชาวบ้านบนเขาแต่พกดาบสองเล่มข้างเอว
และสะพายดาบยาวใหญ่อีกเล่มหนึ่ง
ถูกชาวยุทธผู้ถือกระบี่ห้าคน
โยนตัวไปโยนตัวมา
มือกระบี่ทั้งห้าคน
หัวเราะร่าเริง
ดูเหมือนเล่นกับเด็กๆ
แต่เป็นเด็กที่ถูกผู้ใหญ่รังแก
มือกระบี่ผู้หนึ่งร้องถามบุรุษหนุ่มผู้สะพายดาบใหญ่ว่า
"เดี๋ยว....เจ้าช่วยแสดงฝีมือให้พวกเราได้เห็นกันหน่อยเถอะน้องชายว่า
เป็นเช่นไร
ก่อนที่ไปลงทะ เบียน
ร่วมประชุมชาวยุทธเพื่อประลองฝีมือชิงตำแหน่ง
เจ้ายุทธภพ
มือกระบี่หนุ่มผู้หนึ่งกล่าวพลางหัวเราะพลาง
พร้อมทั้งยกมือ
ค้ำยันบุรุษหนุ่มผู้มีดาบสามเล่มอยู่ข้างกาย
กระเด็นไปชนแผงขายเสื้อผ้า ล้มพังจนเจ้าของร้านต้องกระโดดหลบ
เขาพยายามจะลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก
เพราะดูเหมือนว่าดาบทั้งสามเล่มมีน้ำหนักมากกว่าตนเองด้วยซ้ำ
เสื้อผ้าเปรอะฝุ่น
หน้าตาก็มอม แมมเช่นกัน
เหมือนไม่ได้อาบน้ำมานานหลายวัน
มือกระบี่ผู้นั้นโยนเงินให้บุรุษหนุ่มก้อนหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "พวกเราเป็นศิษย์สำนักคุนหลุนที่จะเข้าร่วมการประลองยุทธในการชุมนุมครั้งนี้ด้วย
ผ่านด่านให้ถึงด่านพวกเราก็แล้วกันนะน้องชาย"
บุรุษหนุ่มผู้พกดาบสามเล่ม
น้อมกายคารวะมือกระบี่ทั้งห้า แล้วก้มลงเก็บเงินก้อนนั้น อย่างเงียบๆ
สร้างความเอ็นดูให้แก่มือกระบี่ทั้งห้าอย่างยิ่ง
บุรุษหนุ่มกระชับดาบสองเล่มที่ข้างตัว
หลังจากพกแนบก้อนเงินใส่ไว้ที่ข้างเอวแล้ว
ตั้งกายตรงเดินเข้า
ประตูเมืองลั่วหยางไปกับชาวยุทธมากหลาย
ที่มาเข้าพักผ่อนเพื่อเจ้าร่วมชุมนุมชาวยุทธ

ที่จัดขึ้นทุกๆสามปีเพื่อประลองฝีมือกันว่า
ใครจะเป็นผู้มีฝีมืออันดับหนึ่งในยุทธภพที่วัดเส้าหลิน


6
ธรรมะกับชีวิต / ความคิด
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 03 ตุลาคม 2019, 09:28:33 »





1"ความคิด

คนพังเพราะความคิด
ทั้งความคิดของตนและความคิดของคนกันมาก
ความคิดผิดเป็นต้นกำเนิดของสิ่งชั่วหรืออกุศลกรรมทั้งหลายในดวงใจ
จึงสร้างภพสร้างชาติเต็มไปหมด

คิดเป็นก็เห็นธรรม

อนาคาริก

2"สมมติว่า

คุณรู้อะไรๆหมดทั้งโลกแล้ว
คุณจะทำอะไรต่อไป

เพราะทั้งโลกก็มีแค่....
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เท่านั้น
มีความรู้อื่นอีกไหม
ที่ควรรู้
อนาคาริก

3"ภาษาญี่ปุ่นพาไป

สมมติว่า...

ผมชื่อเหี้ยนะครับ
จะเรียกผมให้สนิทมากที่สุดว่าอย่างไรดีครับ
ถ้าไม่ใช่....


"เหี้ยจัง"

สุภาพชนตัวพ่อ


พอเพียง มาก รายงาน

https://th.m.wikipedia.org/…/%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0…

7
ธรรมะกับชีวิต / สมมติว่า
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 01 ตุลาคม 2019, 19:58:20 »






พ่อบอกว่าผ้าป่าออกช้าเพราะเกรงใจคนเศรษฐกิจไม่ดี แต่รับปากพ่อแม่ครูบาอาจารย์แล้วจะทำ
อาทิตย์นี้แหละรายละเอียดแต่ไม่หมด
คนไหนไปโรงพยาบาลรักษาด้วยโรคอะไรก็ตามใช่สืมธิ์ไหนก็เถอะ
ใส่กล่องให้โรงพยาบาลครั้งละสามสิบบาทได่ไหม
ถ้าได้ขอกราบสิบทิศนะจะ

มาร์คเอง

หนึ่ง.

สมมติว่า

คุณรู้อะไรๆหมดทั้งโลกแล้ว
คุณจะทำอะไรต่อไป

เพราะทั้งโลกก็มีแค่....
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เท่านั้น
มีความรู้อื่นอีกไหม
ที่ควรรู้
อนาคาริก

สอง.

การบรรลุธรรม

เมื่อพูดถึงธรรมะ

จะมีบุคคลหลายจำพวกที่จะพูดถึง
1.กลุ่มแรก
พวกเธอจะสนทนาด้วย
และพวกเธอยังจะเล่าอะไรๆให้ฟังยาวเหยียด
กลุ่มที่ 2
ก็ส่ายหน้า
กลุ่มที่ 3
จะปฏิเสธว่าไม่ใช่คนเข้าวัดแต่รู้ว่าธรรมะอยู่ที่ใจ
กลุ่มที่ 4 ได้แต่นั่งฟังยิ้ม
กลุ่มที่ 5 หรือกลุ่มที่6
แล้วแต่ประสบ
การณ์และอารมณ์จองท่านที่เจอ

การบรรลุธรรมก็คือการไปถึงธรรมะ
เหมือนเราอยากจะไปญี่ปุ่น
เมื่อเราบินไป 6 ชั่วโมง
เราก็ถึงญี่ปุ่นแล้ว
เหมือนกับเราอยากจะเดินทางไปไหนมาไหนก็ตาม
ถ้าเราได้เดินทางไปถึงจุดมุ่งหมาย
ไม่ว่าจะเป็น
เชียงใหม่ขอนแก่นหาดใหญ่หรือสถานที่ในกรุงเทพฯที่เราอยากจะไป
ก็จะเรียกได้ว่าบรรลุถึง
จุดหมายปลายทางนั้นแล้ว
การบรรลุคือการไปถึง
สิ่งที่เรากำลังจะบรรลุ
ตอนแรกอาจจะมีความรู้ความเข้าใจ
พอเห็นมัน
พอดูมันชัดๆมันจึงจะบรรลุธรรมคือ
การทำเอง
ปฏิบัติเอง
บรรลุเอง เหมือนบุรุษสีไฟที่เอาไม้ไผ่ 2 ปล้อง
มาสีกันอยู่นาน
จนเมื่อย
จนขี้เกียจ
ไฟก็ไม่ติด
ก็บอกว่าไฟไหม้ไม่มี
แต่คนโบราณนั้นเขาสีปล้องไม้ไผ่กัน
จนมีไฟ
ถึงหยุดสี
เพราะความจำเป็นในการหุงหาอาหารหรืออื่นๆ
จำเป็นต้องใช้ไฟไฟจึงจุดติดแล้วถึงหยุด

ธรรมะที่ใครๆบอกว่ามันไม่มี
เพราะไม่ดูมันเอง
มันมีอยู่
การบรรลุธรรม
ก็เป็นเรื่องปกติของการจะไปถึง แต่มันก็มีขั้นตอนของมันเอง
ต้องศึกษามันเอง
รู้ได้ด้วยตนเองเป็นพยานให้ตนเอง
รู้เองเห็นเอง
ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย มันก็เป็นเช่นนั้น
หนทางแห่งการบรรลุธรรม
ก็ย่อมเหมาะกับคนที่
ศึกษาธรรมปฏิบัติธรรม
เดินทางเพื่อบรรลุธรรม
ซึ่งความเกียจคร้านนั้นมันตรงข้ามกันเพราะมันขาดความเพียรหรือสัมมัปปธาน 4 คือ
ความอดทนความเพียรที่จะไปถึงความดี
ส่งเสริมความดีที่มีอยู่ให้มากขึ้นละความชั่วและหลีกเลี่ยงการทำชั่วทั้งปวงด้วยความเพียรธรรมะเป็นเช่นนั้น
ก็ต้องส่งเสริมกันไปในทางที่ถูกที่ควร
แล้วสุดท้ายธรรมะก็จะคุ้มครองท่านเองธัมมะจารีสุขังเสติ
ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข

รากไม้ศึกษาธรรม

8
โอวาทธรรม / การปลดปล่อยที่แท้จริง...
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 30 กันยายน 2019, 10:14:40 »





การปลดปล่อยที่แท้จริง...

เมื่อคุณได้พบปัญหาทางกายที่ถูกกักขัง
แต่คุณยังสา มารถเดินออกมาได้
จงเดินจากมาโดยเร็ว
แต่ถ้าคุณถูกกักขังโดย
ความอยาก
หรือตัณหา
หรือราคะ
หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คุณจะเรียก

จงทำจิตให้สงบและ
ยอมรับมันว่า
คุณได้ค้นพบขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์แล้ว
เพราะมันเป็นความจริง...
ความจริงนั้นมันเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายที่เรียกว่าสมุทัย
และมันกักขังใจของคุณเอาไว้
จงยอมรับมัน
จงเข้าใจมัน
จงเข้าถึงมัน
ด้วยพุทธวิธี
คือมรรคที่มีองค์แปด
เริ่มต้นจากการคิดถูกต้อง
จนเห็นมันเป็นเพียง
สิ่งไม่เที่ยง
จนตราบนิรันดร์
คุณจะได้ปลดปล่อยมันออกไปจากใจของคุณ
ความทุกข์
ที่กักขังใจของคุณนั่นแหละ

อนาคาริก

ง่วงไหม

คุณเชื่อไหม

ว่ามีหนังสือชื่อ
"เหี้ย ห่าและสารพัดสัตว์"
เป็นหนังสือดี
เป็นแบบเรียนนอกเวลา
แต่ก่อนขายดีมาก
ที่อัมรินทร์ คนขายบอกมา
ตอนนี้หาซื้อยากมาก
ผมหามาสองปีแล้ว

คนแต่งท่านดังมากนะครับ

มจ.ชาตรี เฉลิมยุคล

หนังสือเล่มนี้ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 500 หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงรางวัลส่งเสริมสิ่งแวดล้อมจากชมรมสิ่งแวดล้อมสยาม นั่นถือเป็นการรับรองถึงคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ แต่นั่นคงไม่สำคัญเท่ากับการได้อ่านและเห็นมุมมองในสิ่งที่หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล เล็งเห็นและสะท้อนออกมาในรูปแบบของวรรณกรรม

ไอ้เหี้ยรายงาน

https://www.jamplay.world/…/book5ad96b239872d0000fc6a0e5/ep…

9
โอวาทธรรม / Re: เรื่องอลีนจิตตกุมาร
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 25 กันยายน 2019, 20:21:28 »
มนัสการพอจ.ครับ ยังอยู่วัดโสมนัสฯไหมครับ
สาธุครับ
10
โอวาทธรรม / เรื่องอลีนจิตตกุมาร
« กระทู้ล่าสุด โดย มโน เมื่อ 21 กันยายน 2019, 13:42:47 »
อรรถกถา อลีนจิตตชาดก
ว่าด้วย กัลยาณมิตร
               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุคลายความเพียรรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อลีนจิตฺตํ นิสฺสาย ดังนี้.
               เรื่องราวจักมีแจ้งใน สังวรชาดก ในเอกาทสกนิบาต.
               ภิกษุนั้น เมื่อพระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอคลายความเพียรจริงหรือ. กราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า.
               ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อก่อนเธอได้ทำความเพียรยึดเอาราชสมบัติในกรุงพาราณสีประมาณ ๑๒ โยชน์ ถวายราชกุมารหนุ่ม เช่นกับชิ้นเนื้อมิใช่หรือ เหตุไร ในบัดนี้ เธอบวชในพระศาสนาเห็นปานนี้ จึงคลายความเพียรเสียเล่า แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.
               ในอดีตกาล ครั้งเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี ได้มีบ้านช่างไม้อยู่ไม่ห่างจากกรุงพาราณสี พวกช่างไม้ ๕๐๐ คนอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น พวกเขาเดินเรือขึ้นเหนือน้ำแล้วพากันเข้าไปในป่า ตัดฟันไม้เครื่องเรือนปรุงปราสาทต่างชนิด มีพื้นชั้นเดียวและสองชั้นเป็นต้น ณ ที่นั้นเอง แล้วทำเครื่องหมายไว้ในไม้ทุกชิ้น ตั้งแต่เสา ขนไปยังฝั่งแม่น้ำ บรรทุกเรือล่องมาถึงพระนครตามกระแสน้ำ ผู้ใดต้องการเรือนชนิดใด ก็ปรุงเรือนชนิดนั้นแก่ผู้นั้น แล้วรับเอากหาปณะ กลับไปขนเครื่องเรือนในที่นั้นมาอีก.
               เมื่อเขาเลี้ยงชีวิตอยู่อย่างนี้ คราวหนึ่ง เมื่อเขาตั้งค่ายตัดฟันไม้อยู่ในป่า ในที่ไม่ไกลนัก มีช้างตัวหนึ่งเหยียบตอตะเคียนเข้า ตอได้แทงเท้าช้างเข้า มันเจ็บปวดเป็นกำลัง เท้าบวมกลัดหนอง ช้างได้รับทุกขเวทนาสาหัส ได้ยินเสียงตัดฟันไม้ของพวกช่างไม้ จึงหมายใจว่า เราจักมีความสวัสดี เพราะอาศัยพวกช่างไม้เหล่านี้ แล้วเดินสามเท้า เข้าไปหาเขาหมอบลงใกล้ๆ. ช่างไม้เห็นช้างมีเท้าบวม จึงตรงเข้าไปใกล้ พบตออยู่ที่เท้าแล้วใช้มีดที่คมกรีดรอบตอ ใช้เชือกดึงตอออก บีบหนอง เอาน้ำอุ่นชะ ไม่นานนักที่พวกเขารักษาแผลให้หายด้วยใช้ยาที่ถูกต้อง. ช้างหายเจ็บปวดจึงคิดว่า เราได้ชีวิต เพราะอาศัยช่างไม้เหล่านี้ เราควรช่วยเหลือตอบแทนเขา.
               ตั้งแต่นั้นมา เมื่อช่างไม้นำไม้มาถาก ช้างก็ช่วยพลิกให้ส่งเครื่องมือมีมีดเป็นต้น ให้กับพวกช่างไม้. มันใช้งวงพันจับปลายเชือกสายบรรทัด. ในเวลาบริโภคอาหาร พวกช่างไม้ต่างก็ให้ก้อนข้าวแก่มันคนละปั้น ให้ถึง ๕๐๐ ปั้น. อนึ่ง ช้างนั้นมีลูกขาวปลอด เป็นลูกช้างอาชาไนย เพราะเหตุนั้น มันจึงคิดว่า เวลานี้เราก็แก่เฒ่า เราควรให้ลูกแก่ช่างไม้เหล่านี้ เพื่อทำงานแทนเราแล้วเข้าป่าไป. ช้างนั้นมิได้บอกแก่พวกช่างไม้ เข้าป่านำลูกมากล่าวว่า ช้างน้อยเชือกนี้เป็นลูกของข้าพเจ้า พวกท่านได้ช่วยชีวิตของข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าขอให้ลูกนี้เป็นบำเหน็จค่าหมอของพวกท่าน ตั้งแต่นี้ไป ลูกนี้จักทำการงานให้พวกท่าน แล้วจึงสอนลูกว่า ดูก่อนเจ้าลูกน้อย ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจงทำการงานแทนเรา ครั้นมอบลูกน้อยให้พวกช่างไม้แล้ว ตัวเองก็เข้าป่าไป.
               ตั้งแต่นั้นมา ลูกช้างก็ทำตามคำของพวกช่างไม้ เป็นสัตว์ว่านอนสอนง่าย กระทำกิจการทั่วไป. แม้พวกช่างไม้ก็เลี้ยงดูลูกช้างน้อยด้วยอาหาร ๕๐๐ ปั้น ลูกช้างน้อยทำงานเสร็จแล้ว ก็ลงแม่น้ำอาบเล่นแล้วก็กลับ. พวกเด็กช่างไม้ก็จับลูกช้างน้อยที่งวงเป็นต้น เล่นกับลูกช้างทั้งในน้ำและบนบก. ธรรมดา ชาติอาชาไนยทั้งหลายจะเป็นช้างก็ตาม ม้าก็ตาม คนก็ตาม ย่อมไม่ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะลงในน้ำ เพราะฉะนั้น ลูกช้างนั้นจึงไม่ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะลงในน้ำ ถ่ายแต่ริมฝั่งแม่น้ำภายนอกเท่านั้น.
               อยู่มาวันหนึ่ง ฝนตกลงมาเหนือแม่น้ำ คูถลูกช้างที่แห้งก็ไปสู่แม่น้ำ ได้ติดอยู่ที่พุ่มไม้แห่งหนึ่งที่ท่ากรุงพาราณสี ครั้งนั้น พวกควาญช้างของพระราชา นำช้าง ๕๐๐ เชือกไปด้วยประสงค์จะให้อาบน้ำ ช้างเหล่านั้นได้กลิ่นคูถของช้างอาชาไนยเข้า จึงไม่กล้าลงแม่น้ำสักตัวเดียว ชูหางพากันหนีไปทั้งหมด พวกควาญช้างจึงแจ้งเรื่องแก่นายหัตถาจารย์ พวกเขาคิดกันว่า ในน้ำต้องมีอันตราย จึงทำความสะอาดน้ำ เห็นคูถช้างอาชาไนยติดอยู่ที่พุ่มไม้ ก็รู้ว่านี่เองเป็นเหตุในเรื่องนี้ จึงให้นำถาดมาใส่น้ำขยำคูถลงในถาดนั้น แล้วให้รดจนทั่วตัวช้างทั้งหลาย ตัวช้างก็มีกลิ่นหอม ช้างเหล่านั้นจึงลงอาบน้ำกันได้.
               นายหัตถาจารย์ทูลเล่าเรื่องราวนั้นแด่พระราชา แล้วกราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์ควรสืบหาช้างอาชาไนยนั้นนำมาเถิด พระเจ้าข้า.
               พระราชาเสด็จสู่แม่น้ำด้วยเรือขนาน เมื่อเรือขนานแล่นไปถึงตอนบน ก็บรรลุถึงที่อยู่ของพวกช่างไม้ ลูกช้างกำลังเล่นน้ำอยู่ ได้ยินเสียงกลอง จึงกลับไปยืนอยู่กับพวกช่างไม้. พวกช่างไม้ถวายการต้อนรับพระราชาแล้วกราบทูลว่า ขอเดชะ หากพระองค์มีพระประสงค์ด้วยไม้ เหตุไรต้องเสด็จมา จะทรงส่งคนให้ขนไปไม่ควรหรือ พระเจ้าข้า.
               พระราชารับสั่ง นี่แน่พนาย เรามิได้มาเพื่อประสงค์ไม้ดอก แต่เรามาเพื่อต้องการช้างเชือกนี้.
               พวกช่างไม้กราบทูลว่า ขอเดชะโปรดให้จับไปเถิด พระเจ้าข้า. ลูกช้างไม่ปรารถนาจะไป. พระราชารับสั่งถามว่า ช้างจะให้ทำอย่างไรเล่า พนาย. พวกเขากราบทูลว่า ขอเดชะ ช้างจะให้พระราชทานค่าเลี้ยงดูแก่ช่างไม้พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ตกลงพนาย แล้วโปรดให้วางกหาปณะลงที่เท้าช้างทั้ง ๔ ข้าง ที่งวงและที่หางแห่งละแสนกหาปณะ แม้เพียงนี้ ช้างก็ไม่ไป ครั้นพระราชทานผ้าคู่แก่ช่างไม้ทั้งหมด พระราชทานผ้าสาฎกสำหรับนุ่งแก่ภรรยาช่างไม้ แม้เพียงนี้ก็ไม่ไป ต่อเมื่อพระราชทานเครื่องบริหารสำหรับเด็กแก่เด็กชายหญิงที่เล่นอยู่ด้วยกัน ลูกช้างจึงเหลียวไปดูพวกช่าง เหล่าสตรีและพวกเด็ก แล้วเดินไปกับพระราชา.
               พระราชาทรงพาไปถึงพระนคร รับสั่งให้ประดับพระนครและโรงช้าง ทรงให้ช้างกระทำประทักษิณพระนคร แล้วให้เข้าไปโรงช้าง ทรงประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง ทรงทำการอภิเษกยกขึ้นเป็นราชพาหนะ ทรงตั้งไว้ในฐานะเป็นสหายของพระองค์ พระราชทานราชสมบัติกึ่งหนึ่งแก่ช้าง ได้ทรงกระทำการเลี้ยงดูเสมอด้วยพระองค์ ตั้งแต่ช้างมา ราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้น ได้ตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระราชาสิ้นเชิง.
               ครั้นกาลเวลาผ่านไปอย่างนี้ พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชาพระองค์นั้น ในเวลาที่พระนางทรงครรภ์แก่ พระราชาได้สวรรคตเสียแล้ว หากพญาช้างพึงรู้ว่าพระราชาได้สวรรคตเสียแล้ว หัวใจของพญาช้างก็จะต้องแตกทำลายไป ณ ที่นั้นเอง ดังนั้น พวกคนเลี้ยงช้างจึงบำรุงมิให้พญาช้างรู้ว่า พระราชาได้สวรรคตเสียแล้ว.
               ฝ่ายพระเจ้ากรุงโกศล ซึ่งมีพระราชอาณาจักรใกล้เคียงกัน ทรงสดับข่าวว่า พระราชาสวรรคตแล้ว ทรงดำริว่า นัยว่า ราชสมบัติกรุงพาราณสีว่างผู้ครอง จึงยกกองทัพใหญ่ล้อมพระนคร. ชาวพระนครพากันปิดประตูเมือง ส่งสาส์นถวายพระเจ้ากรุงโกศลว่า พระอัครมเหสีของพระราชาของพวกข้าพเจ้าทรงครรภ์แก่ พวกโหรทำนายว่า จากนี้ไปเจ็ดวันพระอัครมเหสี จักคลอดพระโอรส พวกข้าพเจ้าจักขอรบในวันที่เจ็ด จักไม่มอบราชสมบัติให้ ขอได้โปรดทรงรอไว้ชั่วเวลาเพียงเท่านี้.
               พระเจ้ากรุงโกศลทรงรับว่า ตกลง ครั้นถึงวันที่เจ็ด พระเทวีประสูติพระโอรส ก็ในวันขนานพระนาม มหาชนได้ขนานพระนามพระโอรสว่า อลีนจิตราชกุมาร เพราะพระโอรสทรงบันดาลให้จิตท้อแท้ของมหาชนมีขวัญดีขึ้น ตั้งแต่วันที่พระโอรสประสูติ ชาวพระนครของพระองค์ก็สู้รบกับพระเจ้ากรุงโกศล เพราะขาดผู้นำ แม้จะมีกำลังต่อสู้มากมายเพียงไร เมื่อต่อสู้ไปก็ถอยกำลังลงทีละน้อยๆ. พวกอำมาตย์พากันกราบทูลความนั้นแด่พระเทวี แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า เมื่อกำลังลดถอยลงอย่างนี้ พวกข้าพเจ้าเกรงว่าจะแพ้สงคราม มงคลหัตถีสหายของพระราชา มิได้รู้ว่าพระราชาสวรรคต พระโอรสประสูติ และพระเจ้ากรุงโกศลเสด็จมาทำสงคราม พวกข้าพเจ้าจะบอกให้พญาช้างนั้นรู้ดีไหม พระเจ้าข้า.
               พระเทวีรับสั่งว่า ดีแล้ว จึงตกแต่งพระโอรสให้บรรทมเหนือพระอู่ บุด้วยภูษาเนื้อดี เสด็จลงจากปราสาทมีหมู่อำมาตย์แวดล้อม เสด็จถึงโรงพญาช้าง ให้พระโพธิสัตว์บรรทมใกล้ๆ พญาช้าง แล้วตรัสว่า ดูก่อนพญามงคลหัตถี พระสหายของท่านสวรรคตเสียแล้ว พวกข้าพเจ้ามิได้บอก เพราะเกรงว่าท่านจะหัวใจแตกทำลาย นี่คือพระราชโอรสแห่งพระสหายของท่าน พระเจ้าโกศลเสด็จมาล้อมพระนคร ต่อสู้กับพระโอรสของท่าน ไพร่พลหย่อนกำลัง ท่านอย่าปล่อยให้พระโอรสของท่านตายเสียเลย จงยึดราชสมบัติถวายแก่เธอเถิด.
               ขณะนั้น พญามงคลหัตถีก็เอางวงลูบคลำพระโพธิสัตว์ แล้วยกขึ้นประดิษฐานไว้เหนือกระพอง ร้องไห้คร่ำครวญ แล้วจึงวางพระโพธิสัตว์ให้บรรทมบนพระหัตถ์ของพระเทวี แล้วออกจากโรงช้างไป หมายใจว่า จักจับพระเจ้ากรุงโกศล.
               ลำดับนั้น พวกอำมาตย์จึงสวมเกราะ ตกแต่งพญาช้าง เปิดประตูพระนคร พากันห้อมล้อมพญาช้างนั้นออกไป. พญามงคลหัตถี ครั้นออกจากพระนครแล้ว ก็แผดเสียงโกญจนาถ ยังมหาชนให้หวาดสะดุ้งพากันหนี ทำลายค่ายข้าศึก คว้าพระเมาลีพระเจ้ากรุงโกศลไว้ได้ แล้วพามาให้หมอบลง ณ บาทมูลของพระโพธิสัตว์. ครั้นหมู่ทหารเข้ารุมล้อมเพื่อฆ่าพระเจ้ากรุงโกศล พญาช้างก็ห้ามเสีย แล้วถวายโอวาทว่า ตั้งแต่นี้ไป พระองค์อย่าประมาท อย่าสำคัญว่าพระกุมารนี้ยังเป็นเด็ก แล้วจึงกลับไป.
               ตั้งแต่นั้นมา ราชสมบัติทั่วชมพูทวีป ก็ตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระโพธิสัตว์ ขึ้นชื่อว่าข้าศึกปัจจามิตรอื่นๆ ไม่สามารถจะเผชิญได้เลย.
               พระโพธิสัตว์ได้รับการอภิเษก ในเมื่อพระชนม์ได้ ๗ พระพรรษา ทรงพระนามว่า อลีนจิตตราช ทรงปกครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงบำเพ็ญทางไปสวรรค์ จนวาระสุดท้ายพระชนมชีพ.

               พระศาสดาทรงนำอดีตนี้มา เมื่อทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
               
              อลีนจิตฺตํ นิสฺสาย                       ปหฏฺฐา มหตี จมู
              โกสลํ เสนาสนฺตุฏฺฐํ                   ชีวคฺคาหํ อคาหยิ
              เอวํ นิสฺสยสมฺปนฺโน                  ภิกฺขุ อารทฺธวีริโย
              ภาวยํ กุสลํ ธมฺมํ                         โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา
              ปาปุเณ อนุปุพฺเพน                     สพฺพสํโยชนกฺขยนฺติ
เสนาหมู่ใหญ่อาศัยเจ้าอลีนจิต มีใจรื่นเริงได้จับเป็นพระเจ้าโกศลผู้ไม่ทรงอิ่มด้วยราชสมบัติ ฉันใด.
               ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตรเป็นที่พึ่งอาศัย ปรารภความเพียรเจริญกุศลธรรม เพื่อบรรลุนิพพานอันเกษมจากโยคะ พึงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวงโดยลำดับ ก็ฉันนั้น.


               ในบทเหล่านั้น บทว่า อลีนจิตฺตํ นิสฺสาย ได้แก่ อาศัยพระอลีนจิตราชกุมาร.
               บทว่า ปหฏฺฐา มหตี จมู ความว่า เสนาหมู่ใหญ่ต่างพากันรื่นเริงยินดีว่า เราได้ราชสมบัติสืบสายราชประเพณีคืนมาแล้ว.
               บทว่า โกสลํ เสนาสนฺตุฏฺฐํ ความว่า พระเจ้ากรุงโกศลผู้ไม่ทรงอิ่มด้วยราชสมบัติของพระองค์ เสด็จมาด้วยทรงโลภในราชสมบัติของผู้อื่น.
               บทว่า ชีวคาหํ อคาหยิ ความว่า เสนานั้นขอให้พญาช้างจับเป็นพระราชา อย่าฆ่า.
               บทว่า เอวํ นิสฺสยสมฺปนฺโน ความว่า เสนานั้นฉันใด กุลบุตรแม้อื่นซึ่งสมบูรณ์ด้วยนิสัย ได้กัลยาณมิตรซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าก็ดี สาวกของพระพุทธเจ้าก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี ให้เป็นที่พึ่งอาศัยก็ฉันนั้น.
               บทว่า ภิกขุ นี้เป็นชื่อของผู้บริสุทธิ์. บทว่า อารทฺธวีริโย ได้แก่ เป็นผู้ประคองความเพียร คือประกอบด้วยความเพียรอันปราศจากโทษสี่ประการ.
               บทว่า ภาวยํ กุสลํ ธมฺมํ ความว่า เมื่อเจริญธรรมอันเป็นกุศล คือไม่มีอาลัย ได้แก่โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ.
               บทว่า โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา ได้แก่ เจริญธรรมนั้นเพื่อบรรลุนิพพาน อันเกษมจากโยคะ ๔.
               บทว่า ปาปุเณ อนุปุพฺเพน สพฺพสํโยชนกฺขยํ ความว่า ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัยอันเป็นกัลยาณมิตรนั้น เมื่อเจริญกุศลธรรมนี้ ตั้งแต่การเห็นแจ้งอย่างนี้ ก็จะบรรลุวิปัสสนาญาณโดยลำดับ และมรรคผลเบื้องต่ำ ในที่สุดย่อมบรรลุพระอรหัต กล่าวคือการสิ้นสังโยชน์ทั้งหมด เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งความสิ้นไปของสังโยชน์ ๑๐.
               อนึ่ง เพราะสังโยชน์ทั้งหมดสิ้นไป เพราะอาศัยพระนิพพาน ฉะนั้น พระนิพพานนั้นก็เป็นอันสิ้นสังโยชน์ทั้งหมด. อธิบายว่า ภิกษุย่อมบรรลุความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งหมด อันได้แก่พระนิพพานด้วยประการฉะนี้.

               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวบยอดแห่งพระธรรมเทศนาด้วยอมตมหานิพพาน ด้วยประการฉะนี้ แล้วจึงทรงประกาศสัจธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป แล้วจึงทรงประชุมชาดก.
               ในเมื่อจบสัจธรรม ภิกษุผู้คลายความเพียรได้บรรลุพระอรหัต.
               พระมารดาในครั้งนั้น ได้เป็น พระมหามายา.
               พระบิดาได้เป็น พระเจ้าสุทโธทนมหาราช.
               พญาช้างซึ่งช่วยให้ได้ราชสมบัติ ได้เป็นภิกษุผู้คลายความเพียรรูปนี้.
               บิดาของพญาช้างได้เป็น สารีบุตร.
               ส่วนอลีนจิตตราชกุมารได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
หน้า: [1] 2 3 ... 10