กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ธรรมะกับชีวิต / Re: แม่..............................................แม่จ๋าหนูรักแม่นะจะ
« กระทู้ล่าสุด โดย Lanerios เมื่อ 15 สิงหาคม 2018, 14:11:12 »
หลายๆ โรงเรียนน่าจะให้เด็กๆ ได้อ่านกัน
2
จัดทุกปีเลยหรือเปล่าครับผม
3
ธรรมะกับชีวิต / แม่..............................................แม่จ๋าหนูรักแม่นะจะ
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 12 สิงหาคม 2018, 16:49:13 »


แม่..............................................แม่จ๋าหนูรักแม่นะจะ

แม่แม่คือ...

หนึ่ง.มนุษย์คนหนึ่ง
สอง.คนที่รักเรามากที่สุดในโลกหรือรักสุดใจ
สาม.ตื๊อให้เราพาไปกินข้าว
พาไปเที่ยวด้วยบ่อยๆ
สี่.บ่นคิดถึงลูกจนดูเหมือนน่ารำคาญเพราะรัก
ห้า.นักจัดการเรื่องของลูกตัวยง
หก.รู้ทุกเรื่อง แม้จะผิดแบบว่า"เขาบอกว่า"
เจ็ด.ลูกกูถูกเสมอ
แปด.คิดอะไรไม่ออกให้กลับไปอ่านข้อเจ็ด
เก้า.ตายแล้วตายเลยหาแทนไม่ได้
เหมือนเมียเหมือนผัว
สิบ.....เยอะ

ลูกกตัญญู
รักแม่ที่สุด

เชื่อไหมว่า
การพูดดีที่สุดคือ
การเงียบ

กาลามสูตร
สิบสรุปได้ว่า

จริงคือเท็จ
เท็จคือจริง
เท็จคือเท็จ
จริงคือจริง

หลวงปู่อ.ธีรศักดิ์ ฉั่ว
รพ.จุฬาลงกรณ์

#13เรื่องราวของแม่ที่ลูกทุกคนเกือบลืมไปแล้ว
#พศิน อินทรวงค์

1. เมื่อคุณเกิดมา คุณอาจรู้สึกว่าแม่ของคุณแก่จัง แต่คุณคงลืมไปว่า ครั้งหนึ่งแม่ของคุณเคยสาว เคยสวย เคยเป็นเด็กวัยรุ่นช่างฝัน ท่านฝันว่า วันหนึ่งท่านจะมีครอบครัวที่น่ารัก มีสามีที่ดี มีลูกที่ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น แต่ชีวิตไม่ใช่นิยามที่จะเขียนได้อย่างใจ “ช่างมันเถอะไม่เป็นไร” ท่านคงคิดอย่างนั้น เพราะอย่างน้อยที่สุด ชีวิตก็พาให้คุณกับท่านมาเจอกันจนได้

2. นอกจากต้องแบกน้ำหนักเกือบ 15 กิโลกรัม ตลอดระยะเวลาเกือบสิบเดือนแล้ว ในวันที่คุณลืมตาดูโลก ยังเป็นวันเดียวกับวันที่ท่านต้องเจ็บปวดที่สุดในชีวิต คุณอาจเคยได้ยินมาบ่อยๆ ว่าการคลอดลูกมันเจ็บมาก แต่คุณไม่มีวันรับรู้ความรู้สึกนั้นได้จริงๆ จนกว่าถึงวันที่คุณต้องคลอดลูกเอง ลองมองหน้าแม่ของคุณในวันนี้ คุณอาจลืมไปแล้วก็ได้ว่าผู้หญิงคนนี้เคยเจ็บปวดเพื่อให้คุณเกิดมา

3. แม่ของคุณเคยรูปร่างดีกว่านี้ เคยมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งกว่านี้ ท่านเคยสวยกว่านี้มาก จนถึงวันที่มีคุณ รูปร่างของท่าน ผิวพรรณของท่าน ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป คุณรู้ใช่ไหมว่า ท่านต้องแบ่งปันร่างกายของท่าน เพื่อสร้างร่างกายของคุณ คุณรู้ใช่ไหมว่า หลังจากคลอดคุณออกมา เส้นผมของท่านร่วงเป็นกระจุกๆ อยู่หลายเดือน คุณรู้ใช่ไหม ถ้าท่านไม่มีคุณ ท่านคงจะเป็นผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสวยกว่านี้อีกเยอะเลย

4. ในอดีต เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของแม่ เคยเป็นของท่านเอง ท่านจะไปไหนก็ได้ จะทำอะไรก็ได้ จะเที่ยวสนุกหรือทำเพื่อตัวเองแค่ไหนก็ได้ สิ่งนี้ได้เปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่คุณลืมตาดูโลก สองเดือนแรกที่คุณเกิดมา แม่ของคุณต้องอุ้มคุณตลอดเวลาเพราะคุณร้องไห้ตลอดเวลา คุณตื่นทุกๆ สองชั่วโมง ขับถ่ายทุกๆ สองชั่วโมง ทำให้ท่านต้องอยู่ใกล้ชิดคุณ ไม่มีเวลากิน ไม่มีเวลานอน ไม่มีเวลาไปไหนมาไหน หนึ่งปีแรก ที่คุณหัดเดิน แม่ของคุณต้องเดินตามคุณตลอดเวลาเพื่อไม่ให้คุณเป็นอันตราย เงินส่วนใหญ่ ถูกใช้เพื่อซื้อของจำเป็นให้คุณ ค่าคลอด ค่ารักษา ค่าฉีดวัคซีน ค่านม ค่าของ ค่าเสื้อผ้า มันไม่ง่ายเลยสำหรับเงินก้อนนั้นที่แม่ของคุณเพิ่มเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว

5. เมื่อคุณเข้าเรียนอนุบาล แม้มันเป็นเรื่องธรรมดาที่คุณกับท่านต้องห่างกัน แต่ท่านก็เป็นห่วงคุณอยู่ดี ท่านคิดในใจว่า “โอ้โห ค่าเรียนอนุบาลทำไมแพงจัง” เมื่อท่านคิดได้อย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของใช้ส่วนตัวของท่านจึงถูกลดคุณภาพลงทั้งหมด กินถูกๆ ใช้ของถูกๆ ใส่เสื้อผ้าถูกๆ ทำทุกอย่างเพื่อลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้คุณมีสิ่งที่ดีที่สุด ในเวลานี้ คุณรู้รึเปล่าว่า แม่ของคุณแทบไม่ได้ไปเที่ยวอีกต่อไป เวลาท่านคิดถึงอนาคต มันไม่ใช่อนาคตของท่านแต่เป็นอนาคตของคุณ ท่านไม่ใช่นางเอกในชีวิตของตัวเองอีกต่อไปแล้ว ความเป็นแม่ของท่านมากขึ้นทุกทีๆ ท่านได้ทำอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะทำได้ เพื่อที่คุณจะได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด

6. เมื่อคุณเป็นวัยรุ่น ทุกอย่างดูจะยากขึ้นอีกมาก จากแม่ที่เคยเป็นคนที่ให้คำปรึกษา ท่านกลายเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลยในสายตาคุณ คุณเริ่มมีสังคมเป็นของตนเอง เริ่มมีความลับกับแม่ เริ่มพูดไม่เพราะกับแม่ เริ่มโกรธแม่บ่อยขึ้น แต่คุณรู้อะไรไหม คุณยังเป็นเด็กน้อยเสมอในสายตาแม่คนเดิม

7. ครั้งแรกที่คุณอกหัก แม่แอบมองคุณอยู่ห่างๆ ท่านอาจบอกว่าท่านไม่โกรธคนๆ นั้นที่ทิ้งคุณไป แต่ความจริงแล้วท่านโกรธมาก ท่านคิดเสมอว่า ทำไมคุณต้องไปเสียน้ำตาให้คนที่ไม่รักคุณ มันมีสิทธิ์อะไรมาทำให้คุณเสียใจ ทำไมคุณไม่หันกลับมามองที่ท่าน ตอนนั้นคุณลืมไปแล้วว่าใครรักคุณมากที่สุด ท่านอยากจะบอกคุณว่า “ใครจะทิ้งคุณก็ช่างแม่งมัน แต่ชั่วชีวิตนี้ท่านจะเป็นคนที่รักคุณจนวันตาย”

8. เมื่อคุณเรียนจบ แม่ของคุณยิ่งดีใจกว่าคุณหลายเท่า คุณได้ใบปริญญามาหนึ่งใบ แต่สำหรับท่านกว่าจะพาคุณมาถึงตรงนี้ได้ ท่านก็ผ่านอะไรมามากมาย ท่านมองคุณถ่ายรูปกับเพื่อนๆ คิดถึงเรื่องราวในอดีต คิดถึงวันเก่าๆ ไม่ว่าคุณจะแต่งหน้าได้ดูแก่ขนาดไหนในวันรับปริญญา คุณสง่างามที่สุดในสายตาท่านอยู่ดี

9. วันแรกของการทำงาน เหมือนวันเปิดโลกใบใหม่สำหรับคุณ คุณกำลังอยู่ในโลกใบใหม่ ขณะที่ท่านอยู่ในโลกใบเดิม คุณมองไปไกลถึงฝั่งฝัน ขณะที่ท่านยิ่งคิดถึงคุณในวันวานมากขึ้น คุณบอกท่านว่าคุณไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว และนั่นทำให้ท่านใจหาย คุณไม่ใช่เด็กได้อย่างไร เมื่อในห้วงความทรงจำของท่าน คุณยังร้องไห้งอแงอยู่เลย คุณไปไกลจากท่านทุกทีๆ มีความคิดเป็นของตนเอง มีเป้าหมายเป็นของตนเอง มีคนรักเป็นของตนเอง คุณฝันถึงการงานที่คุณอยากจะทำ คุณลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่า แม่ของคุณเลี้ยงคุณมาด้วยอาชีพอะไร ชีวิตของคุณกำลังพุ่งทะยาน ขณะที่ชีวิตของท่านกำลังนับเวลาถอยหลัง

10. คุณได้เจอกับคนที่ใช่ และไม่ใช่อีกหลายคน มีคนเข้ามาและจากไป แต่ท่านก็ยังมองคุณอยู่ห่างๆ ในช่วงเวลานี้ แม้แต่จะเข้ามาใกล้ๆ ในชีวิตของคุณท่านยังไม่กล้า ท่านจะกล้าได้อย่างไร ในเมื่อท่านไม่รู้อะไรเลยในโลกของคุณ ท่านกลายเป็นคนไม่ทันโลก ตกยุค ขณะที่คุณกำลังสร้างโลกใบใหม่ที่ท่านไม่รู้จัก มีหลายอย่างในชีวิตคุณที่ท่านสงสัยแต่ไม่กล้าถาม ช่วงเวลานี้ ท่านได้กลายเป็นอากาศที่คุณมองไม่เห็นไปแล้ว

11. ในที่สุด ชีวิตของท่านก็เดินทางมาถึงจุดนี้จนได้ คุณมีครอบครัวเป็นของตนเอง กับใครคนหนึ่ง หรือคุณตัดสินใจอยู่เพียงลำพัง กับความคิดหนึ่งที่ท่านไม่เข้าใจ ถ้าคุณมีครอบครัว คุณจะเห็นว่าท่านเริ่มห่วงคุณมากขึ้น ถ้าคุณไม่มีครอบครัว คุณก็จะเห็นว่าท่านห่วงคุณมากขึ้นเหมือนกัน คุณรู้ไหม ท่านเริ่มคิดถึงความตายแล้ว แต่ท่านไม่เคยบอกคุณ คุณรู้ไหม ท่านเริ่มกลัวว่าท่านจะเป็นโรคร้าย เป็นโรคมะเร็ง หรือโรคอะไรที่คนแก่ๆ เขาเป็นกัน ท่านคิด ท่านกลัว แต่ท่านไม่เคยบอกคุณ มีเรื่องหนึ่งที่ผุดเข้ามาในใจของท่าน “คุณจะพบคนดีที่จะดูแลคุณได้ชั่วชีวิตรึเปล่า และถ้าคุณพบแล้ว เขาคนนั้นจะทอดทิ้งคุณไปหรือไม่” ท่านก็แค่คนแก่ๆ คนหนึ่งที่เป็นห่วงลูกตัวเอง รู้ทั้งรู้ว่า ไม่ควรยึดติด แต่จะไม่ให้ยึดติดในความสุขความทุกข์ของคุณ ท่านไม่เคยทำมันได้เลย

12. ชีวิตของคุณกำลังรุ่งโรจน์ ขณะที่ชีวิตของท่านกำลังร่วงโรย ท่านอาจมองคุณในบางวัน นึกถึงคุณในวัยเยาว์แล้วบอกกับตนเองว่า “ทั้งหมดในชีวิต เราผ่านมันมาได้อย่างไร ช่างน่าอัศจรรย์” ทุกอย่างเป็นเหมือนฝัน ท่านเคยเป็นเด็ก เคยเล่นตุ๊กตา เคยเป็นสาวน้อยช่างฝัน แล้วท่านก็เป็นวัยรุ่น เคยมีสิ่งที่อยากมีและอยากเป็น ท่านพบพ่อของคุณ เกิดความรัก แล้วก็มีคุณ แล้วชีวิตก็พาท่านเดินทางมาไกลเกินกว่าที่ท่านจะคาดคิด เชื่อเถอะว่า ท่านแทบไม่เคยจินตนาการไว้เลยว่าท่านจะมีลูกอย่างคุณ แต่คุณก็เป็นลูกของท่าน แม้คุณจะเป็นลูกที่ดี แม้คุณจะเป็นลูกที่ไม่ดี คุณก็เป็นลูกของท่าน ชีวิตของท่านพาท่านมาไกลมาก และคุณซึ่งเป็นลูกของท่านก็พาท่านมาไกลมาก ไกลจนท่านเกือบลืมไปแล้ว ท่านแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า ชีวิตของท่านก่อนที่คุณจะเกิดมานั้นเป็นอย่างไร

13. วันหนึ่ง ท่านเรียกคุณเข้าไปพบ ท่านพูดบางอย่าง เหมือนมันเลื่อนลอย คำพูดนั้นเบาบาง เหมือนไม่มีอะไร ท่านเริ่มรู้วาระของท่านแล้ว ท่านเริ่มตระหนักแล้วว่า คุณกับท่านต้องจากกันตลอดไป แต่คุณไม่รู้หรอกว่าคุณมีความหมายกับท่านมากแค่ไหน แม้คุณคิดว่าคุณรู้ แต่นั้นช่างห่างไกลกับความรู้สึกของท่านที่มีต่อคุณ คุณลืมเรื่องราวหลายอย่างระหว่างคุณกับท่าน
บางครั้งท่านมองดูคุณ
ภูมิใจ ดีใจ และเสียใจกับสิ่งที่คุณทำ
ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ ใกล้หมดเวลาของท่านเต็มที
สายลมพัดผ่านเบาๆ
แล้วชีวิตของคนที่รักคุณที่สุด…ก็ดับไป

***แด่ผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทั่วทั้งโลก
ขอให้ลูกทุกคนอ่านแล้วคิดตาม ขอให้แม่ทุกคนอ่านแล้วคิดตาม ความรักของแม่ยิ่งใหญ่เสมอ
และมันจะเป็นเช่นนี้ไปชั่วกัลปาวสาน***

***ติดต่อ พศิน อินทรวงค์***
บรรยาย(วิทยากร) / หนังสือ/บทความ
เพจ พศิน อินทรวงค์
https://www.facebook.com/talktopasin2013
******************************************

อย่าไปเล่าอะไรๆให้ยาวนักเลย
ทำให้มันจบๆเสีย
จะได้ไม่มีอะไรเหลือค้าง
เป็นราคานุสัย
เริ่มจากหยุด
อยาก
เสียมั่งนะ

อนาคาริก

คำพูดเป็นนาย
เพราะ
ใจมันตรง
กายมันตรง
วาจามันตรง
เขาเรียกอีกอย่างว่าสัมมามรรค

อนาคาริก

ถ้าคุณไม่เคยรักใครที่สุด
คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าใครรักคุณที่สุด
ถ้าคุณไม่เคยเกลียดใครที่สุด
คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเกลียดคุณที่สุด
ถ้าคุณไม่เคยเจ็บมากที่สุด
คุณจะรู้ได้อย้างไรว่าเจ็บมากที่สุดเป็นอย่างไร
ถ้าคุณไม่เคยปล่อยวางได้เลย
คุณจะยังมีหน้าไปสอนใครๆว่าให้ปล่อยวาง ถ้าคุณไม่โกหก
แล้วที่สุดมันก็เป็นแค่มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ทุกๆที่สุดทุกๆอย่าง
เพราะว่า
เดี๋ยวมันก็ผ่านไป..เพราะมันไม่เที่ยงนะ

ไอ้โง่

เพลินพระ





4
ธรรมะกับชีวิต / ชีวิตมันไม่ได้มีรสชาดอะไร
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 07 สิงหาคม 2018, 15:38:43 »





ชีวิตมันไม่ได้มีรสชาดอะไร
เพียงแต่เราไปปรุงรสมัน
ใส่สีมัน
ใส่ไข่มัน
ตามรสที่เราอยากจะให้มันเป็น
สุดท้าย.....
เราหวานมันเค็มกับชีวิต
ทุกข์ทุรนทุรายกับรสชาดต่างๆ
เพราะมันไม่ได้ดังใจ
เมื่อสงบจิตสงบกิเลส
ได้แล้ว
เราจะเป็นอิสระต่อรสชาดทั้งหมด
มีแต่สงบสว่างสะอาดสบายเพราะ..
จิตตื่น

อนาคาริก

ชีวิตมันไม่ได้มีรสชาดอะไร
เพียงแต่เราไปปรุงรสมัน
ใส่สีมัน
ใส่ไข่มัน
ตามรสที่เราอยากจะให้มันเป็น
สุดท้าย.....
เราหวานมันเค็มกับชีวิต
ทุกข์ทุรนทุรายกับรสชาดต่างๆ
เพราะมันไม่ได้ดังใจ
เมื่อสงบจิตสงบกิเลส
ได้แล้ว
เราจะเป็นอิสระต่อรสชาดทั้งหมด
มีแต่สงบสว่างสะอาดสบายเพราะ..
จิตตื่น

อนาคาริก

นิเทศน์

ผมรักแม่ม่าย

ท่านอาจารย์ครับ
ผมติดตามโพสต์ของท่านมาหลายปีแล้วครับ
มีแง่คิดมากมายทั้งโลกและธรรม
มาถึงวันนี้ผมอยากจะเรียนถามท่านว่า
ผมจะดำเนินชีวิตอย่างไรต่อ
ผมเป็นคนทำงานออฟฟิศครับ
แต่รายได้ค่อนข้างดีเพราะมีความรู้ความสามารถในงานที่ผมถนัด
ผมแปลกใจอยู่เรื่องหนึ่งว่า
ทำไมผมถึงมีแต่เมียแม่หม้ายครับ
ทั้งๆที่มีสาวๆโสดสนิทมาตามตื้อผมมากอยู่
แต่ผมก็ไม่เลือกเธอเหล่านั้นเลยสักคน

ทุกครั้งที่ผมได้กับเมียแต่ละคน
ใช้เวลาไม่นานเลย เหมือนกับจุดไฟชนวนได้เร็วมาก
เมียแต่ละคนผมก็พึงพอใจเธอในระดับหนึ่ง

ในคนแรกผมเจอเธอตอนพวกเราอายุยังน้อยในช่วงวัยรุ่น
เธอพลาดท่าเสียที ผู้ชายึนหนึ่ง
ทั้งๆที่มีหนุ่มๆมาติดเธอมาก
แต่เธอก็พลาดท่าไปและถูกข่มเหงมาตลอด
จนเธอกลับคิดได้
ก็มาขออยู่กับผม
ซึ่งผมก็ดูแลเธอเป็นอย่างดี
เธอเองก็นิสัยดีมากแต่ออกจะมีเรื่องตื่นเต้นบ่อยๆคือมีผู้ชายมาตามตื๊อเธออยู่หลายคนเหมือนกัน
เราอยู่กันมาได้กว่าห้าปี
แล้วมีเหตุต้องแยกออกจากกันซึ่งไม่เกี่ยวกับความรักของเราเลย
เพราะต่างคนต่างรักกันมาก
แต่มีความจำเป็นจริงๆในชีวิต
ทุกวันนี้เธอไม่ได้แต่งงานใหม่
จนมาถึงเมียคนที่ 2 ซึ่งเธอเป็นอดีตเมียน้อยของหมอคนหนึ่งซึ่งมีฐานะการเงินดีมาก
แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนที่มนุษย์สัมพันธ์ดีเกินไป ชอบดื่มเหล้า
แล้วเลิกกับหมอมาพร้อมด้วยเงินก้อนใหญ่
เธอก็ใช้เงินก้อนนั้นหมดไปกับวงเหล้า จนน่าใจหาย
เงินหลายล้านบาทอยู่ในมือเธอ
แต่เธอก็เก็บไม่อยู่ จนเธอหมดตัว
แล้วมาพบผมเข้า
เริ่มจากเป็นเพื่อนกินเหล้ากัน
จนมาอยู่ด้วยกัน
เธอเป็นแม่บ้านที่ดีสำหรับเรา
ทำอาหารเก่งอร่อยดูแลดีไม่ตกหล่น
แต่ชอบดื่ม
ไม่ถึงกับราน้ำ
แต่ดื่มได้ทุกวันเพื่อนฝูงจึงมาก
ตามไปดื่มทีไรก็ไปทันที
แม้กระทั่งนัดทานข้าวกับผมก็ยังชวนผมไปร่วมวงด้วย
จนผมเบื่อที่จะไปดื่มเหล้ากับเธอแล้ว
ตอนหลังเธอดูเหมือนได้คิด
ก็เพลาๆลงไป
ดื่มบ้าง
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมต้องอึ้งกับเธอก็คือ เธออยากไต่เต้าในทางการงานก็เลยไปมีอะไรๆกับหัวหน้างาน
ซึ่งผมเห็นว่ามันออกจะเกินเลยไปหน่อย ก็รับเธอไม่ไหว เพราะความซื่อสัตย์ที่อยู่ด้วยกัน
ผมมีให้เธอเต็มเปี่ยม

ผมก็ว่างอยู่พักใหญ่พักหนึ่ง
แล้วผมก็ไปเจอเมียคนที่ 3 ม่ายสาวอีกคนหนึ่งอายุ 25 ปีเอง
อดีตสามีเป็นนายตำรวจ
แต่เธอเลิกกับนายตำรวจคนนั้นแล้วเพราะว่านายตำรวจขี้เหล้าเมายาเจ้าชู้
ชอบใช้เงินของเธอมากมาย
จนเธอเป็นหนี้สินถึงต้องเลิกกัน
ผมรู้แต่เพียงเท่านั้น
เรามีความสุขที่อยู่
ด้วยกัน
อยู่กันแบบชาวบ้าน เธอจะให้เกียรติผมมาก
โดยเธออ้างว่ามีการศึกษาน้อยกว่าผมมาก
แต่ความจริงเธอให้เกียรติ
ผมอยู่และรักเธอด้วยความจริงใจมีความสุขในวัยหนุ่มเต็มที่จนกระทั่ง เธอกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อไปงานศพน้องชายอายุหกปีที่เสีย
เธอซึมบ้างนิดหน่อยเพราะเธอรักน้องคนนี้มาก
แต่ทุกอย่างก็กลับเป็นปกติในวันสองวัน

เพื่อนๆของเธอล้วนเป็นสาวสวย
ผมรู้จักหมดทุกคน
เธอจะไว้ใจผมมาก
มีแต่เธอจะตีกันป้องกันเพื่อนๆไม่ให้มายุ่งกับผมพอสมควรอย่างรัดกุมด้วยความหวง
ซึ่งผมเองก็ทำอะไรด้วยความสุภาพเรียบร้อยไม่เคยล่วงเกินใคร
เราคบกันมาได้ปีหนึ่งกับห้าเดือนจนถึงปลายทางซักระยะหนึ่ง
เราไม่มีอะไรเป็นข้อบกพร่องเลย
แต่ผมหาเธอไม่เจอแม้กระทั่งที่คอนโดที่เธอเช่าอยู่
เธอก็ยังคงเช่าอยู่แต่ไม่กลับมานานแล้ว
ผมไม่สามารถจะติด ต่อเธอได้อีกเลย
เพราะเธอไม่ใช้มือถือใช้แต่โทรศัพท์ของคอนโดเท่านั้น
ก็เลยต้องเลิกกันโดยปริยาย
จนมาถึงคนต่อมาเป็นพยาบาลในชุดขาว
แม้เธอจะสวยงามแต่ต้องเลิกกับสามีเพราะว่าสามีเจ้าชู้มาก
จนมีเรื่องราวให้เธอกลับมาคิด
เพราะผู้หญิงของอดีตสามีต่างไปรังควาญเธอที่ทำงาน
จนเธอรับไม่ไหวอีกต่อไป
แล้วเธอก็มาตกหลุมรักผม
เธออยู่กันกับผมได้สัก 2 ปี
ในปีแรกเธอดีกับผมมาก
ดีกับผมทุกอย่างเข้าใจทุกอย่างสุดท้ายปีที่สองเธอเริ่มคุกคามผม
เริ่มตรวจสอบผมว่าผมไปมีอะไรๆกับผู้หญิงอื่นหรือเปล่า
ซึ่งมันไม่มีทางเลยผมเลิกงานก็ไปรับเธอทุกวัน
ท้ายที่สุดผมก็ทน
อามณ์ฉุนเฉียวของเธอไม่ไหว
หลังจากที่เธอบอกเลิกกับผมหลายสิบครั้ง
ผมก็ยินยอมให้เธอจากไป
เธอร้องไห้ตอนที่ผมจากมา
และตามกลับมาขอคืนดีกับผมสองครั้ง แต่ผมคงไม่มีวันที่จะกลับไป
เพราะผู้หญิงแบบที่เป็นแบบของเธอในตอนนั้น
ไม่ใช่แบบที่ผมจะเลือกเดินด้วยกันได้เลย
ท้ายสุดผมมาเจอแม่หม้ายอีกคนหนึ่งอายุมากกว่า
เธอมีลูกผู้ชายแล้วคนหนึ่ง
เธอหว่านเสน่ห์กับผมสุดฤทธิ์
ตอนแรกผมก็เฉยๆ แต่ด้วยความรู้สึกว่าเธอเป็นคนที่ซื่อน่าสงสาร
ใจรักความสงบ เป็นคนรับผิดชอบสูง
มีอดีตสามีมาแล้วหลายคน
พูดจาตรงไปตรงมา เราคบกันได้อยู่สัก 2 ปี
แล้ววันหนึ่งเธอมา
บอกกับผมว่าเธอหมดรักผมแล้วล่ะ
ผมก็ยอมรับ
ตอบรับเธอไปอย่างตรงไปตรงมาว่า
ได้ไม่เป็นไรครับยินดีทางของพวกเรามันตันเช่นนั้นเอง
ทั้งๆที่พวกเรารักกัน ขอให้เธอโชคดี
สุดท้ายผมก็เลิกกับแม่หม้ายทั้ง 5 คน
วันนี้ผมมาทบทวนตัวเองว่า
ผมควรจะทำเช่นไรทำอย่างไร
ผมผิดอย่างไร
ที่ทำให้ผมได้ไปเจอกับแม่หม้ายเหล่านั้น แผนที่จะตั้งหลักมีครอบครัวของผมล้มเหลวไม่เป็นท่า

จริงๆแล้วผมอยากจะจริงจังกับใครสักคน ทุกวันนี้หน้าที่การงานผมค่อนข้างดีมาก
สบายๆ
รายได้มากพอสมควรสามารถ
ดูแลผู้หญิงไม่ฟุ้งเฟ้อให้ดีได้คนหนึ่งสบายๆ
มีบ้านมีรถเป็นของตัวเอง
ผมเคยบวชแล้วอยู่หนึ่ง 1 เดือน
มีความสุขมากที่ได้อยู่ตรงนั้น
เหมือนผมเป็นอิสระกับสิ่งทั้งปวง
แม่ของผมท่านก็สนับสนุนให้ผมบวชผมจึงบวชให้แม่ด้วยความรักท่าน
จนตอนนี้แม่แก่มากแล้ว
ท่านอยากจะให้ผมมีครอบครัว
เป็นฝั่งเป็นฝามีลูกมีหลานให้ท่านอุ้ม
นี่คือความปวดหัวของผมในวันนี้ว่า
ผมควรจะทำเช่นไรแม่ไม่เคยขออะไรกับผมเลย
กับผู้หญิงทั้ง 5 คนที่ผ่านมา
ผมก็พาเข้าบ้านหมด ให้แม่ได้รู้จัก
แม่เองก็ไม่ได้บอกรับหรือบอกปฏิเสธอะไรกับผม
ท่านได้แต่ยิ้ม
แล้วบอกกับผมว่า
ผมโตแล้ว
ผมตัดสินใจเองได้แล้ว
ท่านเชื่อในการตัดสินใจของลูก
เพราะลูกก็ดูแลแม่ดีเหลือเกิน
เป็นคนดี
แต่พอแม่ขอให้ผมแต่งงาน
มีครอบครัว
มีลูก
ผมกลับรู้สึกพอแล้วไม่ไว้ใจตัวเองในสิ่งที่ผมใช้ชีวิตผิดพลาดกับเมียแม่ม่ายเหล่านั้นทั้งหมด
มีสามคนที่ยังโทรกลับมาหาผมว่า
ยังรอผมอยู่
ผมไม่รู้จะทำอย่างไร
ผมก็เหมือนกับคนที่ติดตามอ่านโพสต์ของท่านหวังว่าท่านคงจะให้ข้อแนะนำ ดีๆหรือ
ข้อธรรมดีๆกับผมนะครับ
กราบมนัสการครับ

สุรพงษ์
ป้จจุบันผมอายุ32ปีครับ

ฉันก็พูดตามตรงตามที่เล่ามานะ
ว่าคุณหลง
หลงไปกับหลงผิดไปก้อนเนื้อหนังมังสาหลงไปกับตามรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสหลงรูปลงกลิ่นหลงเสียงหลงสัมผัส
ถ้าคุณตั้งสติให้ดี
จนได้คุณรู้ว่าคุณจะเอาอะไรกับชีวิตของคุณ
คุณบอกว่าบวชมาได้เดือนหนึ่ง
คุณมีความสุขมากนั่นคืออิสระที่ทุกคนพึงกระทำได้
ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจใจที่นิ่งๆสงบ
การปฏิบัติธรรมเป็นหนทางอันหนึ่งที่ดีที่จะลดความฟุ้งเฟ้อฟุ้งซ่านฟุ้งกิเลส
แล้วคุณจะเห็นว่าคุณจะเลือกอะไรเป็นอะไร
ฉันตอบแทนคุณไม่ได้หรอกว่า
จะเลือกอะไร พระพุทธเจ้ายังทรงกล่าวว่า
อักขาตาโร ตถาตาพระองค์เป็นเพียงผู้ทรงชี้ทางเท่านั้นแต่คุณคือผู้ที่จะเดินทางสายไหน
ทางสายโลกีย์หรือทางธรรมะปฏิบัติ
เมื่อคุณเลือกได้แล้วคุณก็สามารถกลับมาตอบตัวเองได้
และตอบคุณแม่ของคุณได้ว่าคุณอยากเป็นอะไร
หวังว่าคุณคงเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปพวกเราล้วนเป็นคนที่มีฝุ่นละอองในดวงตาที่เรียกเวไนยสัตว์เท่านั้นที่สามารถบรรลุธรรมได้ในความเป็นคน เจริญพรนะโยม
ทั้งหมดที่คุณเล่าล้วนเป็นกรรมเก่าและกรรมใหม่
ขอจงสุขสวัสดิ์นะคุณสุรพงษ์

อนาคาริก

อ้อคำว่า
มนัสการกับกราบนั้นมันคือคำเดียวกันนะโยม ใช้สักอย่างเป็นพอ
และสถานที่กินเหล้ามันเป็นที่อโคจรไม่ควรจะไปนะโยม
5
ธรรมะกับชีวิต / ในห่วงโซ่ ของ ปฏิจจสมุปบาท
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 06 สิงหาคม 2018, 16:58:50 »



ในห่วงโซ่ ของ
ปฏิจจสมุปบาท
เริ่มต้นจาก
1.อวิชชา
2.สังขาร
3.วิญญาณ
4.นามรูป
5.อายตนะ
6.ผัสสะ
7.เวทนา
8.ตัณหา
9.อุปทาน
10.ภพ
11.ชาติ
12.ทุกข์
ห่วงโซ่
ข้อที่ 1
ข้อ 8
และข้อที่ 9 คือ
กิเลส
ข้อที่ 2 ข้อที่ 10 คือการกระทำ
ข้ออื่นๆ คือทุกข์
ท่านนาคารชุนกล่าว
อธิบายว่า
ห่วงโซ่ข้อที่หนึ่ง
ของปฏิจจสมุปบาท จ้อที่ 1อวิชชา
ข้อที่ 8 ตัณหา
ข้อที่ 9 อุปทาน
คือที่มาของทุกข์ที่อยู่ในรูปของกิเลส

ส่วนข้อที่ 2 สังขารและข้อที่ 10 ภพคือกากระทำที่ส่งผลกรรม
ที่มาของทุกข์ ในรูปของการกระทำที่ส่งผลกรรม
ทั้ง 5 ข้อประกอบเป็นอริยสัจข้อที่ 2 คือ"เหตุแห่งทุกข์"หรือ"สมุทัย."
สายโซ่อีก 7 ข้อที่เหลือคือ
ตั้งแต่ข้อ 3
วิญญาณตามด้วย
นามรูป
อายตนะ
ผัสสะ
เวทนา
และชาติประกอบขึ้นมาเป็นอริยสัจข้อแรกคือทุกข์

จากทางสายกลาง

ศรัทธาอย่างมีเหตุผล

องค์ดาไลลามะที่ 14 เขียน

อวด

อวดตอนสาวมันก็พอจะดูน่ามอง
อวดตอนกลางคน
มันก็พอจะยอมรับได้
ว่าสามสิบยังแจ๋ว

อวดตอนแก่....นี้สิ

น่าสงสารเพราะไม่มีอะไรน่าอวดมีแต่กองกระดูก

นอกจากจะอวดบุญกุศล
มันดังลั่นไปถึงสวรรค์เลยนะ

อนาคาริก

อวด

อวดตอนสาวมันก็พอจะดูน่ามอง
อวดตอนกลางคน
มันก็พอจะยอมรับได้
ว่าสามสิบยังแจ๋ว

อวดตอนแก่....นี้สิ

น่าสงสารเพราะไม่มีอะไรน่าอวดมีแต่กองกระดูก

นอกจากจะอวดบุญกุศล
มันดังลั่นไปถึงสวรรค์เลยนะ

อนาคาริก

ดิ้นรน...
ชื่อมันก็บอกแล้วว่าทั้งดิ้นร้อนทั้งรนราน
เป็นคนพัฒนาจิตให้เข้มแข็งสงบตื่นรู้
เบิกบาน
อะไรก็สู้ได้แม้กระทั่งใจตนเอง
ชนะหมด

อนาคาริก

จะร้องไห้ไปทำไม
ใครๆที่เกิดมาทุกข์ทั้งหมด
ทำเสียให้มันสิ้นไป
ให้มันล่วงไป

อวสาน

จะร้องไห้ไปทำไม
ใครๆที่เกิดมาทุกข์ทั้งหมด
ทำเสียให้มันสิ้นไป
ให้มันล่วงไป

อวสาน

บนความหลอกลวง
แต่เรายังคง
ซื่อสัตย์จริงใจ
มั่นคงต่อการมองความจริง
แม้กระทั่งมองเห็นจากความหลอกลวง
เพื่อให้มันผ่านไป
หมดเวรกรรมกันเสียที
อย่างสงบนิ่ง
แม้จะปิดปากหูตา
แต่เปิดใจ

สิกขาเพื่อบรรลุธรรม

ภาพ สุรพล ทับทอง

เธอไม่มีวันรู้หรอกว่า ที่เธอทิ้งฉันไปแล้วคิดว่าฉันอกหัก ความจริงฉันดีใจสุดตัว เพราะเธอมันFake เหมือนในรูปข้างล่าง ฉันตกใจฉี่เล็ดและฮาขี้แตกขี้แตนเลยในวันที่เธอจากไปเพราะเห็นหน้าแท้จริงของเตอ แงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ครุ่นคิด

6
อยากไปมากๆเลยค่ะ เดี๋ยวจะลองชวนคุณแม่ไปค่ะ สนใจเข้าร่วมการอบรมปฏิบัติธรรม
อุทกภัย
7
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 03 สิงหาคม 2018, 19:55:46 »
ดาบเด็ดเดี่ยว

ภาคกำเนิด
ตอน
ท่านอ.ไควเช็ง
เทพพลังหมัดมังกรวารี

ท่านอาจารย์ไควเช็งในวัย 30 ปีเพียบพร้อมด้วยวรยุทธและพลังหนุ่มแน่น
พลังภายในลึกล้ำยากประเมิน
ได้เดินทางออกจากวัดเส้าหลิน
เพื่อกลับไปดูแลมาร ดาที่
ไหหนานที่เจ็บป่วย
ในระหว่างทางที่ผ่านเมืองเซินเจิ้น
กำลังจะแวะพักรอขึ้นเรือต่อไป
หลังการเดินทางของท่านใช้เท้าสองข้างเดินเป็นส่วนใหญ่
ไม่อาศัยเครื่องโดยสารใดๆทั้งสิ้น
ไม่ว่าเป็นม้าเกวียน
ท่านใช้เท้าสองเท้าที่เดินเข้าวัดเส้าหลินและเดินออกมาเท่า
นั้น
ตอนนี้ท่านอยู่ในชุดนักบวชที่แตกต่างจากพระวัดเส้าหลิน
ที่สึกออกมาจากที่นั่นแล้ว
แต่ที่ท่านยังคงมีสัญญลักษณ์ศักดิ์ สิทธิ์คือมังกรทองที่ติดอยู่ตรงแขนทั้งสองข้าง
มังกรที่โลกรับรู้ว่าบุคคลผู้นี้
เป็นบุคคลสำคัญของวัดเส้าหลิน
ท่านใช้แขนเสื้อยาวสวมหมวกป้องศีรษะโล้นเดินทางตามลำพัง
เจริญสติมาตลอดทางระหว่าง

บ้านเมืองในยุคนั้นอยู่ในภาวะยุคเข็ญข้าวยากหมากแพงทางการรีดเร้นภาษีจากพลเมืองผู้ค้าขายชาวนาชาวสวน
เพื่อไปเป็นใช้ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์
เพื่อนำๆปรุกรานประเทศอื่นๆ ล่าอาณา นิคมเช่นดินแดนมอง โกล
และเพื่อต่อสู้กับชาวยุโรปผมแดงซึ่งมีอาวุธที่เหนือกว่าประเทศจีนมากมาย

แต่สิ่งหนึ่งที่จีนยังอ่อนแออยู่คงเป็น
เพราะฝิ่น
ที่เป็นอาวุธสำคัญที่คนยุโรปเอามาเผยแพร่เพื่อให้คนจีนเสพแล้วติด
ทำให้ร่างกายอ่อนแอ
ผู้คนที่เป็นนายทุนเศรษฐีล้วนแต่เสพฝิ่น
เพราะเป็นของมีราคาแพง
บุคคลทั่วไปไม่สามารถที่จะหาได้
ท่านอ.ไควเซ็งพยายามจะต่อต้านเรื่องนี้ตั้งแต่อยู่ในวัดเส้าหลินแล้ว
แต่ไม่มีความสามารถหรือกำลังสนับสนุนพอที่จะทำเช่นนั้น

ในตลาดของเมืองเจิ้นหนานท่านได้พบแม่ลูกคู่หนึ่ง
ถูกทหารของทางการ 5-6 คน
ล้อมหน้าล้อมหลังเพื่อจะรีดภาษี
หญิงชาวนาคนนั้นปฏิเสธว่า
ตัวเองไม่มีจะกินอยู่แล้วจะเอาภาษีอันนั้นไปให้บ้านเมืองได้อย่างไร
เพราะอัตราภาษีที่สูงจ่ายไปจนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาให้แล้วทุกคนก็เจอในสภาวะเดียวกันหมด
แต่ทางทหารไม่ยอมจึงจะคุณตัวไปอำเภอให้นายอำเภอเป็นคนตัดสินความผิด
ด้วยความสงสารที่มีต่อเธอ
ชายฉกรรจ์ 2 คนเข้าไปขวางทหาร เพื่อไม่ให้รังแกสองคนแม่ลูก
แต่ก็ถูกทหารทำร้ายทุบตีอย่างรุนแรงแทบตาย
โดยมีผู้ที่อยู่บนหลังม้า เป็นคนของทางการมียศเป็นหัวหน้าหรือผู้ช่วยนายอำเภอ กระตุ้นให้ทหารของตนทำร้ายประชาชน
 ท่านอ.เช็ง เห็นอย่างนั้นก็อดที่เมตตาและทนไม่ได้
จึงเดินเข้าไปคารวะต่อทหาร
และขอให้ยกโทษให้กับสองคนแม่ลูกนั้น
หัวหน้ามีหรือจะฟัง
ตวาดให้ทหารทั้ง 12 นาย
รุมทำร้ายท่านอ.เช็ง
และในขณะนั้นเองก็มีเชื้อพระวงศ์คหนึ่ง เป็นเด็กหนุ่มอายุ 17 ปี
แต่งกายภูมิฐานสมตำแหน่ง
คล้ายกับมีวรยุทธ
เดินนำกลุ่มคนอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งดูจากการแต่งตัวแล้วเป็นคนชั้นสูงและมีวรยุทธสูงส่งตามมาด้วย
ได้มาร่วมกระบวน การรีดไถ
สนับสนุนให้ทหาร รีดภาษีต่อไป
พลันมันกล่าวว่า
"ในเมื่อพวกเจ้าเกิดมาเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน
ทำไมภาษีเล็กน้อยถึงไม่ยอมชำระให้ทางการ พวกเจ้าจะเก็บรายได้จากไร่นาสวน
เอาไปใช้ตามลำพังสิท่า"
แล้วมันก็เรียก 2ผู้ติดตามที่อยู่ข้างหน้าของตนออกมา
ช่วย ทหารทั้ง 12 คนนั้นกรูเข้าไปยังท่าน อ.ไควเช็ง
ทหารสามคนฟาดดาบลงมาอย่างรุนแรง
ท่านอ.ใช้มือซ้ายออกมาต้านรับมือกระแทกเข่าขวาไปที่ชายโครงทหารนายหนึ่ง
แล้วก็เหวี่ยงมือซ้ายออกไปกระแทกหน้านายทหารอีกคน

ทหาร 3 นายกระเด็นหลุดออกจากวง
ที่เหลือก็รุมฟันดาบใส่ท่านอ.
ซึ่งต่อยหมัด ขวาออกไปโดนมือของทหารคนหนึ่งดาบในมือหลุดออกไป
ท่านคว้าไว้ได้จึง
แกว่งดาบออกไป 3 ดาบ
ทหาร 5 คนล้มลงไปตามกันกับดาบที่หลุดมือไป
อีก 4 คนวิ่งเข้ามาก็โดนสันดาบ
ตีเข่าจนล้มลุกคลุกคลานไป
หัวหน้าทหารเห็นเช่นนั้นเกิดมีความรู้สึกเสียหน้าต่อเชื้อพระวงศ์
ท่านอ๋องน้อยหมด
ผู้ที่ถูกเรียกว่า
ท่านอ๋องก็ส่งสมุนสองคนออกมารับมือกับท่านอาจารย์ไควเช็งทันที
หนึ่งเป็นบุรุษร่างกำยำสูงใหญ่พร้อมกำปั้นและ
อีกหนึ่งคือมือกระบี่สำอางค์แห่งคุนหลุน




9
ธรรมะกับชีวิต / Mission Impossible
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 24 กรกฎาคม 2018, 20:11:03 »



Mission Impossible

มีภาพยนตร์ซีรีส์เรื่องหนึ่งที่ฮิตทางทีวี แล้วมาเป็นภาพยนตร์ซีรีส์ทางหนังจอใหญ่ที่ฮิตมากเช่นกัน
คือขบวนการพยัคฆ์ร้าย
เป็นหนังอมตะทำเงินหนึ่งของ
ทอมมครูซ
ที่เอามาสร้างเองแล้วได้เงินมหาศาล
จุดเด่นของหนังของหนังชุดนี้ของทอมครูคือความยากของฉากเด่นในแต่ละตอน
แต่ละภาพและการเขียนบทซึ่งเน้นออกไปถึงกันความเป็นไปไม่ได้
แต่ทอมครูซที่เล่นบทเป็นอีธาน ฮันต์ สายลับของ mi สามารถฝ่าด่านไปได้ทุกครั้ง
แม้จะเฉียดฉิว สูญเสียมากมายก็ตามบทเขียนเว่อร์อย่างไร
ก็ทำตามได้ติดต่อกันมาหลายสิบปี
ตั้งแต่พระเอกยังหนุ่มจนทุกวันนี้อายุ 55 ปีแล้ว
ด้วยการที่รักษาคุณภาพของหนังใน mi
ภาคล่าสุดทอมครูซเองก็ถึงกับข้อเท้าหักจากการแสดงจริง
ไม่ใช้สตั้นท์แมน ท้าทาย
บ้าบิ่นใช้
ชีวิตแบบสุดลิ่ม
ผลตอบแทนของทอมครูซได้มากกว่า เรืองนั้น
เบื้องหลังของครูซ น่าสงสารมาก
เป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้งต้องอยู่กับแม่ตามลำพังไม่ได้เรียนหนังสือต้องกลับไปช่วยแม่ทำงานหาเงิน ให้ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่จบเพราะหลงกลิ่นเสน่ห์ของหนังก่อน
วันหนึ่งถูกก็จับพลัดจับพลูได้เล่นหนังและติดลมตั้งแต่ Risky Business
ทำครูซเกิดในการ การแสดงของ
เขาเองด้วยการฝึกปรือ
ด้วยความมั่นใจที่มีคสูง จึงมาเป็นซุปเปอร์สตาร์ของโลก
ไม่ใช่เพียงของฮอลลีวูด
ทุกคนที่ชื่นชอบภาพยนตร์
ไม่มีใครไม่รู้จักทอมครูซ
มีหนังหลายๆเรื่องที่เขาแสดงได้ผลเป็นเงินทองมากมาย หลากรูปแบบ
ตั้งแต่ปฐมวัยจน ผ่านช่วง มัชฌิมวัยมาถึงปลายก่อนที่จะเข้าสู่ปัฐฌิมวัย
ครูซยังคงดำเนินการสร้างหนังออกไปในแนวบู๊
บู๊โลดโผน
ตื่นเต้นผจญภัย
เจ็บเองแสดงเอง
อันนี้ถ้ามองในทางพุทธศาสนา
ก็เห็นว่า Cruise มีศรัทธา
วิริยะ
สติ
สมาธิปัญญาแบบโลกๆ
คือมีความเชื่อมั่น ศรัทธาในตน
ศรัทธาทีมเวิร์ค
วิริยะคือความพากเพียรมาก
มีสติตั้งแข็งแรงจนมีความมุ่งมั่นในการทำงานที่เสี่ยงภัยแล้วก็ผ่านมาได้ทุกครั้ง
สมาธิที่เห็นจากการปีนเทือกเขาหรือปีนตึกสูงแน่วแน่มากปัญญาคือแง่มุมในการคิดทำมากินสุดยอด
มุมที่เป็นไปไม่ได้ก็ทำให้เป็นไปได้
หากชาวพุทธมีศรัทธาแน่นเหนียว เชื่อมั่นในมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
อย่างเจ้าชายสิทธัตถะที่เป็นมนุษย์ธรรมดาฝึกฝนจิตตัวเองให้สงบนิ่งกล้าแกร่ง ตื่นรู้ เบิกบานจนหาครูสอนต่อไปไม่ได้
ต้องมาบรรลุธรรมด้วยตัวเอง
เรียกว่าบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า

ได้บรรลุธรรมเป็นพพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ทรงพิจารณแล้วว่ามนุษย์เป็นเวไนยสัตว์เป็นผู้มีฝุ่นละอองในดวงตา
เป็นสัตว์สอนได้ พระองค์ทรงนึกถึงถึงนึกถึงเบญจวัคคีย์ทั้ง 5 จึงเดินทางไปสอนสิ่งที่พระองค์บรรลุ
ให้พราหมณ์ทั้ง 5 เจริญอิทธิบาท 4 มีฉันทะ
จิตตะ
วิริยะ
วิมังสา
จนพราหมณ์ที่ชื่อโกณฑัญญะได้บรรลุธรรมเป็นคนแรก
พระองค์ยกย่องว่า "ตื่นแล้ว"
เป็นความเชื่อมั่นของพระโกญทันญะในศักยภาพของตนที่เป็นมนุษย์
สามารถบรรลุธรรมได้โดยฝึกจิตใจของตนให้แน่วแน่
จนเกิดปัญญาใหญ่ปัญญาที่ไม่สามารถจะลบล้างด้วยความโง่หรืออวิชชาใดๆทั้งปวง
ไม่อาจจะลบล้างด้วยกิเลสหรือตัณหาใดๆ ท่านผู้พ้นแล้วจากยมบาล
ยมบาลไม่สามารถจะค้นพบตัวท่านได้
เพราะท่านมีเพียงแต่จิตที่
ตื่นรู้เบิกบาน
ไม่ใช่จิตที่มีหน้าที่
รู้รับจำเก็บเท่านั้น ท่านทั้งหลายถึงเวลาแล้วหรือยังที่ท่านจะไปแสวงหาความตื่นรู้เบิกบานให้กับจิตของตัวเอง
ไม่ต้องมาวนเวียนอยู่ในสิ่งเน่าเหม็น
ไม่ต้องหมุนเวียนอยู่ในอารมณ์
ไม่ต้องมาวนเวียนอยู่กับโลก
ไม่ต้องมาวนเวียนกับทุกข์ภัยนานาประการที่เกิดขึ้นในโลกทั้งปวง
"ตื่น"
เจริญพร

อนาคาริก








10
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 17 กรกฎาคม 2018, 15:11:55 »




ดาบเด็ดเดี่ยวภาคพิสคาร

เทพวิชาหมัดมังกรวารี..
ท่าน อ.ไควเช็ง

มีตำนานเล่าขานจากสำนักเส้าหลินเรื่อง ท่านอาจารย์ไควเช็ง

ท่านเป็นพระนักบวชที่สงบเสงี่ยมนอบน้อมถ่อมตน
มีศีลสมาธิปัญญาแข็งแรง สงบ
ปฎิปทางดงาม
ไม่ยึดติด

ภายหลังจากบวชที่วัดเส้าหลินมานาน กว่าสี่สิบปี
ท่านจำเป็นต้องเดินทางกลับบ้านเนื่องจากโยมมารดาป่วย

แต่การที่จะสึกกออกจากวัดเส้าหลินในยุคเริ่มต้นครั้งโบราณนั้น จำเป็นต้องฝ่าด่าน 18 อรหันต์
และจะต้องยกกระถางมังกรเพลิง เป็นด่านสุดท้าย

กระถางมังกรเพลิงที่ระอุน้ำมันที่ตั้งร้อน รุนแรง
ยากที่จะยกได้เพราะหนักเกินกว่า 3 ตัน

แต่ท่านอาจารย์ไควเช็ง
ก็สามารถฝ่าด่าน 18 อรหันต์มาได้ด้วยวิทยายุทธที่ท่านบัญญัติขึ้นเองจากการรวม 108 กระบวนยุทธของวัดเส้าหลินทั้งหมดมารวมกัน
มีแต่เพียงท่านไต้ซือ
ฮวงหวิน
เจ้าอาวาสรูปเดียวเท่านั้น
ที่ล่วงรู้ว่าท่านเป็นอัจฉริยะเชิงบู๊
พลังภายในลึกล้ำของท่านอ.ที่เหนือกว่าท่านไต้ซือเสียอีก

เรื่องเล่าขานต่อมาคือท่านไต้ซือฮวงหวินเองก็ใคร่จะทดสอบวิทยายุทธของท่านเองกับท่านอ.ไควเช็ง
ก่อนที่ท่านจะฝ่าด่านอรหันต์ออกไป

ท่านไต้ซือได้หยิบธูป 13 ดอกแล้วก็สะบัดไปที่ท่านอ.ไควเช็ง ที่นั่งเบื้องหน้าอยู่ก่อนไปที่ท่านอาจารย์ไควเซ็ง
"วูบ"
ธูปทั้งหมดไฟแรงขึ้นกลายเป็นลูกไฟพลังร้อนแรงเหลือประมาณ
วิ่งพุ่งขึ้นกลางอากาศ
และวิ่งเข้าใส่หน้าท่านอ.

ท่านอ.ไควเช็งกลับนิ่งสงบด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน
พลันสะบัดเหงื่อของออกไปจากร่างกลายเป็นหยดน้ำ 13 สาย เปลวไฟจากลูกไฟทั้ง 13 ดอd
ถูกดับทันที
"ฟุบ"
ไต้ซือฮวงหวินถึงกับเอ่ยปากว่า
"เหนือฟ้ายังมีฟ้า
วิชาที่ท่านอ.ไควเช็ง
แสดงออกมาเป็นวิชาอะไรหรือครับ"
ท่านอ.ไควเช็งงยกมือน้อมคารวt
และกราบเรียนท่านไต้ซือว่า
"เป็นหมัดมังกรวารี"

แล้วท่านก็เดินไปฝ่าด่าน18อรหันต์
และอีด่านสุดท้ายที่จะต้องฝ่าด่านออกไปคือ
การยกกระถางมังกรเพลิงเดือดระอุ ขนาดหนัก 3 ตันออกไป
ท่านเดินพลังลมปราณภายในร่างกายของตัวเองดึงพลังน้ำทั้งมวลรวมที่อยู่รอบข้างใส่ร่าง
แล้วท่านก็เอาแขน 2 ข้างประทับอยู่ที่กระถางมังกรเพลิงนั้น
เกิดเสียงของเนื้อกระทบกับกระถางมังกรเพลิงร้อน ระอุ
"ฉี่"

ทำให้เกิดรอยไหม้เป็นรูปมังกรติดแขนทั้งสองข้างของท่าน
อ.ไควเช็งทันที
พลังน้ำในร่างกายของท่านกลับทำให้ความร้อนเบาบางลงไปบ้าง
แล้วท่านอ.ก็ยกกระถางไปวางไว้ที่หน้าประตู
ก่อนที่จะเดินออกไป
ท่านกลับมลงกราบสถานที่คือวัดเส้าหลิน
โขกศรีษะคำนับ 3 ครั้ง
แล้วท่านจึงลุกขึ้นเดินจากมาอย่างช้า ๆ
พลันได้ยิงเสียงเจริญพรดังลั่นวัดเส้าหลินว่า

"อามิตตพุทธ"

นับตั้งแต่นั้นมา
"ยี่สิบหมัดมังกรวารี"

กลายเป็นเทพวิชาที่เลื่องลือลั่นในยุทธภพมานานเท่านาน
จนหายสาบสูญไป
หน้า: [1] 2 3 ... 10