กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ธรรมะกับชีวิต / คุณนายละเอียดไปดูหนัง
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2019, 16:53:35 »
คุณนายละเอียดไปดูหนัง

วันนี้เป็นวันหยุด ลูกชายสุดรักของคุณนายชวนดูหนัง
เป็นหนังมีอนิเมชั่นที่เกี่ยวกับ โลกอนาคต
เป็นหนังดัง ลูกชายก็ขอให้เธอไปจองตั๋วหนังให้ด้วยพร้อมทั้งแจ้ง
ว่าเธอจะได้สิทธิ์การซื้อตั๋วหนังลดราคาจากค่ายมือถือ
หลังจากที่กินก๋วยเตี๋ยวร้านอร่อยละแวกบ้านเรียบร้อย
เธอจึงไปจองตั๋วหนังตามคำขอของลูก
เมื่อไปถามเจ้าหน้าที่

ได้เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ใช่วันศุกร์เสาร์อาทิตย์เลยไม่มีโปรโมชั่น
เรื่องการจองตั๋วหนังลดราคาของค่ายมือถือหรือค่ายใดๆ
คิวที่ได้มากับโรงภาพยนตร์เต็มหมดทุกเครือข่ายแล้วด้วย
คุณนายเธอไม่เข้าใจ
จึงพยายามจะถามต่อ
แล้วก็เกิดความคิดอันหนึ่งว่ามีบัตรลดราคาอยู่ที่บ้าน
ต้องกลับไปเอา และเมื่อฟังราคาตั๋วใบหนึ่งราคา290บาทเธอถอดใจทันทีเธอบอกว่าราคาค่าตั๋วหนังราคารวมเป็นเงิน870 บาท
ซึ่งเธอเสียดายเงินมาก
ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
กับเงินก้อนที่ไม่เธอเคยคิดจะเสียเลยกับการดูหนัง
ทั้งๆชอบดูหนัง
แต่ราคานี้เป็นราคาปกติสำหรับคนทั่วไปที่เขาดูกันสนั่นโลก
ระหว่างที่เธอลังเล
คิดมาก
ผมก็เลยเข้าไป เขาคิวจองตั๋วเมื่อจองตัวเสร็จ
จะดูตั๋วหนัง
เธอก็ยังเกิดความเสียดายใจจะขาดรอนๆ
เธอบอกว่าที่จริงดูที่หลังก็ได้
ผมก็พูดปลอบใจเธอ
เลยแสดงให้เธอได้เห็นว่า
สิ่งที่เธอคิดตอนนี้มันผิด
เพื่อเธอจะได้คิดถูกว่า
ลูกชายสุดรักของคุณนาย
เขาไม่ได้มีเวลาว่างมากที่จะพาเธอมาดูหนังคุณด้วยบ่อยๆหรอกนะ
คุณนายใช้เงินไปกับในสิ่งที่ไม่ควรจะใช้มาก มาย
แต่คุณนายใช้เงินกับการดูหนังกับลูกและครอบ
ครัว
แบ่งปันความสุขให้ลูก
คิดแทนลูกให้มีความสุข
เหมือนดังเช่นคนธรรมดาที่คิดเหมือนดังแม่ธรรมดาที่เป็นอย่างที่เธอเคยเป็น
บอกให้เธอก็ว่ารู้เราแก่แล้วนะ
จะทำเช่นนี้ได้อีกนานสักแค่ไหน
เธอยังคงมีความทุกข์อีกบ้าง พอดูหนังจบ
เธอก็หายทุกข์กับเรื่องตั๋วหนัง ท่านทั้งหลาย
ที่ยังจะมีความทุกข์กับใครๆด้วยความคิดเองเออเอง
เห็นค่าของเงินเยอะเกินไป
พึงสังวรไว้บ้างหรือว่าท่านกำลังคิดผิด
ยึดติดกับเงินตรา
ทุกข์ไร้สาระงมงายลองเอาเรื่องนี้ไปคิดดู

แต่...คุณนายละเอียดเป็นคนที่ทุกข์ง่ายหายไว
พอดูหนังเสร็จแล้ว
ได้ความเพลิดเพลินเจริญใจตามประสาผู้หญิง(แก่) แล้วก็หายทุกข์ไปหมดได้

นายเขียว
ทาสรับใช้

มัจฉริยะ หรือ ความตระหนี่ หมายถึง ความเหนียวแน่น ความหวงแหน ในสมบัติของตน หรือ ปกปิดสมบัติของตนไม่ให้ผู้อื่นรู้ หรือ อยากให้สิ่งที่มีอยู่กับตน หรือ สิ่งที่ดีๆ นั้นมีอยู่กับเราผู้เดียว ไม่อยากให้ผู้อื่นมี เป็นต้น นี่คือ ลักษณะของความตระหนี่ครับ

มัจฉริยะ คือ ความตระหนี่ ๕ อย่าง ได้แก่

๑. อาวาสมัจฉริยะ ตระหนี่ ที่อยู่อาศัย

๒. กุลมัจฉริยะ ตระหนี่ ตระกูล

๓. ลาภมัจฉริยะ ตระหนี่ ลาภ เงินทอง

๔. วรรณมัจฉริยะ ตระหนี่ วรรณะ คือคำสรรเสริญ

๕. ธรรมมัจฉริยะ ตระหนี่ ธรรม รวมถึง ความรู้

การละคลายความตระหนี่ ก็ต้องเริ่มจาก การเข้าใจถูก อันเกิดจากการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม เพราะอาศัยการได้ฟัง ศึกษาพระธรรม ย่อมทำให้เกิดปัญญา เกิดกุศลธรรมประการต่างๆ ทำให้คิดถูกว่า ควรที่จะสละ แบ่งปัน ตามสมควร มีก็ให้ และให้ตามกำลังตามสมควร ไม่ได้หมายความว่าจะให้หมด แต่เป็นประโยชน์กับผู้อื่น แม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นประโยชน์กับเขา ความคิดเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็เพราะการฟัง ศึกษาพระธรรมอบรมอย่างยาวนาน

ความตระหนี่จะดับ ไม่เกิดอีกเลย คือ ถึงความเป็นพระโสดาบัน แต่จะค่อยๆ ละคลายความตระหนี่ได้ ก็เพราะ การศึกษาพระธรรมตามที่กล่าวมาอันเป็นเหตุละคลายความตระหนี่่ ครับ

ขอเพิ่มเติมรายละเอียดความตระหนี่ เพื่อสหายธรรมท่านอื่น ทราบความลึกซึ้งของความตระหนี่ ครับ

แต่ในความตระหนี่นั้น ยังมีความละเอียดลึกลงไปอีก ดังข้อความที่ว่า อีกอย่างหนึ่ง แม้ความตระหนี่ขันธ์ ท่านก็เรียกว่ามัจฉริยะ แม้ความตระหนี่ธาตุ ท่านก็เรียกว่ามัจฉริยะ

คือ มีทั้ง ความตระหนี่ ขันธ์ ความตระหนี่ ธาตุ และความตระหนี่ อายตนะ ซึ่งความตระหนี่ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ยังหมายถึง ความหวงแหนในความเป็นเรา ในความเป็นไปของสภาพธรรมที่สมมติว่าเป็นเรา ที่มาจากขันธ์ ธาตุ อายตนะ นั่นเอง คือ ไม่อยากให้ใครเป็นอย่างตน ตระหนี่ในความเป็นเรา เป็นลักษณะของสภาพธรรมอย่างนี้ ขณะนั้นก็เป็น ความตระหนี่ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ เพราะสภาพธรรมที่เป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ ก็คือสภาพธรรมที่มีจริง ที่เป็น จิต เจตสิก และรูป ที่ประชุมรวมกัน และสมมติว่าเป็นเรา ผู้ที่มีความหวงแหน ตระหนี่อย่างยิ่ง ย่อมไม่อยากแม้ให้ใครเป็นอย่างตน ตระหนี่ในลักษณะรูปร่าง ในความเป็นเรา ในขันธ์เช่นนี้ ในธาตุ ในอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ที่มีลักษณะเช่นนี้ ให้อยู่กับตนเองเท่านั้น ไม่อยากให้คนอื่นเป็นดังเช่นลักษณะรูปร่าง สภาพธรรมดังเช่นตน ขณะนั้น ชื่อว่า มีความตระหนี่ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ครับ

ท่าน อ.สุจินต์

ตระหนี่อะไรอย่างยิ่งคะ ความรักตัว มีอะไรที่จะสละได้ยากเท่ากับความรักตัวบ้าง เพราะฉะนั้นความรักตัวนี่ตระหนี่อย่างยิ่ง ตระหนี่ความเป็นเรา ไม่อยากให้หมดไปเลย บางคนคิดว่าฟังธรรมกันทำไม กลัวเหลือเกินที่จะหมดกิเลส คิดดูนะคะ กลัวหมดกิเลส ช่างคิดอะไรได้ปานนั้น กิเลสดีนักหรือที่จะเก็บไว้ทุกวัน มากๆ โดยไม่รู้สึกตัวด้วย แต่ก็ยังตระหนี่ไว้มาก เหนียวแน่น ไม่ยอมสละหรือละความติดข้องในความเป็นตน

เพราะฉะนั้น ธรรมคือเรื่องที่จริง ละเอียดและลึกซึ้ง ที่จะต้องอาศัยการไตร่ตรองของแต่ละบุคคล ไม่ใช่เป็นผู้ฟังแล้วเชื่อ แต่ว่าฟังแล้วเข้าใจ แม้เข้าใจ เดี๋ยวก็ลืม เพราะเหตุว่า ลืมก็เป็นธรรม เข้าใจก็เป็นธรรม เบื่อก็เป็นธรรม ไม่เบื่อก็เป็นธรรม ศรัทธา สภาพของจิตที่ผ่องใส ไม่มีอกุศล โลภะ โทสะ โมหะ ขณะที่กำลังฟังธรรมด้วยศรัทธาที่จะเข้าใจในสิ่งที่กำลังฟัง ขณะนั้นก็เป็นธรรม แต่พอเห็น เป็นอกุศลแล้ว ฟังไป ดูดอกไม้ไป ก็มีสภาพธรรมที่เกิดดับหลายอย่าง จำแนกออกไปเป็นประเภทต่างๆ ก็คือชีวิตตามความเป็นจริง

ทำไมวิชาอื่นศึกษาได้ และก็อยากศึกษามากๆ ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แต่ธรรมที่มีจริงๆ และผู้อื่นไม่สามารถสั่งสอนได้เลย มหาวิทยาลัยใดๆ ในโลกก็ไม่สามารถทำให้เกิดความเข้าใจในความจริงนี้ได้เลย นอกจากพระธรรม พุทธศาสนา คำสอนของผู้ที่ทรงตรัสรู้ตามความเป็นจริง ทำไมไม่สนใจที่จะเข้าใจ ไม่ได้เกิดโทษภัยใดๆ เลยทั้งสิ้น

ฟังแล้วเจ็บไหมคะ “ปรมมัจฉริยะ” เจ็บไหมคะ ไม่มีใครไปว่าใคร แต่พูดถึงธรรมที่เป็นจริงอย่างนี้ ให้เข้าใจถูกต้อง

เพราะฉะนั้น ความเข้าใจไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ได้ทำให้ใครเป็นทุกข์เลย แต่นำมาซึ่งความเห็นที่ถูกต้อง และเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้ยินได้ฟังด้วยว่า ทุกคำที่ได้ยินได้ฟังเป็นวจีสัจจะ วาจาสัจจะ คำพูดจริง เพราะพูดถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ และพูดถึงความจริงของสิ่งที่มีจริง เพื่อให้เข้าใจความจริงถูกต้องยิ่งขึ้น จนสามารถไม่เป็น “ปรมมัจฉริยะ”

ขออนุโมทนา

https://www.dhammahome.com/webboard/topic/26024




2
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« กระทู้ล่าสุด โดย Bonifacio เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2019, 13:57:22 »
ชอบทุกเรื่องเลยครับ
3
ศาสนา / Re: พระอาจารย์ปสันโน ภิกฺขุ
« กระทู้ล่าสุด โดย Bonifacio เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2019, 13:56:29 »
เป็นคำสอนที่ดีเลยทีเดียว
4
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2019, 17:42:55 »
ตาย..

ความตายมีราคาต่างกันตามฐานะ
เศรษฐีหรือเสนาบดี
ผู้คนในราชวงค์กับคนยากจน
ในเรื่องของลาภยศถาบรรดาศักดิ์
และสรรเสริญ
ที่ต่างกันเพียงเพราะสมมติ

แต่ในความเป็นจริงมันตายเสมอกัน
ทุกคนต้องตายเป็นวิมุตติ

ถังเยี่ยเซิน

เทพกระบี่ล่องหน
ตอน ถังยี้สอง
อัจฉริยะเชิงบู๊

ถังยี้ในวัยหกปี
ถังเกาจู่บิดาได้เอามันไปแช่ในสมุนไพรและว่านพันปี
เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงทนทาน ต่อศาสตราวุธทุกชนิด
พร้อมทั้งสอนให้มันรวมพลังเป็นหนึ่งจนสำเร็จ
จากนั้นก็จะส่งไปศึกษาวรยุทธขั้นพื้นฐานที่วัดเส้าหลิน

นอกจากนั้น
ถังเกาจู่ได้
สอนการเดินลมปราณ 7 จุด
หรือลม 7 ฐานให้ถังยี้อีกด้วย

เมื่อพลังภายในของถังยี้เข้าที่เข้าทางแล้ว
ถังเกาจู่ได้ให้ยามันกินเม็ดหนึ่ง เป็นยาลูกกลอนกลมเกลี้ยงสีแดง
บิดากล่าวกับถังยี้ว่าเป็น
เลือดมังกรอัคคี
จึงให้ถังยี้กินเข้าไป
เมื่อกินเข้าไปแล้ว
เตโชธาตุของถังยี้ถูกปลุกขึ้นมาราวกับกองเพลิงเผาไหม้ไปทั่วร่างของถังยี้
ร้อนจนถึงขั้นสุดขั้ว
จากนั้นถังเกาจู่
จึงเดินเข้ามาที่ด้านหลังของถังยี้
แล้วกระแทกพลังดัชนีเข้าที่กระดูกไขสันหลังข้อที่ห้า
พลันเกิดพลังเย็นหนาวเหน็บ จากดัชนีของถังเกาจู่
วิ่งเข้าสู่ร่างของร่างถังยี้
หยินหยางในร่างกายจึงได้ปรับสมดุล

หลังจากนั้นอีกประมาณเดือนหนึ่ง
ต่อมาถังเกาจู่
ได้สอนเพลงหมัดให้ถังยี้ชุด หนึ่ง
ที่ใช้ต่อยจุดตายในร่างกายของคู่ต่อสู้ 7 จุด

เรียกว่าเพลงหมัดเจ็ดดาวเหนือ
อีกทั้งยังสอนวิธีเดินพลังภายในและ
วิชาหมัดอัคคีเข้ากับเพลงหมัดเจ็ดดาวเหนือ
เพิ่มเป็นสิบสองกระบวนท่า
จากเจ็ดกระบวนท่า
เเละเรียกเพลงหมัดชุดนี้ว่าเทวะอัคคี
 
หรือหมัดดาวเหนือที่ปรับปรุงเป็นหมัดเทวะอัคคี
จึงเป็นกระบวนท่าที่แฝงไว้ด้วยจุดตายและพลังภายในอันล้ำลึก

สามปีต่อมา...

ก่อนหน้าที่ถังยี้จะถูกส่งตัวไปวัดเส้าหลินเจ็ดวัน
ในขณะที่จะเข้านอน

มีพลังดรรชีนีพุ่งมาที่เชิงเทียนบนโต๊ะในห้องนอนของถังยี้

ไฟที่เชิงเทียนติดขึ้นมา
ถังยี้ยังไม่ได้หลับ
เกิดความสงสัยจึงเอาเชิงเทียนนั้นเดินตามไปหาต้นทางอย่างเงียบๆ
ต้นทางกลับเป็นชายชราสูงวัยอายุราวหกสิบห้าปี
ผมขาวเคราขาวยาว
แต่งกาย.นชุดนักบวชสีเทา
พลันเรียกชื่อตนออกมา
"ถังยี้ผู้อาวุโส
เฮ้งอยากจะถ่ายทอดพลังดรรชนีเอกสุริยันให้แก่เจ้า
สนใจจะเรียนหรือไม่ "

ถังยี้เป็นเด็กที่สนใจในวรยุทธเป็นอย่างมาก
จึงพยักหน้าตอบ

ชายชราจึงได้แสดงเพลงกระบี่ชุดหนึ่งออกมา
ให้ดู
เพียงแต่ใช้นิ้วมือของตนผสานกับพลังภายในเปล่งเป็นปราณกระบี่ที่ออกจากร่างมา
ปราณกระบี่ที่ชี้ไปตรงไหน
ก็แทงทะลุไปตรงนั้น
จนมาถึงกระบวนท่าที่สาม
ชายชราพลันหมุนปราณกระบี่ และหมุนแขนเป็นวงกลม กระแทกปราณกระบี่ออกไป
กลับกลายเป็นพลังปราณกระบี่สามระลอกกระ
แทกรวมกันเป็นจุดหนึ่ง
"นี่คือดรรชนีเอกสุริยัน
เจ้าจำได้ไหม "

ถังยี้พยักหน้าให้
ชายชราจึงสอนให้มันอีกสามกระบวนท่า
จากนั้นขอให้ถังยี้แสดงกระบวนท่าออกมาให้ดู
ถังยี้จึงร่ายกระบวนท่าออกมาจนครบหกกระบวนท่า

ในกระบวนท่าที่หก
เกิดพลังดรรชนีเปล่งออกมาที่ปลายนิ้วชี้สว่างจ้าของมัน
แต่ไม่มีปราณกระบี่พุ่งออกมาดุจชายชรา
แต่ตอยนี้ถังยี้ตะลึงงันแล้ว

ชายชราแซ่เฮ้งพลันหัวร่อออกมาดังๆๆ
"ฮ่าๆๆสมแล้วที่เจ้าเป็นอัจริยะเชิงบู๊

กว่าเล่าฮูจะฝึกได้เช่นเจ้านี้
เล่าฮูต้องใช้เวลาถึงสิบปี"

กล่าวจบชายชราพลันลอยตัวขึ้นไปบนหลังคาหายไปจากสายตาของถังยี้ทันที
 
ถังยี้หมั่นฝึกอยู่เจ็ดวัน
เริ่มมีความรู้สึกว่ามีปราณกระบี่มารวมไปอยู่ที่นิ้วชี้ของมันแล้วเปล่ง
5
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2019, 22:26:32 »
เทพกระบี่ล่องหน

ตอนถังยี้

ที่ลานฝึกยุทธ ใกล้กับหอคัมภีร์ และห้องเก็บพระไตรปิฎก
วัดเส้าหลิน

เด็กหนุ่มอายุ 17 ปีแต่งกายชุดนักบวช
ใบหน้าหล่อเหลา สง่างาม
เช็ดถูทำความสะอาดห้องเก็บพระไตรปิฎกอย่างขยันขันแข็ง
กับหลวงจีนชรา อายุ 64 ปี
เด็กหนุ่มหลังจากเช็ดถูเสร็จ
กำลังจะเดินออกไปกวาดลานวัดต่อไป

แต่หลวงจีนเฒ่าเอ่ยปากขึ้นก่อน
"ถังยี้เจ้าลองมา
ทดสอบฝีมือกับอาจารย์หน่อยนะ"

"ครับ"

ถังยี้เกร็งพลังภายในจากจุดตันเถียนมาที่ท้องน้อย
ออกกระบวนท่าหมัดพยัคฆ์
หมัดนกกระเรียน
หมัดเมาอย่างแคล่วคล่อง

ส่วนหลวงจีนเฒ่า
ออกกระบวนท่าไม่คล่องแคล่วว่องไวเท่า
แต่รัดกุมเชื่องช้า
แม้จะเป็นกระบวนท่าเดียวกันกับถังยี้ก็ตาม

แต่. ..กลับแฝงพลังภายในลึกล้ำ
พลังภายใรกระเพื่อมจนเกิดเสียงลมใต้แขนใต้ขา
ตามแรงกระ แทกหมัดเข่าศอกออกไป

ทั้งสองอาจารย์และศิษย์ใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม
ในการร่ายรำเพลงหมัด

รำเสร็จ..หลวงจีนเฒ่าหันหน้ามาเผชิญกับถังยี้แล้ว....ยิ้ม
พลันกระแทกหมัดออกไปนับสิบหมัดหนักรัวใส่มัน
ถังยี้กระแทกหมัดต้านรับอย่างว่องไวออกรส

ทันใดนั้นหลวงจีนเฒ่าพลันจ้วงใส่จุดตันเถียนที่ท้องน้อยของถังยี้

จนมันต้องใช้สองมือไขว้ปิดป้อง
เลยโดนหลวงจีนเฒ่าปล่อยหมัดตรงอย่างเร็วกระแทกถังยี้จนหน้าหงายกระด็นหงายหลังไป
"ถังยี้    ภายในวัดเส้าหลินแห่งนี้ยากจะหามีผู้ใดมีวรยุทธทัดเทียมเจ้าได้แล้ว"

หนุ่มน้อยลุกขึ้น ยิ้มแล้วกลับทำหน้างงๆ
มันพลันกล่าวตอบไปว่า
"เป็นไปได้อย่าง ไรครับท่านอา จารย์"

หลวงจีนเฒ่า
"เพราะเพลงหมัดเมื่อสักครู่ที่เจ้ารับได้นะสิมันบอก
เพราะมันคือเพลงหมัดอรหันต์กระแทกมาร"

"ฮ่าๆๆ...."

พวกเจ้าทั้งสองศิษย์อาจารย์ล้วนยอดเยี่ยม
ศิษย์น้องซานเต๋อ
หลานถังยี้

หลวงจีนเฒ่าเมื่อได้ยินเสียงกล่าวนั้น
พลันหันกลับน้อมกายคารวะทันที
"ศิษย์พี่เจ้าสำ นัก"
ถังยี้ก็รีบน้อมกายคารวะตามผู้เป็นอาจารย์
"ถังยี้คารวะอาจารยปู่ครับ"

เต็งคงไต้ซือเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน
หัวร่อร่า
พลันกล่าวขึ้นมาว่า
"ข้าชักอยากจะสนุกกับหลานถังยี้สักครา"
พลันดีดลูกประคำลูกหนึ่งพุ่งเข้าใส่หน้า อกถังยี้ทันที
เพราะเหตุการณ์กระชั้นชิดมาก
ถังยี้จึงกระแทกหมัดสวนออกไปหมัดหนึ่งอย่างเร็วสุดพลัง
"ตูม"

ถังยี้กระเด็นไปหลังกระแทกพื้นด้านหลังสองเมตร
เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินพลันสงบนิ่งยิ้ม
แขนชาไปหมด

พลันรำพึงออกมาคำหนึ่งอย่างตื่นใจยิ่งว่า
"หมัดเทวะอัคคี"






6
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 07 กุมภาพันธ์ 2019, 16:28:20 »




เทพกระบี่ล่องหน
ตอน ถังเยี่ยเซิน
ยอดยุทธสกุลเทพ

ในบรรดาสกุลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุทธภพ
ถ้าจัดลำดับกันจริงๆแล้ว
ก็คงจะหนีไม่พ้นสกุลถัง

เพราะเป็นสกุลเก่าแก่นับพันปี
มีเรื่องเล่าขานกันมาอย่างยาวยานว่า

ต้นสกุลเป็นเทพแห่งสวรรค์
ลงมาเพื่อขจัดฝ่ายมาร

แต่สิ่งที่เลื่องลือที่สุดในตระกูลถังกลับเป็นการใช้พิษ

เพราะพิษของสกุลถังเป็นสกุลเป็นพิษที่ร้ายกาจที่สุดในแผ่นดิน

จอมยุทธทั่วหล้าหรือชาวประชาทั่วแผ่นดิน
แม้กระทั่งพรรคเม้งก่าที่เป็นต้นกำเนิดของพรรคมารแห่งเปอร์เชียเอง
ก็ตื่นตระหนกกลัวพิษร้ายสกุลถัง

ที่มีฤทธิ์ร้ายแรงที่สุดนี้เช่นกัน

มันผู้ใดโดนพิษสกุลถัง
อย่าได้หวังจะหาทางแก้ไขได้

ถังเยี่ยเซินจัดว่าเป็น
ยอดยุทธเด่นล้ำในรอบ 200 ปีของสกุลถัง

ทั้งวิทยายุทธพลังภายใน

ทอดตาทั่วแผ่นดินจะหาผู้รับมือมันได้ไม่ถึงสิบคน

ถังเยี่ยเซินเป็นคนหนุ่มที่เป็นอัจฉริยะทางวรยุทธ
ฝึกกระบี่ก็เก่งกาจ
ใช้ดาบก็ยากจะหาคู่มือ
พลังภายในล้ำเลิศ
ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
จากรุ่นปู่สู่พ่อแม่ของถังเยี่ยเซิน

พวกมันมีแนวความคิดที่จะเป็นเจ้ายุทธภพ

พวกมันจึงตั้งตนเป็นผู้นำเหล่าจอมยุทธในการทำความดีและต่อต้านพรรคมาร

ซึ่งขัดกับภาพของสกุลถังมนอดีตที่ผ่านมากว่า 200 ปี
ที่สกุลถังเป็นสกุลเทพลึกลับ

ในวัย 20กว่าปี ถังเยี่ยเซินผู้แกร่งกล้า

เป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่สร้างความเป็นปึกแผ่นให้สกุลถังทั้งฐานะทางการเงินจากการค้า
จากการที่ชมชอบคบหามิตรสหาย
และด้วยพลังยุทธที่สูงส่ง

อีกทั้งไม่มีใครรู้เลยว่า
มันใช้วิทยายุทธใด
แต่ทุกคนต่างล่วงรู้กันว่ามันเป็นอัจฉริยะเชิงบู๊เท่านั้น

เมื่ออายุสิบหกปีมันปะทะฝ่ามือกับเต็งคงไต้ซือเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินได้เสมอ

ชนะเพลงกระบี่จากการประลอง
กับแม่ชีเถียนหนีเจ้าสำนักง้อไบ๊

ประลองดาบชนะกับฮงซิฟั่นเจ้าสำนักคงท้ง

อายุสิบเก้านำห้าสำนักใหญ่ขจัดสี่สิบสาขาพรรคทานตะวันหรือพรรคมารจนหมดสิ้น

ถังเยี่ยเซินไม่พกพากระบี่หรืออาวุธใดๆข้างกาย
แม้จะออกท่องยุทธภพก็ตาม

มีแต่พัดเหน็บเล่มหนึ่งที่ได้จากเจ้าเกาะดอกท้อที่เรียกกันมา
พัดเหล็กโบกขุนเขา

ชื่อเสียงของมันเกิดขึ้นและเลื่องลือไปอย่างรวดเร็ว

สกุลถังเลยถูกจัดเป็นผู้นำแถวหน้าของยุทธภพ
เป็นสกุลอันดับหนึ่งในยุทธภพ
ที่เรียกได้ว่าเป็นผู้นำแห่งยุทธภพโดยปริยาย

ปีนี้ถังเยี่ยเซินมีอายุยี่สิบสองปี

กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่เก๋งในสวนหลังบ้าน
ด้วยชุดแพรพรรณดำลื่นไหล
ปักเลื่อมทองลายพยัคฆ์

ใบหน้าของมันคมเข้มองอาจ ท่าทางสง่างามเปิดเผย
แต่อาจจะดูออกเย็นชาไปบ้าง
ดวงตาของมันคมวาวดุจดั่งพญาเสือ

วันนี้ลมพัดค่อนข้างแรงกรรโชกผ่านไปผ่านมา
จนเส้นผมที่รัดมวยปล่อยยาวของถังเยี่ยเซิน สยายออกปลิวไปตามแรงลม

ฉับพลันนั้นเองคิ้วของถังเยี่ย
เซินก็ขมวดขึ้น
เล็กน้อย

มันกล่าวคำพูดลอยลมไปว่า "จอมยุทธท่านใดแฝงกายมาแล้ว"

พลันมีเสียงตอบรับว่า

"ใช่ข้ามาแล้ว"

คำถามของถังเยี่ยเซิน
ไม่ธรรมดาแฝงพลังภายในสี่ส่วนก้องกังวาน
แต่เสียงตอบก็ดังกังวาลเช่นกัน

ผู้ตอบอย่างองอาจเป็นบุรุษชุดดำปิดบังใบหน้า
ในมือถือกระบี่ เล่มหนึ่ง
งดงามอย่างยิ่ง
ทั้งฝักทั้งด้าม

ถังเยี่ยเซินลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ เดินตรงไปยังบุรุษชุดดำ
อย่างสบายอกสบายใจ

พลันกล่าวกับุรุษเบื้องหน้าว่า
"ท่านพร้อมที่จะมาสังหารข้าจริงฤา "
บุรุษชุดดำพยักหน้า
แทนคำตอบ

พลันกระโดดตัวลอยขึ้นไปกลางอากาศ
กระโดดม้วนตัวกระแทกฝ่าเท้าข้างขวาใส่หน้าอกผู้แซ่ถังอย่างสุดกำลัง

ฝ่ามือสองข้างของถังเยี่ยเซินกระแทกออกไปต้านรับ
"ตูม"
บุรุษชุดดำพลันหมุนตัวกระแทกสองฝ่ามือใส่บนศรีษะผู้แซ่ถังทันที

ถังเยี่ยเซินกลับสะบัดฝ่ามือปะทะกับฝ่ามือทั้งสองของบุรุษชุดดำเช่นกัน

ฝ่ามือของบุรุษทั้งสองเจอแรงปะทะซึ่งกันและกัน
"ตูม"
ร่างยุรุษชุดดำกระเด็นหลุดออกมายืนกับพื้นทั้งสองฝ่าย
ต่างเดินถอยหลังกันไปคนละสามก้าว

ถังเยี่ยเซินมือทั้งสองข้างชาไปหมด

แต่กลับเดินพลังภายในขึ้นมาแปดส่วนฟาดออกไปอีกครั้งจนบังเกิดเสียงดังลั่น
"ครื่น"
บุรุษชุดดำพลันต่อยออกมาหมัดหนึ่ง
"ตูม"

ทั้งสองฝ่ายต่างมีพลังภายในลึกล้ำมาก

ปะทะกันก็ใช้สุดขั้ววิชาของตนทันที
นับเป็นการต่อสู้ที่สะเทือนยุทธภพเกิดขึ้นแล้ว

ถังเยี่ยเซินไม่รอช้าอีกต่อไป
ตวัดมือออกไปครั้งหนึ่ง
ด้วยพลังภายในลึกล้ำกับอาวุธ สามชิ้นที่รวดเร็วยิ่ง
วิ่งเข้าใส่ร่างของบุรุษชุดดำ รวมหนึ่งแปรเปลี่ยนสาม

แยกย้ายออกไปเป็นสามทาง
ทั้งมันยังได้คำนวณทิศทางลมไว้เป็นอย่างดี

บุรุษชุดดำ
ทั้งแกว่งกระบี่ทั้งสะบัด
ทั้งหมุนกระบี่เร็วเป็นจักรผัน
กระแทกด้ามกระบี่ออกไปยังอาวุธทั้งสามชิ้น
ที่จะเล่นงาน
กลางหน้าผาก
กลางหัวใจ
กลางท้องน้อย
หรือตันเถียน
"ปัง ปัง ปัง"

แต่หลังจากกระทบกับอาวุธทั้งสามชิ้นนั้นพลันถอยหลังไปหนึ่งก้าว
พลังภายในของถังเยี่ยเซินรุนแรงอย่างยิ่ง

ผู้แซ่ถังกลับไม่รีรอสะบัดมือขวาออกไปตรงๆอีกรอบหนึ่ง
"วายุเข็มน้ำแข็งนิลกาฬ"

เป็นพายุเข็มน้ำแข็งที่กลั่นจากพลังภายในกายกดย้อนเป็นเกล็ดน้ำแข็งนับร้อยเล่มพุ่งออกมา

บุรุษชุดดำเร่งพลังภายในกระแทกกระบี่หมุนดุจดั่งกังหันลม
หมุนจนไร้ช่องว่าง
เป็นกำแพงกั้นวายุน้ำแข็งนิลกาฬ
กระแทกออกไปได้ทั้งหมด


แต่....ยังมีเข็มน้ำแข็งสี่แท่ง
แยกไปยังสี่จุดบนร่างกายของบุรุษชุดดำ
แหวกกำแพงกระบี่เข้าไปตรงๆด้านหน้า

"ตึงตึงตึงตึง"

เข็มน้ำแข็งทั้งสี่ เล่ม
กระแทกใส่สี่จุดบนร่างของบุรุษชุดดำ
ที่หน้าอก
ที่ไหล่
ที่ท้อง
และที่แขนของบุรุษชุดดำ

และมันรู้ตัวว่า

แขนทั้งสองข้างชาไปหมด

อีกทั้งยังมีพลังภายในระดับน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งไหลเวียนเข้าสู่ทั้งสี่จุดที่เข็มน้ำแข็งปักใส่
อีกทั้งมีพิษพุ่งเข้าไป
พิษนิลกาฬ

พลัน....มีแสงสว่างเกิดขึ้นวูบหนึ่ง
บุรุษชุดดำพลันล้มลงหมดสติ
วายุน้ำแข็งนิลกาฬอันร้ายกาจ
แฝงพลังภายในอันลึกล้ำและพิษร้ายนิลกาฬสกุลถังที่เลื่องชื่อ
ทำงานอย่างเยี่ยมยอด

ถังเยี่ยเซินแสยะยิ้ม
แต่กลับตาเหลือกเพราะมีเลือดพุ่งกระฉูดออกจากลำคอของมัน

มันพลันแค่นเสียงกล่าวว่า
"เทพกระบี่ล่องหน"
แล้วก็ล้มหงายตึง

7
ธรรมะกับชีวิต / ศรัทธา
« กระทู้ล่าสุด โดย popen2556 เมื่อ 04 กุมภาพันธ์ 2019, 16:29:51 »




23 ชม. ·
ศรัทธา

หลังจากที่พวกเราได้ตั้งสติ
ในการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จากการทำวัตรเย็นและการนั่งสมาธิด้วยเวลาอันสมควร
การที่เราทำสิ่งนี้เรียกว่มีศรัทธา ศรัทธาในพระพุทธศาสนาคือศรัทธาในพระพุทธเจ้าว่ามีจริงทรงเป็นผู้ต้นแบบแห่งกนทางของอริยชนศรัทธาในพระธรรมส่าพึ่งได่ฝึกจิตใจได้
ศรัทธาในพระสงฆ์ ดังเช่นนี้
อาจจะมีคนอื่นมองว่าพวกเรา มาทำอะไรก็ไม่รู้ไร้สาระ
เสียเวลาเปล่า
เพราะเขาไม่มีศรัทธา
สิ่งที่พวกเรามาทำกันในวันนี้ เรามาเจริญสติร่วมกัน
เพื่อให้จิตมีกำลังแข็งแรง เพื่อที่จะให้จิตปลอดโปร่งผ่องแผ้ว
หลังจากที่ทำบุญกันมามากแล้ว
โลกทุกวันนี้มันแปรเปลี่ยนเปลี่ยนไปมากผโดยเฉพาะทางวัตถุ
เราก็ต้องอยู่กับมันให้รู้จักความจริง
อย่างเรื่องฝุ่นละอองที่เป็นพิษ เราก็ต้องเช็คดูว่า
มีที่ไหนที่เป็นเขตมลพิษ
ก็ต้องป้องกันโดยการใส่หน้ากากกัน
วันนี้อาตมาได้นั่งรถผ่านทางบางกะปิ
เห็นคนงานก่อสร้าง
นั่งกินข้าวกันด้วยความอิ่มอร่อย
กับข้าวก็ธรรมดา ไม่ได้มีอะไรพิเศษ
แต่พวกเขาดูมีความสุข
ความสุขที่เขาได้กินอิ่ม
กับอาหารมื้อที่เขาอยากจะได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องกินอาหารที่มีราคาแพงถึงจะอร่อย
คนงานเหล่านี้เขากินของเขาเองก็อร่อย
พวกเราก็ทำเป็นสมมติกันเองว่า ของอร่อยต้องเป็นของแพง และของไม่แพงนั้นไม่อร่อย
มีเพื่อนพระรูปหนึ่ง
เดิมท่านเป็นฆราวาสอยู่ข้างวัด
มีเมียเป็นอาจารย์
เผลอแป๊บเดียวก็มาบวชในวัด แล้ว
มาขอไลน์อาตมา
ถามอาตมาว่า อยากจะสึกเพราะร้อนผ้าเหลืองเหลือเกินอยู่ไม่ไหวเหงา จะทำอย่างไรอาตมาก็ตอบท่านไปว่า
ท่านลองไปคุยกับใครก็ได้
ถ้าไม่มีใครคุย ด้วยก็ไปคุยกับต้นไม้คุยกับสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวของท่าน
คุยกับตัวเองในกระจก
คุยไปเถอะ
หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง
ท่านก็บอกว่าท่านมีความสุขมากขึ้นเยอะ
ไม่สึกแล้ว
อันนี้ก็หลงสมมุติอยู่เหมือนกัน
สมมุติว่าต้องพึ่งคนอื่น
ก็พึ่งตัวเองไม่ได้ การที่พวกเรามาเจริญสติทำสมาธินี้
ทำให้จิตเรามีกำลัง
พอจิตมีกำลังที่เรียกว่าสมถะ ภาวนา
ถึงแจ้งกับวิปัสสนา
หรือตื่น
หรือว่าเราสงบเฉยๆ
เราก็จะรู้ว่าเราพึ่งตนเองได้ดังเช่น
ที่เรามาพึ่งพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เพื่อให้จิตมันสงบ
เมื่อจิตสงบแล้วยินดีแล้ว
ก็เกิดปัญญาปัญญาคือความรู้ตื่น
รู้ว่าพึ่งตัวเองได้ไม่จำเป็นต้องพึ่งสมมติอะไรๆทั้งนั้นเอง
เหมือนที่พวกเรากลัวกันว่าไอ้นั่นจะเกิดไอ้นี่จะเกินไป
กลัวมันทำไมกันกลัวแล้วมันจะไม่เกิดเรื่องที่กลัวเหรอ
อันนี้ทั้งหลายทั้งปวงมันอยู่ที่เราเอง
เราเองเป็นผู้กระทำให้มันเกิดมันเกิดจากกรรมของตัวเองที่ทำทั้งนั้น
กรรมที่แก้ไขในอดีตไม่ได้หรือจะแก้ไขในอนาคตก็ไม่ได้ต้องแก้ไขในปัจจุบันนี้เท่านั้น ดังนั้นอาตมาจึงบอกว่าพวกเรามาตั้งสติกัน

อ้าววันนี้มีวัยรุ่นมาด้วย
เรียนคณะนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พึ่งจบนะ
ดีนะที่มาฝึกปัญญากับห้องนี้จะได้เห็นความจริงที่พึ่งตัวเองได้
ขอให้กำลังใจแม่บ้านทุกท่านที่มาร่วมฝึกจิตใจกันวันนี้ อย่าไปกลัวอะไรอย่าไปหวังอะไรตั้งใจอยู่กับตัวเอง
ฝึกลมหายใจลมหายใจนี้น่ะ
พวกที่ดมฝุ่นพิษเข้าไปไม่ว่ารวยหรือว่าจน
ฝุนพิษมันมีค่าเท่ากัน
เพียงแต่ฝุ่นพิษของคนจนมีราคาถูกหน่อยเพราะ
ไปหาหมอกับสิทธิ 30 บาท
แต่คนรวยจะไปหาที่หมอโรงพยาบาลเอกชนก็อาจจะเสียหลายพันหรือล้มป่วยไปกว่านั้นก็เสียเพิ่มมากขึ้น
บ้างเป็นแสนบา โรงพยาบาลก็ขายดี
ขายกันทั้งยาขายกันทั้งหมอหมอ
อันนี้ก็เป็นกรรมเพราะฉะนั้นการฝึกกายฝึกลมหายใจให้จิตมจแข็งแกร่ง
เจริญภาวนาเจริญสมาธิภาวนา
ให้จิตสงบแล้วมีปัญญาเมื่อมี
ปัญญาก็นำปัญญาเข้าสู่ภาวะหนึ่งที่ว่าภาวะที่พ้นจากรูปนามหรือทุกข์
จิตใจเข้มแข็งมีสติแก่กล้าเป็นพลังงาน
น่าจะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ นะ

เอาละวันนี้แค่นี้ ฟังอาตมาแล้วทำวัตรมาแล้วนั่งสมาธิกันมาแล้วในระดับหนึ่ง
ก็ขอให้พวกเรารรับพรจากอาตมาในวันนี้ด้วย เอาตั้งใจนะ

พระกม กมโร
8
ธรรมะกับชีวิต / Re: สิ่งศักดิ์สิทธิ์
« กระทู้ล่าสุด โดย MintzDuke เมื่อ 01 กุมภาพันธ์ 2019, 14:39:55 »
ยังพอจะร่วมบริจากได้หรือเปล่าครับ
9
สารพัดเรื่องสัพเพเหระ / Re: หนังเพื่อพ่อ ที่ลูกทุกคนต้องดู!
« กระทู้ล่าสุด โดย MintzDuke เมื่อ 01 กุมภาพันธ์ 2019, 14:38:41 »
ปีที่ผ่านมาไม่เห็นมีให้ดูเหมือนปีก่อนๆ เลย
10
วัฒนธรรม / Re: ตีนเลียน (ล้อเลื่อน)
« กระทู้ล่าสุด โดย Bennato เมื่อ 01 กุมภาพันธ์ 2019, 12:12:22 »
ถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่กำลังต้องการมาก
หน้า: [1] 2 3 ... 10