แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - popen2556

หน้า: [1] 2 3 ... 46
1
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 18 สิงหาคม 2019, 21:24:24 »


ความสุข...

ใครที่เห็นความสุขคือ
ความสนุก
ความตื่นเต้น
ความอร่อย
ความไพเราะ
ความสวยงาม
ความหอมสดชื่น
ลองเจอความสุขข้างต้นบ่อยๆดูสิว่า
จะเบื่อไหม
สุดท้ายจะ
ไม่เหลืออะไรเลย
แม้กระทั่ง
ความสุข

อนาคาริก



ดาบเด็ดเดี่ยว
ภาคเทพกระบี่ล่องหน
ตอนราชันย์แห่งดาบ
ซิมเซ่งอี้

ห้องโถงตระกูลถัง
ถังเยี่ยเซินและ ซิมเซ่งอี่
นั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร
ดื่มกินกันเป็นมื้อแรก
"คลื่นลูกใหม่ ไล่คลื่นลูกเก่ารุนแรงนะ "

"เจ้าเป็นอัจฉริยะยอดยุทธที่หายากด้วยอายุเพียงเท่านี้
พื้นฐานขนาดนี้ สติปัญญาปราดเปรื่อง
นอบน้อมถ่อมตน
จิตใจงดงาม กากเที่ยงตรง ยุติธรรม
ยุทธภพจะได้พี่ง แต่หากไม่เที่ยงตรงอยุติธรรม อาจเกิดจอมมารร้ายในยุทธภพผู้หนึ่ง"
"อาจารย์เห็นเจ้าแล้วเกิดความเอ็นดู
อยากจะถ่ายทอดยอดวิชาให้เจ้าได้รู้ว่า ดาบไตรภพเป็นเช่นไร
ดาบไตรภพเป็นวิชาที่อาศัยมวลสาร กระบวนท่า
พลัง
และความแข็งแกร่งจากภายใน
ความเร็ว
ไม่เพียงแต่จะใช้อาวุธเท่านั้น จะใช้ปราณก็สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ได้เป็นจำนวนมาก
นับพันนับร้อยคน ขึ้นอยู่กับพื้นฐานพลังภายในของเจ้าเองว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญ
ใจต้องนิ่งพอที่จะเปลี่ยนมวลสารให้เป็นพลังงาน แล้วที่สำคัญคือความเร็ว กระบวนท่ากลับเป็นรองในหลายเรื่อง
ถ้ามวลสารดี พลังดี
ความเร็วดี
กระบวนท่าแทบไม่แตกต่างกันเลย
ดังนั้นเมื่อยอดยุทธต้อง ประลองกัน เพียงกระบวนท่าเดียวก็รู้ผลแพ้ชนะแล้ว
ถ้าไม่คิดสังหารคู่ต่อสู้"

วันนี้เจ้าช่วยแสดงพื้นฐานพลังภายในบนโต๊ะนี้ให้อาจารย์ได้เห็นสักคราหนึ่ง"
"เยี่ยเซินน้อม กรคารวะอาจารย์" พร้อมก้มหัวพยักหน้าครั้งหนึ่งเขาใช้นิ้วชี้ดีดถ้วยสุราเบาๆครั้งหนึ่ง หมุนติ้วลอยขึ้นกลางอากาศ
ไปหาซิมเซ่งอี้

ในระหว่างนั้นซิมเซ่งอี้ก็ดีดนิ้วไปที่ตะเกียบใกล้ตัว ตะเกียบพุ่งไปด้วยความเงียบเร็ว
ไปแต่อยู้บริเวณก้นถ้วยถ้วยสุรา ที่หมุนติ้วอยู่
ถังเยื่ยเซินขมวดคิ้ว
เพราะว่าการที่จะสร้างสมดุลพลังงานทั้งสองขั้วให้อยู่ตรงนี้ยากมาก
ซิมเซ่งอี้เอ่ยปาก

"ความเร็ว
พลัง
ใจ
กระบวนท่า
ในบรรดาสี่คำพูดนี้
กระบวนท่าสำคัญน้อยที่สุด" พูดเสร็จพอดี ถ้วยสุราแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ในขณะที่ ซิมเซ่งอี้ดีดสุราไปรองรับสุราในถ้วยที่แตกนั้นจนหมดสิ้น
วางไว้ต่อหน้า
ถังเยี่ยนเซิน



2
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 18 สิงหาคม 2019, 05:59:58 »







ดาบเด็ดเดี่ยว
ภาคเทพกระบี่ล่องหน
ตอน
ราชันย์แห่งดาบ
ซิมเซ่งอี้

ดาบยาวที่ฟันลงมาจนกระบี่วิเศษของถังเยี่ยเซินหลุดมือไป
ถ้าเป็นยอดยุทธคนอื่น
คงจะแตกตื่นจนฉี่ราดกางเกงแล้ว
แต่นี่มันเป็นถังเยี่ยเซิน
อัจฉริยะเชิงยุทธกลับทำให้มันมีความรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนาน
เร้าใจ
กระหายใน
การประลอง
แม้จะต้องตายก็ตาม
นอกจากนี้พลังภายในของมันยังเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
อีกทั้งยังมีความแข็งแกร่งใน พลังภายนอกเป็นเกราะ
เมื่อได้มาพบคู่ต่อสู้ที่ยากสยบตรงข้ามกับ
ชาวยุทธผู้อื่น
เมื่อเจอคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวยากจะชนะการการต่อสู้จะต้องทิ้งชีวิตแล้วเผ่นหนีไม่คิดชีวิตใส่ตีนหมา
ถังเยี่ยเซินกลับเดินไปเก็บกระบี่วิเศษขึ้นมา
และยังคงมั่นใจว่า
บุรุษชุดดำผู้ใช้ดาบนั้นจะไม่ทำ ร้ายมัน
เป็นเช่นนั้น
เมื่อกระบี่วิเศษอยู่ในกำมือแล้ว
ถังเยี่ยเซิน
น้อมกายคารวะ ซิมเซ่งอี้
ราชันย์แห่งดาบ พลางกล่าวว่า

"ผู้เยาว์เป็นผู้ชอบฝึกวิทยายุทธ
ชอบเรียนรู้กระหายในวิชา เมื่อได้เจอผู้อาวุโส
อยาก
จึงน้อมใจน้อมกายใคร่ที่จะเรียนรู้
หวังว่าท่านคงให้โอกาสผู้เยาว์ได้เปิดหูเปิดตาบ้าง"
บุรุษชุดดำแย้มยิ้ม
พูดออกมาใยลำคอคำหนึ่งว่า
"อืม"

สิ้นเสียงราชันย์แห่งดาบ
มันกลับฟันดาบตรงไปตรงมาสามดาบรวมเป็น หนึ่ง
พลังกดดันราวกับฟ้าดินถล่ม
ถังเยี่ยเซินใช้กระบี่วิเศษรับ แล้ว
เกร็งพลังภายในเป็นแปดส่วน
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง

เยี่ยเซินพลันรู้สึกว่ามือสองข้างชาด้านไปหมด
แต่มือซ้ายของราชันย์แห่งดาบที่ถือดาบสั้นอยู่
กลับปาดตามออกมาที่คอหอย ของเยี่ยเซินอีกครั้ง
เขาพลิกหงายเขาหลบดาบนี้อย่างฉิวเฉียด
และใช้กระบี่กัน เอาไว้เช่นกัน
"กรี๊ด"
ประกายไฟแล่บ ออกมา
ดาบสั้นห่างจากคอของเขาเพียงหนึ่งนิ้วเท่านั้น เขาจึงแล้วรู้ว่า
ในยุทธภพ เหนือฟ้ายังมีฟ้ายังมีอยู่มากม่ย
ถ้าเปรียบเทียบฝีมือในตอนนี้ ของเขาเอง
ก็คงจะรับมือได้ไม่ถึงสามสิบกระบวนท่า
พลันตัดสินใจเด็ดเดี่ยวในกระบี่เดียว

กระบี่วิเศษแทงปาดออกมา
ดาบก็เช่นกัน
แต่ทั้งกระบี่และดาบ
ไม่ได้ชนกัน
แต่มันเพียงเสียดสีกันเป็นดังสนั่น
เกิกประกายไฟจนลุกท่วมดาบและกระบี่ทันที
ถังเยี่ยเซินรู้สึกหายใจไม่ออก กับดาบนั้น
ที่จ่ออยู่ตรงคอหอย
พอดี
จนกระบี่วิเศษหลุดมือออกไปอีกครั้ง
มันรีบก้มลงคุกเข่าก้มศรีษะต่อซิมเซ่งอี้
น้อมโขกศรีษะสามครั้งขอเป็นลูกศิษย์
ซิมเซ่งอี้หัวเราะร่าพลางกล่าวว่า

"เจ้าหนุ่มน้อยสามารถรับสาม ดาบรวมหนึ่ง ของข้าได้
และก็ยังมีลมหายใจอยู่
ทอดตาทั่วแผ่นดิน
มีผู้ทำได้เช่นนี้ไม่เกินสิบคนก็ถ้าเจ้าอยากเรียนรู้วิชากับข้า
ข้าก็ยินดี "
เยี่ยเซินไม่รอช้าเขาโขกศีรษะ กับพื้นสามครั้งพลางกล่าวว่า
"ขอบพระคุณครับอาจารย์"

3
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 16 สิงหาคม 2019, 13:47:05 »


วิถีของจิต

ถ้าจิตไม่ข้องแวะกับอะไรเลย
มันเป็นมรรค

อนาคาริก

วันๆเราเสียเวลากับรายละเอียดมากเกินไป
จิตจึงเศร้าหมองเป็นทุกข์

สะมะชัยโย

จิตตื่นคือจิตที่รับรู้อารมณ์
เกิดดับเท่านั้น
ไม่สนใจรายละเอียดอะไรเลย

สะมะชัยโย



ดาบเด็ดเดี่ยว
ภาคเทพกระบี่ล่องหน
ตอนราชันย์ดาบ
ซิมเซ่งอี้


ดาบเด็ดเดี่ยว
ภาคเทพกระบี่ล่องหน
ตอนราชันย์ดาบ
ซิมเซ่งอี้

บุรุษชุดดำลอยตัวสูงขึ้น
เพื่อหลบหลีกการวิ่งชนกันของลูกประคำระเบิด
ที่ดังสนั่นหวั่นไหว
ระเบิดแม้จะอยู่ในที่แคบและจำกัด
แต่...ความรุนแรงในวงจำกัดนั้นกลับรุนแรงยิ่งขึ้น

ถังตงยิ้มพร้อมสะบัดดีดลูกประคำที่เหลือหลายสิบลูกออกไปพร้อม
การดีดลูกประคำในครั้งนี้เป็นลูกประคำทั้งหมดที่ร้อยเรียงกันเป็นวง
ที่ทั้งเร็วและรุนแรง
ระหว่างลอยตัวนั้นเอง


บุรุษชุดดำก็ชักดาบสั้นที่อยู่ข้างเอวออกมา
พร้อมทั้งตวัดดาบสั้นเป็นวงกลม
เกิดเป็นโล่ห์พลังปราณขึ้น

ลูกประคำระเบิดกระแทกใส่โล่ห์ปราณดาบสั้นระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
เสียงระเบิดดังกึกก้องในถ้ำลับ

ดาบสั้นกลับนั้นวิ่งตรงพุ่งเข้าใส่ถังตง
ด้วยความเร็วเหลือเชื่อ
ถังตงคิดจะเอียงตัวไปยังข้างๆหลบการจู่โจม
เพื่อจะปัดดาบสั้นให้พ้นตัว
แต่ด้วยความเร็วของดาบสั้น
ไม่ยอมให้มันได้ทำเช่นนั้น
ดาบสั้นวิ่งใส่ถังตงที่ขั้วหัวใจแล้ว

ในช่วงพริบตานั้น
บุรุษหนุ่มที่แช่อยู่ในถังน้ำสมุนไพรนานาประการ
ลอยตัวขึ้นกลางอากาศพร้อมกับหยิบกระบี่วิเศษข้างกายและชักกระบี่วิเศษแทงออกไปทันที
"เหยี่ยวถลาลม"

"เปรี้ยง"
ดาบสั้นปะทะกับกระบี่วิเศษ
เสียงดังสนั่น
"เปรี้ยง"

ดาบสั้นหมุนกลับไปยังเจ้าของ
พลังกระบี่นั้นเหลือร้ายรุนแรง
เสือย่อมเป็นเสือ

ถังเยี่ยเซินผู้มีกระบี่วิเศษอยู่ในมือย่อมเป็นเสือ




ถังตงนึกย้อนหลังเกี่ยวกับวิทยายุทธของบุรุษชุดดำได้
ถึงกับตื่นตระหนกแล้ว


"ราชันย์ดาบไตรภพ "
ดาบสามเล่มนี้หากเป็นราชันย์ดาบไตรภพ...ซิมเซ่งอี้
ที่มีชื่อเสียงเป็นจอมดาบอันดับหนึ่งในแผ่นดิน
แต่ได้เร้นกายหายไปนับสิบปีนั่นเอง

หากกลับมาเจอพวกเราสองคนตาหลาน
แล้วพวกเราจะรับมือได้เช่นไร


จึงตะโกนร้องเตือนถังเยี่ยเซิน ว่า
"คุณหนูระวัง10 ส่วน"

ถังเยี่ยเซินลอยตัวหมุนกลับแทงกระบี่ด้วยความเร็วสุดขั้วด้วยกำลังภายในที่สูงขึ้นมาก
มันมีความมั่นใจมากกว่าตอนที่ได้ประลองฝีมือกับประมุขเฉียวมากนัก
แต่เมื่อผู้เป็นตาร้องทักท้วงออกมา
จึงไม่กล้าประมาท


ในช่วงเวลาที่ดีดตัวลอยขึ้นมานั้นบุรุษชุดดำกลับชักดาบที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมา
เป็นดาบยาวกว่าดาบธรรมดาครึ่งเมตร
"หนึ่งดาบถาโถมโรมรันแตกหัก"
"เปรี้ยง"



กระบี่วิเศษในมือถือของถังเยี่ยเซินหลุดจากมือของมันทันที




ในชั่วพริบตานั้น

ถังตงเองก็แตกตื่นไม่น้อยกว่าเมื่อครู่ที่กระบวนดาบสั้นวิ่งเข้าหาตนแล้ว
หรือ
บุรุษชุดดำจะเป็น
ดาบไตรภพ
ซิมเซ่งอี้จริงๆ






4
ธรรมะกับชีวิต / เหนือความยุติธรรม
« เมื่อ: 13 สิงหาคม 2019, 20:01:16 »
เหนือความยุติธรรม

ความยุติธรรมที่โลกกำหนดมา เหมือนตาชั่ง ระหว่างข้างความถูกต้องกับความไม่ถูกต้องหรือความผิด
ความยุติธรรมทำงานอยู่ตรงกลาง
เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าอะไรคือความถูกต้องที่สังคมต้องการ
เเละอะไรคือความไม่ถูกต้องที่สังคมไม่ต้อง การ
ที่เรียกว่าความดีและความชั่ว เพื่อให้สังคมนี้อยู่กันได้อย่างผาสุกเสมอในระดับศีลธรรมความยุติธรรมที่เราเปรียบเทียบกันเปรียบเสมือนกับตาชั่ง
ตาชั่งที่ชั่งตวงให้มันสมดุลกันระหว่างซ้ายหรือขวา

ทุกวันนี้ทุกคนก็เลยพยายามยึดถือตราชั่ง
แต่ตราชั่งมักจะเอียงด้วยอคติในการตัดสินใจของตนเอง
ไม่ว่าจะคิดผิดหรือคิดถูก
เพื่อเรียกร้องความถูกต้องตามตราชั่งของทุกคน
ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นตราชั่งเพียงเพราะอคติโลกตราชั่งนั้นจึงเป็นการเมืองระดับ
ครอบครัว
สังคมประเทศชาติ
ระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความชอบธรรมหรือความถูกต้อง
แต่ความยุติธรรมเป็นจริงฤา
ทุกคนที้อยู่ในโลกใบนี้ก็รู้ว่า ความยุติธรรมที่แท้จริงเป๊ะ
หาได้ยาก

พุทธศาสนาวางหลักไว้ในเรื่องนี้ว่า
อะไรที่ก่อแล้วเกิดกุศลธรรมมันดี
อะไรที่ก่อให้เกิดอกุศลธรรม
นั้นไม่ดี
เพราะกุศลธรรมจะทำให้ใจร่มเย็นปิติสุข
แต่ถ้าอกุศลธรรมก็จะทำให้ใจร้อนรุ่มทั้งนั้นพุทธศาสนายังสอนให้เราเข้าใจถึงความจริงของความยุติธรรมว่าจะต้องมีความคิดที่ถูกต้อง
ใจที่เป็นกลางไม่เอียงซ้ายเอียงขวาหรือมีอคติใจที่ปลอดโปร่งจากการยุติธรรม
ใจที่เดินในทางสายกลาง
ทางสายกลางที่มีมรรคองค์แปดเป็นทางที่ไม่ข้องเกี่ยวกับทางซ้ายหรือทางขวาแต่อย่างใดที่เราเรียกว่าทางสายกลาง
จิตเมื่อบำเพ็ญในทางสายกลางแล้วจะมองเห็นความจริง 4 ประการคือเห็นความทุกข์เป็นความทุกข์
ไม่ใช่สุข
ความไม่เที่ยงเป็นความไม่เที่ยงไม่ใช่เที่ยงเห็นสิ่งที่ไม่สวยงามเป็นของไม่สวยงามไม่ใช่สวยงามอย่างที่โลกคิด
เห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนเป็นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตนอย่างที่เรายึดกัน
ความยุติธรรมที่เรายึดกันนั้นล้วนแต่เป็นตัวเป็นตนทั้งนั้น
เป็นทุกข์ไม่เที่ยง
ความยุติธรรมที่แท้จริงก็คือ เหนือเวทนาหรือความชอบหรือไม่ชอบ
ที่เรียกว่าธรรมดาที่สุด

เจริญพร

อนาคาริก





5
ธรรมะกับชีวิต / หมดหัวใจให้แม่
« เมื่อ: 12 สิงหาคม 2019, 13:02:01 »
หมดหัวใจ

ความเป็นคนจีนโพ้นทะเลที่ล่องเรือสำเภามาอาศัยพื้นแผ่นดินไทยทำหากิน
หากมีเหลือก็ส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ได้ใช้

แต่การมาไกลขนาดนั้น

ไม่ได้ทำให้แม่ด้อยค่าไปกว่าแม่ของทุกๆคนบนโลกใบนี้
แม้แม่จะมีลูกชาย 5 คน อายุห่างกันตามสมควร
ต้องมาคอยดูแลในช่วงที่ลูกๆกำลังกินกำลังนอนพร้อมๆกัน
อีกทั้งยังมีเวลาในแต่ละวันน้อยมาก
เพราะงานในบ้านและงานในธุรกิจของครอบครัว
เเต่แม่ต้องการสร้างครอบครัว
ให้ดี
จึงกัดฟันซื้อบ้านหลังใหญ่ขนาด67ตร.วาให้ลูกๆได้มีที่ซุกหัวนอนกัน
และก็ไม่เคยเห็นแม่เอ่ยปากบ่นสักคำ
แม่ยังคงทำงานหนัก
หามรุ่งหามค่ำ จนนำพาลูกๆ
ให้พ้นไปจากอกแม่
ด้วยการศึกษาที่ดี
ด้วยอาชีพในการทำงานที่พออยู่ได้
ลูกๆของแม่ ทั้ง5 คน
มีปัญหาหนักๆถึง 2 คน
คือพี่ชายคนโต และน้องชายคนเล็ก
เนื่องจากเขาทั้งสองติดเหล้า
(พี่คนโตมาเลิกเหล้าได้ตอนอายุมากแล้วพร้อมกับโรคที่มาจากเหล้าเป็นรางวัลหลายโรค
ส่วนน้องชายคนเล็ก
ที่ชีวิตเกิดมา
สมองไม่สมประกอบ
คิดอะไรได้แปลกๆ
พี่น้องในบ้านจึงเรียกเขาว่า
ไม่เต็มบาท
หรือ80ยังคงดื่มอยู่ )
เขาเป็นลูกคนที่แม่เป็นห่วงมากที่สุด
จนแม่ต้องเดินตามหาแทบทุกคืน
เมื่อน้องชายคนนี้ยังไม่กลับเข้าบ้าน
แต่ถ้าหากเขาอยู่ที่บ้าน
แม่จะเข้านอนได้เร็วแต่หัวค่ำเลย
แต่แทบทุกคืนแม่ก็ยังคงเดินตามหาลูกชายคนเล็กของแม่ 2-3 เที่ยว
ก่อนจะกลับเข้าบ้านและจะเข้าห้องนอนเมื่อแม่ได้ยินเสียงลูกกลอนประตูบ้านเปิดและปิดโดยได้ยินเสียงของลูกชายคนเล็กตามกำกับมาด้วย
แม่จึงนอนตาหลับ
ผมเคยถามแม่เหมือนกันว่าทำไมแม่ต้องทำอย่างนั้นด้วย
แม่ตอบทันทีว่า "ยังไงๆเขาก็เป็นลูกของแม่
เขาเป็นปัญหาของแม่
แม่ออกเขามา
ไม่ใช่ปัญหาของใครๆ
ลูกไปนอนเถอะนะอย่าตามแม่เลย"
คำพูดนี้มันซึ้งใจ
สะเทือนใจของผม
ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ นาฬิกาของแม่มีไว้ตามหาลูกๆทุกคนของแม่ให้กลับเข้าบ้าน นอกเหนือจากความรักที่แม่มีให้พวกเราทุกคน
แม่มีความมั่นใจให้กับลูกของแม่ทุกคนเช่นกันอย่างเสมอภาค
แม่เชื่อใจ
แม่ภูมิใจในการ ตัดสินใจของลูกๆทุกเรื่อง เเละพวกเราก็ไม่เคยทำให้แม่ผิดหวังหรือผิดหวังไม่มากนัก

แม่ยิ่งใหญ่เสมอเช่นเดียวกันกับแม่ของทุกคน
ความสำเร็จในการเลี้ยงและดูแลลูกๆของแม่ที่ได้รับความสำเร็จอย่างสูงถึง 3 คน
ทั้งในเรื่องการเงินและการงาน
และ
ลูกๆอีก2คนของแม่ที่พึ่งตนเองได้
แม้จะไม่ร่ำรวย

ควมเป็นอยู่ของแม่ในช่วงบั้น ปลายของชีวิต
แม่จึงได้รับความสะดวกสบายมีความสุขตามสมควร
แม่เคยหัวใจวายตอนที่แม่อายุ 72 ปี
แต่แม่ก็รอดมาได้
จนมีอายุยืนยาวอยู่มาได้
จนถึง 86 ปี
แม้หัวใจที่แม่มีเหลือและทำ งานได้อยู่เพียง 25%ขอทั้งหมด

แต่ใจของแม่สิเต็มเกินร้อย
แม่อยู่อย่างแข็งแรงมาโดยตลอด
มีคุณภาพชีวิตที่ดี
แม่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดีเยี่ยม
ทำกายบริหารทุกวัน
ท่าบริหารที่แม่เรียนจากทีวี
จนหมอที่ดูแลแม่ต่างชมว่า
ไม่น่าเชื่อว่าคนจีนโพ้นทะเลที่มาอยู่เมืองไทยอย่างแม่
จะรู้เรื่องการอยู่แบบธรรมชาติเป็นอย่างดี
ก่อนแม่ตายปีหนึ่ง
แม่ได้บอกกับผมว่า
"ปีหน้าแม่จะตายจากลูกแล้วนะเม้า"
แม่ยังบอกอีกว่า"
อยู่กับลูกคนนี้แล้ว
มีความสุขที่สุดเลย แม่ขอบใจ "
นั่นเป็นรางวัลชีวิตสูงสุดที่แม่ให้กับผม
จนผมตื้นตันใจจริงๆ

แม่ยังคงเดินตามหาลูกชายขี้เมาคนเล็กแทบ ทุกคืน
เว้นแต่เขาจะเข้าบ้านแต่หัวค่ำ

จนถึงคืนวันที่ 7 เมษายน 2545 แม่ไม่ตื่นขึ้นมา กินข้าวเย็นร่วมกันกับพวกเรา ซึ่งเป็นอาการผิดปกติ
แม่ตื่นขึ้นมาเพื่อไปเข้าห้องน้ำ
เดินเซไปเซมา ผมพยายามจะขอให้แม่ไปหาหมอ
แม่บอกว่าไม่เป็นไร
ถ้าไม่ดีขึ้นพรุ่งนี้ค่อยพาแม่ไป
เช้าวันถัดมา
แม่เริ่มมีอาการแย่ลง
ผมต้องให้พี่ชายคนโตอุ้มแม่ไปส่งโรงพยาบาล
พี่หมอสมพร จาเขมิกรณ์
ให้แม่แอดมิต
พี่หมอเล่าให้ฟังว่า
สภาพร่างกายของแม่ใช้มานานมากแล้ว
ระบบมันเริ่มรวน มีเส้นเลือดฝอยตีบในสมองเป็นธรรมดา
อาการเป็นเหมือนแม่ของพี่หมอเอง
ที่มีอาการเช่นนั้น
แม่ยังคงมีความรู้สึกตัวในวันที่8
ผมคุยกับแม่ได้วันหนึ่งเต็มๆ
น้ำส้มคั้นที่ป้อนใส่ปากของแม่
ก็ยังได้รับการตอบสนองได้พอสมควร
ผมนั่งคุยกับแม่ตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกอย่างที่เราเคยคุยกันมาตลอดชีวิต

ผมอยากจะเกิดเป็นลูกของแม่ทุกชาติไป
แม้จะลำบากแค่ไหน
แม่ไม่ได้มีอะไรให้ห่วงแล้ว
ตั้งแต่วันที่แม่เริ่มป่วย
แม่ปล่อยวางทุกอย่างที่คิด
เตรียมจากไปอย่างสงบและงดงาม

แม่สอนบทเรียนที่ดีต่างๆมากมายในชีวิตให้กับผม
แม่รักลูกสุดหัวใจ
ผมเองก็รักแม่สุดหัวใจเช่นกัน ความรักที่ผมมีต่อแม่
ผมคิดว่าไม่มีผู้หญิงคนใดในโลกที่จะได้รับความรักจากผมเท่ากับแม่แล้ว ทุกวันนี้แม่ไม่เคยจากผมไปไหนเลย
แม่ยังอยู่กับผม เสมอ

ในหัวใจของผมที่นี่
ที่แม่ให้สงบนิ่ง
ที่แม่ให้เกิดปัญญา
ที่พร้อมเสมอจะสู้กับทุกอย่าง

แม่จากพวกเราไปอย่างสงบสุขมีสายตาของผมเองเฝ้ามองอยู่ด้วยหัวใจแทบแตกสลาย
ในวันที่10 เมษายน 2545

รักแม่ตลอดเวลา

เม้า

ชื่อเล่น...

คำว่า พี่น้องลุงป้าน้าอาแทบจะเป็นชื่อเล่น
หรือชื่อเล่นที่ 2 ของพวกคุณๆไปแล้ว

ในต่างประเทศ
ญาติที่ต้องการ จะพบกัน
ต้องมีการนัดหมายล่วงหน้า หากไม่มีนัด
เขาจะไม่ยอมให้เข้าบ้านกันเลยลบความเป็นญาติออกไป
มันห่างไกลออกไป
สังคมที่มันแข่งขัน
แก่งแย่ง
ชิงดีชิงเด่น
เพื่อความสุขกายสบายใจ
มันเปลี่ยนแปลง
มันห่างเหิน
สังคมยุค Digital
มันทำให้สัมพันธภาพห่างเหินออกไป
เช่นกัน
มันแรงขึ้น
สามีภรรยาหรือผัวเมียก็เป็นอีกชื่อเล่นหนึ่ง ที่เปลี่ยนไปเป็นว่าเล่นเหมือนเป็นกางเกงใน
ตามก้นฝรั่งตูดขาวๆ
เป็นสังคมวัตถุนิยมยุคเมียหลวงผัวหลวงใครๆก็ใช้ได้
หมดถ้าสดชื่น คำว่าญาติ
ลุงป้านาอาพี่น้อง
ก็จะเป็นชื่อเรียก เล่นๆของกันและกัน
จนกว่าคำพ่อกับ
แม่
จะหมดประ โยชน์
ถ้าไม่ได้เลี้ยงหลานให้ลูกๆ มองในแง่ร้ายไปนิดหนึ่ง
สังคมมันเริ่มดื้อเป็นอย่างนั้นสิ ก่อนที่
หุ่นยนต์
จะเป็นเจ้าของโลก
ที่ไร้ศีลธรรม
ไม่มีคำว่าอาย ตั้งสติเข้าไว้นะโยมตัวเราก็ไม่ใช่ตัวใช่ตนอยู่แล้ว

เจริญพร
อนาคาริก

6
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 04 สิงหาคม 2019, 20:57:40 »





ดาบเด็ดเดี่ยว
ภาค
เทพกระบี่ล่องหน
ตอนบ้านสุกลถัง

ถังเยี่ยเซินรับรู้ถึงกำลังภายนอกและภายในในกายตนเป็นอย่างดี
ว่าพลังสูงล้ำเพิ่มขึ้นมาอีกสองส่วน
แม้พลังเดิมจะสูงมากแล้ว
แย้มยิ้มอย่าวพึงพอใจให้กับถังตงผู้เป็นตา
ถังตงยังเรียกถามเขาว่า
คุณหนูจะรับชาหิมะขาวหรือไม่เขาพยักหน้าให้ชานี้เป็นชาเร้นลับที่ตรงกาผลิต ทั้งปีมีทั้งปลูก
ได้ในช่วงฤดูหนาวบนยอดเขาแห่งเดียวนี้เพียงสามเดือนเพื่อเก็บเกี่ยวให้ได้ยอดใบชาอ่อน
ผลผลิตทั้งหมดจะได้น้อยกว่ที่เก็บได้เพียงสามส่วน
พื้นที่ปลูกต้องการความอุดม
ทั้งเรื่องดินเกลือแร่
ความหนาวเย็นของหิมะ ความเร็วของลมจากนั้นก็ต้องเอามาผึ่งอบด้วยความร้อนระดับอุณหภูมิของคนงานนับหกเดือนจนถึงสุก
เมื่อสุกแล้วคุณค่ามันก็จะลดลงไป
มันจะใช้การได้เพียงครึ่งหนึ่งของใบชา
ตรงยอดของใบชาเท่านั้น
ส่วนใบชานั้นยังมีสรรพคุณในการรักษาบาดแผลสาหัสฉกรรจ์ได้อีก นอกจากนี้
ชาหิมะขาวยังหอมหวลหวานต้องชงในที่แคบจริงๆ
เพราะจะให้รสชาดชุ่มคอ
ตอนดื่มกินต้องมีอากาศในฤดูคิมหันต์พัดผ่านและก็เย็น
ที่มีพลังหยินหยางอยู่ในตัวของมันเอง
ใช้ประโยชน์ได้ทุกจุดของร่าง กาย
เลือดลมเดินสะดวกแข็งแรงแล้ว
ในขณะถังตงกำลังจะไปเอาชามาให้
แต่กลับได้ยินเสียงอันหนึ่ง
เบาราวก็เสียงจิ้งจกเดิน
ถังเยี่ยเซินเองก็ได้ยินเช่นกันแล้วก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าจิ้งจกตัวนั้น
เหตุใดถึงเดินได้ด้วยน้ำหนักสม่ำเสมอกันมาก
ซึ่งน้อยคนในยุทธภพจะมีวิชาตัวเบาเช่นนี้
พลังฝีมือเช่นนี้เป็นยอดยุทธระดับปรมาจารย์ถังตงเงยหน้าไปทางเบื้องบนกล่าวเชิญว่า
ไม่ทราบว่าเป็นแขกท่านใด
ที่เล้นกายเช่นนี้ขอเชิญท่านออกมาในที่ลับ
ถ้ายังคิดว่าจะคบหากันเป็นสหาย
โปรดเปิดเผยตัวตนออกมา
พลันดีดลูกประคำในมือออกไป
สายตาอยู่คู่หนึ่ง
ที่มองสองผู้แซ่ถังทั้งสองอย่างเงียบๆมานาน
แต่งกายในชุดรัดกุม
โดยมีดาบสอง เล่มเหน็บไว้ที่ข้างเอว
ส่วนที่ข้างหลังมีดาบอยู่เล่มหนึ่งสะพายบ่า

บุรุษชุดดำผู้มีใบหน้าสง่างามไว้หนวดเครา
ใช้ดาบสั้นข้างเอวปัดลูกประคำทั้งสองของถังตง
ในระยะห่างไกลสองเมตรโดย ใช้ปราณดาบ
พุ่งตรงไปยังลูก ลูกประคำ
และระเบิดแค่ไร้เสียง

ตอนนี้ถังเยี่ยนเซิน
กลับแย้มยิ้มและหัวเราะ
พลางกล่าวว่า ในป้อมค่ายตระกูลถัง
เหตุใดยังมีแขกเล็ดลอดเข้ามาได้
นี่ท่านกำลังจะบอกผู้น้อยสิว่า
ความลับไม่มีในโลก
กับค่ายกลอันลึกลับซับซ้อน ท่านผู้อาวุโสที่มาเป็นแขกเยี่ยมเยือนในยามนี้
เชื่อได้ว่าวิทยายุทธของท่าน ล้ำเลิศเป็นยอดคน
ผู้น้อยอายุยังเยาว์
ผ่านการประลองยุทธมาไม่มากนัก อยากจะคบหาท่าน
จะให้เกียรติผู้เยาว์ได้หรือไม่
ยังไม่ทันขาดคำถังตงดีดลูกประคำออกไปจากมือสิบลูก รายล้อมบุรุษชุดดำ
ระเบิดพร้อมๆกัน แต่ไร้เสียงอีกเช่นกัน
ด้วยปราณดาบสั้น
บุรุษชุดดำหมุนตัวขึ้นกลางอากาศสูงขึ้นในชั่วพริบตา
ที่อยู่ตรงกลางวงนั้น
ไม่เช่นนั้นร่างของมันคงถูกระเบิดไม่มีชิ้นดี



7














ความกตัญญู
คืออะไร
หรือเคยมีแต่ในตำนานที่เคยได้ยินได้ฟัง
ไม่ใช่จะหาเจอได้ในสมัยนี้

แค่พูดตรงและความจริง
ในจุดเริ่มต้นนี้ก็น่าจะพอ

อนาคาริก



ความรักที่มีค่าที่สุดที่ยังมีคนรักและห่วงใย

วันนี้ดีใจได้เจอน้องของพ่อคนสุดท้าย
ปีนี้อามีอายุ 82 ปี
อาสะใภ้อายุใกล้ๆจะ 80 ปี
ยังแข็งแรงดีทั้งสองคนเมื่อเทียบกับรุ่นเดียวกัน
น้องชายของผมตอนนี้อายุสี่สิบกว่าๆไม่กล้าบอกตรงๆเพราะกลัวแก่ ยังโสด
อาหารมื้อนี้เป็นมื้อกลางวันที่อร่อยที่สุดในโลก
แม้อาหารจะอร่อยเหมือนเดิม
แต่เพราะความรัก เมตตา ห่วงใยอย่างไม่มีเงื่อนไข
ที่อาทั้งสองคนมีให้กับผมตลอดมา
แต่แต่วัยเด็กจนถึงวินาทีที่วัยหรี่
รวมทั้งได้ให้ความรักและเมตตา
ลูกๆหลานๆของผม
ที่แทบจะทุกคนได้พึ่งอาท่านทั้งสองคน

กราบสุดหัวใจครับ

ด้วยความตื้นตัน
ใจและรัก
แม้จะไม่มีใครเข้าใจอามณ์นี้ได้ ..นอกจากผม

นึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วในชาตินี้

ขอให้ท่านทั้งสองแข็งแรงจนที่สุด

แทนสะมะชัยโย







เพื่อนสนิท

หากพูดถึงคำๆนี้ทุกคนจะรู้ว่า
มันหมายความว่าอะไร
หลายๆคนก็คงจะคิดถึงเพื่อนที่อยู่กับเราเสมอเวลาเราทุกข์
เพื่อนที่คบหากันมานาน
แทบจะติดต่อกันตลอดเวลา
เพื่อนสนิทไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง
บางคนอาจจะคิดเลยไปอีกว่า
เพื่อนสนิทเป็นเพื่อนที่สามารถจะช่วยเหลือเรา ได้
รับฟังความคิดเห็นของเรา
หรือเป็นคนที่รับฟังสิ่งต่างๆที่เราระบายความไม่สบายใจออกมา

คอยให้คำชี้แนะ และที่ในสุดก็มีอยู่

อีกความหมายหนึ่งที่ทุกคนยอมรับคือ
เพื่อนที่คอยรับฟังอยู่ตลอดเว ลา
เพื่อนสนิทอาจจะหมายถึงคนที่เที่ยวเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก
บางคนก็จากกันไปทำงานจนไม่มีเวลาเจอกัน
เพื่อนสนิท
บางคนอาจจะหมายรวมถึงเพื่อนคนอื่นๆที่คอยช่วยเหลือในยามจำเป็น ตามสภาพสิ่งแวดล้อม
เพื่อนสนิทในความหมายทั่วๆไปเช่น
เพื่อนที่สนิทแต่เด็กก็คือเพื่อนเล่นแถวบ้าน เพื่อนที่โรงเรียนจนถึงเพื่อนที่มหาวิทยาลัยแล้วก็เพื่อนในที่ทำงาน
เดี๋ยวนี้ก็อาจจะมีเพื่อนสนิททางเฟซบุ๊ค
ไลน์อะไรทำนองนั้นตามลำดับ
บางคนสนิทมากจนไปนอนด้วยกันก็มี
รุ่นต่อรุ่น
เพื่อนสนิทที่ใกล้ตัวที่สุดก็น่าจะเป็น

พ่อแม่
ปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอา
พี่น้อง
ความสนิทกันดังกล่าวข้างต้นนี้ เริ่มจะเสื่อมลงๆ
ไป
ตามสภาพของสังคมที่เปลี่ยน แปลงไป
เพราะทุกคนต้องทำงานหนักมากขึ้น
ต้องแบกภาระต่างๆอันเป็นค่าใช้จ่ายทั้งนั้นที่มากขึ้น
ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ไม่ว่าจะเป็น อาหาร
เครื่องนุ่งห่ม
ยารักษาโรค
ที่อยู่อาศัยมันแพงที่สุดในตอนนี้
จนเมืองไทย เป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูงติดอันดับโลกแล้ว
และก็ยังมีหนี้ภาคครัวเรือนสูงติดอันดับ 10 ของโลกใน 89
ประเทศคือมากกว่า80%
ของGDP ของประเทศ

ผมเคยได้ยินลูกชายเมื่อครั้งตอนเรียนอยู่มัธยมฯ
พูดให้ฟังว่า
เขาไม่ค่อยสนิทกับผมเลย
แต่จะสนิทกับแม่มากกว่าเยอะเพราะว่า
พวกเขาสองคนแม่ลูกจะไปไหนมาไหน
ก็จะไปด้วยกัน
เสมอๆ
ส่วนผมก็ไปทำงานไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับพวกเขามากนัก
แม้จะเลี้ยงเขามาตั้งแต่เล็ก
ด้วยมือของตัวเองในหลายๆช่วงอายุ
ได้ทำหน้าที่เต็มที่พอสมควร
พอลูกเข้าโรงเรียนประถมฯ
ก็มีเวลา
รับส่งลูกไปโรงเรียน
รับส่งลูกไปเรียนพิเศษ
รับส่งลูกไปเรียนว่ายน้ำ
และเรียนเทนนิส
ซื้อการ์ตูนให้แทบทุกเล่ม
สั่งข้าวมากินด้วยกันในแทบทุกมื้อเย็น
แล้วก็ค่อยๆแอบศึกษาลูกหลังจากลูกๆเข้ามหาวิทยาลัย
เพราะโตแล้ว
จนเขามีเพื่อนสนิทมากหลายคน
พ่อแม่ก็เป็นเพื่อนสนิทของลูกๆ
แต่ลูกๆอาจจะไม่เข้าใจความหมายของคำว่าเพื่อนสนิทนี้ เพราะว่าพ่อแม่จะเป็นบุคคลที่ยอมลูกทุกอย่างตามใจลูกทุกอย่าง
ให้ลูกทุกอย่างเท่าที่พึงจะมี
จะเรียกว่า
ถ้าเรามีอะไรที่ลูกๆต้องการ
พวกเขาจะไม่เคยผิดหวังเลยคำพูดของลูกของผมยังก้องอยู่ในหูของผมอตลอดเวลา
ว่าเขาอยู่คลุกคลีและคุยกับแม่มากกว่าคุยกับผมทำให้เขาสนิทกับแม่มากกว่าผม
ในความจริงแล้วมันเป็นเช่นนั้น
ผมเองเคยพาลูกและเมีย
ไปที่ทำงาน
ไปที่ไซต์งานก่อสร้างออกบ่อย
แต่พวกเขาแทบจะไม่รู้เลยว่าผมทำงานอะไร งานหลายๆอย่างเรื่องหลายเรื่องผมก็เคยเล่าให้ฟัง
แม้มันจะซับซ้อน กับงานจัดการการบริหารงานการปรับโครงสร้างบริษัทแล้วก็การดูแลธุรกิจขนาดกลางใหญ่
จนถึงไปขนาดเล็ก
ที่เป็นอุตสาหกรรม
ที่ต้องใช้พลังทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวมากกว่าที่เราคิดมาก
แต่สุดท้ายมันก็ผ่านไป
เรียกว่าในวัยเด็กของผมเองแทบจะไม่มีเลย
มีแต่วัยผู้ใหญ่
ไปทำงานจนถึงร่างกรอบทุกวันนี้
เมียของผมก็ทำงานของเธอที่ออฟฟิศอยู่หลายสิบปี
ลูกก็ทำงานมาแล้วเกือบ 10 ปี พวกเรารู้จักกันเพียงแต่สันดาน หรือนิสัยดั้งเดิมที่เป็นหลักเป็นฐานเป็นแก่น
แต่อารมณ์หรือนิสัยในปัจจุบันจะเรียกว่า
เรารู้จักเขาได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์หรือเปล่าก็ไม่รู้
มีเพื่อนสนิท
ของผมหลายๆคนบอกกับผมว่าเขารู้จักผมดีทุกอย่าง
ผมคิดว่าเขาเข้าใจผิดไปมาก
ในตอนที่เขาบอกว่าเขาสนิทกับผม
ผมเองก็ได้แต่พยักหน้า
เพราะผมเองก็ไม่รู้จักอะไรในตัวของพวกเขาเลย
ผมรู้เพียงแต่เพียงนิสัยดั้งเดิมบางอย่างที่พวกเขาไม่เปลี่ยนไปมากนัก
อย่างที่ผมเล่าให้ฟังในตอนต้นว่าลูกกับเมียอยู่ด้วยกัน
แต่ห่างไปแค่ไปทำงาน
ไปเรียนหนังสือ
วันละ 10 กว่าชั่วโมงต่อวัน
เจอกันได้เพียงหนึ่งหรือสองชั่วโมง
บางวันเรายังแทบไม่ได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ
ยิ่งลูกๆเขาไปทำงานแล้ว
เราแทบไม่รู้จักพวกเขาเลยจริงๆว่าเขาคือใคร
เป็นอย่างไร
ยิ่งเพื่อนๆที่ไม่ได้เจอกันเป็นนานหลายๆปี
หรือว่าไม่ได้เจอกันบ่อยๆ
ใครจะไปรู้จักได้ คนที่รู้จักผมจริงๆบางส่วน
เขาอาจจะเห็นผม
จริงๆในตอนทำงาน
ในตอนสนทนากัน
ในตอนกินข้าวกัน
จริงๆแล้วพวกเขาอาจจะเข้าใจว่ารู้จักกันสนิทกับผม
แต่ในความเป็นจริงอาจจะ
ไม่ใช่เลยหรืไม่ถูกเลย

ถ้าเขารู้ว่า
ผมทำอะไรผมตัดสินใจเป็นอย่างไร
ในเรื่องที่สำคัญๆจริง
บางทีอาจจะเป็นไปได้ที่จะเป็นเพื่อนสนิท

แล้วพวกคุณเคยคิดบ้างไหมว่าคุณสนิทกับตัวของคุณเองมากแค่ไหน
ตามอารมณ์ตัวเองทันไหม
มีสติเสมอหรือไม่
ตามจิตตามอารมณ์ของตนทันไหม
ผมตอบแทนตัวเองได้เลยว่า
ไม่ครับ
แต่เพื่อนสนิทในวันนี้ของผมก็ยังคงเป็น

เพื่อนสนิทจิตของผม

แว่นฟ้าตาสว่าง

8
ธรรมะกับชีวิต / อัตตา อัดตาย
« เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2019, 18:43:33 »









อัดตาอัดตาย

คนที่อยากให้มีคนอื่นมารักตัวตนของตนเอง มาเป็นคู่ครอง
คู่ชีวิต
แต่ไม่เคยพิจาร ณาเลยว่า
ตัวตนของตัวเองเป็นเช่นไร
ไม่ใช่ผ่านผู้คนมาเยอะ อัธยาศัยดีต่อเขาแล้วได้รับคำชมว่าดี
มีกริยาสุภาพงดงาม
แต่ก็หลงอารมณ์ของตัวตนของตนเอง
เป็นคนที่ผ่านความรักด้วยเสน่หาสนิทแนบแน่นเพราะมีรูปสวย
จริตปรุงแต่งได้ดูดั
แต่สุดท้ายคนที่ม่หลงระกหลงเสน่หาก็เลือนหายหรือจากไป โดยมีความรู้สึกหดหู่
เศร้าๆและดีใจในที่สุดที่จากไป คนที่หลงในตัวตน
แล้วอยากจะให้คนมารักมาหลงเสน่หาเช่นนั้น ช่างเป็นคนที่น่าสงสาร
ที่ชอบเพลง Love Me Love My Dog
แล้วจะไปให้คนเกลียดหมารักคุณได้ยังไง
ถึงคุณจะรักเขาแทบตาย
อย่าเอาหมามันมาเป็นเครื่องขวางกั้นความรักของคุณทั้งสอง เลย
หมาเป็นหมาก็ยังน่ารักดี
แต่เป็นคนใจหมานี่สิแย่
ปล่อยตัวตนออกไปเสียบ้าง
ทุกคนจะรักคุณรวมทั้งตัวคุณของเอง
เพราะมันว่าง
มันสบาย
มันไม่หนักเลยเลย
ปลดปล่อยตัวเองเสียจากตัวตน
อัดตามันจะไม่ อัดตายน่ะโยม

อนาคาริก

เพื่อนสนิท

หากพูดถึงคำๆนี้ทุกคนจะรู้ว่า
มันหมายความว่าอะไร
หลายๆคนก็คงจะคิดถึงเพื่อนที่อยู่กับเราเสมอเวลาเราทุกข์
เพื่อนที่คบหากันมานาน
แทบจะติดต่อกันตลอดเวลา
เพื่อนสนิทไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง
บางคนอาจจะคิดเลยไปอีกว่า
เพื่อนสนิทเป็นเพื่อนที่สามารถจะช่วยเหลือเรา ได้
รับฟังความคิดเห็นของเรา
หรือเป็นคนที่รับฟังสิ่งต่างๆที่เราระบายความไม่สบายใจออกมา

คอยให้คำชี้แนะ และที่ในสุดก็มีอยู่

อีกความหมายหนึ่งที่ทุกคนยอมรับคือ
เพื่อนที่คอยรับฟังอยู่ตลอดเว ลา
เพื่อนสนิทอาจจะหมายถึงคนที่เที่ยวเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก
บางคนก็จากกันไปทำงานจนไม่มีเวลาเจอกัน
เพื่อนสนิท
บางคนอาจจะหมายรวมถึงเพื่อนคนอื่นๆที่คอยช่วยเหลือในยามจำเป็น ตามสภาพสิ่งแวดล้อม
เพื่อนสนิทในความหมายทั่วๆไปเช่น
เพื่อนที่สนิทแต่เด็กก็คือเพื่อนเล่นแถวบ้าน เพื่อนที่โรงเรียนจนถึงเพื่อนที่มหาวิทยาลัยแล้วก็เพื่อนในที่ทำงาน
เดี๋ยวนี้ก็อาจจะมีเพื่อนสนิททางเฟซบุ๊ค
ไลน์อะไรทำนองนั้นตามลำดับ
บางคนสนิทมากจนไปนอนด้วยกันก็มี
รุ่นต่อรุ่น
เพื่อนสนิทที่ใกล้ตัวที่สุดก็น่าจะเป็น

พ่อแม่
ปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอา
พี่น้อง
ความสนิทกันดังกล่าวข้างต้นนี้ เริ่มจะเสื่อมลงๆ
ไป
ตามสภาพของสังคมที่เปลี่ยน แปลงไป
เพราะทุกคนต้องทำงานหนักมากขึ้น
ต้องแบกภาระต่างๆอันเป็นค่าใช้จ่ายทั้งนั้นที่มากขึ้น
ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ไม่ว่าจะเป็น อาหาร
เครื่องนุ่งห่ม
ยารักษาโรค
ที่อยู่อาศัยมันแพงที่สุดในตอนนี้
จนเมืองไทย เป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูงติดอันดับโลกแล้ว
และก็ยังมีหนี้ภาคครัวเรือนสูงติดอันดับ 10 ของโลกใน 89
ประเทศคือมากกว่า80%
ของGDP ของประเทศ

ผมเคยได้ยินลูกชายเมื่อครั้งตอนเรียนอยู่มัธยมฯ
พูดให้ฟังว่า
เขาไม่ค่อยสนิทกับผมเลย
แต่จะสนิทกับแม่มากกว่าเยอะเพราะว่า
พวกเขาสองคนแม่ลูกจะไปไหนมาไหน
ก็จะไปด้วยกัน
เสมอๆ
ส่วนผมก็ไปทำงานไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับพวกเขามากนัก
แม้จะเลี้ยงเขามาตั้งแต่เล็ก
ด้วยมือของตัวเองในหลายๆช่วงอายุ
ได้ทำหน้าที่เต็มที่พอสมควร
พอลูกเข้าโรงเรียนประถมฯ
ก็มีเวลา
รับส่งลูกไปโรงเรียน
รับส่งลูกไปเรียนพิเศษ
รับส่งลูกไปเรียนว่ายน้ำ
และเรียนเทนนิส
ซื้อการ์ตูนให้แทบทุกเล่ม
สั่งข้าวมากินด้วยกันในแทบทุกมื้อเย็น
แล้วก็ค่อยๆแอบศึกษาลูกหลังจากลูกๆเข้ามหาวิทยาลัย
เพราะโตแล้ว
จนเขามีเพื่อนสนิทมากหลายคน
พ่อแม่ก็เป็นเพื่อนสนิทของลูกๆ
แต่ลูกๆอาจจะไม่เข้าใจความหมายของคำว่าเพื่อนสนิทนี้ เพราะว่าพ่อแม่จะเป็นบุคคลที่ยอมลูกทุกอย่างตามใจลูกทุกอย่าง
ให้ลูกทุกอย่างเท่าที่พึงจะมี
จะเรียกว่า
ถ้าเรามีอะไรที่ลูกๆต้องการ
พวกเขาจะไม่เคยผิดหวังเลยคำพูดของลูกของผมยังก้องอยู่ในหูของผมอตลอดเวลา
ว่าเขาอยู่คลุกคลีและคุยกับแม่มากกว่าคุยกับผมทำให้เขาสนิทกับแม่มากกว่าผม
ในความจริงแล้วมันเป็นเช่นนั้น
ผมเองเคยพาลูกและเมีย
ไปที่ทำงาน
ไปที่ไซต์งานก่อสร้างออกบ่อย
แต่พวกเขาแทบจะไม่รู้เลยว่าผมทำงานอะไร งานหลายๆอย่างเรื่องหลายเรื่องผมก็เคยเล่าให้ฟัง
แม้มันจะซับซ้อน กับงานจัดการการบริหารงานการปรับโครงสร้างบริษัทแล้วก็การดูแลธุรกิจขนาดกลางใหญ่
จนถึงไปขนาดเล็ก
ที่เป็นอุตสาหกรรม
ที่ต้องใช้พลังทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวมากกว่าที่เราคิดมาก
แต่สุดท้ายมันก็ผ่านไป
เรียกว่าในวัยเด็กของผมเองแทบจะไม่มีเลย
มีแต่วัยผู้ใหญ่
ไปทำงานจนถึงร่างกรอบทุกวันนี้
เมียของผมก็ทำงานของเธอที่ออฟฟิศอยู่หลายสิบปี
ลูกก็ทำงานมาแล้วเกือบ 10 ปี พวกเรารู้จักกันเพียงแต่สันดาน หรือนิสัยดั้งเดิมที่เป็นหลักเป็นฐานเป็นแก่น
แต่อารมณ์หรือนิสัยในปัจจุบันจะเรียกว่า
เรารู้จักเขาได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์หรือเปล่าก็ไม่รู้
มีเพื่อนสนิท
ของผมหลายๆคนบอกกับผมว่าเขารู้จักผมดีทุกอย่าง
ผมคิดว่าเขาเข้าใจผิดไปมาก
ในตอนที่เขาบอกว่าเขาสนิทกับผม
ผมเองก็ได้แต่พยักหน้า
เพราะผมเองก็ไม่รู้จักอะไรในตัวของพวกเขาเลย
ผมรู้เพียงแต่เพียงนิสัยดั้งเดิมบางอย่างที่พวกเขาไม่เปลี่ยนไปมากนัก
อย่างที่ผมเล่าให้ฟังในตอนต้นว่าลูกกับเมียอยู่ด้วยกัน
แต่ห่างไปแค่ไปทำงาน
ไปเรียนหนังสือ
วันละ 10 กว่าชั่วโมงต่อวัน
เจอกันได้เพียงหนึ่งหรือสองชั่วโมง
บางวันเรายังแทบไม่ได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ
ยิ่งลูกๆเขาไปทำงานแล้ว
เราแทบไม่รู้จักพวกเขาเลยจริงๆว่าเขาคือใคร
เป็นอย่างไร
ยิ่งเพื่อนๆที่ไม่ได้เจอกันเป็นนานหลายๆปี
หรือว่าไม่ได้เจอกันบ่อยๆ
ใครจะไปรู้จักได้ คนที่รู้จักผมจริงๆบางส่วน
เขาอาจจะเห็นผม
จริงๆในตอนทำงาน
ในตอนสนทนากัน
ในตอนกินข้าวกัน
จริงๆแล้วพวกเขาอาจจะเข้าใจว่ารู้จักกันสนิทกับผม
แต่ในความเป็นจริงอาจจะ
ไม่ใช่เลยหรืไม่ถูกเลย

ถ้าเขารู้ว่า
ผมทำอะไรผมตัดสินใจเป็นอย่างไร
ในเรื่องที่สำคัญๆจริง
บางทีอาจจะเป็นไปได้ที่จะเป็นเพื่อนสนิท

แล้วพวกคุณเคยคิดบ้างไหมว่าคุณสนิทกับตัวของคุณเองมากแค่ไหน
ตามอารมณ์ตัวเองทันไหม
มีสติเสมอหรือไม่
ตามจิตตามอารมณ์ของตนทันไหม
ผมตอบแทนตัวเองได้เลยว่า
ไม่ครับ
แต่เพื่อนสนิทในวันนี้ของผมก็ยังคงเป็น

เพื่อนสนิทจิตของผม

แว่นฟ้าตาสว่าง

9
ประสบการณ์ที่ผ่านมา / หุ้น
« เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2019, 14:24:40 »



หุ้น...

ปัจจุบันหุ้นทั่วโลกออกจากไปแนวทิศทางที่สูงและขึ้นสูง
ขี้นไปหมดทั่งโลก
จากจุดที่ดำดิ่งจนดึงกลับมา
แม้กระทั่งจะมีภาวะกดดันอยู่หลายๆเรื่องตั้งแต่
Trade War
หรือสงครามการค้า
การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ
ทฤษฎีแท่งเทียนซึ่งบอกไว้ว่าโอกาสที่จะหุ้นไทยจะทะลุแนวต้านระยะสั้นของเราก็ยาก กองทุนก็ขายเยอะ
ฝรั่งก็ยังมีเงินไหลกลับมาในประเทศไทน
จึงทำให้ค่าเงินบาทแข็งเป็นสัญญาณที่เหมาะ
ทุกคนมีความคิดเช่นนั้น
บางคนเลยเถิดไปถึงขั้นกูรูกูรู้คือทำการบ้านมาดี
ที่บอกว่าทำการบ้านมาดีนั้นหมายความว่าศึกษาตัวตนของบริษัทที่จะลงทุนมาเป็นอย่างดีว่ามีความเจริญเติบโต
มีกำไรสูงด้วย
มีปันผลเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็มักจะมีคนพูดบ่อยในวงการหุ้นว่าเล่นหุ้นมาปีหนึ่งแล้ว จนมีเงินมาล้านกว่าบาท
ซึ่งแต่เดิมมีอยู่สามล้านบาท
เป็นส่วนใหญ่
ก็เพราะเจ๊งไปหมดแทบทุกคนที่เข้ามา
ในทุกทิศทุกทาง
ทุกเหล่าการศึกษาของสาขา การศึกษาที่เรียนมา
แตกต่างกันออกไป
มีอาชีพหลายๆอาชีพหรือแทบจะมีทุกอาชีพที่เข้ามาเล่นหุ้น รวมถึงพ่อค้าแม่ขายในตลาด
ที่เคยพูดกันว่าคนจนเล่นหวยคนรวยเล่นหุ้นนั้น
เดี๋ยวนี้มันไม่จริงแล้ว
ทั้งคนรวยและคนจนมาเล่นหุ้น แทบทั้งสิ้นสุดท้ายก็เป็น
คนเคยรวย
และคนเคยจน
มีแต่คนจนมากที่พ่ายแพ้เกมส์
แล้วก็เป็นคนส่วนใหญ่ของตลาดหุ้น
คนส่วนน้อยที่รวยก็คือเจ้ามือ ที่เริ่มต้นจากการซื้อแพงขายถูกเพราะอยากได้หุ้น
ซื้อจนถึงจุดหนึ่งก็บอกว่าหุ้นมันเต็มมูลค่าแล้วภายหลังจากที่ขายแพงซื้อถูกมานานแล้ว
แล้วก็เลิกซื้อ
รวมทั้งขายทิ้งเพื่อให้หุ้น....ลงแล้วก็มาเริ่มต้นวงจรอุบาทว์นี้กันใหม่
หลายๆคนก็มาตายด้วยความเห็นที่เป็น
หุ้นพื้นฐานดีจากกูรูที่เอาตัวมาเขาหรือเขลาจากไหนก็ไม่รู้มามาเล่าให้ฟัง
หุ้นดีจริงก็คือ หุ้นที่เจ้าของไม่ขายและกอดจนแน่น
เพราะเขารู้ว่ามันจะเติบโต
มันจะมีกำไร
มันจะมีปันผล
แต่จะมีคนสักกี่คนที่จะรู้เรื่องและเข้าถึงข้อมูลนี้ได้
แม้จะทำการบ้านมาเป็นอย่างดี
แม้กระทั่งฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆเองก็พังมาเยอะและค่อนข้างจะหวั่นไหว
ปรับเป้าประมาณการขึ้นลงของราคาหุ้นเป็นว่าเล่น
เดี๋ยวก็ใส่ปัจจัยบวก
เดี๋ยวก็ใส่ปัจจัยลบ
นักวิเคราะห์บางโบรกท้านหนึ่งเคยบอกว่า
หุ้นที่ลงมาจาก72บาทมาถึง25บาทเป็นหุ้นดี
แต่ถูกกลั่นแกล้ง
จนหุ้นมันลงมาข้างใต้ 7 บาทแล้วก็เงียบไป
คนเชื่อแกได้อย่างไรก็ไม่รู้
เพราะแกเก๋าหรืออยู่โยรกมาหลายสิบปี แถไปเรื่อยย

การเล่นหุ้นมันเป็นแค่การแก้ที่ปลายเหตุ
เพราะฉะนั้น .
ก่อนเข้าตลาดหุ้นก็ต้องวุ่นไปกับการศึกษาเรื่องหุ้นที่จะซื้อให้ดี
ตลอดเวลา
แม้กระทั่งการซื้อขาย
เราต้องมีความรู้ระดับหนึ่งในด้านของมหภาคเรื่องเศรษฐกิจการเมืองแล้วก็ ดูตัวเลขอื่นๆที่เราควรต้องรู้ในเรื่องของนโยบายเศรษฐ กิจของรัฐ
นโยบายของประเทศต่างๆทางด้านธุรกิจ สุดท้ายก็เป็นแค่ข่าว ที่สำคัญเราที่ต้องกลับมาดูด้วยว่า
หุ้นที่เรามี
มีการซื้อมากขายมาก อย่างไร
ดร.มารวย
ผดุงสิทธิ์
อดีตผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนแรก
ทานเคยให้ความเห็นว่าการเล่นหุ้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้ยากเลย
คือให้ซื้อหุ้นดีๆไว้ตอนลง
แล้วขายตอนขึ้นเท่านั้นเองรวย
อันนี้เป็นสัจธรรมแท้ๆของหุ้นในตลาดทุกตัว
แต่ จะมีสักกี่คนทำได้
มีแต่คนชอบไล่หุ้นตอนมันวิ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
แล้วก็ต้องเสี่ยงสารพัดกันเถอะ
จนไปตามกัน
เลยพูดกันว่า

เสี่ยอยู่รูหมูอยู่ตึก
สุดท้ายไม่ใช่ Win Win
เป็นแค่
วินมอเตอร์ไซค์ หลายๆอาชีพ
หลายๆธุรกิจตอนนึ้ปั่นป่วนมากตฝในยุค AI ก็มาเริ่มที่
คนพ่ายแพ้ในเกมาหุ้น
คนที่ไม่ยอมรับความจริงเชื่อมั่นในตัวเองแบบผิดๆ
ฉลาดลึกแต่โง่กว้าง
เพราะในสายงานตัวเองที่ success หรือว่าจะเป็นเจ้าของกิจการที่ร่ำรวยจากอาชีพต่างๆที่มีการทำรายได้ให้ตัวเองมากมาย
ล้วนแล้วแค่มั่นใจสูง
แล้วกล้าเอาเงินมาทุ่มเทในตลาดหลักทรัพย์
แต่เขาไม่รู้หรอกว่า
คู่ต่อสู้ของเขาเป็นใคร
นับวันนับวัน
คู่ต่อสู้ของเจายิ่งแข็งแกร่ง
ส่วนปรมาจารย์ของหุ้นหรือกูรูกูรู้ส่วนใหญ่
จะใช้คำว่าเขาเขลาบอกมาว่าหุ้นตัวนี้จะดี
เขาเขลาบอกมาว่า
หุ้นตัวนี้จะขึ้น เชื่อมั่นมากๆไปตามกัน
ชื้ตามๆกันมาจนเขลา
ยิ่งเป็นข้อมูลระดับมหภาคแล้วก็มาเป็นจุลภาคคือหมดตัว
เขาบอกว่าเขลาโง่เขลาเจ๋ง
การอ้างอิงคำว่าเขาเขลา
มันหาหลักฐานความเชื่อไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นคนที่มีการศึกษาดีมีความรู้ดีในการเล่นหุ้นแล้วมั่นคงในการเล่นหุ้นจะไม่พูดถึงเขาเขลาเลยนะท่านอาจารย์วอเร็น บัฟเฟตต์หรือดร. นิเวศน์เหมวชิรวรากร
ก็ไม่ได้พูดคำว่าเขาเชลาบอกว่าเลย

ท่านผู้รู้ดร.นิเวศน์ เหมวชิรากร
ที่กระโดดเข้ามาในตลาดหุ้น
ศึกษามามากและทดลองผิดถูกมามากแล้วเข่นกัน
จะมีเหตุเป็นเช่นไรท่านก็ดูแลตัวของท่านเองได้คุมอารมณ์ด้วยเหตุผลมั่นคงชัดเจน
จนมาเป็นกูรูที่ประเทศไทยยอมรับและยกย่องว่าเก่ง
แต่ท่านเองก็บอกว่าเองว่าในปีหนึ่งๆ
ท่านก็ไม่ได้ทำกำไรสักเท่าไหร่แล้วแพ้ก็มี
เช่นเดียวกับในบรรดากูรูในตลาดหุ้นทั้งหลาย
แต่กูรู้นี้สิ
ส่วนใหญ่จะชนะตะบัน
ละอายที่จะบอกว่าแพ้
นี่แหละคือผู้แพ้ตัวจริง
ผู้แพ้ที่แพ้หมดรูป
เพราะเชื่อเขาเขลา
ไม่เชื่อตัวเอง
ไม่ทำการบ้านคอยแต่จะลุยลูเดียว
ดังนั้นสงครามยังไม่สงบอย่าเพิ่งนับศพทหารเลย
ล้านกว่าบาทที่เหลือก็อาจจะหายหมดได้
ถ้ายังเล่นหุ้นแบบเดิมๆ
วิสัยทัศน์แบบเดิมๆ
เอาหูไปนาเอาตาไปไร่
เอาเงินไปทิ้ง บางคนถึงกับบ้าบอประสาทกินเพ้อเจ้อเพราะเสียหุ้นหนักหมดตัว
เพราะความที่อยากจะได้ลดค่าคอมมิชชั่นในการเทรดหุ้นด้วยโวลุ่มเพื่อให้มีการลดค่าคอมฯมาก
มี่มีเงินหลายร้อยล้านบาท
ก็เอามาทิ้งก็มาก

ถึงจะเอาเงิน
ในยุคนี้ที่เล่นหุ้นแบยข้างต้น
ก็น่าจะหายไปจากตลาดหุ้นเยอะมากแล้ว

ความมรู้เป็นสิ่งที่ไม่มีวันจำกัดสำหรับโลก
อยู่ในอาชีพไหนๆก็ต้องรู้ดีไม่ใช่ว่าเขาเขลาเอาแต่เดาเอา
ก็เลยเป็นเหยื่อของคนปล่อยข่าวที่เรียดว่าเขาเขลา
เครื่องมือในตลาดหลักทรัพย์ตอนนี้ก็มีมากมาย
ใช้ให้เพียงพอ
ก็จะมีหนทาง อย่าไปหลงบ้าหลงเชื่อเขาเขลา
กันให้มากนักเลย

แมงเม่าเรืองแสงเพราะแพ้ไฟ

10
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2019, 09:08:24 »




สกุลถังเป็นสกุลเก่าแก่
อยู่ในดินแดนของจีน
ตั้งแต่สมัยห้าราชวงศ์ครองแผ่นดิน
มันเริ่มตั้งเป็นสกุลถังในสมัยราชวงศ์ฉิน
มีพื้นฐานอยู่แถวซีอาน
ที่เคยเป็นเมืองหลวงของจีนสิบสามราชวงศ์
มาก่อน
จนมาถึงสมัยถังเกาจง
ได้ปรับปรุงเมืองซีอานให้ใหญ่สมเป็นเมืองหลวงและเจริญขึ้นมาถึง 10 เท่า
ภายหลังจากราชวงศ์ฉินนี้ 353 ปี

ในราชวงศ์ฉินนี้บ้านสกุลถังดูเหมือนกับเป็นบ้านหมู่บ้านเล็กๆสกุลของคหบดีผู้หนึ่ง
แต่ยังซ่อนซ้อนไปอีกชั้น
เพราะภายใต้พื้นบ้านสกุลถังนั้น
ยังมีปราสาท
ขนาดกลางอยู่ใต้พื้นดิน
อันเป็นรากฐานของสกุลถังมาเป็นเวลายาว นาน
ที่ไม่มีใครล่วงรู้เรื่องพวกนี้นอกจากคนในสกุลถังที่เป็นผู้สืบทอดจริงๆและเป็นดิรแดนหวงห้าม
คนสกุลถัง ค้าขายเงินตราและยาเป็นที่ เลื่องลือในเรื่องของสรรพคุณของยาทุกชนิดที่ใช้ในการรักษาอาการต่างๆของโรคภัยไข้เจ็บ
รวมทั้ง
"ยาพิษ"
ที่ชาวยุทธเล่าลือกันว่า
เป็นยาพิษที่ร้ายกาจที่สุดในแผ่นดินรวมทั้งยา"สังหารฟ้า"ที่ทั้งไร้กลิ่นไร้รสไร้สี เหมือนหยดน้ำค้าง
ใช้น้อยก็จะตายอย่างช้าๆ
ใช้มากก็ตายในสามก้าว
และยากจะจำแนกออกได้
อีกทั้งไม่มียาแก้พิษ
นี่ก็เป็นความลับหรือข่าวลือของสกุลถังเช่นกันว่าตามจริงๆแล้วมันเป็นเช่นนั้นหรือไม่
มีแต่คนสกุลถังผู้รับสืบทอด เท่านั้น....
จึงจะล่วงรู้ความจริงในข้อนี้ นอกจากนี้แล้ว ยังมีวิทยายุทธสกุลถัง
ที่ถูกถ่ายทอดมารุ่นต่อรุ่นจากเปอร์เซีย
อันเป็นวิชาลึกลับที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี
แต่สูญหายไปจากยุทธภพมานานแล้ว
แต่ที่กล่าวขานกันมากคือ
"เทพวิชาเคลื่อนกายย้ายพิภพ"
และ
"เคลื่อนกายย้ายจักรวาล"
ที่เป็นเทพวิชาที่ไร้ต้าน
ลือว่าเป็นของสกุลถัง

ถังยู่เซินภายหลังที่ต่อสู้ประลองยุทธกับประมุขเฉียว
หัวหน้าพรรคกระยาจกแล้ว

แม้ประมุขเฉียวจะตรวจพบว่ามีอาการบาดเจ็บไม่สาหัสนัก
และได้ป้อนยาวิเศษเข้าปากให้
ก็ทำให้ดีขึ้นมาก ระยะเวลาสอง เดือนที่ผ่านมานั้น
ไม่มีใครรู้ล่วงหรอกกว่า
ถังเยี่ยเซินกลับแข็งแรงขึ้นมามากกว่าที่ทุกคนจะคิด
ราวกับผีเสื้อหรืองูเหลือมลอกคราบ
ผู้เฒ่าอายุราว 60 ปีเดินเข้ามากระซิบกับถังเยี่ยเซินว่า
"คุณหนูยาพร้อมแล้ว"
เขาพยักหน้าตอบรับ
แล้วก็เดินตามผู้เฒ่าถังตงไปอย่างว่าง่าย
ที่ห้องยา....
อบอุ่นและอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรนานาชนิดภายในถังน้ำเดือดที่มีน้ำสีม่วงดำอยู่ถังใบใหญ่
สำหรับอาบแช่ เขารับยาจากถังตงมาดื่ม
เป็นยาสามชนิดสามสีด้วยกัน
คือ แดงเหลืองเขียว
ถังเยี่ยเซินก็หยิบถ้วยทั้งสามนั้นขึ้นมาดื่มจนหมดถ้วย
จากสีเหลืองตามด้วยสีเขียว
จากนั้นก็ดื่มสีแดง
ราวสองนาทีใบหน้าของเขาแดงกล่ำ
จึงถอดผ้าออก แล้วก้าวลงสู่ถังยาสมุนไพรที่มีความร้อนค่อนข้างสูง
นั่งแช่ไปได้ครึ่งชั่วยาม
ใบหน้าแดงสลับขาว
มีความร้อนระอุจนร่างกายแดงกล่ำไปทั่ว
แล้วเขาก็พ่นควันออกจากปาก
เป็นควันสีม่วงสีแดงสีเหลืองสีเขียว
ทั้งยาที่แช่และดื่มเข้าไปนั้นล้วนประกอบด้วยยาพิษหลายสิบอย่างโดยเฉพาะยาพิษที่ร้ายแรงเป็นการใช้พิษต้านพิษ
ยาพวกนี้หากไม่เชี่ยวชาญเป็นเลิศแล้วเอามาใช้
การรักษาโดยวิธีใช้พิษข่มพิษเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายอย่างเร็วไม่ทันหายใจ
เมื่อถังเยี่นเซิน
มาถึงจุดนี้แล้วรู้สึกว่ามีพลังอัดแน่นอยู่ตรงช่วงหน้าอก
ช่องท้อง
ที่ลำคอ
ที่ใบหน้า
จึงเดินพลังภายในๆตัว
ถังสมุนไพรนั้น พลังภายในหยินหยางมาบรรจบอยู่ที่จุดตันเถียน พลังก็วิ่งไปทะลวงจุดตายทั้งห้าจุดในร่างกาย
เมื่อเขาเดินพลังไปที่จุดตันเถียน
พลังภายในโคจรทั่วร่างราบรื่นดี
หลังเที่ยงคืนก็เร่งพลังภายในจากทัองน้อยไปที่ช่วงหน้าอก
ท้องน้อย
ลำคอ
จนพ่นยาออกมาระลอกหนึ่งกระทบถึง
พื้นที่ใช้อาบน้ำ
กลับมาเกิดเป็นควันสีม่วงลอยขึ้นมา
นั่นย่อมหมายถึงความเป็นพิษของยาจากถังน้ำร่วมกับยาที่ดื่มเข้าไป
พ่นออกมาเป็นการกำจัดพิษภายในและเป็นการสร้างพลังภายในและร่างกายภายนอกให้แข็งแกร่ง
จากถังใบนี้ที่รวมถึง
ยาวิเศษ108 บรรพกาล
ทำให้ผิวหนังต้านรับศาสตราวุธได้เป็นอย่างดี นี่ก็เป็นความลับอีกอันหนึ่งของ ผู้คนสกุลถัง
มีแต่ถังตงที่รู้
ถังตงเป็นเพียงบ่าว
แต่ถังตงจริงๆกลับเป็นผู้อาวุโสของสกุลถัง
หรือในความจริงแล้ว
ถังตงเป็นตาของถังเยี่ยนเซิน
แต่เหตุใดจึงต้องมาเป็นบ่าวผู้รับใช้เขา
ความจริงแล้วเป็นการดูแลของถังตงต่างหาก
ที่ปรารถนาจะทำเช่นนั้นและอยากจะให้หลานรักของตนเองเป็นผู้แกร่งกล้าสามารถในยุทธภพ
ด้วยการฝึกสอนโดยถังตงเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาต่างๆให้ทั้ง
ถังเยี่ยเซิน
จนกระทั่งในวัย สิบแปดปีก็ยากจะหาคู่มือในยุทธภพให้เขาได้แล้ว

ดาบเด็ดเดี่ยว
ภาคเทพกระบี่ล่องหน
ตอน
สกุลถังที่ลึกลับ



11
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 19 กรกฎาคม 2019, 14:42:24 »








ย้อนมองอดีตอันใกล้



ในยามนี้เยี่ยเซินยังมีความมั่นใจและทะนงตน
ในวิทยายุทธที่ฝึกมาว่าจะชนะ

กระบี่มังกรทองที่ชักออกมา
กลายเป็นพลังมังกรทองฟาดฟัน

" เปรี้ยง"
นี่คือการประลองยุทธครั้งแรกในประ วัติศาสตร์ของยุทธภพ
ที่จะเห็นพลังสุดขั้วหลอมรวมวิทยายุทธพิสดารเช่นนี้

พื้นที่ประลองไม่ได้กว้างมากนัก
แต่...การควบคุมพลังของถังเยี่ยเซินและของประมุขเฉียวรัดกุมมาก

จึงสร้างความเสียหายให้ผู้อยู่รอบข้างน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

แต่ที่จะมีผู้รู้ว่าพลังที่ลึกล้ำสูงส่ง
สองขั้วปะทะกัน
ราวมังกรยักษ์สองตนวิ่งเข้าชนดังสนั่น
ผลจะออกมาเป็นเช่นไรนั้น

มีไม่มาก






ฝุ่นบนท้องถนนกระจายฟุ้งไปทั่ว
แผงลอยตั้งขายของ
ตลอดจนผ้าใบที่ขึงโดยรอบถนน
ปลิวกระจัดกระจายไปตามลม
ชาวยุทธส่วนใหญ่ล้วนล้มลงแล้ว
ยังคงมีเหลือแต่





พระอาวุโสวัดเส้าหลิน
ท่านเต็งคงไต้ซือเจ้าอาวาส
อีกสี่รูปเป็นผู้อาวุโสของสำนักยังยืนอยู่ได้

นอกนั้นล้วนเป็นผู้เยี่ยมยุทธอีกไม่เกินสิบคน

ที่ยังคงจับตาจ้องมองดูการประลองยุทธของสองสุดขั้ว
โดยสายตาแทบไม่กระพริบ


ชั่วอึดใจหนึ่ง






ฝุ่นที่ฟุ้งอยู่

ค่อยๆจางลง
ทำให้เห็น
บุรุษหนุ่มร่างใหญ่กล้าแกร่ง


คือประมุขเฉียว แห่งพรรคกระยาจก
ที่ฟาดฝ่ามือพิชิตมังกรออกไป
แล้ว รั้งพลังกลับ
ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

ส่วนจอมยุทธหนุ่มเยาว์วัยสิบแปดปี
ถังเยี่ยเซิน
ร่างถูกพลังกระแทกกระเด็นออกไปสองเมตร
พร้อมกับกระบี่มังกรทองที่ถืออยู่ในมือไปยังเบื้องหลัง
ห่างไปสามเมตร
สิ้นสติในการประลองครั้งนี้



ประมุขเฉียวเดินพลังภายในไปเก็บไว้และรักษากายที่จุดตันเถียน

หลังจากนั้นจึงรีบเข้าไปดูถังเยี่ยเซิน
ที่ล้มลงหมดสติไป
ประมุขเฉียวอุ้มร่างของถังเยี่ยเซินขึ้นมา


ตรวจอาการแล้ว
จึงถ่ายทอดพลังภายในให้ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการรักษา
ชั่วเวลากำลังถ่ายทอดพลังครึ่งชั่วยามนั้นเอง
มีกระแสการต่อต้านจากร่างของเยี่ยเซินดันออกมา
ลมปราณของเขากลับเป็นปกติ


จนประมุขเฉียวเองตะลึงกับความพิสดารของลมปราณและพลังภายในของบุรุษหนุ่มผู้นี้เป็นอย่างมาก

แม้ว่าอวัยวะโดยรวมจะปลอดภัย

แต่ก็มีการบอบช้ำมากอยู่เช่นกัน

ประมุขเฉียวเทยาเม็ดลูกกลอน
"ผึงอี้หรือปลุกเซียน"
เม็ดหนึ่งใส่ฝ่ามือ
แล้วยัดใส่ปากให้บุรุษหนุ่ม
เรียกให้กลืนลงไป
จากนั้นจึงจี้สกัดจุด
กระแทกพลังภายในเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง

จนใบหน้าของเยี่ยเซินจากที่ซีดขาวเริ่มสีเลือดดีขึ้น
สักพักหนึ่งมันก็กระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง
ตอนนี้เขาได้สติแล้ว


ประมุขเฉียวถามว่า
"น้องชายมาจากที่ใด "
ถังยู่เซิน
ตอบกลับทันทีว่า
"ข้าน้อยเยี่ยเซินมาจากตระกูลถัง "


"เจ้าคงจะเป็นถังเยี่ยเซินอัจฉริยะเชิงยุทธ์ของยุทธภพ"
เยี่ยเซินยิ้มอย่างอายๆพร้อมพยักหน้า

พลันรีบปฏิเสธทันทีว่า
"ผู้น้อยมิกล้า"
ด้วยกริยาอ่อนน้อมถ่อมตน

ทำให้ประมุขเฉียวอดที่จะชมเชยในใจมิได้ว่า
เป็นบุรุษหนุ่มงดงาม
อ่อนน้อมถ่อมตน
จึงยิ้มให้ถังเยี่ยเซิน
พลางกล่าวต่อไปว่า
"แล้วน้องชายมีต้นสังกัดเป็นศิษย์สำนักใด
วรยุทธถึงได้พิสดารเช่นนี้"
"ผู้น้อยเป็นศิษย์สำนักเส้าหลิน"
เยี่ยเซินตอบตรงๆ


ประมุขเฉียวๆเอ่ยปากต่อไป
"น่าเสียดาย น่าเสียดาย น่าเสียดาย "
"ไม่เช่นนั้นข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์"


"ข้ามีความเห็นว่า
อยากจะถ่ายทอดวิทยายุทธของข้าให้แก่เจ้า
เพื่อรับเจ้าเป็นศิษย์พรรคกระยาจก"
"หลายวันหลังจากนี้
ข้าและพี่น้องจะร่วมส่งเจ้ากลับไปรักษาตัวที่สกุลถังสักสองเดือน
ก็น่าจะหายดีแล้ว "
"เถ้าหากเป็นบุคคลผอื่นที่ประลองยุทธกับข้า
ก็คงจะลำบากแล้ว
ข้าบอกตามตรง
เจ้ามีพลังมหัศจรรย์อยู่ในร่างกายจริงๆ
วิทยายุทธเป็นเลิศ
พลังภายในสูงส่ง
ภายหลังจากนี้อีกสิบปีข้างหน้า

ข้าเองก็คงไม่ใช่คู่มือของเจ้าแล้ว



แม้จะประลองฝีมือกันอีกครั้งข้าก็คงจะสู้เจ้าไม่ได้ "
  พลันประมุขเฉียวก็เงยหน้าหัวเราะเบาๆแล้ว


ถังเยี่ยเซินกล่าวว่า"
"ท่านพี่กล่าวชมข้าเกินไปแล้ว"

จากนั้นถังเยี่ยเซินก็ลุกขึ้นนั่ง
ก้มลงคารวะสามครั้งโขกศีรษะกับพื้น
ต่อเฉียวฟงลี่
ประมุขเฉียวก็ให้คนของพรรคกระยาจกสี่คน
หามเปลมารับถังเยี่ยเซินแบกขึ้นรถม้าต่อไป

ภายหลังจากฝุ่นฟุ้งคลาย
ชาวยุทธก็เริ่มกลับเข้าไปที่แต้จิ๋วเหลาเพื่อดื่มกิน
เริ่มนั่งสนทนากันใหม่ในเหตุการณ์สะท้านยุทธคราวนี้ที่ยังคงตื่นเต้น
กับการประลองยุทธของสุดยอดฝีมือทั้งสอง


ที่จะเป็นตำนานกล่าวขานในยุทธภพอีกนานแสนนาน

หลังจากเหตุการณ์สองเดือน
ถังเยี่ยเซินนั่งมองดอกไม้ในเก๋งทีบ้านสกุลถัง
ย้อนมองอดีตอันใกล้

12
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 16 กรกฎาคม 2019, 10:48:03 »




ใต้เงามัจจุราชครอบร่างของ
จังจินเฮ้ย

ก่อนที่นางจะล้มลง
นางกลับได้ยินเสียง
ศาสตราวุธปะทะกันรุนแรง
ดังสนั่นก้องพื้นที่การต่อสู้ในป่าไผ่

"เปรี้ยง"
ดาบเล่มหนึ่งถูก ฟันออกมาสุดแรง
ปะทะกลับทวนโลกันตร์
ของชออี้หลุง
กระแทกจนคมทวนปลิวกระเด็นออกไป

เจ้าของดาบเป็นบุรุษหนุ่มรูปงาม
ใบหน้าคมเข้ม
ดวงตาเปล่งประกายวาววับดุจนกอินทรี
จมูกโด่งเป็นสัน
ได้รูป
คมเข้ม
ในมือถือดาบเล่มหนึ่ง

เป็นดาบตัดปลายแหลมเป็นแหลมอีกข้างหนึ่ง
กระแทกรับ
กับ
ทวนโลกันตร์ของชออี้หลง ด้วยท่าทางที่องอาจ
ไม่เกรงขามหรือหวั่นไหว
ชออี้หลุง
ถึงกับงงงัน
คาดไม่ถึงว่า
จะมีผู้ใดใช้แหวนรัดดาบ
กระแทกทวนโลกันตร์ของมันปลิวกระเด็นไปได้อย่างง่ายดาย
แถมยังเป็น......บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเท่า นั้น
ชออี้หลุง
แกว่งทวนหมุน
เป็นวงกลมเหนือศรีษะห้ารอบพลังเปี่ยมล้นหมายจะพิชิตชัยในกระบวนท่าเดียว
บุรุษหนุ่มชุดแพรดำอย่างดีผู้มาใหม่
มีฝักดาบเหน็บอยู่ที่ระหว่างเอว ดาบอีกเล่มหนึ่งแขวนไว้อยู่บนบ่า
สะพายไว้บนด้านหลังของเขา
ยืนในตั้งค่ารับด้วยความอาจ หาญ
ไม่พรั่นสะพรึงกลัว
อย่างสงบ
และไม่ประมาท
ชออี้หลุงรู้ได้ทันทีว่า
เป็นยอดฝีมือหนึ่งในใต้หล้า

จึงไม่กล้าประ มาทคน
หมุนทวนควงสะบัดพร้อมแล้วเสือกแทงทวนออกมาด้วยพลัง สุดฤทธิ์

คราวนี้ทั้งทวนและดาบ
ของบุรุษหนุ่มหลี่เอี้ยผิง
ที่บิดข้อมือที่ถือดาบปะทะกันดังสนั่นไปทั่วป่าไผ่
เสียงตวาดร้องดังลั่น
"เปรี้ยง"
พร้อมประกายไฟเจิดจ้า
ดาบเที่ยงธรรมแทงตั้งแต่คมทวนเหล็กกล้าโลกันตร์จนเกือบจะถึงข้อมือของชออี้หลุง จนมันต้องปล่อยมือของตนเองออกจากด้ามทวน

ฝ่ามือของชออี้หลุงชาด้าน
สั่นสะท้าน
ทวนโลกันตร์แหลกละเอียดเป็นเศษเหล็กไปแล้วในพริบตา
เมื่อเจอดาบวิเศษที่มีพลังคมกล้า
ชออี้หลุง
แม้จะ..ตื่นตระ
หนกไปบ้าง
กลับเปล่งเสียงออกมาว่า
"ท่านหรือคือดาบพิทักษ์ธรรม
หลี่อี้ผิง"
บุรุษหนุ่มแย้มยิ้มพยักหน้าตอบรับ และก้มศีรษะให้ด้วยความเคารพ
ครั้งหนึ่ง

หลังจากนั้นชออี้หลุง
กลับล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อของเขา
หยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมา
ถือไว้บนฝ่ามือขวา
และคิดจะต่อสู้ครั้งนี้เป็นอีกครั้งสุดท้าย

ชออี้หลุง
"ข้าคงต้องขอต่อสู้กับท่านอีกครั้งในฐานะผู้คุ้มกฏแห่ง
บ้านมีดบิน
และ
จำเป็นต้องล่วงเกินท่านในคราวนี้แล้ว
ขอให้ท่านโปรดให้อภัยแก่ข้าด้วย"
ในระหว่างที่บุรุษหนุ่มพยุงสาวงามสะคราญลุกขึ้นมายืนอยู่นั้น
มีดบินก็ถูกสะบัดหลุดออกจากมือ ของชออี้หลุงทันที
เร็วสุดขีด
จนกระทั่ง
กระพริบตาแทบไม่ทันเพราะไม่มีวัตถุอื่นใดในพิภพจะเร็วเทียบเท่านี้ได้
ผู้แซ่หลี่แทงดาบพิทักษ์ธรรม ในมือ
ผสานกับใจรวมเป็นหนึ่งเดียว
แทงดาบเร็ว
พร้อมพลังภายในแรงสุดขั้ว
กระแทกมีดบิน ที่รวดเร็วยิ่ง
ด้วยความเร็วที่สุด

หนึ่งดาบปะทะหนึ่งมีดบิน
บังเกิดประกายแสงเจิดจ้าอีกครั้ง

"เปรี้ยง"
มีดบินของชออี้หลุง
กลับถูกฟันแยกออกเป็นสองเล่ม
เล่มหนึ่งปักไปที่หน้าอกห่างจากหัวใจของผู้แซ่หลี่สองนิ้ว
อีกเล่มหนึ่งปักไปบนไหล่ซ้ายของจังจินเฮ้ย

แต่ดาบเที่ยงธรรม
กลับแทงไปถึงคอหอยของชออี้หลุงแล้ว
เพียงไม่ได้กดแทงเข้าไปในคอ หอยของมัน
ชออี้หลุงพลันกล่าวขึ้นว่า
"ใยท่านยั้งมือไว้ไมตรีแก่ข้า
ข้าแพ้ท่านแล้ว
เชิญท่านหลี่ลงมือเถอะ"
ดาบเที่ยงธรรมกลับสอดดาบคืนสู่ฝัก
หลี่เอี้ยผิง
และกล่าวว่า
"ถ้าข้าไม่เห็นว่าท่านมีจิตเมตตาต่อแม่นางจังแล้ว
ดาบเล่มนี้ก็คงจะแทงทะลุคอหอยของท่านไปเรียบร้อยแล้ว แต่เพราะท่านยังมีคุณธรรมสูงส่งอยู่
ออมมือให้แก่อิสตรีหนึ่งส่วน
ด้วยคุณธรรมของท่าน
ไม่สมกับการเป็นนักฆ่าแห่งบ้านมีดบินเลย"
ชออี้หลุงกล่าวว่า

"ตลอดชีวิตของข้าที่ต้องเข้าสัง กัดบ้านมีดบิน
ด้วยความจำเป็น
เนื่องจากภรรยาและบุตรีของข้าถูกฆ่าข่มขืนตายอย่างเหี้ยมโหด และน่าสงสารจากกลุ่มผู้นำชาวยุทธฝ่ายธรรมะจอมปลอมกลุ่มหนึ่ง
ข้าเลยคิดจะแก้แค้น
โดยอาศัยการยืมมือจากบ้านมีดบิน
ร่วมสังหารพวกมัน
แต่....ข้าไม่เคยคิดจะสังหารอิสตรีมาก่อนเลยในชีวิต
ในเมื่อข้ารู้ว่า นางเป็นอิสตรี
ย่อมหวั่นไหวที่
จะกระทำเช่นนั้น
แต่จำใจเพราะข้าเข้าสังกัดบ้านมีดบิน
ที่ช่วยเหลือข้าแก้แค้นจนสำเร็จไปแล้ว
จึงถือว่าเป็นการทดแทนบุญคุณต่อบ้านมีดบิน"
ข้าต่อสู้สุดฝีมือ แล้ว
ยังพ่ายแพ้ต่อท่าน
ตอนนี้ขึ้นอยู่กับท่านหลี่แล้วว่าดาบเที่ยงธรรมจะตัดสินใจกับชีวิตของข้าอย่างไร
ข้าจะไม่ร้องขอชีวิตเลยแม้สักคำ"
ดาบเที่ยงธรรมกลับยิ้มและหัวร่อออกมา การสอดดาบคืนสู่ฟัก
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ดาบเที่ยงธรรมที่ไม่ได้ดื่มเลือดคู่ต่อสู้เลยแม้สักหยดหนึ่ง

หลี่เอี่ยผิง
"ในเมื่อข้าเห็นท่านเป็นคนดีมีคุณธรรม
ดาบเที่ยงธรรมย่อมไม่ต้องลงมือแล้ว
ท่านชอ"
ชออี้หลุงเกิดสำนึกบาปในใจบรรลุถึงความเมตตาอย่างมากต่อดาบเที่ยงธรรม
ความจริงที่ไม่เที่ยงแท้
ใจที่ไม่คิดจะฆ่าใครในแผ่นดินอีกแล้ว
เห็นเป็นเพียงความว่างเปล่าในชีวิต
ที่กระทำเช่นนั้นเป็นวิถีแห่งอกุศลกรรมที่ตนเองเป็นผู้ก่อกรรมนั้นๆขึ้นมา เนิ่นนานทั้งสิ้น
จนเห็นอกุศลกรรมนั้นตามทันชัดเจน

เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า
"อีกประการหนึ่ง ท่านยังออมมือกับมีดบินทวิภพของท่านที่ไม่เคยพลาด
หากท่านใช้พลังเต็มที่
ข้าอาจจะตั้งรับมีดบินทวิภพของท่านไม่ได้ "

"นอกจากนั้นอ้อมแขนของข้ากับมีแม่นางจังจินเฮ้ยอยู่"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชออี้หลุง
เกิดดวงตาเห็นธรรม
เห็นว่าการแก้แค้นในยุทธภพหรือการสังหารผู้ใด
ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องไร้สาระ
จิตเกิดเป็นกุศลเต็มเปี่ยม
ผมบนหนังศีรษะของเขาหลุดร่วงกระจายออกไปจนเกลี้ยงเกลา

ยกมือขึ้นพนมมือต่อหน้าดาบเที่ยงธรรมสาม ครั้งที่น้อมกายคารวะแล้ว
เดินจากไปสู่ หนทางแห่งความสงบแห่งโมกขธรรม
คู่ต่อสู้ทั้ง 3 คน กลับยิ้มให้กันด้วยความปิติ

หลี่เอี้ยผิง
จังจินเฮ้ย
ชออี้หลุง
ภายในใจหลี่เอี้ยผิงกับวาบหวาน
ดื่มด่ำกับรอยยิ้มสะคราญของจังจินเฮ้ยแล้ว

ดาบเด็ดเดี่ยว
ภาค
เทพกระบี่ล่องหน
ตอน บรรลุธรรม
กับตะลึงงัน
นิยายกำลังภายในที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในขณะนี้


13
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2019, 23:33:59 »





ดาบเด็ดเดี่ยว
ภาคเทพกระบี่ล่องหน

ตอนดาบเที่ยงธรรมปรากฎในยุทธภพ


การรู้ตัวเป็นการเริ่มต้นแห่งปัญญาที่ดีและถูกต้อง
อีกทั้งเป็นจุดเริ่มต้นแห่งปัญญาทั้งปวง

ด้วยการรู้จักตัวเอง

อนาคาริก

ดาบเที่ยงธรรม เป็นวีรบุรุษหนุ่มแห่งยุทธภพที่คอยช่วยเหลือคนดีพิทักษ์คุณธรรม
เสมอมา
เขาชอบเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในหมู่ผู้คนท่องยุทธภพไปทั่วทิศ
วรยุทธสูงส่ง พลังภายใน ลึกล้ำและลึกลับ
เพลงดาบยากจะคาดเดา
ผู้ที่เห็นดาบของเขามีเพียงพวกเดียวเท่านั้น...คนตายเขาพกดาบสอง เล่ม
เล่มหนึ่งเหน็บที่ข้างเอว
อีกเล่มหนึ่งสะพายอยู่ด้านหลัง
ไม่มีผู้ใดกล้าถามเขาหรอกว่า ทำไม
แต่เมื่อยามดาบเที่ยงธรรมหลุดออกจากฝัก
มันจะกลับสู่ฝัก ได้
ย่อมมีคนที่ถืออาวุธต่อหน้าเขาล้มลงจนหมด
สิ้นลมหายใจ
คนที่ตายล้วนแต่สมควรตายทั้งสิ้น
ดาบที่เหน็บข้างเอวเป็น
ดาบปลายตัดคมกล้า
มีแหวนที่ติดด้ามดาบ
เป็นโคตรเหล็กแกร่งกัดกินเหล็กได้ทุกชนิด

ดาบวิเศษเมื่ออยู่ในมือวีรยุรุษจอมยุทธ
พลังสูงส่ง
และเปี่ยมคุณ ธรรม
ย่อมเป็น
"ดาบเที่ยงธรรม"
เพราะทั้งคนและดาบเป็นหนึ่งเดียว
มันจึงถูกเรียกรวมกันว่า

ดาบเที่ยงธรรม
หลี่เอี้ยผิง


14
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2019, 23:32:27 »






15





พี่ดนูเและพี่สุรินทร์ที่เคารพรัก

วันนี้ 10กรกฎาคม 2562
9:00 น
หลานๆนัดหมายผมให้ไปที่สำนักงานทรัพย์สินฯ
เกี่ยวกับเรื่องต่อสัญญาสิทธิการเช่า
หลานๆทั้งหมดล้วนเป็นลูกของพี่ทั้งสองคน
มาแทนพ่อๆของเขาที่มีชื่ออยู่ในผู้ถือกรรมสิทธิ์เดิม
แต่...
พี่ๆทั้งสองคนได้จากไปก่อนวัยอันควรเหมือนกัน
หลานๆมากันพร้อม
ตรงเวลาเปะ
ผมเองรีมบเหมือนกัน
เเต่เพราะยังมีกิจกรรมส่วนรวมอีกหลายอย่างในตอนเช้า
ก็พยายามทำให้ทุกอย่างลงตัว
คาดหมายว่าออกเดินทางประมาณก่อนเวลานัดสักครึ่งชั่วโมง
ก็คงจะถึงสำนักงานทรัพย์สินฯ
แต่เอาเข้าจริงๆ
กว่าจะขึ้นรถได้และจะไปต่อได้
Traffic Jam
เวลาไปถึงราวประมาณ 9:05 น.
แถมดันไปหลงทางเข้าออกของสำนักงานทรัพย์สินฯอีก
เพราะสถานที่ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมากๆ
ได้ทุบตึกเก่าสร้างตึกใหม่
จนสวยงามมาก
ผมไม่ได้ไปที่นั่นมานานมากแล้ว
ก็เลยหลงทาง
เดินหาที่นัดพบอยู่จนเจอราว 9:15 น.
ถึงที่นัดแล้วก็ยังโทรหาโบว์
ที่นั่งหลบมุมกันในห้องประชุมเล็ก
เลยทำให้หลานๆต้องคอย
และโดนโรสจอมหน้าบึ้งเอ็ดเอาตามสมควร
ตอนนี้โรสหลานสาวคนโตปีนี้อายุย่างเข้า 40 ปีแล้ว
มีลูกสาวเล็กคนหนึ่ง
น่ารักมาก
หน้ายิ้มดูฉลาด
เรียนอยู่ชั้นป 4 แล้ว
รอยยิ้มของดธอดูหน้าทะเล้น
น่ารักดี
ท่าทางแข็งแกร่งเหมือนแม่กรือโรส
ที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว
โรสสอนให้ลูกหุงข้าวทำกับข้าวตั้งแต่อยู่ป .1
มันอาจจะเป็นวิถีชีวิตที่น่าขำสำหรับหลายๆคน
แต่ผมเองรู้สึกว่ามันดีมากนะครับ
โรสก็ยังคทำงหน้าบึ้งตึงเหมือนตอนเด็กๆ
แม้จะอายุ40ปีแล้ว
แต่ก็ยังใจดีเหมือนเดิมเช่นกัน
สลัมปีนี้อายุ 29ปี
ลูกชายคนโตพี่สุรินทร์
อ้วนท้วนสมบูรณ์เกินไป

น้ำหนักพอๆกับโบว์
แถมยังเอาโรคประจำตัว
ของพี่สุรินทร์ตามมาหลายอย่าง

ผมคุยกับสลัมเรื่องการดูแลตัวเองนานหน่อย
เพราะสลัมอายุยังน้อยมาก
ยังไม่รู้ทันโรค
สลัมก็รับปากว่าว่าจะดูแลตัวเองให้ดีขึ้นแล้ว
ตอนนี้สลัมมีลูกของตัวเองอายุ 5 ขวบแล้วหนึ่งคน
เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
ผมลืมถามไป
ผมจะถามให้อีกครั้งนะครับ
ในตอนแรก
หลานๆตกลงใจจะโอนสิทธิการเช่าให้กิตติ
อาของพวกเขาดูแลแทนคนเดียว
ผมก็เลยเจรจาอยู่สักห้านาทีว่าเพิ่มสลัมเข้าไป
ในสัญญาเข่าอีกคนหนึ่งจะดีกว่า
เผื่อลูกๆหลานๆที่หลงเหลือลำ บาก
จำเป็นต้องพักอาศัย
ส่วนเจ้าปอนด์คนหุ่นดีที่สุดในบรรดาพี่น้องผู้ชาย
คือ Smart ไว้หนวดเคราพอสมควรตามประสาเด็กแขก
วัยรุ่นก็
ยังคงก้มหน้าก้มพูดอยู่เหมือนเดิม
แต่พี่สุรินทร์ ไว้ใจเขาได้นะว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว
ปอนด์เป็นเซลล์ขายรถสิบล้อ Isuzu
ผมเชื่อว่าเขาจะพาตัวเองไปได้ ในที่ๆเขาอยากเป็น
หรืออยากไป
ตามความฝันหรือตามความหวัง

สำหรับคนที่ผมเคยห่วงมากที่สุดเลยคือนูของพี่สุรินทร์
นูที่พี่ห่วงค่อนข้างเยอะกว่าคนอื่นๆในเรื่องการศึกษา
ผมเคยตอกย้ำกับนูเรื่องนี้บ่อยมาก
จนเขาหงุดหงิด
แต่สุดท้ายเขาก็เรียนจบ
จนได้งานได้การดีทำสมใจ
และคงจะสมใจของด้วยพี่สุรินทร์ด้วยครับ
ผมเห็นจริงๆเลยว่าเป็น
ความยากลำบากมาก
ในการเลี้ยงลูกๆของพี่สุรินทร์
ที่เป็นลูกของตัวเอง 4 คน
และอีก2คนเป็นลูกติดแม่
ที่พี่ส่งเสียให้เรียนจนจบ
และทำงานไปนานแล้ว

ถ้าเป็นสมัยก่อน
ผมก็ว่ามันก็ลำบากแล้วนะ
แต่หากเป็นสมัยนี้แล้ว
ผมว่าลำบากหนักหนาสาหัส

เมื่อก่อนพี่สุรินทร์ยังต้องเอาลูกๆซ้อนหน้าซ้อนหลัง
รถมอเตอร์ไซค์ของพี่ไปเลี้ยงที่ออฟฟิศ
แต่แล้วผลตอบแทนมันได้มาคุ้มเหลือจะคุ้ม
ด้วยความรักของพี่สุรินทร์ที่มีต่อพวกลูกๆ
วันนี้พวกเขาเป็นล้วนเด็กดี

ในสายตาของผม
พวกเขาพึ่งตนเองได้แล้วนะ ครับ
ทุกคนมีความเป็นผู้ใหญ่และเสียสละค่อนข้างมาก
สลัมยังคงซื่อและฉลาดเหมือนพี่สุรินทร์เลย
เด็กอายุ 29 ปีที่ผ่อนบ้านราคา
4 ล้านบาทได้หมดแล้ว
พี่ได้ฟังก็คงจะดีใจและชื่นใจมาก
ลูกของพี่ได้เลือดของพี่ไปเยอะทั้ง 4 คน
ผมเองก็ภูมิใจในลักษณะนิสัยตรงไปตรงมาเหมือนพี่ของสลัม
พูดจาเชื่อถือได้
ซื่อตรง
ไม่มีอ้อมค้อมลังเลโกหก

วันนี้สลัมทำให้ผมยกย่องเขามาก
เขาเองก็ภูมิใจในตนเอง
ผมเองก็ภูมิใจในสลัม
สมเป็นหลานรักคนหนึ่งของผม
ส่วนลูกของพี่ดนูคือพินและโบว์
ก็เรียบร้อยดีในเหมือนเดิมด้วยวัย34และ32ปี
พินเปิดคลีนิคส่วนตัวได้สักครึ่งปีกว่าแล้ว
คลีนิคก็ไปได้ด้วยดีราบรื่น
พี่ดนูไม่ต้องห่วงอะไรอีกเลย คนไข้ก็ติดฝีมือหมอพิน
ที่มีจรรยาบรรณ
ไว้ใจได้
ราคาไม่แพง
ส่วนโบว์ยังชอบงานผจญภัย อ้วนเกินขนาดเพราะน้ำหนักมากเกินไป
พี่ดนูก็คงจะวางใจพวกเขาได้ เพราะเขาดูแลกันและกันมาตลอด
มีชีวิตไปในเส้นทางที่เขาชอบและถูกต้อง
เด็กๆทั้งหมดรวมทั้งพี่ใหญ่และผม
สบายดีครับ
ที่เราต้องเปลียนจากโอนกรรมสิทธิ์ให้กิตติทั้งหมด
เพราะกิตติไม่มีครอบครัว
ชอบดื่มเหล้าเหมือนเดิม
เลยขอให้หลานคนหนึ่งมาเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันไว้
เผื่อมีอะไร
และเพื่อจะให้รุ่นหลังๆที่ยังลำบากอยู่ได้มีที่พึ่งพิงบ้านของบรรพบุรุษได้บ้างและไว้
รำลึกถึง
ที่ยอกเด็กๆเขาว่านอนสอนง่ายทั้งที่ลงประชามติกันไปแล้ว
ก่อนที่ผมจะมาถึง
พอฟังคำทักท้วงและมีเหตุผลของผม
ก็ให้สลัมลูกของพี่สุรินทร์เป็นคนร่วมรับโอนกรรมสิทธิ์ทันที
สลัมก็พูดว่าว่างๆสะดวกหมด

ตอนนี้สลัมกำลังทำธุรกิจส่วนตัวอยู่และยังเป็นคนคุมเครือข่ายของบริษัทสื่อารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วย
ผมมั่นใจในความซื่อสัตย์
ความรู้ของสลัมที่เขาจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข

พี่ใหญ่ก็สุขภาพดีขึ้นภายหลังจากทิ้งที่ต้องผ่าตัดขาข้างหนึ่งแล้ว
เรื่องลูกชายฝาแฝดคนหนึ่งของแกที่พี่ใหญ่เป็นห่วงมากเสียไปแล้ว
ทุกคนก็เก็บเงียบเป็นความลับกลัวว่าพี่ใหญ่เขาเสียกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป
ผมเองก็เผลอหลุดปากถามไปด้วยความเป็นห่วง
แต่แกไม่ได้ยินหูตึงแล้ว
เพราะผมเคยเลี้ยงคนที่เสียมากับมือตัวเอง
ทุกวันนี้ผมก็ไม่เคยตำหนิอะไรเขา
และเขาก็จากไป
ผมก็ได้ช่วยเหลืองานศพนิดหน่อย
ตอนนี้ผมรู้สึกว่าบรรยากาศดีๆในหมู่พี่น้องของเราที่มารวมกันเหมือนเช่นเดิม
เพียงแต่มีตัวแทนของพี่ทั้งสองคนมาแทน
คุยกันง่ายพูดจาง่าย
ไม่เหมือนบางครอบครัวที่ผมเคยเข้าไปพัวพัน
ที่มีเรื่องกันสารพัดปวดหัว
อยู่กันด้วยความทะเลาะเบาะแว้ง
ทั้งๆที่ฐานะการเงินของพวกเขาดีกว่าพวกเรามาก
แทบที่จะเปรียบไม่ได้เลย
ทุกคนร่ำรวยเป็นหลักเป็นฐานแต่ความแตกแยก
มีมากจนหาความสุขไม่ได้จริงๆ ครอบครัวเหล่านี้ผมถอยหนีออกมาหมดสิ้น
รู้สึกมีความสุขความสงบ
ที่ไม่ต้องไปพัวพันอะไรกับเรื่องของเขา
ปล่อยให้เขาดำเนินชีวิตไปตามปกติ
สำหรับในครอบครัวของพวกเรา
ผมเองก็ปักหมุดสบายใต จเพราะว่า
ทุกคนมีชีวิตของตัวเอง
มีกรรมของตัวเอง
ลูกหลานที่ผมสัมผัสดูแล้ว
ผมรู้สึกอุ่นใจ
ผมกอดเจ้าโรสที่หน้าบึ้งตลอดเวลา
เอาหัวชนกับโรสตอนจะแยกย้ายกันไป
ผมภูมิใจในตัวเขานะ พี่
กอดพินและเด็กๆ
ก่อนตะอวยพร
แล้วก็อดชมหนุ่มหล่ออย่างนูไม่ได้
ผมมีความสุขเงียบๆมากเลย
แต่ผมไม่ได้บอกใครๆนอกจากมด
การได้กลับมาอยู่กับครอบครัวพี่ๆน้องๆน่าจะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆสุดท้ายในชีวิตโดยพร้อมเพรียงกัน
ผมก็มีความสุขมากกว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามาก
เพราะลูกชายของผมทำงานแล้วและยุ่ง
ไม่มีกรรมสิทธิ์ใดๆในที่ดินแปลงนี้
ก็เลยไม่ได้มาเจอพี่ๆน้องๆพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างนี้
ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีโอกาสได้เจอพวกเขาพร้อมๆกันอีกหรือเปล่า เรื่องที่พี่ๆห่วงกันและที่ฝากผมเอาไว้
ให้ผมปิดทองหลังพระมาตลอดที่ดูแลหลานๆทั้งทางตรงและทางอ้อม
ผมได้ทำเรียบร้อยแล้วครับ
แม้ว่าเด็กๆจะเห็นหรือไม่เห็นก็ตาม
อันนั้นไม่สำคัญ
ที่มันสำคัญ
เพราะพี่ๆทั้งสองคยให้ความรักผมมาจ
นผมตื้นตันใจเสมอ
ตื้นตันจนแทบจะพูดไม่ออก
ได้แต่คิดถึงพี่ๆทั้งสองด้วยความสุขและสิ่งดีๆของพี่ๆ
จนพี่ๆทั้งสองเป็นตำนานของครอบครัว
เป็นตำนานของท้องถิ่น
เป็นตำนานของเพื่อนๆร่วมอาชีพของพี่
การศึกษาของพี่ที่ให้ผมแลให้ลูก ๆ
สิ่งเหล่านี้ผมว่ายากที่จะหาใครทดแทนได้
ทุกวันนี้ผมก็เริ่มนับเวลาถอยหลังแล้ว
เพื่อตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท
สิ่งที่พี่ๆฝากให้ทำ
ผมก็ได้ทำหมดแล้ว
ความอึดอัดใจในหลายๆเรื่อง
ที่ผมเคยเป็นมาหายไปหมด
พี่ดนูเคยส่งลูกเรียนหนังสือในสถานที่ที่ดีที่สุด
ตั้งแต่อนุบาลรัศมีโรงเรียนชุมชน
จนพี่ตายจากไปก่อน
พี่สุรินทร์ก็เช่นกัน
เด็กๆบ่นว่าลำบากมากตอนพ่อเสียไป
เด็กๆของพี่สุรินทร์ 2 คน
คือสลัมและปอนด์ต้องไปขี่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
เจ้านูก็เสรีไปตามที่พี่ๆรู้และสำเร็จไปแล้ว
ทำตัวลงตัวลงในบล็อกอย่างที่พี่สุรินทร์อยากจะได้
ส่วนพี่ดนูที่ให้พื้นฐานเด็กๆมาดี
พวกเขาจึงเอาพื้นฐานที่พี่ให้ไปใช้ได้ประโยชน์
แม้โรงเรียนที่พี่ส่งเรียนจะแสนแพงมาก
ถึงตรงนี้ผมว่าเขาได้คุ้มค่า
ผมเองก็ไม่มีอะไรต้องห่วงเป็นใยแล้ว
จึงเขียนจดหมายถึงพี่ 2 คนและเชื่อว่าพี่ๆคงจะได้อ่าน
แม้จะแดนสุขาวดี สวรรค์หรือที่พี่ไปเกิดที่เป็นสุคติ
เพราะพี่ๆทั้งสองคนเป็นคนดีเหลือหลาย
ช่วยครอบครัว
ช่วยผู้อื่นโดยไม่คิดถึงอะไรเลย
เป็นตำนานของเพื่อนๆ
เป็นตำนานของครอบครัวที่อยู่
ไม่มีใครกล้าทำเช่นพี่ๆเลย
ทั้งสองคน
รวมทั้งผมด้วย
ผมนับถือพี่และรักพี่หมดหัวใจ
ผมขอยืนยันได้ว่า
วันนี้ผมยังคงมีความรักให้ทุกๆคน
ผมบอกนอกพินว่ามีแม่ของพวกเราช่วย้หลือพวกเขามาตลอดทุกคน
แม่ของพวก้ราย่าของพวกเขา

รักพี่รักน้องรักลูกหลาน
และครอบครัวตลอดเวลา
เม้า

หน้า: [1] 2 3 ... 46