แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - popen2556

หน้า: [1] 2 3 ... 30
1
ธรรมะกับชีวิต / คิดถึงซุปเปอร์แมน
« เมื่อ: 01 ธันวาคม 2019, 22:39:31 »





คิดถึงซุปเปอร์แมน

ซุปเปอร์แมนเป็นตัวละครในนิยาย ภาพหรือการ์ตูนที่ถือกำเนิดมาในปี1932
โดยผู้เขียนสองคน
และได้เอามาขายให้ DC Comic พิมพ์เป็นหนังสือในปี
1938
จนภายหลังได้ถูกนำออกมา
สร้างเป็นภาพ ยนตร์ทางทีวีทำเกมส์
ภาพยนตร์ที่ฉายในโรงภาพยนตร์ดังที่เราได้ดูตัวละครตัวนี้ที่ผ่านทางทีวีและจอภาพยนตร์
ผู้แสดงที่เด่นๆมี
Gorge Reeves
เป็นรุ่นแรกๆ
ที่มาพร้อมกับฉากธรรมดาๆ กับพัดลมตัวใหญ่ ๆ
นอนกับคานไม้ยืนและนอนบนแผ่นไม้
พร้อมจินตนา การของคนดูว่าจะเหมือนซุปเปอร์แมนในหนังสือการ์ตูนไหม
จนเขาได้เป็นขวัญใจของคนอเมริกันอยู่ในช่วงหนึ่ง
เรียกว่าดังได้นานพอสมควรและเป็นสัญลักษณ์ของซุปเปอร์แมนทางภาพยนตร์ในรุ่นแรกๆ
แต่เขามาเสียชีวิตโดยการฆ่าตัวตาย
ทำให้คนอเมริ กันหรือแฟนหนังซุปเปอร์แมนเศร้าโศกกันมาก
ภายหลังซุปเปอร์แมนก็ถูกเอามาทำเป็นภาพยนตร์ทีวีอีกหลายๆเรื่อง
อย่างที่เราได้เห็นกันแล้ว
แต่ว่ามีภาพ ยนตร์ที่สร้าง ใกล้เคียงเหมือนนิยายภาพซุปเปอร์แมนจริงๆคือ
ซุปเปอร์แมนของคริสโตเฟอร์รีฟ
ซึ่งเป็นผู้ชายที่เข้มแข็งอ่อนโยน
ในชุดเสื้อสีน้ำเงินเหลืองกางเกงในและผ้าคลุมสีแดง
วิ่งเร็วกว่าหัวกระสุนปืน
บินเร็วกว่าเครื่องบิน
เข้มแข็งกว่าเหล็กและอ่อนโยนมีคุณธรรม
คำนึงถึงชีวิตมนุษย์เป็นสำคัญ โดยซ่อนตัวอยู่ในบทบาทของคลาร์ก เคนท์ นักข่าวหนังสือ พิมพ์
Deli Planet เพียงสวมแว่นตาคู่เดียวกับทรงผมที่เปลี่ยนไป
ก็ทำให้ซุปเปอร์แมนหลอกคนทั้งโลกาได้ว่าเขาไม่ใช่ Supermanที่มี
พลังเหนือมนุษย์สถานที่เปลี่ยนเสื้อผ้าของเขาคือตู้โทรศัพท์ เป็นจุดสำคัญ
ซุปเปอร์แมนเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่ดังที่สุดในอเมริกาจนตราบเท่าทุกวันนี้
ภาพยนตร์ที่ Christopher Reeve
แสดงก็มีออกมาให้ดูหลายภาคนับสิบปีและภาพของคริสโตเฟอร์
รีฟ
ก็ดูจะเป็นซูเปอร์แมนในใจของคนทั่วโลก
ภาพยนตร์ชุดSmallvilทาง TV ได้จับเอาซุปเปอร์แมนตอนต้นกำเนิดมาสร้างใหม่ ก็ได้ทอม เวลลิ่ง นักแสดงมากฝีมือมาเล่นอยูกว่าหนึ่งทศ วรรษหรือกว่า10 ปี
แม้เวลลิ่งแทบจะไม่เคยใส่ชุดซุปเปอร์แมนสักเท่าไหร่
หรือสวมใส่เพียงไม่กี่ครั้ง
แต่ก็ทำให้หนังซุปเปอร์แมนใน Smallvil โด่งดังไปทั่วโลก
ด้วยการมีสัญลักษณ์ที่เป็นเด็กชาวไร่บ้านนอก
แต่เวลาต่อสู้ก็แข็งแกร่งเกินที่จะหยุดยั้ง
หลังจากที่รีฟได้จากโลกเพราะอุบัติเหตุและก็ใช้เวลาการดูแลรักษาตัวเองมาหลายปี
ภายหลังจากพลัดตกจากหลังม้า
ทำให้เขาต้องพิการ
และได้ก่อตั้งมูลนิธิต่างๆมาก มาย
จนมาถึงบทของ แบรนดอน เล้าจ์ ซึ่งอาจจะดูหล่อเกินไปสำอางค์เกินไปในบท Superman
ดังนั้นในสายตาของผม
ซุปเปอร์แมนในรุ่นหลังที่มีจริง เฮนรี่ แควิลล์ แสดงเป็นซุปเปอร์แมน
ในตอนแรกที่เรียกว่า
Man on Steel แมนออฟสตีลหรือมนุษย์เหล็กไหล
ก็เล่นได้สมบท บาทในการสร้างเป็นทีมออกจะสุดแกร่ง
ก็เพื่อทำรีแบนด์ซุปเปอร์แมนออกไปจากโทนสีน้ำเงินเหลืองแดงกลายเป็นสีออกจะดำมืดซึ่ง
เราอาจจะเห็นทีมนี้จากภาพ ยนตร์ซุปเปอร์แมนตอนเก่าๆได้ว่าคนที่ใช้ชุดสีโทนสีดำ
มักจะเป็นตัวละครผู้ร้ายๆ
แต่เมื่อพูดถึง
เฮนรี่ คาเวลล์
หรือ Superman คนปัจจุบัน
ก็แสดงได้ในระดับดีมากระดับหนึ่ง
จากการสร้างในชั้นหลังๆนี้
ที่เน้นถึงความแข็งแกร่ง
ความเหี้ยมโหดของข้าศึก
การต่อสู้ที่ใช้ความรุนแรงมากขึ้น CGที่ทำให้ภาพออกมาสมจริงมาก
เพื่อหลุดออกจากความทรงจำจากภาพซุปเปอร์แมนในหนังสือนิยายภาพหรือหนังสือการ์ตูน
เห็นได้จากภาพยนตร์ชุดนี้ที่มีแฟนทั่วโลก Supermanของคาเวลล์
หรือซุปเปอร์แมนรุ่นนี้จึงขาดความอ่อนโยน
ไปมาก
มีแต่ความแข็ง แกร่ง
บึกบึนสมคำนำกำเนิดว่า
Man of Steel บุรุษเหล็กไหล
มีแต่ความแข็งแกร่ง
ทนทาน
มีความเป็นเทพเจ้าสูงขึ้นมาก
ภาพจึงออกมาในลักษณะบู๊สะ บัดช่อ
ขาดอารมณ์ขันของมนุษย์ไป
อีกฟากหนึ่งซึ่งอยู่ในค่ายมาร์ เวลเดียวกัน
คือซุปเปอร์ฮีโร่กลุ่มของ
อเวนเจอร์
หนังกลับสร้างออกมาดูสนุกในทุกตอน
แล้วผลลัพท์ที่ตามออกมาก็คือรายได้มหาศาลของภาพยนตร์ชุดนี้
ดังที่เราได้เห็นกันมาแล้ว
แม้ผมเชื่อว่าการรีแบรนด์ซุปเปอร์แมนซึ่งเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ยอดนิยมอันดับหนึ่ง ของโลกทำได้ยาก
ถึงจะมีCG หรือคอมพิวเตอร์กราฟิกงดงามสวยสมจริงมาช่วยมากเท่าไหร่แต่ในแง่ของ Dark Side หรือมุมมืดที่ออกมา มันจะคล้ายกับ ภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายกำลังภายใน
รุ่นใหม่ๆที่คิวบู๊อลังการงานสร้าง
แต่เนื้อใน
ความละเอียดนุ่มนวลมันเจือจางหายไป
ซึ่งมนุษย์เราในวันนี้
ทุกคนที่มีชีวิตของตัวเองยังไม่เป็นเช่นนั้น
เพราะเรามีทั้งความสุขความทุกข์สรวญเสเฮฮาติดตัวกัย
ตัวละครของ Avengersทุกตัวที่สร้างออกมาในแต่ละชุด
แต่ละตอน
ไม่ว่าจะสร้างรวมหรือแยกหมู่ซุปเปอร์ฮีโร่ก็ตาม
ก็ยังคงมีสีสันขนาดนั้นเรียกว่า
หนังดูได้สนุกกว่า
ถึงแม้ฉากบู๊จะมีความสมจริงสมจังลดลงไปบ้างแต่ก็ชดเชยได้ด้วย CG ที่เหมาะสม
การกำกับ
การเขียนบทที่สอดคล้องดี
เดินเรื่องออกมาสุดยอดจริงๆ
กว่าซุปเปอร์ฮีโร่ในกลุ่มของ Supermanหรือ Justice League
ถึงแม้จะสร้างออกมาได้ดี
แต่ความน่าสะพรึงกลัวก็ทอนความสนุกไปมากเหมือนกัน ทุกวันนี้ผมก็ยังคงคิดถึงและรออยู่เสมอว่า
จะมีซุปเปอร์แมนเช่นเขา
คริสโตเฟอร์ รีฟคือ Supermanที่แข็งแกร่ง อ่อนโยนเป็นมิตรกับมนุษย์มากกว่า Man of steel หรือซุปเปอร์แมนบุรุษเหล็กไหล
และผมยังคงอยากจะดู Supermanที่แสดงไม่ได้ยิ่งใหญ่มากขึ้นไปกว่านี้
เหมือนในตัว
เฮนรี่ คาเวลล์หรือ
Supermanตัวต่อไปมี
แต่อยากให้มีความอ่อนโยนมากขึ้นเพราะคำว่า
ธรรมะชนะอธรรม
นั้นคือความอ่อนโยน

คนแก่แดด






2
ธรรมะกับชีวิต / THANOSพญามารหรือเทพผู้ทำลาย
« เมื่อ: 21 พฤศจิกายน 2019, 16:17:00 »







เรามองไม่เห็นว่า
อะไรจะเป็นความปลอดภัยให้แก่สัตว์ทั้งหลายได้
นอกจากการปล่อยวางจากสิ่งทั้งปวง




THANOS






พญามารหรือเทพผู้ทำลาย
ตอนทำลายจักรวาลตอนที่หนึ่ง







Thanos

เขาเกิดบนดาวไททัน
ชื่อจริงDione
นามแฝง The Bad Titan
มีพลังเหนือมนุษย์
สามารถควบคุมพลังงานทุกอย่างแล้วปล่อยออกไป
ออกไปยังฝ่ายตรงข้าม

เป้าหมายในชีวิตคือแสวงหาอัญ มณีไร้ขอบเขตทั้งหกที่มีพลังทำลายจักรวาลได้
เพียงดีดนิ้วครั้งเดียวเท่านั้น
ที่มาวิกีพีเดีย

Thanos2

ธานอสได้คิดจะล้างเผ่าพันธ์ุต่างๆไปครึ่งหนึ่งด้วยเหตุผลเพื่อความสมดุลของจักรวาลเพราะไททั่นล่มสลายจากปัญหาประ ชากรล้นดาว
ธานอสจึงใช้เป็นเหตุผลในการล้างเผ่าพันธ์ุครึ่งจักรวาลโดยไม่สนใจว่าใครจะหยุดเขา
เขาได้ออกตามหาอินฟินิตี้สโตน หรืออัญมณีพลังเหนือจักรวาลทั้ง 6
เมื่อรวมกันได้จะก่อเกิดมีพลังมหาศาลสามารถทำลายจักรวาลได้โดยอาศัยการดีดนิ้วเพียงครั้ง

อินฟินิตี้ วอร์ ธานอสครอบครองอัญมณี 6 เม็ด[4] คือ

Mind Stone (มณีจิตใจ) มีพลังที่สามารถควบคุมจิตใจคนได้[4]

Reality Stone (มณีความเป็นจริง) สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงได้ตามที่ผู้ครอบครองปรารถนา [4]

Power Stone (มณีพลัง) สามารถเพิ่มพลังให้กับผู้ใช้ตามที่ใจต้องการ[4]

Space Stone (มณีอวกาศ) สามารถพาผู้ถือครองไปยังที่ใดก็ได้ในจักรวาล [4]

Soul Stone (มณีวิญญาณ) สามารถควบคุมความตาย และยังสามารถขโมยพลังของผู้อื่นมาเป็นของตนได้[4]

Time Stone (มณีเวลา) สามารถควบคุมเวลาทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้[4]


ธานอสติดตามอัญมณีพลังเหนือจักรวาล
หรือInfinity Stoneมาเป็นระยะเวลานาน หลายปี
ที่เหลืออีกเพียงสองเม็ดสุดท้ายจึงจะครบหกเม็ด
คือสีแดงและสีเขียว
บนโลกมนุษย์

อัญมณีสีแดงเม็ดหนึ่งอยู่ที่ Vision
อีกเม็ดหนึ่งสีเขียวอยู่ที่
Doctor Strange
ที่เป็นอัญมณีเกี่ยวกับการเวลา

ในตอนท้ายของ Avenger Infinity War หลังจากที่..
ธานอสและกองทัพต่อสู้กันกับกองทัพซุปเปอร์ฮีโร่
จนกองทัพซุปเปอร์ฮีโร่หลายคนเริ่มหมดแรง
และหลายคนเริ่มจะอ่อนแรง
ไม่ว่าจะเป็นกัปตันอเมริกา
ไอรอนแมน
ฮ๊อคอาย
Ant Man
Window
และอีกหลายคน
รวมทั้งหมด 23 คน
ถูกทำให้ล้มตัวลงนอนแล้ว

แต่....ทุกคนต่างรวบรวมพลัง
รวมถึงกองทัพของBlack Phanther
ลุกขึ้นพร้อม

กับกัปตันอเมริกา
ผู้ไม่เคยยอมแพ้และเป็นผู้นำที่อาจหาญที่สุด

ใช้พลังเฮือกสุด ท้ายเพื่อต่อสู้กับธานอสและ
กองทัพของเขา

ธานอสเดิมทีมีพลังที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว
เพราะเป็นบุตรแห่งพระเจ้า
หลังจากได้ถุงมือวิเศษที่สามารถควบคุมพลังของอัญมณีทั้งหมดมา
จนมารวบรวมอัญมณีมรกต
สีเขียวจาก
Docter Stange
และอัญมณีสีแดงชิ้นสุดท้ายจากบนใบหน้าของ Visionแล้ว

จึงมีโคตรพลังทำลายจักรวาล
สามารถสร้างความพ่ายแพ้และความหวาดกลัผู้เป็นวต่อซุปเปอร์ฮีโร่ทุกคน
แม้กระทั่งครึ่งคนครึ่งเทพเจ้าสายฟ้าอย่างธอร์เองก็ตาม
ที่มีพลังเทพเจ้าสายฟ้าอยู่กับตัว
ยังเรียกว่าหมดทางสู้และถอดใจ

ยกเว้นแต่จิตใต้สำนึกของธอร์เท่านั้น
ที่มีความคลั่งแค้นส่วนตัว
กับธานอสผู้ฆ่าโลกิน้องชายของเขา
ต่อหน้าต่อตา
เพื่อแย่งชิงอัญมณี

ถึงแม้จะมีการขัดขวางการรวบรวม
อัญมณีทั้งหกของธานอสอย่างเต็มกำลังแล้ว


แต่................................สุดท้ายเมื่อธานอส
มีอัญมณีอยู่ในอยู่บนถุงมือวิเศษที่ควบคุมโคตรพลังนี้ได้
เพียงแค่ดีดนิ้วครั้งเดียว
ซุปเปอร์ฮีโร่มากกว่า 80% และประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของจักรวาล
จะถูกทำลายจนสิ้น
สมดังเจตน รมณ์ของธานอสที่อยากลดจำนวนประชากรลงเป็นจำนวนมาก
เพราะทนเห็นว่าไม่ได้ว่า
ประชากรคืตัวปัญหา

ประชากรคือตัวทำลายล้างโลกและจักรวาลในการใช้ทรัพยากร
โดยเบียดเบียนซึ่งกันและกันด้วยการบริโภคอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
และยิ่งจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันในพื้นที่ๆมีน้อยลง ถ้ามองในแง่ของการบริหารจัดการก็เรียกว่าธานอสทำถูก
แต่มันเป็นความคิดที่ผิด
เพราะมีการทำ ร้ายล้างชีวิต
เบียดเบียนชีวิตต่อคนครึ่งจักรวาล
ทั้งคนดีและไม่ดีที่ตายกันเป็นจำนวนมหาศาล

นั่นเป็นความหวังดีต่อจักรวาลที่ธานอสเองก็พยายามแสดงเหตุผลให้เห็นว่า
ธานอส
มีมุมมองที่ดี
มีความคิดที่ดีส่วนหนึ่ง
และเป็นความคิดที่ก้าวหน้ามาก
แต่เป็นการการคิดผิดหรือมิจฉาทิฐิทำให้ธานอสกลับมาเป็นผู้ทำลายล้าง

ถึงแม้ภายหลังจากนั้น
ธานอสเองจะถอดหัวโขนออกจากความเป็นพญามาร
แล้วกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขตามลำพังเช่นประชากรจักรวาลธรรมดาคนหนึ่งก็ตาม
ธานอสจึงถือว่าเป็นผู้ที่ตายด้วยความคิดของตัวเอง
แต่กลับมองแต่ทุกสิ่งที่ตนเองเป็นผู้เสียสละ

กว่าที่ธานอสจะได้อัญมณีหรือมาถึงจุดนี้ได้
ธานอสเองก็ต้องเสียลูกรักที่เป็นลูกเลี้ยงของตนเองถึงสองคน

แม้...................น้ำตาจะหลั่งไหลจนเหือดแห้ง
แต่ธานอสก็มีใจเด็ดเดี่ยวในความหลงผิดนั้น

จึงฆ่าลูกของตนเอง
โดยทำให้เธอทั้งสองต้องตาย
ภายใต้อุ้งมือของผู้เมตตา
โลกและจักรวาล
ที่อีกหนึ่งมุมมอง
ที่อยากแค่จะมองโลกสีเขียวเพียงด้านเดียว
โลกที่ปราศจากการแข่งขันเบียดเบียน
แย่งชิงกัน

แต่ถ้าทุกคนมองโลกในยุคปัจจุบันนี้จากสถานการณ์

โลกมันเลวร้ายกว่าที่
ธานอสพูดถึงเสียอีก
เพราะความเห็นแก่ตัวอย่างล้นโลก

จึงทำให้เกิดโลกาวิบัติในทุกมุมเมืองของโลก
อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้
เข่นเห็นมลภาวะต่างๆ
ไม่ว่าจะฝุ่นพิษ
อากาศแปรปรวนบ่อย
ดินฟ้าอากาศไม่ปกติ
แผ่นดินไหวมากขึ้นทุกที
หรือว่าโลกร้อน
ก็ล้วนแต่เป็นฝีมือของคนทั้งนั้น

Stan Lee
ไม่ได้คิดผิดอะไรเลย
ในแง่ความคิดในการเป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ในเชิงการสร้างสรรค์
อเวนเจอร์ทุกตัว

เขาเป็นอีกหนึ่งมิติของความคิดถูกต้องในหลักวิทยาศาสตร์
แต่เป็นการคิดผิดในทางหลักพุทธศาสนาอย่างรุนแรงเท่านั้นเอง

นี่คือด้านสว่างกับด้านมืดของผู้คนที่ Stan lee พยายามจะแสดงให้ทุกคนบนโลกได้เห็น

โดยจินตนาการไม่ได้นำมาสร้่งเพื่อความมันอย่างเดียว
แต่กลับเอาความรู้สึกนึกคิดของผู้คนที่ยอมเสียสละตนเอง
เสียสละแม้กระทั่งลูกรักของตนเอง
เพื่อพิทักษ์รักกษ์โลกและรักษ์จักรวาล
ธานอสจึงพยายามทะนุถนอมมัน ห้คงทนแก่คนรุ่นหลัง
ไม่เลือกที่รัก
ไม่เลือกที่ชัง
ไม่มีเส้นไม่มีสาย
พร้อมที่จะทำลายล้างผู้คนเหล่านั้น
แค่ดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว
ก็ตายหมดกว่าครึ่งของทั้งจักรวาล

คำถามก็คือ
ควรจะเรียกธานอสว่าเป็นพญามารหรือเทพสงครามกันแน่

เช่นคนอื่นๆบนโลกใบนี้
ก็ล้วนแต่มีสองหน้าเช่นนี้เหมือนกัน
ที่ให้คุณและให้โทษได้เหมือนกัน
เหรียญที่เขามักจะพูดกันว่ามีสองด้าน
ด้านหน้า
ด้านหลัง
ไม่เหมือน
เหรียญของพระพุทธเจ้า

พระองค์ทรงตรัสสอนไว้ว่า

ทุกอย่างมีเพียงด้านเดียวคือทุกข์
ทุกข์ที่ไหนให้ดับที่นั่น
หาทางออกไม่เจอ
ก็ไปที่ทางเข้าเท่านั้นเอง

CAPTIAN


3
ธรรมะกับชีวิต / D.R.แล้วไง
« เมื่อ: 14 พฤศจิกายน 2019, 10:48:01 »







D.R.แล้วไง

ในโลกยุคไร้พรมแดนทุกวันนี้ ที่มีกระแสการเคลื่อนไหว
ทุกอย่างเช่น
วัฒนธรรม
ความรู้
การค้า
การเงิน
สงคราม
เกิดขึ้น
ไหลบ่าอย่างรวดเร็วมาก
ผ่าน

การสื่อสารทางช่องทางมากมาย
เช่น

บล็อกเชน
Big Data อินเทอร์เน็ต
ที่ผ่านมาาทาง Portal
อย่าง
Google Facebook
และอื่นๆอีกมากมาย

การศึกษาของคนทั้งโลกในยุคปัจจุบันนี้
แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ทั้งภาษาสากล แทบทุกประเทศในโลกก็ต้องเรียนรู้กันหมดแล้วเช่น
ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน
การเรียนรู้ของเด็กๆ
ก็เริ่มต้นจากพ่อแม่
โรงเรียน
มหาวิทยาลัย
ทีวีช่องการศึกษา
นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีโรงเรียนสอนที่บ้าน
สอนแบบไม่เน้นวิชาการอย่าง
Summer Hill
ที่บ้านเราก็มีโรงเรียนแบบนี้สำหรับเด็กยาก จนที่มีครูข้างถนนคอยสอนให้
และมีมานานมากแล้ว
แต่ยังมีอีกหลายๆคนยังไม่รู้ที่เรียกว่าการศึกษานอกโรงเรียน
การศึกษาต่างๆทำให้ผู้คนมีโอกาสอันหนึ่ง โอกาสอันนั้นก็คือ....
การได้เข้าทำ งาน
ได้แข่งขันกัน เพื่อที่จะสร้างความเจริญเติบ โตให้กับสังคม
สร้างสังคมของตัวเองให้ดีขึ้น
ปรับปรุงฐานะครอบครัวของตัวเองให้มีความเป็นอยู่ดีและมีความสุขขึ้น
แต่หลังจากที่มี กระแสการไหลบ่าของการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังมากของ
Digital Disruption
เมื่อไม่กี่ปีมานี้หแม้เหตุการณ์นี้จะเริ่มก่อเกิดมานานกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม
หรือนานกว่านั้นตั้งแต่เราเริ่มมี Facebook อินเทอร์เน็ต
Ebay
Amazon
Alibaba
เทคโนโลยี่ใหม่ๆเหล่านี้จึงมักทำให้เกิดเรื่องตื่นตระหนกเช่นเรื่องที่ว่า
ไม่มีที่ไหนในโลกที่จะขายสินค้าได้ในวันหนึ่ง ถึง38,000ล้านเหรียญสหรัฐ
ได้
แต่เมื่อวันที่ 11 เดือน 11 2019 Single Day ของจีนอย่าง
Alibaba
สามารถทำได้
เพราะDigital world
มันหมุนรวดเร็วมาก
คล่องแคล่วว่องไวราวกับติดจรวด
ทุกคนในเมื่อสิบปีก่อน
ที่ก่อตั้งstart up
ใช้เงินจำนวนน้อยมาก
ที่จะก่อตั้งธุรกิจองค์กรที่สา มารถจะเติบโต
อย่างรวดเร็วจนหายใจแทบจะไม่ทัน
และเติบใหญ่มาถึงทุกวันนี้
ที่เรียกว่า
ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI
สามารถใช้เครื่องมือเครื่องไม้
ทางการสื่อสาร
และเทคโนโลยีที่เรียกว่า
หุ่นยนต์หรือ
เสมือนหุ่นยนต์อีกทั้งมันยังสา มารถลดค่าใช้จ่ายต่างๆได้อย่างมหาศาล
ทั้งใน
ด้านแรงงาน
ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์
ด้านพนักงาน
และด้านการขนส่ง
โดยใช้ระบบออนไลน์
ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร
การสั่งซื้อสินค้า
หรืออื่นๆก็เช่นกัน
ยิ่งสามารถจัดส่งของออนไลน์ทั้งหมดได้รวด เร็วด้วยระบบขนส่งที่มีประสิทธภาพเช่นปัจจุบัน
ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพ

ในรัฐที่มีระบบต่างๆเหล่านี้
จึงทำให้เกิดกระแสสังคมหรือ
เทรนด์ใหม่ทั้ง
ความเป็นอยู่ของผู้คน
ตลอดจนความคิดและอุปนิสัยของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงสองสามปีนี้
มากจนหลายๆคนกลัว
กลัวว่าจะไม่มีงานทำ
ก็เพราะได้เห็นจำนวนการปลดพนักงาน
และ
คนงานมากมายทั่วทุกมุมโลก
นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ของผู้ใช้แรงงาน
ทั่วโลกกลุ่มหนึ่ง สำหรับในเมืองไทยเอง
ที่กรุงเทพฯมีคนตกงานอยู่ประมาณ1 ล้านกว่าคน
ชนะตัวเลขเก่าๆมาก
ก็ถือว่าเยอะ แล้ว
และเป็นคนที่ไม่ได้ทำงานในทุกวันนี้ก็เยอะ
เรียนจบปริญาโทมากลับขายข้าวแกงเป็นต้น
ปัญหาที่ตามมาอาจจะเป็นปัญหาของสัง คม
ปัญหาอันเกิดจากการขาดเงิน ที่จะใช้จ่าย
จนมีปัญหาในเรื่องของการจี้ปล้นหรืออาชญากรรมตา มมา
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็น
คนธรรมดาสถาบันการเงิน
หรือองค์กรต่างๆล้วนแล้วแต่กลัว
Digital Disruption
คือการเปลี่ยนแปลง
อันนี้ที่ผลจาก กระแสของการพัฒนาการทางเทคโนโลยี่ที่ทำให้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป
คนที่ชอบดูหนังหรือภาพยนตร์คงจะเห็นกันมาเป็นเวลาร่วม 10 ปีแล้วหรือกว่านั้นว่า
เราได้เห็นบุคคลเสมือนจริง
มาเล่นหรือแสดงแทนคน
ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เช่นอวตาร
Avenger
End Game
ผู้สื่อข่าวหุ่นทางทีวีที่ประเทศจีน
สิ่งต่างๆที่กังวลนั้น
ก็เพิ่มมากขึ้น และกลายเป็นเรื่องที่น่ากลัวไป นี่คือระบบการศึกษาในปัจจุบัน
คือเรียนรู้จากหนังสือ ตำรา
เรียนรู้มาเพื่อทำมาหากิน
แม้จะเก่ง
เฉลียวฉลาด หาเงินหางานได้ดี
แต่ถ้าเปรียบเป็นระบบการศึกษาแล้ว
ก็ยังเป็นระบบการศึกษาแบบหมาหางด้วนอยู่ คือเป็นหมาที่มีองค์ประกอบไม่ครบ
หางหมาที่เป็นตัวชี้ถึงอารมณ์ และปัญญาที่แท้จริง
หรือชี้นำชีวิตไม่มี
ทุกคนจึงหวาดกลัว
ตื่นตูม
ทุกข์
รับไม่ได้กับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับการเปลี่ยน แปลง
แต่จะมีใครเคยนึกบ้างว่า
หุ่นยนต์หรือสมองกลก็ตาม
มันก็แค่ประมวลผลจากข้อมูล
ที่ใส่เข้าไปเท่า นั้น
แม้มันจะประมวลผลให้รู้จักวิธีคิด
มันก็เป็นแต่เพียงปัญญาประดิษฐ์
และเป็นเพียงแต่ปัญญาขั้นต้นของคนเราเท่านั้น

ความคิดของคน เรานี้
มันแยบคายกว่านั้นมาก
ยกตัวอย่างเช่นภาพยนตร์ 2 เรื่องที่กล่าวถึงข้างต้น
เป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลของโลกโดยคนเป็นผู้สร้าง
ยิ่งนานวัน
ยิ่งสร้างเงินได้มากมายเท่านั้นเพราะยังขายลิขสิทธิ์ต่างๆได้อีกนานแสนนาน
ขนาดที่ว่าคนสร้างสามารถใช้เงินไปได้ตลอดชาติ
เพราะมีตัวเลขรายได้ที่มหาศาลเหล่านั้นล้วนเกิดจากปัญญาของคนทั้งนั้น
ความเฉลียวฉลาดของคน
พวกเราอย่าได้คิดจะดูแคลนมันในเวลานี้
จะรู้สึกอ่อน
น้อมถ่อมตนกับปัญญาประดิษฐ์
นั้น
อาจจะผิดพลาด เมื่อสองพันกว่าปีก่อน
สมเด็จพระบรมครู
ได้บังเกิดขึ้น พระองค์ทรงตรัสสอนพระธรรมล่วงหน้ามานานแล้ว
พนะธรรมอันเป็นคำสอนที่ทันสมัยอยู่เสมอ เรียกว่าอกาลิกธรรมคือใช้ได้ตลอดกาล
สอนให้เรารู้จักความจริง
เห็นความจริงยอมรับความจริงและเข้าใจความจริง
เพื่อให้เราเกิดปัญญาสูงสุด
ปัญญาที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่สา มารถจะสร้างขึ้นได้
ก็คือปัญญาแห่งการพ้นทุกข์
พระทรงตรัสสอนให้คนจำนวนมากได้รู้ถึง 84,000 พระธรรมขันธ์
ด้วยใบไม้เพียงกำมือเดียวของพระองค์เท่านั้นอนิจจังคือ
ความไม่เที่ยง ทุกขังคือความทนได้ยาก อนัตตาคือ
ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
หากทุกคนเปิดใจกว้างที่จะ
พัฒนาศักยภาพของใจตนให้มีความสุขสงบ
โดยการมองใจของตัวเองให้ชัดๆ
เมื่อสงบใจได้
อันมี
วิตกวิจารปีติสุขเอกัคคตาแล้ว ปัญญาก็จะเกิดขึ้นจากความสงบในชั้นแรกที่เรียกว่าปฐมฌาน
มันจะนำพาให้เราให้เกิดปัญญาในชั้นสูงและลึกต่อไป
ซึ่งผู้สนใจทั้งหลาย
สามารถเรียนรู้ได้จากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่มีในปัจจุบัน
คำสอนของสมเด็จพระบรมครูซึ่งเป็นตัวแทนของพระองค์
คือพระธรรม เป็นพระพุทธเจ้าในกาลปัจจุบัน ทำให้เรามีปัญญาเกิดขึ้น
เมื่อได้รู้จักอนิจจังทุกขังอนัตตาแล้ว
เราก็มองเห็นความจริงต่างๆอย่างแน่นอนว่าไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงไป เป็นทุกข์
แล้วก็ไม่ใช่ตัวไม่ตน
สิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงตรัสสอนว่าตัณหาหรือความอยากเป็นที่มาของทุกข์เหล่านั้น
ถ้าเราหยุดอยากได้มากเท่าไหร่ปัญญาก็จะเกิดมากขึ้นเท่านั้น
คนที่หิวเงินมากอยากจะมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้านบาท
คุณเชื่อหรือว่าเขามีความสุข แบบตาสีตาสาที่อยู่ชายนาหรือเถียงนา
ที่มีบ้านอยู่ต่างจังหวัด
แม้พวกเขาจะไม่มีเงินเลยสักล้านบาท
แต่พวกเขาหลับสบาย
มีความสุข
มีข้าวกินเห็นหน้าลูกทุกวัน
มีความสุขที่
ไม่จมกับกระแสของโลก
ไม่โดนเทรนด์ต่างๆกัด
ไม่ใช้ของแบรน ด์เนม
อยู่อย่างพอเพียง
สุขสงบ
อดกลั้นกับความความอยาก
โดยระงับความอยากได้ดี
เวลาตายก็เห็นเป็นธรรมดา
แม้สิ่งต่างๆในโลกจะเปลี่ยน แปลงหรือแปรปรวนไปแค่ไหน
ก็ไม่มีทุกข์ตามไปด้วย
เมื่อไม่ทุกข์แล้วคนเราจะห่วงอะไรกับ
Digital Disruption
แม้มันจะเกิดเภทภัยอะไรก็ยิ้มได้เหมือนคำพูดที่ว่า
"ที่ควรชมนิยมกัน คือคนยิ้มได้เมื่อภัยมา" สมเด็จพระบรมครูท่านทรงตรัสสอนทั้งหมดเป็นระบบอย่างดี
ลองศึกษาดูจาก พระไตรปิฎกหรือตำราต่างๆที่พระองค์ทรงตรัสสอนมานั่นแหละ
จะได้เข้าใจ
การสอนแบบมีระบบการศึกษาแบบหมาธรรม ดา
ที่มีหัวมีหางมีตรงกลางหมด
ไม่ใช่ระบบการศึกษาแบบมหาวิทยาลัยในปัจจุบันที่เห็นทุกข์ก็ไม่รู้ว่าทุกข์มันเกิดจากอะไร
ทุกข์ล้วนเกิดจากความอยากของใจนั่นแหละ จงพิจารณาดูนะ ถ้าฉันพูดผิดไปฉันก็ขออโหสิ กรรมมาไว้ณ.ที่ นี้ด้วย
คนเรามันผิดพลาดกันได้
แต่ฉันมีความศรัทธา
ในองค์สมเด็จพระบรมครูอย่างเหนือเศียรเหนือเกล้า
เชื่อมั่นและเชื่อเรื่องกรรมที่สุด
ฉันเลยไม่กลัวอะไรทั้งนั้น
มันจะdisruptหรือไม่ก็เรื่องของมัน
แล้ว......มีใครรู้ตัวบ้างว่า
พรุ่งนี้หรือชาติหน้าอะไรจะมาก่อนกัน
เป็นคำพูดที่ดีนะเพราะมันไม่เที่ยงจริงๆ
เจริญพร

อนาคาริก

4
ธรรมะกับชีวิต / ยิ้มได้เมื่อภัยมา
« เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2019, 15:33:17 »





ยิ้มได้เมื่อภัยมา
นั่นแหละปล่อยวาง

อนาคาริก...


จิตกระจ่าง

จิตถ้ามันมีความเมตตาอย่างบริสุทธิ์
มันจะลดละความเห็นแก่ตัวลงไปได้มาก
จนจิตมันสงบเมื่อสงบมากๆ
จะเกิดปัญญาเห็นความจริงที่ทุกคนเห็น
เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา
จนหมดกลัว
ไม่เอาโกรธ
และ
เห็นทุกสรรพสิ่งกระพริบดั่งเช่นจิตของเรา
เกิดดับไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่า....
จะไร้ตัวไร้ตนมีแต่ฝุ่นละอองและธรรมธาตุนั้น
เพราะจิตตั้งมั่นเป็นสมาหิโต

หลวงยักษ์

หมายเหตุแก่นธรรม
ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าแก่นธรรมกับกองทุนพระรัตนตรัย
ต้นกลางปีหน้านี้ที่วัดแค นางเลิ้ง

เงินบริจาคที่ได้แบ่งเป็นสองส่วน
ส่วนหนึ่งถวายวัด ซ่อมแซมสร้างเสนาสนะของวัดที่ชำรุดมากแล้ว
อีกส่วนหนึ่งบริจาคให้รพ.จุฬาลงกรณ์
โครงการวิจัยมะเร็งขั้นตีแตก
ช่วยเหลือผู้ป่วยอนาถา
พระอาพาธที่ขาดเงินอีกเยอะมาก
บุญกุศลในครั้งนี้ขอให้ท่านทั้งหลายเจริญในทางโลกและทางธรรมโดยถ้วนหน้ากันเทอญ

เลขที่บัญชีออมทรัพย์ ธ.กสิกรไทยนายพิชิต เลิศรัตนานนท์ สาขาสวนผัก 011 2 88986 8 ครับ

ขออนุญาตบลเพื่อนอีกสิบคนนะคะ

มาร์ค
อ่านทุกบทความก่อนใครในเพจหนู "พอเพียงพ มาก"

5
ธรรมะกับชีวิต / พ่อของฉัน ล่าสุด
« เมื่อ: 08 พฤศจิกายน 2019, 20:50:11 »




พ่อของฉัน

วันนี้ฉันพาพ่อและแม่ไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
เหมือนเช่นเคยฉันหันไปมองหน้าพ่อตอนขึ้นรถ
ปีนี้พ่อแก่ตัวลงไปมาก
ในวัยที่ควรจะเกษียณแล้ว
แต่....พ่อก็ยังคงทำงานอยู่เกือบปกติ
พ่อจะตอบคำ ถามที่ฉันถามอย่างละเอียดเมื่อ....ฉันถาม
และพ่อก็จะหยุดตอบเมื่อจบ
ดูพ่อแข็งแรงขึ้นมากเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่
ผ่านไปนานกว่า 3 ปี แล้ว
ที่พ่อประสบอุบัติเหตุ
ตอนนั้นพ่อเจ็บหนัก
ฉันเห็นความเจ็บปวดของพ่ออย่างมากจากสีหน้าและอา การชัก
ด้วยความพยา ยามอย่างมากของพ่อ
พ่อกลับมาแข็งแรงขึ้นจากที่ดูปวกเปียกอย่าง มาก
จนเข้มแข็ง
เพราะเพียงแต่ฉันรับปากกับพ่อว่า
"ฉันจะเป็นกำลังใจให้พ่อเท่านั้น "

สองปีที่ผ่านมานี้
ฉันเห็นพ่อแข็งแรงขึ้นๆ
เวลาที่เพื่อนๆของพ่อถามถึงพ่อว่า
พ่อเป็นอย่างไร ฉันก็มักจะตอบไปว่า
พ่อแข็งแรงดี
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
พ่อยังเจ็บมากในช่วงปีแรกหรือปี 59เข้าปี 60
พ่อแทบจะนั่งรถไม่ไหวจนขายรถทิ้ง
ปวดคอปวดหลังอย่างรุนแรง
จนแทบที่จะยอมผ่าตัดกระดูกคอที่ทับเส้นประ
สาทก่อน
แล้วจึงจะตามด้วยการผ่าตัดกระดูกสันหลัง
ที่ทับเส้นประ สาท
ตอนนั้นพ่อดูท้อแท้
อ่อนแรงเหนื่อยใจ
ในปีนั้นฉันเอง
ก็ไม่รู้ถึงความเจ็บปวดของพ่อหรอก
เพราะว่าฉันไม่ได้เป็นผู้ที่เจ็บปวด
เจ็บขนาดพ่อถึงกับยอมรับนัดวันหมอผ่าตัด
พอพ่อทำใจได้
มีสติมากขึ้น
พ่อกลับไม่บ่นเลยสักคำ
ตั้งหน้าตั้งตาทำกายภาพบำบัด
ออกกำลังกายเดินมากเท่าที่จะทำได้
พ่อจะขยับข้อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงตามที่หมอพิมและน้าอ้วนสอนท่าบริหารมา
พ่อบอกว่าน้าอ้วนปรับปรุงวิธีการบริหารร่าง กายขึ้นมาตลอดเวลา
เพื่อให้กับคนไข้ทุกคนของน้าอ้วนแข็งแรงขึ้น
ในช่วงปีแรกๆ
พ่อพื้นตัวขี้นมาแค่ 10 เปอร์ เซ็นต์เท่านั้น
แต่ชวนไปไหนมาไหนก็ไปกัน
แต่พ่อต้องสวมใส่เฝือกคออ่อนตลอดเวลา
จนในปีถัดมาคือปี 60
ฉันเห็นว่าเป็นโอกาสดี
ที่ครอบครัวของเรา
จะได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน
ฉันจึงจองทัวร์ให้พ่อกับแม่และพวกฉัน
ได้ไปเที่ยวร่วมกัน
หลังจากที่เราไม่ได้เที่ยวกันมานานมากแล้ว
ฉันถามพ่อว่า พอจะเดินไหวไหมทั้งวันในช่วงทริปนี้คือ 7 วัน
พ่อก็เงียบ
ตั้งแต่วันที่บอกพ่อล่วงหน้า 2-3 เดือน
พ่อเริ่มเดินออกกำลังกายทุกวันเลย
เช้ากลางวันเย็นพ่อบอกว่ามันดีขึ้นเยอะเหมือนกัน
จากที่เดินไม่ค่อยไหว
มันก็เดินได้บ้างเจ็บบ้าง
จนถึงที่สนามบิน สุวรรณภูมิในปีนั้น(60)
เมื่อถึงวันไปญี่ ปุ่น
หลังจากที่เราเช็คอินตั๋วแล้ว
ก็ไปหาอะไรกินก่อนที่เครื่องจะออกมีเวลามาก
พวกเรามีที่นั่งอยู่ 3 ที่ในเลานจ์ของการบินไทย
แต่เราไปกัน 4 คน
พ่อรีบบอกว่าให้พวกเรา
แม่ลูกๆไปนั่งกินที่เลาน์จการบินไทยเถอะส่วนพ่อจะไปเดินเล่นและหาอะไรกินเอง
เพราะพ่อมีบัตรที่ได้จากธนาคารมาให้ไปเข้า
มิราเคิลเลาน์จ
มีบุฟเฟ่ต์เหมือนกัน
แต่อาหารแตกต่างจากเลาน์จการบินไทยมาก
พ่อก็ยังคงเสียสละทุกอย่างที่พ่อทำได้
ในไฟลท์บินไปญี่ปุ่นวันนั้นปลายทางอยู่ที่ซัปโปโรฮอกไกโด
พวกเราไปญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิตสำหรับพวกฉันกับพ่อ
แต่แม่เคยไปหลายครั้งแล้ว พ่อลุกจากที่นั่งบนเครื่องบิน
ไปเกือบสิบครั้งเพื่อไปยืดเส้นหลังจากดูสีหน้าของพ่อแล้ว
ฉันรู้ว่าพ่อเจ็บ พ่ออดทนได้ดีพอ
เดินได้ดีขึ้นที่ญี่ปุ่น
ไม่ได้ทำให้บรร ยากาศในการร่วมเดินทางท่องเที่ยวของเรา เสียหรือเปลี่ยนไปเลย
พ่อดูสนุก
อร่อยกับอาหารและ
ในทุกการตัดสินใจด้วยสติตลอดเวลา

ไกด์ทัวร์ทริปนั้น
พูดเข้มมากเรื่องระเบียบที่ญี่ปุ่นว่า
เขาระเบียบจัดอย่างไร
จนพวกเราทำอะไรไม่ค่อยถูก จนไปถึงอาหารกลางวันมื้อหนึ่งที่เขาเลี้ยงสุกี้ญี่ปุ่นแบบถูกๆ
ถ้วยขาดไปใบหนึ่ง
พ่อก็เดินไปถาม คนทำอาหาร
ขอถ้วยและขอข้าวเพิ่มให้พวกเรา
เป็นอย่างนี้เสมอที่พ่อตัดสินใจในสิ่งที่ถูก
พ่อจะกล้าหาญในการทำสิ่งที่ถูกทุกครั้ง
ทริปนั้นสนุกมากจนฉันตัดสินใจและพาพ่อไปเที่ยวที่กลางญี่ปุ่นอีกครั้งในปีถัดมา
คือในปี 61
ที่
เกียวโต
โตเกียว
โยโกฮาม่า
แต่เที่ยวนี้ออกจะหนักหนาสำหรับพ่อนิดหนึ่งเพราะพวกเราไปกันเองโดยไม่ได้ซื้อทัวร์
ครั้งแรกที่พ่อได้ยินว่าพวกเราจะแบล็คแพ็กไปพ่อทำตาโตเล็กน้อย

พ่อรู้แล้วว่าการเดินสร้างพลังให้พ่ออย่างมาก
และให้ความแข็งแรง
ก่อนถึงอาทิตย์ที่จะออกเดินทางในทริปนี้
เวลาในแต่ละวันส่วนหนึ่งของพ่อใช้กับการเดินมากๆ
พ่อพยายามฟิตตลอดเวลาสำหรับทริปยาวที่แบล็คแพ็คไป
จนบางวันพ่อปวดหลังมาก

ทริปนี้เราได้ไปดูภูเขาไฟฟูจิด้วยกัน
ไปกินอาหารญี่ปุ่นที่เป็นต้นตำรับที่โตเกียว อาหารญี่ปุ่นสดๆ กุ้งตัวเท่าแขน นอกเหนือจาก
ราเมงรสอร่อยที่ร้านมิชลินที่ฮอกไกโดหรือที่ซัปโปโร
พ่อรู้สึกสนุก สนานมาก
แม่เองอาจจะสนุกน้อยไปหน่อยเพราะแม่เคยมาแล้วหลายครั้ง
แต่ปีนี้
แม่จู้จี้ขี้บ่นช่างติมากกว่าเดิม
ยิ่งใกล้เกษียณมาทุกที
จึงน่าเป็นห่วงพ่ออยู่เหมือนกัน
ถ้าแม่เกษียณแล้ว
แต่ทำไมแม่ยังคงความเครียดอยู่มากและขี้บ่นจนจำไม่ได้
แม่เริ่มทำตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเต็มตัว พ่อคงจะรับมือหนักมากในเวลาต่อไป
3 ปีที่ผ่านมา
พ่อยังดูแลพวกเราทางอ้อม
ด้วยการจัดการซื้อข้าวซื้อน้ำ
สั่งข้าวสั่งอาหาร ให้
แล้วก็แก้ไข อะไหล่ที่เสียในห้องชุดที่พวกเราซื้ออาศัยอยู่
เป็นเรื่องปกติที่พ่อทำให้อยู่เสมอ
สิ่งที่พ่อทำทุกครั้งพ่อจะเฝ้าสังเกตุและปรับปรุงมันก่อน ถ้าทำหรือแก้ไขให้เรียบร้อยได้เอง
แต่ถ้าแก้ไม่ได้จึงจะขอนัดช่าง
พ่อไม่ใช่คนที่ชอบร้องแรกแหกกระเฌอเวลามีปัญหา
พ่อมักจะคิดก่อนจึงแก้ปัญหาไป
แต่แม่มักจะพูดก่อนที่ปัญหาจะเกิด
แต่พอมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว
ก็ฟังแม่พูดกันจนหูแทบหนวก
3 ปีมานี้
พ่อช่วยผ่อนคอนโดจนหมดเรียบร้อย
รวมทั้งผ่อนหนี้สินของพ่อเองที่พ่อแบกรับมาตลอดกว่า10 ปีหนี้สินเหล่านี้
พ่อเคยคิดว่าตัวเองอาจจะผ่อนไม่ได้หมดด้วยซ้ำเพราะสังขารเสื่อม
และเพราะมันเป็นหนี้จำนวนมาก
สุดท้ายพ่อก็ผ่อนจนหมด

พ่อมีเงินบำเหน็จพิเศษก้อนหนึ่งจากการทำงานหนักของพ่อตลอดครึ่งหลังในชีวิตการทำ งาน
พ่อก็เอามาฝากไว้ที่สถาบัน้งืนฝากของฉันในชื่อของฉัน
เมื่อ 3 ปีที่แล้วโดยไม่เคยคิดจะแตะต้องเงินก้อนนี้มาก่อนเลย
ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า
พ่อทำอย่างไรพ่อทำงานอะไร เมื่อก่อนตอนฉันยังเด็กพ่อเคยพาฉันไปที่ทำงานของพ่อเหมือนกัน
ทั้ง 2 แห่งเป็นออฟฟิศและคอนโดระหว่างสร้างขาย
จากในหลายๆแห่ง
ฉันรู้ว่าพ่อทำ งานมากมาย
แต่ฉันไม่เคยรู้เลยว่าพ่อทำงานอะไร
รู้เพียงแต่ว่าพ่อเป็นผู้บริหารสูงสุดในที่ทำงานของพ่อทุกที่
เวลานี้พ่อบอกกับฉันว่าพ่อหูของเริ่มตึงแล้วนะ
ฟังอะไรไม่ค่อยรู้เรื่องเยอะขึ้น
ฉันก็บอกพ่อไปว่าให้ไปวัด ระดับความดังของเสียงในหูจะได้ไปใส่เครื่องมือที่โรงพยา บาลจะช่วยพ่อได้บ้าง
พ่อเงียบแล้วปฏิเสธแล้วบอกว่า
พ่อเคยหาหมอหูที่เก่งๆในประเทศไทยสองคนมาหลายปีแล่ว
และรู้ว่าหูชั้นกลางเสื่อม
และบอกว่ายังไม่เป็นภาระกับการได้ยินและดำรงชีวิตอยู่
พ่อบอกว่าสิ่งที่จำเป็นในเรื่องหูพ่อทำมาจนหมด ในระดับหนึ่งแล้ว
พ่อเพียงแต่ประคองชีวิตประคองสติ
ให้ตั้งมั่นในความดี
ใส่บาตสวดมนต์ ทำวัตรเย็นเป็นกิจวัตร
แล้วก็ดูพ่อใจเย็นขึ้นมาก
ปลอดโปร่งเหมือนเป็นอิสระในทางหนึ่ง
ฉันเองกลับเครียดกับการทำงานมากกว่าเพราะงานมันเยอะจริงๆและมีความเสี่ยง
พ่อสอนว่า
ใครที่มีการจัดลำดับความสำคัญของชีวิตในแต่ละวันได้ ถือว่าเป็นยอดของคนธรรมดา และจะเป็นคนธรรมดาที่มีความสุขได้
ทุกวันนี้....
ฉันยังคงรักพ่อเหมือนเดิม
แต่ฉันเป็นคนปากหนักกับพ่อและแม่
ไม่ค่อยได้พูดในเรื่องนี้ด้วยหรอก
แต่ว่าฉันรักพ่อนะ
พ่อเองก็รู้ว่าฉันรักพ่อ
เพราะพ่อเองยังรักฉันตลอดเวลา
สัมผัสได้ตลอดกาล

ปีหน้า63ฉันจะพาพ่อไปอีกทริปหนึ่งนะ
พ่อได้ยินไหมครับ

รักพ่อนะ

หนูเอง

6





TOXIC PEOPLE : เจอคนเหล่านี้ เตรียมหนีให้ดี!

By Pawares Mood Journal, Survival Guide 05/06/2016



เราเคยได้ยินว่า เพื่อนมนุษย์ที่เรารู้จักและอยู่รอบตัวเราในช่วงชีวิตนั้นๆ มีผลกระทบกับเราได้แค่สองรูปแบบ คือถ้าเค้าไม่ใช่คนที่บันดาลใจเรา เค้าก็คือคนที่ดูดพลังงานและเวลาในชีวิตเราไปมาก บ่อยครั้งที่เรารู้สึกแย่เพราะ bad vibe จาก คนประเภทที่สองที่อยู่รอบๆ ตัวนี่แหละ
บางคนไม่รู้ตัวว่า ทำไมในบางสถานการณ์เรา upset เรารู้สึกไม่สบายตัวไม่สบายใจแบบหาสาเหตุไม่ได้ ซึ่งจริงๆ อาจเป็นเพราะคนใกล้ตัวเนี่ยแหละ เพราะ บุคลิก (Personality) หรือ ทัศนคติ (Attitude) บางอย่างของคนๆ นั้นมันกระทบความรู้สึกเรา เคยเป็นไหม กับบางคนอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ รู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก แต่กับบางคนกลับรู้สึกอึดอัด อยากจะแยกจากกันเร็วๆ
เราเรียกคนประเภทหลังว่าเป็น Toxic People คนกลุ่มนี้เหมือนมีพลังงานบางอย่างที่ปล่อยออกมาตลอดเวลา อย่างกับว่าส่งพลังงานบางอย่างไปรบกวนสารเคมีในสมองเรา ทำให้สุขภาพจิตเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้เราเลยอยากจะมาเขียนถึงประเภทของ Toxic People ต่างๆที่อยู่รอบตัว มาดูกันว่า ตัวเองเป็นแบบไหนหรือมีคนใกล้ตัวเป็นแบบนี้กันบ้างหรือเปล่า ส่วนเราบางทีก็เผลอทำตัวเป็น Toxic Person กับคนรอบข้างไปโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน แหะๆ

1. อันนั้นไม่เห็นดีตรงไหน นั่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ดี! (Judgemental)

ไม่มีอะไรดีพอสำหรับเค้า คนประเภทนี้จะหาเรื่องวิจารณ์ ติติง ตัดสินทุกอย่างรอบตัวอยู่ตลอดเวลา คนประเภทนี้มักจะมองเห็นสิ่งรอบตัวอยู่แค่สองมิติ คือ “ดี” กับ “ไม่ดี” ทุกอย่างมีแค่ ถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ ควรหรือไม่ควร ดีหรือเลว คุณจะใช้เวลาอธิบายให้เค้าฟังเท่าไหร่ก็ได้ แต่สุดท้ายมักจะเหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เค้าไม่ค่อยได้ฟัง เพราะเค้าได้ตัดสินไปแล้ว
เราเคยต้องทำงานกับคนประเภทนี้อยู่เนืองๆ รู้สึกเหนื่อยมากๆ เหนื่อยกับการที่ต้องฟังเค้าวิจารณ์นู่นนี่ตลอด เราอยากบอกเธอเหลือเกินว่า มนุษย์เรามันซับซ้อนเกินกว่าที่เธอจะตัดสินใจว่า ดำหรือขาว ทุกอย่างมันมีทุกสีแหละ มันมีเหตุผล มันมีปัจจัยเยอะมากเลยนะ เราเข้าใจว่าเราทุกคนก็มีมาตรฐานในการตัดสิน หรือมาตรวัดทางศีลธรรม (Moral Standard) อยู่ แต่สิ่งที่เธอแสดงออกมามันไม่ใช่นะ มันเหมือนกับว่าเธอแค่ชอบตัดสินทุกอย่าง (นี่ไง เราก็กำลังตัดสินเธอ!)

2. ทำไมไม่ทำแบบนี้ ทำตามที่ฉันบอกสิ! (Control Freaks)

คนประเภทนี้ไม่เคยฟังใครทั้งสิ้น! เพราะ (เชื่อว่า) ฉันรู้จริงและรู้ดีกว่าใครทุกคน รู้มากขนาดว่าสามารถบอกได้ว่าใครควรทำอะไร และควรทำยังไง ถึงได้เรียกว่า ดี ทำยังไงถึงเรียกได้ว่าแย่ อะไรที่คนอื่นพูดหรือทำไม่ดีเท่าตัวเองสักอย่าง เพราะฉะนั้นอย่ามาขัดใจหรือแสดงความคิดเห็น! คนประเภทนี้จะกลายเป็นฝันร้ายที่สุด ถ้าต้องกลายเป็นคนที่คุณต้องทำงานด้วยหรือใช้ชีวิตอยู่ด้วย เพราะถ้าคุณทำอะไรที่ไม่ตรงกับที่เค้าคิดแล้วล่ะก็…เขาอาจจะอาละวาดทุบโต๊ะกลางที่ประชุม หรือหยิบจับข้าวของมาเขวี้ยงทิ้งอะไรเบอร์นั้นเลย เพราะฉะนั้นเลิกคิดเรื่องอธิบายให้เขาเข้าใจเถอะ ไม่มีวันซะหรอก
เราเจอคนประเภทนี้มาในลักษณะของการเป็นลูกค้า โอ้โห ให้ตายสิ เหมือนกับจ้างเรามาเพื่อทำตามที่เค้าบอก ไม่ได้จ้างเรามาเป็นที่ปรึกษาอะไรทั้งนั้นอ่ะ เค้าจะรู้สึกดีว่างานทุกอย่างเป็นไปตามที่เค้าบอก เค้าควบคุมได้หมด ทั้งๆ ที่บางครั้งการที่ทำตามที่เค้าบอกน่ะ มันคือหายนะที่แท้จริง

3. เราว่าเราเก่งกว่าเธอนะ ฟังเราดีกว่า (Arrogant)

เดี๋ยวๆ อย่างเพิ่งเข้าใจสับสนระหว่าง คนที่มีความมั่นใจในตัวเอง กับคนหยิ่งผยอง วิธีแยกคนสองประเภทนี้ออกจากกันแบบง่ายๆ คือคนที่มีความมั่นใจตัวเอง จะเป็น good vibe ในการ inspire คนรอบข้าง แต่คนที่หยิ่ง (อารมณ์ว่ามั่นใจว่าตัวเองดีและเก่ง) มักจะสร้าง bad vibe จะมีความรู้สึกเหมือนข่มเราอยู่เนืองๆ และทำให้เราอึดอัดและด้อยกว่าในบางครั้ง จริงๆ มันเป็นเรื่องของ attitude ล้วนๆ เวลาเค้าแสดงมันออกมา ไม่ว่าจะเป็นทางสายตา คำพูด หรือท่าทาง ทุกอย่างจะนำไปสู่ภาพของยักษ์หรือนางพญา มันจะมีแต่ความอึดอัด มีความรู้สึกในการข่มเราเบาๆ ยิ่งต้องทำงานด้วยนะ โอ้โห หื้มมมมมม เลย
เราเชื่อว่าคนประเภทนี้ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวนะ ว่าตัวเองเป็นแบบนั้น มักจะสับสนกับความมั่นใจในตัวเองแบบผิดๆ กับความรู้สึกที่ว่า เราดีกว่าคนอื่น เราฉลาดกว่า คือยอมรับว่าบางคนแม่งก็เก่งจริงๆแหละ แต่แค่ไม่รู้จักวิธีการแสดงออกที่เหมาะที่ควร เลยกลายเป็นเหยียดซะงั้น

4. คนอะไรไม่เคยผิด (The Blamer)

คนประเภทนี้มีข้ออ้างตลอด น่าเหลือเชื่อตรงที่ว่า เค้าต้องเป็นคนยังไงนะ ถึงได้รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยทำผิด เวลามีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น มักจะเกิดจากคนอื่นเสมอ (ต้องโตมาแบบไหนนะ ถึงได้มี attitude ที่ strong ขนาดนี้) แบบที่ไม่เคยต้องรับผิดชอบความผิดพลาดอะไรทั้งนั้น มีหน้าที่ชี้ความผิดให้คนอื่นอย่างเดียว หรือถึงจะรู้ตัวว่าผิดก็จะไม่ขอโทษ! สำหรับเรา เราว่าทำงานและใช้ชีวิตกับคนประเภทนี้แม่งโหดและน่าหงุดหงิดสุดละ
เคยทำงานกับลูกค้าแบบนี้ โอ้โห ให้ตายเถอะ เอาตัวรอดเป็นยอดคนเลย อะไรที่ตัวเองผิด ขนาดมีอีเมลหลักฐานชัดๆ ยังกลบเกลื่อน บิดประเด็น หาข้อเสียของเราอย่างอื่นมาอุด จนกลายเป็นเราผิดซะงั้น โห แล้วคนประเภทนี้ เวลาตัวเองทำผลงานอะไรนะ เอามาพูดจนหลานบวชได้เลย ให้ตายเถอะ!

5. นางอิจฉาจากช่อง 7 (The Envious)

คนประเภทนี้ก็น่ากลัวไม่ใช่ย่อย เป็นประเภทที่ ถ้าเธอไม่ได้มีอะไรดีไปกว่าฉัน ฉันเป็นเพื่อนที่ดีของเธอนะ แต่ถ้าเธอมีอะไรที่ดีกว่าฉันแล้วละก็ เดี๋ยวฉันจะคอยขัด คอยขวาง และจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้คนอื่นได้ดีกว่า! เค้าจะรู้สึกว่า สิ่งดีๆทุกอย่างที่เกิดขึ้น เค้าเป็นคนที่สมควรจะได้รับ ไม่ใช่คุณ ข้อสังเกตและสัญญาณคือก่อนที่พวกเขาจะลงมือทำอะไรเพื่อขัดขวางเรา เขามักจะพูดเปรียบเทียบเรากับตัวเค้าเสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ชอบเปรียบเทียบจะเป็นคนประเภทนี้หมดนะ บางทีเขาอาจจะแค่ไม่มั่นใจในตัวเองแล้วน้อยใจ ไม่ได้ไปถึงขั้นอิจฉาก็ได้
เราว่าอีกรูปแบบนึง คือเป็นคนประเภทที่ว่า ใครเคยทำอะไร จะมาแบบ ฉันก็เคย เคยแบบดีกว่าเธอด้วย แต่ไม่ได้สื่อสารออกมาตรงๆนะ เป็นลักษณะข่มอ้อมๆ เช่น เราเคยไปดูหนังเรื่องนี้ นางก็จะข่มมาล่ะว่า เราเคยไปดูเรื่องนี้ รอบสื่อด้วย เพื่อนเราที่รู้จักเป็นทีมงานที่ทำอยู่ ฯลฯ ทำนองว่ากูบลัฟรัวๆ

6. เราว่าโลกมันไม่สวยนะ (Negative Nancy)

คิดว่าจะได้กำลังใจจากคนประเภทนี้หรอ ไม่มีทางซะหรอก เพราะว่าเค้าจะมองเห็น worst case ตลอด และเค้ามักจะพูดตัดกำลังใจเรา หรือคอยพูดให้เรารู้สึก insecure หรือเสียความมั่นใจได้ง่ายๆ เลย คนประเภทนี้ไม่เคยจะสนับสนุนความคิดเราหรือสิ่งที่เราจะทำ มีแต่จะ discredit ในทุกๆทางที่จะเป็นไปได้ มองเห็นแต่ความเป็นไปได้ที่จะผิดพลาด แทนที่จะมองเห็นโอกาสที่จะทำให้สำเร็จ
แต่คนประเภทนี้ อย่าไปเหมารวมกับคนที่เป็นเพื่อนสนิทเรานะ บางทีเค้าก็เตือนเพราะเห็นว่าเราอาจไม่มีโอกาสกับสิ่งๆนี้ หรือเราควรจะไปทำอะไรที่เหมาะกว่านี้ แต่เราเชื่อว่า ใครๆก็แยกออกอ่ะ ระหว่างคนที่มองเห็นแต่ worst case กับคนที่มองรอบๆแบบรอบคอบ แล้วเตือนเรา vibe มันต่างกัน

จริงๆแล้วเราไม่ได้กำลังบอกว่า คนประเภทเหล่านี้เป็นคนไม่ดีนะ เพียงแต่สำหรับเรา เรารู้สึกว่าลำพังในแต่ละวันแค่จัดการกับภาวะทางอารมณ์ของตัวเองก็เหนื่อยมากพอแล้ว นี่ถ้าเราต้องมาโดนคนเหล่านี้ ดูดพลังไปด้วยแล้วล่ะก็ มันทำให้เราหมดพลังงานจริงๆ เรามีคนทุกประเภทเหล่านี้อยู่รอบตัวเราแหละ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะต้องตัดคนเหล่านี้ออกจากชีวิตทุกครั้งนะ เราเพียงแค่ต้องเรียนรู้วิธีที่จะจัดการและใช้ชีวิตกับคนเหล่านี้อย่างมีศิลปะ ทุกคนก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ไม่มีใครอยากทำตัว toxic กับคนรอบตัว เพียงแต่บางทีเค้าไม่รู้ตัว เพราะขนาดเราเองยังเผลอทำตัว toxic กับคนอื่นตั้งหลายครั้ง ซึ่งเกือบทุกคนก็เข้าใจและก็ยังอยู่กับเราไม่ไปไหน ฝากบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ขอบคุณนะ 

ปล. คราวหน้าจะมาบอกวิธีจัดการกับคนเหล่านี้และจัดการตัวเองเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนเหล่านี้ด้วยล่ะ

ILLUSTRATION BY SETAPA

FOLLOW US ATFACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES

Bipolar DisorderDepressionMental HealthMental IllnessSanitySelf-ConfidenceSelf-EsteemWellnessจิตแพทย์สุขภาพจิตสุขภาพจิตวัยรุ่นอารมณ์แปรปรวนโรคซึมเศร้าไบโพลาร์



Written By

Pawares

เช็คมั๊ย ‘Toxic people’ นิสัยเป็นพิษที่ทำให้คนใกล้ตัวอึดอัด

เชื่อมั๊ยว่าความเป็นพิษมีอยู่ในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นคนรัก เพื่อน ครอบครัว หรือแม้แต่ตัวคุณเองก็อาจมีนิสัยที่เป็นพิษกับคนรอบข้างได้ พิษที่ว่านั้นเกิดจากพฤติกรรมที่ทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัดโดยไม่รู้ตัว มาเช็คกันดูสิว่านิสัยแบบไหนบ้าง

Abigail Brenner, M.D., จิตแพทย์ชาวอเมริกันบอกว่า คนที่มีพฤติกรรมบ่อนทำลายความรู้สึก สร้างความน่าอึดอัดทุกครั้งที่ต้องปฏิสัมพันธ์ด้วย คนเหล่านี้เรียกว่า ‘Toxic people’

#บงการเก่ง – เมื่อไหร่ที่คนอื่นไม่ทำตามที่คุณบอกหรือที่คุณแนะนำ คุณก็จะแสดงอาการไม่พอใจออกมา เช่น จะต้องกินข้าวร้านนี้ ไปเที่ยวที่นั่น ถ้าพวกเขาไม่ไปร้านนี้คุณก็จะยกเลิกนัดไม่กินหรือไปไม่ไปทันที พฤติกรรมเหล่านี้แหละเป็นพิษ นอกจากจะทำให้ทุกคนอึดอัดที่จะต้องคอยตามใจคุณแล้ว ยังไม่แฟร์กับคนอื่นด้วย
วิธีแก้ : เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง ลองนึกถึงเสียงส่วนมากเป็นหลัก หรือไม่ก็ตกลงกันว่าคราวนี้ฉันตามใจเธอแล้ว คราวหน้าเธอต้องตามใจฉันบ้างนะ ข้อตกลงแบบนี้ดูจะแฟร์กับทั้งสองฝ่าย

#ช่างตัดสิน – มักมีคำติอยู่ตลอดเวลา และเป็นการติที่ไม่ใช่ติเพื่อก่อ แต่เป็นการติไปเรื่อยๆ เช่น เธอทำงานไม่เก่ง หาเงินได้น้อยจัง เธออ้วนแล้วนะ เธอไม่สวยเลย จริงๆ แล้วคำพวกนี้ถ้าพูดย้ำๆ ซ้ำบ่อยๆ คนฟังก็จะรู้สึกว่าฉันไม่มีค่าหรือไม่มีดีอะไรเลยหรอ เป็นการบั่นทอนจิตใจ แถมยังทำให้หมดความมั่นใจไปเรื่อยๆ
วิธีแก้ : ถ้าคุณหวังดีจริงก็ควรแนะนำด้วยการพูดด้วยเหตุผล หยุดนิสัยการติซ้ำๆ ติทุกครั้งที่เจอกัน เพราะจะทำให้คนอื่นเสียความมั่นใจ และก็ไม่ได้ทำอะไรดีขึ้นมาอีกด้วย

#ไม่รับผิดชอบความรู้สึกตัวเอง – คุณมักโทษว่าความรู้สึกแย่ๆ ของคุณเกิดขึ้นจากอีกฝ่าย เช่น ที่ฉันรู้สึกไม่โอเคแบบนี้ก็เป็นเพราะเธอทำอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่คิดว่าความสุขของตัวเองนั้นสร้างได้จากตัวเราเอง คอยแต่จะโทษอีกฝ่ายโดยตลอด ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดตลอดเวลา
วิธีแก้ : หยุดโทษคนอื่น หันกลับไปสำรวจตัวเองก่อนว่าความสุขหรือทุกข์ที่เราเป็นนั้นเป็นเพราะคนอื่นหรือที่ตัวเรา จริงๆ แล้วความสุขหรือทุกข์นั้นขึ้นอยู่กับตัวเรา ความคิดของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร

#ไม่ขอโทษ - แม้ว่าจะทำผิดอะไร ก็ไม่เคยคิดจะเอ่ยคำขอโทษใดๆ ทั้งสิ้น มัวแต่คิดว่าฉันไม่แคร์ ไม่ใช่ความผิดของฉัน จึงไม่จำเป็นที่จะขอโทษ... เจอแบบนี้บ่อยๆ ก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ
วิธีแก้ : เมื่อรู้ตัวว่าผิดก็ต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง ไม่ต้องตีโพยตีพายโทษคนอื่น ผิดก็คือผิด ลดทิฐิมองตามความจริงแล้วขอโทษซะ แค่นี้ไม่ยาก!

#เอาแน่เอานอนไม่ได้ - อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อวานนัดกันอย่างดี พอตอนเช้าเปลี่ยนซะงั้น ทำอะไรไม่คงเส้นคงวา วันนี้จะทำแบบนี้ได้ แต่พรุ่งนี้ไม่ได้แล้ว สรุปจะเอายังไงกับชีวิตดีคนรอบข้างสับสนไปหมดแล้วจ้า
วิธีแก้ : เอาใจเขามาใส่ใจเรา รักษาคำพูดบ้าง นิสัยแบบนี้นอกจากคนรอบข้างจะเบื่อแล้ว ยังทำให้คุณหมดความน่าเชื่อถืออีก ครั้งต่อไปพูดอะไร หรือนัดกับใคร ก็ไม่มีใครอยากไปกับคุณก็เพราะนิสัยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมานี่แหละ

#ไม่สนใจความรู้สึกคนอื่น – พฤติกรรมโนสนโนแคร์ ไม่ห่วงใย ไม่สนใจว่าใครจะชอบอะไร หรืออยากทำอะไร สนใจแต่อะไรที่ตัวเองอยากทำ โดยไม่แคร์ความรู้สึกคนอื่น
วิธีแก้ : หยุดเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง สนใจความคิดและความรู้สึกคนรอบข้างบ้าง ลองนึกดูสิถ้ามีคนมาทำแบบนี้กับคุณ คุณจะโอเคมั๊ย? หันมาสนใจคนอื่นบ้าง ถามไถ่ความรู้สึก เลิกเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลกได้แล้ว!

​รู้มั๊ย? ว่าการที่จะต้องอยู่กับคนที่มีนิสัยเป็นพิษบ่อยๆ มันทำให้คนรอบข้างเบื่อ อึดอัด และยังทำให้สุขภาพจิตเสียอีกด้วย

ลองสำรวจตัวเองสักนิด หากพบว่าตัวเองเข้าข่าย "เป็นพิษ" ต่อคนรอบข้างแล้วล่ะก็ ปรับปรุงด่วนเลยนะจ้ะ

นิสัยไม่ดี นิสัยเป็นพิษ Toxic people เอาแต่ใจ นิสัย

TOXIC PEOPLE

วิธีจัดการกับพวกมนุษย์มลพิษ

อย่าปล่อยให้ มนุษย์เหล่านี้พาคุณดิ่งสู่ภาวะทางอารมณ์ด้านลบ เพราะมันจะส่งผลต่องาน สุขภาพ และสมอง มารับมืออย่างชาญฉลาดกันเถอะ!
ปกติแล้วเนี่ยะ พวกมนุษย์มลพิษจะมีพลังงานบางอย่างที่ปล่อยออกมาตลอดเวลาจนทำให้ไปรบกวนสารเคมีในสมองของคนรอบข้างให้สุขภาพจิตเสีย
Toxic People ถูกจำกัดความครั้งแรกในหนังสือ Emotional Intelligence 2.0 ของ ดร.Travis Bradberry ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกฝนทางอารมณ์สำหรับผู้นำทางธุรกิจ (เขาจบการศึกษาด้านจิตวิทยาสำหรับองค์กร) และเรียกเจ้ามนุษย์ที่เต็มไปด้วยพลังงานด้านลบเหล่านี้ว่า Toxic People หรือมนุษย์ที่เป็นพิษต่อคนรอบข้าง
แน่นอนพวกเขามักไม่รู้ตัวหรอก และไม่มีตรรกะใดจะหยุดมนุษย์พลังงานด้านลบให้ไม่ทำร้ายคนอื่นได้ พวกเขามักพึงพอใจเมื่อได้สร้างความเครียด ยุ่งยาก ปั่นป่วนต่างๆ ความซับซ้อนที่ไม่จำเป็น รวมถึงความขัดแย้ง และที่เลวร้ายที่สุดคือ จะรู้สึกดีมากๆ ที่กดให้คนอื่นจมลง
คนพวกนี้มักมีความสุขและความพึงพอใจที่มาจากความคิดเห็นของคนอื่น และนั่นเท่ากับกว่าคนเหล่านั้นไม่ได้เป็นเจ้านายแห่งความสุขของตัวเองอีกต่อไป
มีงานวิจัยพบว่า ความเครียดอาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อสมอง การได้รับความเครียดเพียงไม่นานสามารถส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของเซลประสาทในสมองส่วน ฮิปโปแคมปัส และเมื่อถูกทำลายซ้ำอย่างรุนแรงจะมีอาการสูญเสียความจำ เพราะฮิปโปแคมปัสเป็นสมองส่วนรับผิดชอบในการใช้เหตุผลและความจำ และเมื่อคุณไม่สามารถควบคุมความเครียดได้ ประสิทธิภาพการทำงานของคุณจะลดลง ความเครียดจึงเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวสำหรับความสำเร็จของคุณ

มนุษย์มลพิษที่คอยสร้างความเครียดให้คุณจึงเป็นสิ่งที่คุณควรจัดการ
สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ คุณสามารถควบคุมคนพวกนั้นได้มากกว่าที่คุณคิด!
นี่คือวิธีการที่คนประสบความสำเร็จใช้เพื่อป้องกันพฤติกรรมแย่ๆ ของผู้อื่นที่มีผลต่อการทำงานและความสุขของพวกเขา

จำกัดเวลาและรักษาระยะห่าง


มนุษย์พลังงานลบเหล่านี้ปกติแล้วมักจะมาพร้อมกับข่าวร้ายและเรื่องแย่ๆ มักเรียกร้องให้คนรอบตัวต้องมารับฟังคำบ่นของตัวเอง หรือพยายามเปลี่ยนคุณให้เป็นพวกเขา เนื่องจากมักจะหมกมุ่นอยู่แต่กับปัญหาของตัวเองและยังไม่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา เรียกร้องให้รับฟังเฉพาะปัญหาของพวกเขา คนเหล่านี้ต้องการเพียงผู้คนเห็นใจ เพื่อให้พวกเขารู้สึกดีกับตัวเอง จนทำให้หลายครั้งผู้คนรอบข้างเขาถูกดำดิ่งลงสู่ภาวะอารมณ์เชิงลบ
คุณสามารถหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้เพียงแค่ลองจำกัดเวลาและปรับระยะห่างเมื่อจำเป็น เช่น ให้มองเห็นคนเหล่านี้เหมือนกับการยืนคุยกับคนที่สูบบุหรี่ ส่วนเสียงบ่นเหล่านั้นคือควันพิษ คุณจะทนนั่งดมควันบุหรี่มือสองหรือไม่?
วิธีที่ดีที่สุดเมื่อคนพวกนี้เริ่มต้นบอกเล่าเรื่องแย่ๆ ให้คุณถามกลับไปว่า แล้วสรุปจะแก้ปัญหาอย่างไร? ส่วนใหญ่เมื่อเจอถามกลับแบบนี้มักชะงักเงียบและเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเลย

สู้กับพวกเขาอย่างชาญฉลาด


คนที่ประสบความสำเร็จรู้ว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อต่อสู้กับอีกวันสำคัญแค่ไหน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศัตรูของคุณเป็นพวกมนุษย์มลพิษ คนพวกนี้สามารถทำให้คุณสติแตกได้เพราะพฤติกรรมอันไร้เหตุผลของพวกเขา ใช่มันผิด พฤติกรรมและเหตุผลที่ผิดตรรกะ ขัดแย้งกับเหตุผลและความถูกต้องอย่างสิ้นเชิง
แต่เชื่อไหมว่าคุณไม่จำเป็นต้องถูกดูดดลงไปในความรู้สึกแบบนั้น
ยิ่งมีใครบางคนที่ไร้เหตุผลพยายามพูดหรือเรียกร้องมากเท่าไหร่ มันก็เหมือนกับการที่คุณไปเจอกับคนสติไม่ดีบนถนนและเที่ยวป่าวประกาศว่าตัวเองคือ John F. Kennedy คุณไม่มีทางไปอธิบายความเป็นจริงด้วยเหตุผลให้คนประเภทนี้เข้าใจได้เลย คุณควรทำแบบเดียวกันกับเมื่อเจอคนสติไม่ดี
บางครั้งเพียงแค่ยิ้มรับและพยักหน้าจากนั้นก็เดินออกมา
เมื่อเราเพิกเฉยและไม่หลงตอบโต้ไปกับมนุษย์พลังงานลบแล้ว เราจะพบกว่าพวกเขามักมีรูปแบบการแสดงออกซ้ำๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยให้เรารับมืออย่างเป็นระบบได้ว่าเมื่อไรที่เราจะปะทะกับคนพวกนี้ และเมื่อไรที่เราจะหลีกเลี่ยง เช่น เมื่อต้องทำงานร่วมกันเป็นโปรเจค เราอาจเลี่ยงการติดต่อโดยตรง โดยการรักษาระยะห่างผ่านอีกคนได้ หรือลองใช้วิธีเดียวกับจิตแพทย์ก็คือ พูดได้คุยได้แต่ไม่มีเยื่อใยทางอารมณ์ต่อกัน เช่น ตอบรับอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ไม่ต้องมีอารมณ์ร่วมหรืออินมากเกินไป พยายามหาข้ออ้างเรื่องงานเข้ามาช่วยจะแนบเนียนมากขึ้น

7
ธรรมะกับชีวิต / ชีวิตบัดซบ
« เมื่อ: 01 พฤศจิกายน 2019, 15:37:02 »








ชีวิตบัดซบ


คำพูดนี้เคยเป็นทั้งชื่อหนัง
ชื่อละคร
ชื่อรายการทีวีในบ้านเรามานานกว่าสามสิบปี
ยิ่งในสังคมปัจจุบัน
การเป็นอยู่บางเรื่องอาจจะสะดวกสบายขึ้น
แต่อยู่ยากขึ้น
ในการทำมาหากิน
หรือการ
อยู่อาศัย
การดูแลชีวิต
มันยากลำบากมากก่อนมาก
กว่าจะได้เงินมาต้องใช้แรงกายแรงใจสูงขึ้น
สภาพแวดล้อมทางสังคมทางเศรษฐกิจทั่วโลก
ก็ทำให้เกิดเป็นเช่นนั้น
ในแต่ละประเทศ
ทั่วโลก
รวมทั้งประเทศที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
หรือที่เรียกว่าประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
ก็มีปัญหาเรื่องคนไร้บ้านหรือ homeless กันเยอะ
จนไม่มีที่ซุกหัวนอน
ต้องนอนข้างทาง
ไม่มีงานทำ
ไม่มีอะไรเลยบางคนโชคดีก็ยังมีสวัสดิการของรัฐอยู่บ้างแต่บางคนโชคไม่มีดีเลย
ทำได้อย่างเดียวก็คือการขอทาน นอกจากนั้นอาจจะเรื่องอื่นๆที่
เราก็ไม่รู้ถึงวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมของคนในประเทศดังกล่าวในซีกโลกนั้นอีก
ทุกวันนี้ญี่ปุ่นเองที่เป็นประเทศท่องเที่ยวที่สวยงามกลับมีhomelessไม่น้อย
เป็นสังคมผู้สูงวัยแบบสมบูรณ์
จึงมีคนแก่เหล่านี้มากมายข้างถนน
ที่นั่นก็ยังมีโรงเจเลี้ยงอาหารกันเป็นเรื่องปกติมานานมากแล้ว
แต่ก็มีคนญี่ปุ่นจำนวนมากที่มีน้ำใจมาคอยช่วยเหลือกัน
ทำโซบะ
ทำอุด้ง
ทำราเมง
ทำซูชิ
มาแบ่งให้คนร่วมชาติที่ยากไร้กินกัน
ญี่ปุ่นนั้นมีประชา กรที่เป็นคนญี่ปุ่นเองประมาณ 97% ของประชากรทั้ง หมด
เรียกได้ว่าประชากรเกือบทั้งประเทศเป็นญาติทางสายเลือดกันจริงๆก็ได้

ผู้คนจำนวนมากในโลกต่างเชื่อว่าสิ่ง
ที่เขาเห็น
ที่เขาเป็น
เกิดจากผู้อื่น
เกิดจากสังคมเกิดจากการ เมือง
เกิดจากรัฐบาล
เกิดจากนายทุน
และจะเชื่อแบบขาดความเข้าใจในความเป็นจริง
ที่ว่า....
ทุกอย่างต้องอาศัยเหตุปัจจัยให้เกิด
มันถึงจะเกิดมีขึ้นได้เช่น
เมื่อมีทุกข์ก็ต้องมีสาเหตุของการเกิดทุกข์
สาเหตุใดเป็นสาเหตุของทุกข์มันเป็นสาเหตุลูกโซ่
ซึ่งหมายความย่อๆว่า
คนเราจะอยู่ในคนเดียวในโลกนี้ไม่ได้
แม้กระทั่งพระภิกษุที่ออกไปบวชนั้น
ท่านก็ยังต้องอาศัย
ญาติโยมในการ บิณฑบาตเพื่อรับอาหารไปประทังชีวิต
แล้วก็นำสิ่งที่ตัวของท่านเองได้ศึกษาได้ปฏิบัติ
อยรมจิตเพื่อให้รับรู้ถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้า ทรงพระเมตตาตรัสสอนไว้
ที่เรารู้กันว่าพระธรรมมานานกว่าสองพันหกร้อยปี
แล้ว
ในพระนามของพระสมณโคดมหรือ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา
ที่ท่านพระองค์ทรงตายแล้วเกิดใหม่ในชาตินี้ ตายจากชีวิตที่เป็นเจ้าชายสิท
ธัตถะที่เครื่องเสวยความสุขเพียบพร้อม
ทั้งในปราสาทสามฤดู
ทั้งครอบครัวที่อบอุ่นร่ำรวยทรงอำนาจ
เพราะทรงเป็นพระโอรสของเจ้าเมืองกบิลพัสดุ์คือพระเจ้าสุทโธทนะ
แต่ด้วยพระปัญญาคุณของพระองค์ทรงเห็นความจริงในชีวิตนี้ว่า
มันไม่ได้มีอะไรเลย
นอกจากความทุกข์
เกิดมาก็ทุกข์
แก่ก็ทุกข์
เจ็บก็ทุกข์
ตายก็ทุกข์
ยิ่งคนสมัยนี้ขยายรายละเอียดของทุกข์เข้าไปอีกเพราะไปหลงบ้าวัตถุ
แม้กระทั่งว่ามีสิวขึ้นเม็ดหนึ่ง
มีรอยตีนกาเพิ่มก็ทุกข์จนนอนไม่หลับ
จมูกไม่สวยเหมือนที่พ่อแม่มีให้ก็ทุกข์
ต้องไปเอาหนังวัวหนังควายหรือซิลิโคนมาใส่
มาเสริมให้มันดูงดงาม
เป็นสไตล์ในรูปแบบที่นิยมอย่างหรืออินเทรนด์
เช่นจมูกและหน้าอย่างดาราเกาหลีเป็นต้น
การผ่าตัดที่เกาหลีใต้ในการเสริมความงามมันทำได้ง่ายๆมากกว่านานาประเทศ
เพราะที่นั่นไม่มีองค์การอาหารและยา
คอยควบคุมความประพฤติของแพทย์หรือหมอ
หมอศัลยกรรมความงามทั่วโลกจึงไปฝึกผ่าตัดเสริมสวยทางด้านศัลยกรรมเสริมสวยที่เกาหลีใต้
เพื่อให้คนงดงามเหมือนกับพลาสติกงดงามเหมือนกับนางแบบหรือดาราที่ถ่ายรูปถ่ายหนังมาแล้วสวย
แต่จะต้องระวัง จมูก
หรือหน้าตาที่ไปฉีดยาหรือไปเสริมสิ่งแปลกปลอมเข้าไป
เพื่อไม่ให้มัน
บิดเบี้ยว
เสียรูปไป
อีกทั้งยังต้องกล้าเสี่ยงต่อความเป็นโรคที่ไม่พึงประสงค์จากการอักเสบติดเชื้อ
เสี่ยงต่อการเสียชีวิตในการผ่าตัด
อย่างไม่กลัวเลยเพราะเชื่อใน เทคโนโลยี่ทางการแพทย์
รวมทั้งเชื่อในข่าวสารที่ได้รับการจูงใจจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่แนบเนียน
แล้วก็เชื่อในสิ่งที่รู้ตาม Application ต่างๆ
ที่เขาทำให้ดู
ออกมาดี
ออกมาสวยเกินคน
สวยเว่อร์ๆทนทาน
เหมือนสีทาบ้าน
ทุกวันนี้คนสูงอายุเริ่มทำศัลยกรรมเสริมสวยมากขึ้น
ทั้งในประเทศ ไทย
รวมทั้งเด็กๆที่มีอายุยังน้อยด้วยซ้ำ
เพราะความหลงใหลในแฟชั่นอินเทรนด์ต้องการความสวยงามแบบดาราหรือบุคคลที่ตัวเองพึงพอ ใจ
จนมีข่าวว่ามีคนเสียชีวิตกันบ้างเนื่องจาก
จมูกเน่าติดเชื้ออยู่บ่อยๆ
คนที่เคยพูดกันมาว่าชีวิตบัดซบ
เมื่อเก่าก่อนนั้น
อาจจะหมายถึงว่า
มีความทุกข์ยากจากการ
ไม่มีกิน
ไม่มีเงินทองไม่มีบ้านอยู่ครอบครัวลำบากแตกแยก
ถูกกดขี่
แต่คนสมัยนี้กลับนำมาพูดมาใช้เปรอะไปหมด
พอแก่ตัวมีคนเรียกป้า
ชีวิตก็บัดซบ
มีความทุกข์
ที่เพิ่มขึ้นจากการยึดติดวัตถุมากขึ้น

ชีวิตที่เป็นเพียงแค่
1.เป็นอยู่คือ

2.ชีวิตที่เป็นเพียงแค่ประสบการณ์ในการพบกับความทุกข์ในรูปแบบต่างๆ
3.แต่ชีวิตกลับเป็นโอกาสที่จะให้เราเอาบทเรียนจากประสบการณ์ที่เกิดจากความเป็นทุกข์
เพื่อไปหาสาเหตุของการเป็นทุกข์นั้นๆ
จนสามารถจัดการกับทุกข์ให้หมดไปได้ในชาตินี้
กลับไม่ค่อยสนใจกันนัก
พระพุทธเจ้าทรงสอนตรัสสอนมาตั้งนานบนโลกแล้ว 45 พรรษา
ในเรื่องของกรรม
ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม
และอริยสัจสิ่งทำให้เกิดทุกข์
แต่ทุกอย่างสา มารถเปลี่ยนแปลงทำได้
โดยเพิ่มศักย ภาพของตัวเอง ให้มีพุทธะที่สูงขึ้น
ให้จิตที่หลับ
ให้จิตมัวเมา
และถูกมอมเมาจากสิ่งต่างๆจนทำให้หลง
ให้หลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี
ขาดสติ สัมปชัญญะอย่างรุนแรงจนถึงขั้น
ใกล้บ้าหรือว่าบ้าไปแล้ว
ให้กลับมารู้สึกตัว
มีสติสัมปชัญญะครบ
เมื่อมี....สติสัมปชัญญะครบและมั่นคงเหนียว แน่นต่อกิเลส
ก็มีสมาธิมั่นคงจนถึงสภาวะที่สงบจิต
สงบกิเลส
จนเบิกบานผ่องแผ้ว
แล้ว
จิตตื่น
หายจากความทุกข์ทั้งปวง

คำว่า
ชีวิตบัดซบจึงเป็นชีวิตที่กล่าวออกมาเป็นการมองในทัศนคติไปในทางลบมากจนเกินไป
ในความจริงแล้ว
ชีวิตนั้นก็ไม่มีอะไร
มีแต่ทุกข์เท่านั้นเพราะเราไปยึดติดมัน
ยึดติดกับความบัดซบ
มันถึงเป็นชีวิตบัดซบนั่นแหละโยม

เจริญพร

พลวงมั่น

8
ธรรมะกับชีวิต / Captain America
« เมื่อ: 01 พฤศจิกายน 2019, 15:35:15 »









Captain America

ในบรรดาตัวละครในภาพยนตร์ซุป
เปอร์ฮีโร่ ของ Marvel
Stan Leeได้สร้างตัวละครมหัศจรรย์ไว้มากมาย
ตั้งแต่
สไปเดอร์แมนไอรอนแมน
Hulk
Doctor Strange
Black widow Hawkeye Captain America

Captain America
เป็นตัวละคร
ที่สร้างจากเด็กชายขี้โรค
อยากเป็นทหาร รับใช้ชาติ
แล้วไม่มีทางจะผ่านการสอบได้ แต่เมื่อได้เป็นมนุษย์แปลงพันธุ์
กลายเป็นซุปเปอร์ฮีโร่
ในนามของกัป ตัน
Captain America
เทียบกับ
Super Hero
ในทีมคนอื่นๆแล้ว
เขาก็ไม่ได้มีความสามารถเด่นล้ำกว่าใครในทุกๆด้าน
แต่

Captain America
ถูกสร้างมาให้เห็นว่า
เขาเป็น
ลูกผู้ชายเต็มตัวกล้าหาญซื่อสัตย์
ตรงไปตรงมา
ผิดก็คือผิด
ถูกคือถูก
ถ้าถูกใครมาให้ผิดก็ไม่ยอมรับผิด
ถ้าผิดจะทำไงก็คือผิด
มีความเป็นผู้นำสูง
เสียสละสูงต่อผู้อื่น
เคารพรักให้เกียรติผู้อื่นในชีวิต
หัวใจเป็นที่หนึ่ง จึงมีความเป็นผู้นำที่หาได้ยาก ยิ่ง
อันนี้เป็นจุดเด่นที่สุดของ Captain America
และเหนือกว่าใครๆ
นอกจากนั้นแล้วก็มียังความอดทนสูงกว่าตัวละครอื่นๆที่ถูกเขียนบทมา
Chris Evan เคยได้รับบทดีๆในชีวิตหลายเรื่องรวมทั้งเป็น Fire Man
ใน
Fantasy 4 เป็นตัวละครเด่น
แต่ก็ทำให้ใครๆคิดว่า
เขาจะไม่ได้เกิดในวงการ ซุปเปอร์ฮีโร่อีกแล้ว
เพราะหนังเจ๊ง
ผู้สร้าง
Captain America
เลือกตัว
คริส อีแวนส์ได้อย่างเหมาะเจาะ กับตัวละครนี้มากที่สุด
แล้วเปลี่ยนลุค ให้ได้ดี
จึงเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่เข้าถึง นิยายภาพของStan Lee
ได้มากกว่าตัวละครตัวอื่นๆด้วยซ้ำ

Captain America
เป็นตัวละครที่มีชีวิตชีวา สร้างสรรค์ชัดเจน
สื่อความหมายออกในเรื่องของการแสดงบทบาทของ
คริส อีแวนส์ที่แสดงท่าทางกิริยาต่างๆ ในบทบาท
Captain America
ของคริส อีแวนส์อาจจะเด่นล้ำกว่าตัวละครที่เป็นนิยายที่มาจากการ์ตูนของLeeจริงๆ
เสียอีก
เพราะสื่อสารให้เห็นถึงหัวใจที่ยิ่งใหญ่
ใจที่เป็นนายกายเป็นบ่าว
Captain America
เลยเป็นผู้ที่ถูกยอมรับว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาซุปเปอร์ฮีโร่
เหนือกว่าThor
ซึ่งเป็นเทพเจ้าซะด้วยซ้ำ
ใครที่ยังไม่เคยได้ชมภาพยนตร์ชุดนี้
จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะได้บทมากหรือน้อย

Captain America
ก็ยังคงความเป็นผู้นำในทุกๆตอนในอเวนเจอร์
แม้กระทั่งตอนสุดท้าย
ที่เขามีความหวังเล็กๆ เพียงว่าอยากเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่มีความสุขกับคนรัก
และตายได้จากโลก
ไม่ใช่ว่าอยากจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่เป็นอมตะ
อย่างที่ทุกคนฝันอยากจะเป็น
นี่แหละซุปเปอร์ฮีโร่ตัวจริงเสียงจริง
Captain America
คุณก็เป็นได้อยู่ที่ใจของคุณเท่านั้น

ตื่นเถอะคุณธรรม

ในยุคสังคมที่ผู้คนเป็น
ธอร์

แหล
ไปมาก
ถือศีลห้ากันบ้างนะจ้าววว

แว่น

9
ธรรมะกับชีวิต / Hau Kawii
« เมื่อ: 24 ตุลาคม 2019, 15:03:10 »





Hau Kawii

เมื่อชาวนาคนหนึ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยที่ถูกยุบคณะไปเนื่อง จากเทคโนโลยีทำให้เกิด Digital Disruption
และก่อให้เกิดการตกงานเป็นจำนวนมาก
เขาจึงกลับไปยังบ้านนา
ซึ่งปกติจะหายไปจากเมืองไทยนานมากแล้ว
ในบริเวณปริมณ ฑลของกรุงเทพ
ยกเว้นแต่นาของขวัญในพื้นที่ 5,000ไร่
ที่เป็นมรดกจากปู่ทวด
คุณตาพร้อมของเขาที่ซื้อมาในรา คาไร่ละ80บาทและ
เนื่องจากทุกคน
ในครอบครัว
ในทุกๆรุ่นหรือทุกๆ Generation
จะมีลูกชายเพียงคนเดียวเท่านั้น
และยังอยู่ในวิถีพอเพียง มาก
จึงยังมีเงินมรดกมากมาย
รวมทั้งที่ดิน
แปลงอื่นๆทั่วกรุงเทพ
ที่ดินผืนนี้จึงไม่มีเหตุให้ขายทิ้งไป
จนตกมาถึงขวัญที่เป็นเจ้าของพื้นที่นาขนาดใหญ่ที่สุดย่านรังสิต
กรุงเทพ ปทุมธานี
ที่พื้นทีาติดรั้วมหาวิทยาลัยชื่อดัง
แต่เพียงคนเดียวในประเทศไทย

แถมคุณตาพร้อม
ยังได้บริจาคที่ดินให้แก่ โรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยา
ลัยอีกด้วย

การชอบซื้อที่ดินสะสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ
นอกจากจะมีพื้นที่นาเพียงแปลงเดียวที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพและปทุมธานี
ยังแถมมีควายอยู่อีกประมาณ
1,000 ตัวที่ใช้งานได้ดี
การทำนาของขวัญ
ทำในรูปแบบเกษตรอินทรีย์พอเพียง
ทำนาโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีใดๆทั้งสิ้น
และมีนักวิชาการการเกษตรชั้นเลิศและโดรนคอยบินดูแลอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ขวัญได้รับมรดกเป็นพื้นที่นาและที่ดินทั่วกรุงเทพแล้ว
เขายังได้รับมรดกเป็นเงินออมสะสมบำเหน็จบำนาญของปู่ทวดจนถึงคุณพ่อซึ่งเป็นคนประหยัดมัธยัสถ์และเป็นซีอีโของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก
โดยไม่เคยดูเลยว่าเงินในบัญชีมียอดคงเหลือสักเท่าไหร่
เมื่อหลายปีก่อนเขากับคุณพ่อได้ไปเที่ยวที่แคนาดา
และได้พบกับ
นักธุรกิจสตรีชาวจีนผู้หนึ่ง
ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับโทรคมนาคมในประเทศจีน
เป็นรอง CEO ของบริษัทขนาดใหญ่ที่นั่น
พวกเขาได้คุยกันอยู่ 3-4 วันติดต่อกัน
ขวัญเก็บความรู้ความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีนั้นมามาก
อีกทั้งตนเองยังจบด้านทางไอทีและลอจิสติคที่อังกฤษและออสเตรเลีย
ขวัญจึงสะสมความคิดมากมายนั้นมาหลายปี
จนกลับมาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังของกรุง เทพฯ
เพื่อการมีสังคมและมีเพื่อน
สิ่งที่ขวัญได้ทำมาตั้งแต่เรียนคือได้จดทะเบียนสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ต่างๆไว้มากมายอย่างเรียบร้อย
รวมทั้งในเรื่องของลิขสิทธิ์ด้านการสื่อสารสมัยใหม่ซึ่งจะใช้ทรัพยากรน้อยมากที่สุด
เพราะ
ขวัญใช้เครือข่ายที่มีเทคโนโลยี่อื่นล้ำโลก
ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยี่ของบริษัทในเครือที่คุณพ่อกับขวัญก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ต้น
เครือข่ายในโครงการทุกๆบริเวณมีแค่เสาอากาศวิทยุเล็กๆเพียงแค่ต้นเดียว
ติดตั้งอยู่บนอาคารแต่ละชั้น

ธุรกิจการสื่อสารของเขาก็สามารถครอบคลุมไปได้ทั่วโลก
นอกจากนี้คลื่นที่ใช้สามารถแสดงออกมายังเป็นภาพแสดงเสมือนของจริงเป็นภาพ 3D 4D และ 5D
หากใช้ในการผ่าตัดต่างๆของวงการแพทย์
เมื่อใช้เทคโนโลยีนี้
แล้วจะดูเหมือนง่ายมาก
เพราะผู้ผ่าตัดและผู้ปฏิบัติจะสามารถสัมผัสกับเทคโนโลยี่ได้นี้ด้วยมือของตนเองและมีโหมดคุ้มครองความเจ็บป่วยให้แก่คนไข้ด้วย หมายความว่า
ผู้เขารับการผ่าตัดไม่จำเป็นจะต้องทนความเจ็บปวดใดๆเพราะมีระบบฝังเข็มเจาะ
และใช้เวลา.นผ่าตัดเพียงไม่กี่นาที
จากการประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งรวดเร็วมากกว่าระบบในยุคปัจจุบัน
และหาที่เปรียบไม่ได้
เทคโนโลยี่ของขวัญนี้
ถ้าหากถูกเปิดเผย
อาจจะโดนประธานาธิบดีคล้ำ
แทรกแซงอย่างรวดเร็ว
เพราะสามารถเข้าถึงระบบความปลอดภัยต่างๆของทุกๆประเทศในโลกนี้
ลิขสิทธิ์ของเทคโนโลยีนี้เป็นของ
Hau kawii
Industry
เพียงบริษัทเดียวในโลก
ที่มีเทคโนโลยี่
150 G

บทความนี้ไม่ได้ลอกเลียนแบบมา
ตัวละครไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใด
นอกจาก
คุณตาพร้อม
เป็นนิเทศน์ธรรมแต่เพียงอย่างเดียว

จิตกระจ่าง
ผู้เขียน

อาม่าๆๆๆๆๆๆว้อยยย

ผ้าป่าสามัคคีแก่นธรรมปีที่ 23
ประกาศแล้วเหมือนเดิมให้
รพ.จุฬาลงกรณ์และวัดแคบางเลิ้ง

ในเดือนกค2563
เบอร์บชอาแะพิชิตด้ารนล่างค่ะในรูป
อนุโมทนาสาธุค่ะ

สำหรับปีที่แล้ว

วันนี้วันที่1มิ.ย2562
โยมสายบุญสายนี้
ได้มาทำกิจเป็นประจำทุกปี
นำผ้าป่าสามัคคีแก่นธรรมปีที่ 22
ประกาศยอดเงิน 107,000 บาท

ที่ทำมาตั้งแต่สมัยพระเดชพระคุณหลวงปู่ธูป เขมสิริ
พระราชธรรมวิจารณ์
หลวงพ่อช้วน คุณธัมโม
พระครูวิจารณ์วรกิจจนถึงอาตมา
พระพิพัฒน์วราภรณ์

ตั้งแต่ที่พึ่งมาเป็นเจ้าอาวาสใหม่ๆจนทุกวันนี้

พวกโยมมีความหนักแน่นที่จะทำบุญกับวัด
เพื่อใช้ซ่อมสร้างเสนาสนะต่างๆรอบวัด
ทั้งปรับปรุงพร้อมกันให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

เสนาสนะที่ใช้ไม่ได้ได้ซ่อมจนใช้ได้
ในการทำกิจของสงฆ์

ร่วมกับพุทธบริษัทชาวชุมชนนางเลิ้งและชุมชนอื่นๆ

ซึ่งเงินผ้าป่ากองนี้โยมก็มีจิตเมตตาที่จะทำทาน

แบ่งไปให้ผู้ป่วยที่โยมเห็นความทุกข์ยาก
ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
เขามาด้วยโรคภัยไข้เจ็บก็ทุกข์
เงินไม่พอใช้จ่ายค่ารักษาพยบาลก็ทุกข์เพิ่มขึ้น

เป็นบุญกุศลที่พวกเรามีใจที่จะทำบุญบริจาคเงินให้เป็นทานกับเขาเหล่านั้น
ที่ยังจำเป็นต้องใช้ยามเจ็บป่วย
ช่วยโรงพยาบาลเพื่อช่วยคนป่วย
เป็นบุญกุศลที่เมตตาสูงต่อคนด้วยกัน

แล้วก็มารับพรรับศีลกันให้หนักแน่นในธรรมะเป็นทางสายบุญของพวกเราทั้งหลายต่อไป

โยมสายนี้มีแต่บุญกุศลเมตตามาก
ดูได้ในการทำผ้าป่าทุกปี
ทำอยู่บ่อยๆมานานหลายสิบปี
ทำแล้วได้บุญกุศลในวงกว้าง

รักษาคนเจ็บคนไข้ได้ป่วยให้กลับไปอยู่กับครอบครัวตัวเองได้มีสังคมที่ดีขึ้น

ได้บริจาคเงินแบ่งปัน
เปลี่ยนทรัพย์เป็นอริยทรัพย์
ที่ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้

เสนาสนะรอบวัดพวกโยมที่มาอยู่ในที่นี้รวมทั้งโยมยายก็มีส่วนร่วมในทุกๆอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นศาลาการเปรียญ
กุฏิพระ
ท่านทั้งหลายมีส่วนกันทั้งสิ้น
คนไข้ส่วนหนึ่งที่เจ็บหนัก
พระอาพาธและ
การใช้เป็นทุนรักษาโรคมะเร็งขั้นสูง

ต่อไปเมืองไทยอาจจะเป็นประเทศแรกที่ค้นพบการรักษามะเร็งอย่างจริงจังก็ได้
อันนี้เรียกว่าจาคะหรือการให้ทานอย่างมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์
แล้วก็มารับศีล

มีความมุ่งมั่นมากที่ทำมาหลายปีต่อเนื่องกันกว่า20 ปี
ตั้งแต่สมัยหลวงปู่ธูป หลวงพ่อช้วน จนถึงอาตจะมานี้

เห็นประโยชน์แห่งความตั้งใจมาทุกปี
ปีที่แล้วก็ทำที่ลุมพินีพาร์คปิ่นเกล้า
ได้มีท่านเจ้าคุณพระธรรมวชิราภรณ์มาเทศน์ให้โยมฟังอีกต่างหาก
พระจะอยู่ได้เพราะโยม
โยมหนักใจก็มาที่วัด

มาปฎิบัติไหว้พระสวดมนต์กับสงฆ์

ก็ขออุทิศส่วนกุศลให้กับ
หลวงปู่ธูปพระราชธรรมวิจารณ์
หลวงพ่อช้วนคุณธัมโม พระครูวิจารณ์วรกิจ
ตลอดจน
ญาติโยมสายธรรมวันนี้
ให้มีอายุวัณโณสุขังพลัง

นิราศจากทุกข์

นิราศจากปัญหา

นิราศจากความเศร้าหมอง
มีสุขภาพแข็งแรง
มีใจมั่นคงมีความก้าวหน้าในชีวิต
ปลอดอุปสรรค
มีปัญหาต่างๆให้แก้ได้โดยรวดเร็ว
ด้วยทานด้วยศีลภาวนาสมาธิ
เจริญๆกัน
เพราะทุกท่านล้วนมีแต่ปัญญา
มีแต่ช่วยคนช่วยวัด
ทำกันต่อเนื่องมานาน
จึงขอให้พรดังนี้ และได้สวดบังสกุลให้แก่ บรรพบุรุษของท่านทั้งหลายที่มาในวันนี้ สรรพสัตว์ทั้งหลายเจ้ากรรมนายเวร
เทวดาพระภูมิเจ้าที่ ให้มารับส่วนบุญเหล่านี้ร่วมกัน
ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญ
ตามบทแผ่เมตตาที่เราได้ให้กันไว้
ตามศีลที่เรามารับกันมีสมาธิมั่นคง
มีทานที่ยิ่งใหญ่ทำกันมานานติดต่อกันมานาน
ขอจงมีความสุขสวัสดิ์ สถาพร
เจริญพร

พระพิพัฒน์วราภรณ์

หากมีข้อผิดพลาดผู้เขียนขอกราบอโหสิกรรมครับ
บ๊อบ อุสสนัน

10
ธรรมะกับชีวิต / ทุกข์เพราะเมีย
« เมื่อ: 22 ตุลาคม 2019, 12:04:43 »



ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์

ทุกข์เพราะเมีย

"มนัสการครับหลวงพี่
หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านไม่อยู่หรือครับ"
หลวงพ่อท่านรับนิมนต์ไปฉันเพล ที่บ้านโยมจะ "แล้วจะกลับเมื่อไหร่ครับ"
ก็คงจะบ่ายๆน่ะเพราะบ้านโยมที่นิมนต์ไกลอยู่นะ
ไม่ทราบว่าโยมมีอะไรให้อาตมาช่วยได้บ้าง
"ผมว่าจะรอคุยกับหลวงพ่อได้ไหมครับ"
ได้จะโยมตามสบาย
โยมจะรับน้ำดื่มไหม
"ก็ดีครับ"
แก้วไปเอาน้ำดื่มมาให้โยมขวดหนึ่ง
แก้วเด็กวัดเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำมาให้โยมขวดหนึ่ง

"กราบขอบพระ คุณครับหลวงพี่หลวงพี่บวชอยู่ที่วัดนี้มานานแล้วหรือครับ"
ก็ราวสัก 5พรรษาแล้วละ "ผมยังไม่เคยเจอมาก่อน
หลวงพี่ยังดูหนุ่ม
แข็งแรงมาก ทำไมมาบวชเสียละครับ"

บวชน่ะไม่มีเสียหรอกนะโยม
อาตมามามองเห็นความจริง
ว่า
ความจริงคือความถูกต้อง
ที่ผ่านๆมา อาตมาทำผิดไปเยอะ
แม้กระทั่งกับโยมพ่อโยมแม่ ถึงจะเลี้ยงดูแลท่านดีมากก็ตาม แต่ก็อาตมาชอบคอยติคอยบ่นท่าน
เพราะไม่รู้ว่าโยมพ่อโยมแม่
เมื่อมีอายุมากแล้ว
ร่างกายก็จะเปลี่ยนแปลงเสื่อมไปๆ
ความรู้สึก
ความนึกคิดความจำ
และ
การเคลื่อนไหวของท่านจะลดลง
แต่อาตมามีความเคยชินว่าโยมพ่อโยมแม่
เป็น
คนที่แข็งแรง
กล้าหาญ
อดทนมา
ดูแลตัวเองดีมา
โดยตลอด
พอท่านทำอะไรผิดพลาด อาตมาก็ได้แต่ดุว่าท่าน
เมื่อรู้สึกตัวแล้ว อาตมาก็ไปกราบขอโทษโยมพ่อโยมแม่
จนวันหนึ่งอาตมาเข้าใจในเรื่องพวกนี้ดีแล้วจึงทำให้ครอบครัวผาสุกมากกว่าเดิม
โยมแม่โยมพ่อก็มีความสุขจนท่านสิ้นบุญตายจากไป
"หลวงพี่ไม่มีครอบครัวหรือครับ"
ก็เคยผ่านมาแล้ว
นะ
แต่ก็เลิกร้างกันไปหมด
"สาเหตุส่วนใหญ่มาจากอะไรครับหลวงพี่"
มันก็ไม่มีอะไรนะโยม
เราก็ดีต่อกัน
อยู่กันตามประสาผัวเมีย จนถึงวันหนึ่งต่างคนต่างเบื่อ ก็เลิกร้างกัน
ไปไม่ติดข้องหมองใจกัน
ทุกๆคนก็เป็นเช่นนั้นยังเป็นเพื่อนกัน
"โอ๊ยหลวงพี่เคยมีเมียมาหลายคนหรือครับ"
ก็เคยมีมา 3 คน
"แล้วพวกเธอเคยทะเลาะกันทั้ง 3 คนไหมครับ "
ไม่เคยนะโยมทุกคนต่างเต็มใจมีความรู้สึกดีๆต่อกัน
ในการแยกกันอยู่
ถึงแม้จะมีความคับข้องใจ
แต่เป็นความปรารถนาของเธอเหล่านั้นจนแยกจากกันอาตมาก็สละได้เข้าใจเขา
เข้าใจเรา
มองกลับมาที่ตัวเราว่า
ถ้าเราอึดอัดขนาดนั้น
เราจะหนีห่างไปไหม
หรืออะไรนี้
"ผมดูหลวงพี่นี่ค่อนข้างจะเข้าใจโลกมากเลยนะครับ "
อาตมาก็บอกโยมไปแล้วว่าอาตมาเพิ่งจะเห็นความจริงของโลกนี้แหละ "เห็นยังไงครับหลวงพี่"
ก็เห็นความไม่เที่ยงนี่แหละ
ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสสอนมานั้นถูกต้องเสมอ
พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่อธิบายได้ถูกต้อง
คำเดียวก็พอหรือว่า
ความตื่นรู้ตระหนักรู้ในความจริง
ที่เรามีความทุกข์อยู่ทุกวันนี้เพราะเราหลงเชื่อว่าสิ่งที่เรารู้เป็นความจริง
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องปรุงแต่งทั้งสิ้น
"โหหลวงพี่เข้าใจได้ขนาดนั้นเลยนะครับ"
ก็ไม่ถึงขนาดนไหหรอกนะโยม
เพียงแต่ว่าอาตมาที่ผ่านโลกมามากหรืออาจจะน้อยกว่าโยมไปบ้างก็ตาม
พออาตมาเข้าใจแล้วถึงความจริงยอมรับความจริงของโลก
เช่นครั้งที่อาตมามีบุพการีที่ดีทั้งสอง
ทั้งโยมพ่อโยมแม่มีความรักความห่วงใยความปรารถนาดีมาโดยตลอด
แม้ที่ผ่านมาอาตมาถึงจะดูแลบำรุงท่านได้ดีเพียงใด
ก็เป็นเพียงแต่ช่วงหนึ่ง
พอมีงานเยอะมากแ
ละเข้าใจผิดอย่างที่เล่าให้โยมฟังนั่นแหบะเครียดเลยชอบดุโยมท่าน
เมื่อปรับความเข้าใจของตัวเองแบ้ว
เตือนตัวเองชัดเจนแล้ว อาตมาก็กราบขออโหสิกรรมกับท่านทั้งสองขออภัยในสิ่งที่ทำล่วงเกินไปกับท่าน.
ซึ่งท่านทั้งสองช่างมีความเมตตา
ยินดีพร้อมให้เสมอ
อันนี้เป็นความรักที่เกิดจากบุพการีที่ไม่มีประมาณความรักที่ให้ด้วยความเมตตา
เป็นความรักที่แท้จริงนะโยมความรักที่ต่อเนื่องหนุนนำให้เราเกิดจาก
ความจริงคือความรัก
จากเมตตานะโยม
โดยความรักจากคนอื่นๆมันเป็นความรักจากกามความรักจากการสัมผัสรู้
ตาหูจมูกลิ้นกายใจทุกอย่าง
ทุกข์มันจึงอยู่ที่ความคิดของเราคือความคิดผิดแล้วเรามาคิดว่าเอาเองว่าเป็นความคิดถูกนี่แหละ
เราถึงทุกข์
"โหหลวงพี่ที่หลวงพี่พูดมาทั้งหมดนี้
จากที่ผมหนักอกหนักใจมา
ผมเบาใจไปเยอะเลยครับหลวงพี่ "
อนุโมทนาด้วยจะโยม
ที่โยมมีความทุกข์น้อยลงจากคำพูดของอาต มา
อาตมาก็ไม่ได้เป็นพระที่รู้มากอะไรหรอกนะบวชมา5พรรษา ก็ยังถือว่าเป็น
ผู้เรียนรู้จาก
พระนวกะ
เท่านั้นเอง "หลวงพี่ครับผมจะกราบเรียนถามหลวงพี่หน่อยได้ไหมครับ"
ถ้าอาตมาตอบโยมได้นะ
ก็จะตอบให้
"ก็เรื่องเมียๆนี่แหละครับ "
ได้สิโยมไม่เป็น ไร
"ผมมีเมียอยู่ 2 คน
เธอก็ดีทั้ง 2 คนเลย
คนหนึ่งเป็นเมียคนแรกลำบากมาด้วยกัน
แต่เธอมีนิสัยชอบครอบคลุมความคิด
เอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่ ปรารถนาดี
แต่ตำหนิคนรอบข้างบ่อยๆ
ใช้จ่ายปกติระมัดระวังมากแม้จะมีเงินก็ตามก็ยังตระหนี่มาก บทจะใช้ก็ใช้เยอะตามอารมณ์เกินไปไม่ฟังใครตามประสาผู้หญิงที่ไม่ระวัง
ผมกลัวจะหมด ตัวครับ
ส่วนเมียอีกคนหนึ่ง
หลังๆเธอรบเร้าอยู่นั่นแหละว่าให้เลิกกับเมียคนแรก
เธอเป็นคนดีมีหน้าที่การงานดีมาก
เธอยังเด็กยังเข้าใจโลกนี้น้อยไป
แต่ผมไม่ได้หลอกเธอนะครับ
ที่ให้เธอมาเป็นเมียของผม
ก็ดูแลเธอตามความสามารถของผมนี้แหละแต่เธอก็ผู้หญิงที่ชอบครอบงำความคิดหรือชอบครอบงำ
ผม
ผมควรจะทำเช่นไรครับหลวงพี่"
ก็เอาอกเขามาใส่อกเราสิโยม
เข้าใจเขา
เข้าใจเรา
ถ้ามีเมตตาต่อกัน
มันก็แก้ปัญหาได้หมด
"นั่นสิครับหลวงพี่
เพราะว่าผมมีเมตตาต่อเธอทั้งสองแล้ว"
ดีแล้วละโยม
ตอนแรกที่มีเมียทั้ง 2 คนนี้
พวกเธอยินยอมกันไหมละโยม
"ยินยอมครับ
ผมดูแลทั่วถึงครับ
แต่ผมสนองความต้องการหรือความอยากของเธอทั้งหมดไม่ได้"
นั่นแหละโยมความต้องการของคนมันสนองกันได้ไม่หมดเป็นปัญหาที่มีมาจากความอยากที่เกิดจากความคิดความคิด
ที่อยากมาก
มันก็แก้ยาก
ความคิดนี่ยิ่งใหญ่นะโยมโดยเฉพาะความคิดที่ถูกใจของเรานี่แหละแก้ยาก
ที่เราหลง
จิตหรือใจกับความคิดนี้เป็นเรื่องเดียวกัน
อาตมาบอกโยมได้เท่านี้ว่า
มีอะไรมันก็ทุกข์อย่างนั่นแหละ
มีเมียคนหนึ่งก็ทุกข์คนหนึ่ง
มีเมีย 2 คนก็ทุกข์ 2 คน
ฟังเรื่องของโยมแล้ว
อาตมาก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กมาก
โยมต้องไปปรับความคิดความเข้าใจ
ถ้ามีอะไรก็มาหาหลวงพ่อท่านใหม่ก็แล้วกันนะโยม
ส่วนอาตมาก็สอนได้เเต่เรื่องการนั่งภาวนาเท่านั้นเอง
ทำจิตให้สงบ
โยมจงกลับไปบ้านนะ
ไม่ว่าอะไรก็ตามให้สวดมนต์ไหว้พระทุกคืน
ตามหนังสือเล่มนี้ที่อาตมาส่งให้นี้
บทการทำวัตรเย็น
ทำวัตรเช้า
บทแปล
ดูสิว่าจิตใจสงบแล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
"หลวงพี่ครับผมโชคดีมากเลยที่มาเจอหลวงพี่ในวันนี้
ได้หนทางแห่งการคิด
ซึ่งผมไม่เคยคิดมาก่อน
ผมจะมาเจอหลวงพี่ได้ทุกครั้งที่มีปัญหาอะไรๆได้ไหมครับ"
ก็มาหาที่หลวงพ่อท่านสิ
พอดีอาตมาเพิ่งถูกย้ายมาอยู่ที่กุฏิเจ้าอาวาสเลยเจอโยมแหละ
อาตมาอยู่วัดนี้ 5พรรษาแล้วนะโยม
"งั้นวันนี้ผมรบกวนเวลาหลวงพี่แค่นี้ล่ะครับ
กราบนมัสการ
อ้อ...
ผมจะขอทำบุญกับหลวงพี่ได้ไหมครับ
จะใส่ซองทำบุญให้หลวงพี่ครับ"
ไม่ต้องหลอกนะโยม
มาที่วัด
โยมมาตัวเปล่าอยู่กับตัวเปล่า
ถ้าปรารถนาที่จะทำบุญกับวัดๆนี้นะ
โยมไปใส่กล่องที่เขามาขอรับบริจาค
ให้เด็กยากจนหรือว่าผู้ป่วยอนาถาก็ได้นะโยม
อาตมาอนุโมทนาบุญกุศลของโยมบุญกุศลที่โยมได้ทำมาทั้งหมดนี้ขอให้ปัดเป่าความทุกข์ของโยมไปเสีย
ให้มีดวงตาเห็นความจริงในโลกและเห็นในธรรมทั้งหลาย
ลองดูนะโยมนะ

เจริญพร

แก้ว. บันทึก

[/color]

11



ยอดมนุษย์...บทเริ่มต้นจาก
อุลตร้าแคปซูล สปิริต

ขณะที่กุศลเดินทางกลับบ้าน จากมหาวิทาลัย ท้องฟ้าโปร่ง โล่ง มีสีคราม ช่วงทางเดินในระหว่างซอยเข้าบ้านเป็นซอยขนาดกลาง
ร่มรื่นมีสวน ขนาดเล็กอยู่ข้างทางเดิน
ที่ยังหลงเหลืออยู่ในกรุงเทพฯ

ขณะที่เดินทางมาทางถึงครึ่ง ทางของซอยนั้น เอง
กลับมีลมแรงต้นไม้ไหวแรง จนโยก
เกิดเป็นลมหมุน เล็กๆ
เริ่มหมุนใหญ่ เป็นวงขนาดล้อมรอบตัวกุศล กุศลตกใจ
แต่ทำอะไรไม่ได้ นักศึกษาปี 4 ของคณะ วิศวกรรมศาสตร์
ของมหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศไทย
ทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่ร่าง เริ่มลอยตัวขึ้นจากพื้น
เท้าไม่ติดพื้นแล้ว
ร่างเริ่มหมุนช้าไปตามลมหมุน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในกรุงเทพ
หรือจะเป็นเพราะสภาวะอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะโลกร้อน
กุศลคิด และเนื่องจากเป็นเด็กไม่ค่อยกลัวอะไร
กุศลคิดว่า กระโดดออกจากวงกลมของลมหมุนนี้ได้
ก็จะหลุดออกไปได้
จึงพยายามกระแทกลมหมุนเพื่อจะออกไป 3 ถึง4 ครั้ง
ก็ไม่เป็นผล
ในขณะที่กำลังงงอยู่นั้น
กุศลก็ได้ยินเสียงดังก้องหู ว่า
"เจ้าหนูน้อยได้เวลาที่เจ้าจะเติบใหญ่แล้ว
เวลาที่เจ้าจะต้องแสดงความรับผิดชอบช่วยเหลือผู้อื่นที่ต้องเดือดร้อน
จาก Spirit ที่สะสมกันมานาน จนมีพลังแห่งความชั่วร้าย สามารถแปลงร่างจากบุคคลธรรมดาเป็นสัตว์ปีศาจ
และอาจจะก่อให้เกิดภัยพิบัติกับประชาชน
ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
ผู้บริสุทธิ์ไปทั่วโลก
หากเจ้าอยากจะมีความรับผิดชอบตรงนี้
ข้าจะเสนอโอกาสนี้ให้แก่เจ้า
แต่ถ้าเจ้าปฏิเสธ เจ้าจะเห็นเองว่า สิ่งที่ข้าพูดนั้น เป็นความจริง เมื่อถึงเวลานั้น เมื่อเจ้าได้เจอเหตุการณ์แปลกประหลาด
เจ้าจำเป็นต้อง ใช้แคปซูล Spirit
แปลงร่างเป็นSpiritที่ดี ต่อสู้กับสปิริตที่ชั่วร้าย
ย่อมต้องมีเวลาเรียนรู้การใช้แคปซูลนั้น ภายใน 7 วัน หลังจากนั้นแล้ว แคปซูลนี้ จะสูญสลายทำลายไปตามกาลเวลา บุญกุศลที่เจ้าทำมาในอดีต
ทำให้ข้าเลือกเจ้า
เป็นผู้สร้างบุญกุศลให้แก่ชาวโลก
ทันใดนั้นเอง เสียงนั้นกลับเปลี่ยนเป็นแสงสว่างจ้าสีเหลืองอ่อน
ส่งภาพมาพร้อมกับวัตถุชิ้นหนึ่งขนาดเท่าฝ่ามือ มีปุ่มกดสีแดง อยู่ตรงนั้น
ตรงหัวด้านหนึ่งของแคปซูลสีเหลือง
ที่เรียกว่า
อุลตร้าสปิริต แคปซูล Spirit เมื่ออยู่ในมือของกุศลแล้ว รู้สึกอุ่นมือ
รับรู้ถึงพลังแห่งความรัก
ความเมตตาได้
ลมหมุนอ่อนตัวลง
ส่งผลให้ร่างของกุศลค่อยๆ ลงถึงพื้น
กุศลนึกว่าเป็นความฝัน
หรือตนเผลอหลับไป
แต่ตัวเองกลับมาปรากฏอยู่ที่ห้องนอนที่บ้านแล้ว
แต่ในมือมีอุลตร้าแคปซูลสปิริต

มันไม่ใช่ความฝันแล้วนี่
เกิดอะไรขึ้น

ธมฺมจารี สุขํ เสติ
ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข

ไอแซค

12
ธรรมะกับชีวิต / ศีล
« เมื่อ: 10 ตุลาคม 2019, 09:51:42 »



ศีล

:หลวงตาเจ้าคะ ดิฉันถือศีล 5 อย่างเคร่งเลยนะคะ
พอจะไปไหวไหม
หลวงตา:ดีจะโยมทำต่อไปเรื่อยๆให้มันเข้าถึงใจ
:เจ้าค่ะ
ทุกวันนี้มันก็เข้าถึงใจแล้วค่ะ
ดิฉัน
ไม่ฆ่าสัตว์
ไม่ลักทรัพย์
ไม่ประพฤติผิดในกาม
ไม่พูดปด
ไม่ดื่มจะ
หลวงตา:มีอะไรจ๊ะโยม
:หลวงพ่อครับผมไปถือศีล 8 ที่วัด
ทุกวันพระนั่งสมาธิทุกวัน
ฟังเทศน์ตลอดเวลา
ผมพอจะไปได้ไหมครับ
หลวงตา:ได้จะโยม
ทำไปเรื่อยๆเข้าเข้าไปให้ถึงใจเลย
:หลวงตาเจ้าคะ ดิฉันถือศีล 5 และจะถือศีล 8 เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ
จะไปได้ไหมคะไปได้

หลวงตา:จะโยมเขาให้ถึงใจเลยไปเรื่อยๆ
:หลวงพ่อครับ ผมควรจะยกระดับการปฏิบัติที่วัดมาเป็นที่บ้านตลอดเวลาดีไหมครับ

หลวงตา:โยมเอาให้ถึงใจเลย
:หลวงตาเจ้าคะฉันทำมา 20 ปีแล้วยังไม่เห็นความก้าวหน้าเลย
หลวงตา:ดี
จะโยม
ทำไปเรื่อยๆทำให้ถึงใจเลย
:หลวงพ่อครับผมนั่งสมาธิมาแต่เด็ก
เข้าวัดมาเรื่อยๆปฏิบัติธรรมถือศีล
พบหลวงพ่อเป็นประจำ
ผมยังไม่เห็นทางเลยครับ
หลวงตา:ไปต่อไปเรื่อยๆจะโยมเอาให้ถึงใจเลย
:หลวงตาเจ้าคะทำไมต้องเอาให้เข้าถึงใจด้วยคะ
:ครับหลวงพ่อทำไมต้องให้ถึงใจด้วยครับ

หลวงตา:

ก็ศีลทั้งหมดเลยน่ะ
ไม่ว่าศีล 5 ศีล 8 ศีล 227 ข้อ
นั้นมันอยู่ที่ใจเรียกกันง่ายๆคำเดียวเลยนะมันจะ
"อาย"
พออายแล้ว
มันอยู่ที่ใจไหม
:หลวงพ่อเจ้าคะ มันจะถึงใจได้อย่างไร

หลวงตา:
พอมันอาย
ไอ้สิ่งที่เป็นบาปมันละ
ไม่ได้ท่องบ่นนะ
มันไม่ทำบาปมันละบาปเลย
มันเลยทำใจให้ผ่องแผ้วสิโยม
มันจบที่ใจ

หลวงตาเฉี่ยว

สมมติ

พวกโยมเล่นสมมติกันมานาน
หลายภพชาติ
รู้ทั้งรู้ว่า
มันไม่จริง
เพราะ
ความอยาก
ไม่รู้จักจบจักสิ้น
ถือผีถือสาง
ถือมงคลตื่นข่าว
แถมเอาอัปปมงคล
มาห้อยคออีก
หนักก็หนัก

เฮ้อกูละเบื่อนะโยม

อนาคาริก

13
ธรรมะกับชีวิต / แม่ของฉัน
« เมื่อ: 10 ตุลาคม 2019, 09:50:27 »





ใครที่น้อยอกน้อยใจว่าไม่มีใครรักนั้น
ล้วนเข้าใจผิด
เพราะคุฯณมีคนรักคุณมากที่สุดในโลกอยู่แล้ว

แม่ของฉัน

ความสุขที่เห็นแม่ตายจากไปจากลานสายตา

ถ้าอ่านแต่เพียงหัวข้อข้างต้น ทุกคนคงจะอยากด่าหรืออยากฉีกเนื้อฉันออกเป็นชิ้นๆอย่างไม่มีชิ้นดี

แต่ความจริงมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะตั้งแต่เกิด ฉันเห็น
แม่ของฉัน
เข้มแข็ง
อดทน
สงบ
อารมณ์ดี
กล้าหาญ
ขยันขันแข็ง
ยิ้มได้ตลอดเวลาแม้ภัยมา
เป็นห่วงลูกๆสุดชีวิต
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกๆของแม่
แม่จะเหมือนกับ พญานกอินทรีย์ บินเข้ามาปกป้องลูกๆทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
อะไรๆก็ตาม

ได้เห็นสิ่งต่างๆที่แม่ทำ
แม่ล้วนแต่มีความสุข
อย่างเห็นได้ชัด เเม่เป็นคนที่ค่อนข้างแข็งแรง เคยเกิดหัวใจวายครั้งหนึ่งตอนอายุ72ปี สมรรถนะของหัวใจของแม่เหลือใช้ในการทำงานได้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์
แต่แม่ก็อยู่มาได้จนถึงอายุ 86 ปี และยังแข็งแรง แม่ชอบออกกำ ลังกาย
หรือกายบริหาร ตามที่ดูเขาสอนผ่านทีวีประจำ แม่รู้ตัวเสมอว่าแม่กำลังทำอะไร อยู่
ในช่วง 3 ปีหลังก่อนที่แม่จะตาย
แม่มีเผลอลืมบ้าง
เช่นลืมกดชักโครกห้องน้ำลืมทิ้งกระดาษทิชชู่ไว้ในชักโครก
ก็เป็นธรรมดาของคนสูงวัยขนาดนั้น
แต่คนที่ไม่เข้าใจอาจจะตำหนิติบ่นแม่ได้
พอมีใครทักแม่
แม่จะตอบรับว่า"จะ"
แล้วก็หัวเราะทันที
ฉันเคยควบคุม อาหารแม่อย่างเข้มงวดอยู่ช่วงหนึ่งเพราะน้ำตาลขึ้น

และแม่ชอบกินเป๊ปซี่มากที่สุด
น้ำอัดลมที่มีสีดำฟองฟู่เป็นของหวานชิ้นเดียวที่แม่ชอบมากนอกจากทุเรียน ตอนหลังๆ
ฉันพยายามซื้อ เป๊บซี่ที่เป็นไดเอ็ทคือไม่มีน้ำตาลมาให้แม่
แต่แม่บอกว่าไม่อร่อย
แม้กินบ้างแต่แอบไปซื้อแบบดั้งเดิมกิน

พี่หมอสมพร
จามิกรณ์
ท่านบอกกับแม่ว่าคุมน้ำตาลได้ดีมาก
แล้วท่านก็หันมาบอกกับฉันว่า "เเม่เขาคุมได้ดีมากอยู่แล้ว
เราปล่อยแม่บ้างเถอะนะ
แม่ดูแลตัวเองดี
แม่อยากจะทำอะไร
ก็ปล่อยให้แม่ทำไป"
ฉันก็เห็นความเป็นจริงในข้อนี้หลังๆเลยปล่อยให้แม่คุมเอง
คอยดูแต่ค่าแล๊ป เท่านั้น
แม้แม่จะดื่มน้ำเป๊ปซี่มาตั้งแต่สาวๆจนถึงอายุ 80 กว่านี้
แม่ไม่ได้กินอะไรอย่างพร่ำเพรื่อ
กินพอดับกระ หาย
แม่รู้ตัวดีว่าว่าแม่ควรจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร
อาหารที่แม่กินก็เป็นอาหารปกติ ที่แม่ทำเองหรือเคยทำเอง รสชาติออกจะจืด
ไม่เข้มข้น
ไม่เน้นหวานมันเค็ม
แม่มีความสุขทุกครั้งที่กิน
เห็นได้จากรอยยิ้มบนใบหน้าของแม่ชัดเจน น้อยครั้งที่จะไม่เห็นใบหน้าเช่นนั้น
ก่อนที่.....แม่จะตายไม่กี่วัน
แม่ก็ยังหัวเราะยิ้มเป็นปกติ
วันที่แม่เริ่มล้มป่วยก่อนตาย3-4 วัน
แม่ปล่อยวางทุกอย่าง
ไม่ถามถึงใคร
ไม่พูดอะไรมาก
ยิ้มและเข้านอนท่าเดียว
ปล่อยทุกอย่างจนหมด
จนระบบการทำงานในร่างกายของแม่พังไปทั้งตัว
พี่หมอสมพร
ปั๊มหัวใจช่วยแม่สุดชีวิต
แต่แล้วแม่ก็จากไปจากลานสายตาของฉัน
ความตายของแม่เป็นความตายที่สมบูรณ์แบบที่สุด
เป็นความตายแบบรู้ตัว
เป็นความตายแบบปล่อยวาง
สวยงาม
ไม่เป็นห่วงหวงอะไรอีก

ฉันดูหน้าแม่ตอนก่อนและหลังที่ แต่งหน้าศพแล้ว ดูแทบไม่รู้เลยว่าแม่ตาย
เหมือนกับแม่นอนหลับฝันดีมากกว่า
ตอนนี้ฉันก็เชื่ออย่างนั้น
และเชื่ออีกว่าหากแม่ของฉัน ฝัน
แม่ก็จะฝันดีตลอดไป
ก็แม่ของฉันเป็นคนคิดดี
พูดดี
ทำดี
ทำบุญตลอดชีวิต
ทำบุญเวลาที่มีโอกาส
ฉลาด
ฉันเห็นแม่ทำทุกอย่างในชีวิตอย่างมีความสุขแล้ว
แม่ก็ตายจากไปอย่างมีความสุข
ฉันก็เลยมีความสุขสงบตามแม่ของฉัน
สักวันหนึ่ง....
ถ้าถึงเวลาของฉันแล้ว
ฉันจะทำแบบแม่ให้ได้
ตายอย่างมีความสุข
หมดจด
ชัดเจน
สง่างาม
เรียบง่าย หลับตาลงนอนแล้วนอนหลับ ตาทันที
ตายจากไปสู่สุคติ
ฉันมั่นใจ
ว่าแม่ไปสู่สุคติ เพราะ
ผู้หญิงคนนี้
ไม่เคยทำบาปเลย
ตลอดชีวิตที่เห็นแม่ของฉันมาตลอด

รักแม่สุดหัวใจ

ลูกของแม่
เม้า

ครบรอบวันเกิดแม่ปีที่ 103 ปี

ผ้าป่าแก่นธรรม
ตั้งแล้วจะบัญชีอาแปะทำแล้ว
รอนิดนุงนะๆๆๆคะ

นู๋เอง

14
ธรรมะกับชีวิต / ความคิด
« เมื่อ: 03 ตุลาคม 2019, 09:28:33 »





1"ความคิด

คนพังเพราะความคิด
ทั้งความคิดของตนและความคิดของคนกันมาก
ความคิดผิดเป็นต้นกำเนิดของสิ่งชั่วหรืออกุศลกรรมทั้งหลายในดวงใจ
จึงสร้างภพสร้างชาติเต็มไปหมด

คิดเป็นก็เห็นธรรม

อนาคาริก

2"สมมติว่า

คุณรู้อะไรๆหมดทั้งโลกแล้ว
คุณจะทำอะไรต่อไป

เพราะทั้งโลกก็มีแค่....
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เท่านั้น
มีความรู้อื่นอีกไหม
ที่ควรรู้
อนาคาริก

3"ภาษาญี่ปุ่นพาไป

สมมติว่า...

ผมชื่อเหี้ยนะครับ
จะเรียกผมให้สนิทมากที่สุดว่าอย่างไรดีครับ
ถ้าไม่ใช่....


"เหี้ยจัง"

สุภาพชนตัวพ่อ


พอเพียง มาก รายงาน

https://th.m.wikipedia.org/…/%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0…


15
ธรรมะกับชีวิต / สมมติว่า
« เมื่อ: 01 ตุลาคม 2019, 19:58:20 »






พ่อบอกว่าผ้าป่าออกช้าเพราะเกรงใจคนเศรษฐกิจไม่ดี แต่รับปากพ่อแม่ครูบาอาจารย์แล้วจะทำ
อาทิตย์นี้แหละรายละเอียดแต่ไม่หมด
คนไหนไปโรงพยาบาลรักษาด้วยโรคอะไรก็ตามใช่สืมธิ์ไหนก็เถอะ
ใส่กล่องให้โรงพยาบาลครั้งละสามสิบบาทได่ไหม
ถ้าได้ขอกราบสิบทิศนะจะ

มาร์คเอง

หนึ่ง.

สมมติว่า

คุณรู้อะไรๆหมดทั้งโลกแล้ว
คุณจะทำอะไรต่อไป

เพราะทั้งโลกก็มีแค่....
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เท่านั้น
มีความรู้อื่นอีกไหม
ที่ควรรู้
อนาคาริก

สอง.

การบรรลุธรรม

เมื่อพูดถึงธรรมะ

จะมีบุคคลหลายจำพวกที่จะพูดถึง
1.กลุ่มแรก
พวกเธอจะสนทนาด้วย
และพวกเธอยังจะเล่าอะไรๆให้ฟังยาวเหยียด
กลุ่มที่ 2
ก็ส่ายหน้า
กลุ่มที่ 3
จะปฏิเสธว่าไม่ใช่คนเข้าวัดแต่รู้ว่าธรรมะอยู่ที่ใจ
กลุ่มที่ 4 ได้แต่นั่งฟังยิ้ม
กลุ่มที่ 5 หรือกลุ่มที่6
แล้วแต่ประสบ
การณ์และอารมณ์จองท่านที่เจอ

การบรรลุธรรมก็คือการไปถึงธรรมะ
เหมือนเราอยากจะไปญี่ปุ่น
เมื่อเราบินไป 6 ชั่วโมง
เราก็ถึงญี่ปุ่นแล้ว
เหมือนกับเราอยากจะเดินทางไปไหนมาไหนก็ตาม
ถ้าเราได้เดินทางไปถึงจุดมุ่งหมาย
ไม่ว่าจะเป็น
เชียงใหม่ขอนแก่นหาดใหญ่หรือสถานที่ในกรุงเทพฯที่เราอยากจะไป
ก็จะเรียกได้ว่าบรรลุถึง
จุดหมายปลายทางนั้นแล้ว
การบรรลุคือการไปถึง
สิ่งที่เรากำลังจะบรรลุ
ตอนแรกอาจจะมีความรู้ความเข้าใจ
พอเห็นมัน
พอดูมันชัดๆมันจึงจะบรรลุธรรมคือ
การทำเอง
ปฏิบัติเอง
บรรลุเอง เหมือนบุรุษสีไฟที่เอาไม้ไผ่ 2 ปล้อง
มาสีกันอยู่นาน
จนเมื่อย
จนขี้เกียจ
ไฟก็ไม่ติด
ก็บอกว่าไฟไหม้ไม่มี
แต่คนโบราณนั้นเขาสีปล้องไม้ไผ่กัน
จนมีไฟ
ถึงหยุดสี
เพราะความจำเป็นในการหุงหาอาหารหรืออื่นๆ
จำเป็นต้องใช้ไฟไฟจึงจุดติดแล้วถึงหยุด

ธรรมะที่ใครๆบอกว่ามันไม่มี
เพราะไม่ดูมันเอง
มันมีอยู่
การบรรลุธรรม
ก็เป็นเรื่องปกติของการจะไปถึง แต่มันก็มีขั้นตอนของมันเอง
ต้องศึกษามันเอง
รู้ได้ด้วยตนเองเป็นพยานให้ตนเอง
รู้เองเห็นเอง
ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย มันก็เป็นเช่นนั้น
หนทางแห่งการบรรลุธรรม
ก็ย่อมเหมาะกับคนที่
ศึกษาธรรมปฏิบัติธรรม
เดินทางเพื่อบรรลุธรรม
ซึ่งความเกียจคร้านนั้นมันตรงข้ามกันเพราะมันขาดความเพียรหรือสัมมัปปธาน 4 คือ
ความอดทนความเพียรที่จะไปถึงความดี
ส่งเสริมความดีที่มีอยู่ให้มากขึ้นละความชั่วและหลีกเลี่ยงการทำชั่วทั้งปวงด้วยความเพียรธรรมะเป็นเช่นนั้น
ก็ต้องส่งเสริมกันไปในทางที่ถูกที่ควร
แล้วสุดท้ายธรรมะก็จะคุ้มครองท่านเองธัมมะจารีสุขังเสติ
ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข

รากไม้ศึกษาธรรม


หน้า: [1] 2 3 ... 30