แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - popen2556

หน้า: [1] 2 3 ... 48
1



ยอดมนุษย์...บทเริ่มต้นจาก
อุลตร้าแคปซูล สปิริต

ขณะที่กุศลเดินทางกลับบ้าน จากมหาวิทาลัย ท้องฟ้าโปร่ง โล่ง มีสีคราม ช่วงทางเดินในระหว่างซอยเข้าบ้านเป็นซอยขนาดกลาง
ร่มรื่นมีสวน ขนาดเล็กอยู่ข้างทางเดิน
ที่ยังหลงเหลืออยู่ในกรุงเทพฯ

ขณะที่เดินทางมาทางถึงครึ่ง ทางของซอยนั้น เอง
กลับมีลมแรงต้นไม้ไหวแรง จนโยก
เกิดเป็นลมหมุน เล็กๆ
เริ่มหมุนใหญ่ เป็นวงขนาดล้อมรอบตัวกุศล กุศลตกใจ
แต่ทำอะไรไม่ได้ นักศึกษาปี 4 ของคณะ วิศวกรรมศาสตร์
ของมหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศไทย
ทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่ร่าง เริ่มลอยตัวขึ้นจากพื้น
เท้าไม่ติดพื้นแล้ว
ร่างเริ่มหมุนช้าไปตามลมหมุน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในกรุงเทพ
หรือจะเป็นเพราะสภาวะอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะโลกร้อน
กุศลคิด และเนื่องจากเป็นเด็กไม่ค่อยกลัวอะไร
กุศลคิดว่า กระโดดออกจากวงกลมของลมหมุนนี้ได้
ก็จะหลุดออกไปได้
จึงพยายามกระแทกลมหมุนเพื่อจะออกไป 3 ถึง4 ครั้ง
ก็ไม่เป็นผล
ในขณะที่กำลังงงอยู่นั้น
กุศลก็ได้ยินเสียงดังก้องหู ว่า
"เจ้าหนูน้อยได้เวลาที่เจ้าจะเติบใหญ่แล้ว
เวลาที่เจ้าจะต้องแสดงความรับผิดชอบช่วยเหลือผู้อื่นที่ต้องเดือดร้อน
จาก Spirit ที่สะสมกันมานาน จนมีพลังแห่งความชั่วร้าย สามารถแปลงร่างจากบุคคลธรรมดาเป็นสัตว์ปีศาจ
และอาจจะก่อให้เกิดภัยพิบัติกับประชาชน
ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
ผู้บริสุทธิ์ไปทั่วโลก
หากเจ้าอยากจะมีความรับผิดชอบตรงนี้
ข้าจะเสนอโอกาสนี้ให้แก่เจ้า
แต่ถ้าเจ้าปฏิเสธ เจ้าจะเห็นเองว่า สิ่งที่ข้าพูดนั้น เป็นความจริง เมื่อถึงเวลานั้น เมื่อเจ้าได้เจอเหตุการณ์แปลกประหลาด
เจ้าจำเป็นต้อง ใช้แคปซูล Spirit
แปลงร่างเป็นSpiritที่ดี ต่อสู้กับสปิริตที่ชั่วร้าย
ย่อมต้องมีเวลาเรียนรู้การใช้แคปซูลนั้น ภายใน 7 วัน หลังจากนั้นแล้ว แคปซูลนี้ จะสูญสลายทำลายไปตามกาลเวลา บุญกุศลที่เจ้าทำมาในอดีต
ทำให้ข้าเลือกเจ้า
เป็นผู้สร้างบุญกุศลให้แก่ชาวโลก
ทันใดนั้นเอง เสียงนั้นกลับเปลี่ยนเป็นแสงสว่างจ้าสีเหลืองอ่อน
ส่งภาพมาพร้อมกับวัตถุชิ้นหนึ่งขนาดเท่าฝ่ามือ มีปุ่มกดสีแดง อยู่ตรงนั้น
ตรงหัวด้านหนึ่งของแคปซูลสีเหลือง
ที่เรียกว่า
อุลตร้าสปิริต แคปซูล Spirit เมื่ออยู่ในมือของกุศลแล้ว รู้สึกอุ่นมือ
รับรู้ถึงพลังแห่งความรัก
ความเมตตาได้
ลมหมุนอ่อนตัวลง
ส่งผลให้ร่างของกุศลค่อยๆ ลงถึงพื้น
กุศลนึกว่าเป็นความฝัน
หรือตนเผลอหลับไป
แต่ตัวเองกลับมาปรากฏอยู่ที่ห้องนอนที่บ้านแล้ว
แต่ในมือมีอุลตร้าแคปซูลสปิริต

มันไม่ใช่ความฝันแล้วนี่
เกิดอะไรขึ้น

ธมฺมจารี สุขํ เสติ
ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข

ไอแซค

2
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 13 ตุลาคม 2019, 14:37:28 »
ความดีทำได้ไม่ยาก
แต่การรักษาความดีนั้น

ยากที่สุด

มุซาชิ

ดาบเด็ดเดี่ยว

ภาคเทพกระบี่ล่อง
ตอนราชันย์แห่งดาบ
ฉาก การประลองเจ้ายุทธภพ

เมื่อเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน
อิดเต็งจื้อไต้ซือ กล่าวเปิดพิธีจบ
การประลอง
เจ้ายุทธภพ
เริ่มแล้ว
โดยเริ่มต้นจากสำนักคุนหลุน
มู่เหลียนซื่อ
กับ
จางอี้เฟย
พลองระเบิดเพลิง

เมื่อผู้ประลองทั้งสองฝ่ายได้ขึ้น มาบนเวทีประ ลองยุทธ
มู่เหลียนซื่อ
โค้งคำนับให้แก่จางอี้เฟย
ทั้งสองฝ่ายต่างน้อมคารวะซึ่งกันและกัน

จางอี้เฟิยเปิดห่อผ้าดึงพลองไม้ออกมาหนึ่งเล่มตั้งมือกำชับ มือขวาจับด้านล่างมือซ้าย
จับด้านบนที่พลองไม้
กำมือทั้งสองข้างแน่นพร้อม กัน
ส่วนมู่เหลียนซื่อ
รวดเร็วยิ่งนักชักกระบี่ออกมา สะบัดออกไป สามครั้ง
จางอี้เฟย
ตะหวัดพลองรับกระบี่ทั้งสาม กระบวนท่าที่ออกจะหนักหน่วง
กระบี่ปะทะพลองเสียงดังสนั่น

" ปังปังปัง "
พลองควงหมุนออกไปจากกำมือขวาสิบรอบ
กระบี่ก็หมุนควงออกไปตาม
พลอง
สิบรอบด้วย
ความเร็วน่าตระ หนกไม่แพ้กัน
กระบี่หมุนแล้วยังแทงสวนออกไปอีก
ด้วยความเร็วสุดคาดคะเน
แต่พลอง นอกจากจะหมุนควงแล้วกระแทกกลับไปสู่กระบี่เช่นกัน "ปัง"

เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของชาวยุทธผู้มาชมการประลองเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยระดับความเร็วที่เกินความคาดหมาย

กระบี่ในมือเร็วแทงออกไวดุจดั่งอสรพิษฉก
ทั้งฟันทั้งแทงแต่มือพลองก็รับ แบบสบายมือ
เหมือนเล่นทันใดนั้นเอง
มือกระบี่กลับตั้งกายตรงหมุนหันหลัง
กระโดดลอยตัวแทงกลางหลังมือพลอง
ด้วยท่ากระบี่ดาวตก
มือพลอง
แม้จะเตรียมตัวไว้แล้ว
แต่กระบวนท่านี้ออกจะเหนือความคาดหมาย มาก
ได้แต่หมุนพลองแทงสวนออกไปข้างหลังหูไปยังด้านหลังกระแทกกระบี่ ผิดจังหวะไปนิดเดียว
กระบี่ยังคงมุ่งปักอยู่ที่กลางหลังจางอี้เฟย
พลันมือกระบี่ที่แทงออกมานั้น กลับยั้งมือไว้ไมตรี
ขยับเอาฝักกระบี่
กระแทกกลางหลังจางอี้เฟยแทน
ทำให้มือพลอง หัวคะมำออกไปข้างหน้า
ผลการประลองออกมาแล้วอย่างชัดเจน
ด้วยความเร็วที่เหนือคาด








3
ธรรมะกับชีวิต / ศีล
« เมื่อ: 10 ตุลาคม 2019, 09:51:42 »



ศีล

:หลวงตาเจ้าคะ ดิฉันถือศีล 5 อย่างเคร่งเลยนะคะ
พอจะไปไหวไหม
หลวงตา:ดีจะโยมทำต่อไปเรื่อยๆให้มันเข้าถึงใจ
:เจ้าค่ะ
ทุกวันนี้มันก็เข้าถึงใจแล้วค่ะ
ดิฉัน
ไม่ฆ่าสัตว์
ไม่ลักทรัพย์
ไม่ประพฤติผิดในกาม
ไม่พูดปด
ไม่ดื่มจะ
หลวงตา:มีอะไรจ๊ะโยม
:หลวงพ่อครับผมไปถือศีล 8 ที่วัด
ทุกวันพระนั่งสมาธิทุกวัน
ฟังเทศน์ตลอดเวลา
ผมพอจะไปได้ไหมครับ
หลวงตา:ได้จะโยม
ทำไปเรื่อยๆเข้าเข้าไปให้ถึงใจเลย
:หลวงตาเจ้าคะ ดิฉันถือศีล 5 และจะถือศีล 8 เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ
จะไปได้ไหมคะไปได้

หลวงตา:จะโยมเขาให้ถึงใจเลยไปเรื่อยๆ
:หลวงพ่อครับ ผมควรจะยกระดับการปฏิบัติที่วัดมาเป็นที่บ้านตลอดเวลาดีไหมครับ

หลวงตา:โยมเอาให้ถึงใจเลย
:หลวงตาเจ้าคะฉันทำมา 20 ปีแล้วยังไม่เห็นความก้าวหน้าเลย
หลวงตา:ดี
จะโยม
ทำไปเรื่อยๆทำให้ถึงใจเลย
:หลวงพ่อครับผมนั่งสมาธิมาแต่เด็ก
เข้าวัดมาเรื่อยๆปฏิบัติธรรมถือศีล
พบหลวงพ่อเป็นประจำ
ผมยังไม่เห็นทางเลยครับ
หลวงตา:ไปต่อไปเรื่อยๆจะโยมเอาให้ถึงใจเลย
:หลวงตาเจ้าคะทำไมต้องเอาให้เข้าถึงใจด้วยคะ
:ครับหลวงพ่อทำไมต้องให้ถึงใจด้วยครับ

หลวงตา:

ก็ศีลทั้งหมดเลยน่ะ
ไม่ว่าศีล 5 ศีล 8 ศีล 227 ข้อ
นั้นมันอยู่ที่ใจเรียกกันง่ายๆคำเดียวเลยนะมันจะ
"อาย"
พออายแล้ว
มันอยู่ที่ใจไหม
:หลวงพ่อเจ้าคะ มันจะถึงใจได้อย่างไร

หลวงตา:
พอมันอาย
ไอ้สิ่งที่เป็นบาปมันละ
ไม่ได้ท่องบ่นนะ
มันไม่ทำบาปมันละบาปเลย
มันเลยทำใจให้ผ่องแผ้วสิโยม
มันจบที่ใจ

หลวงตาเฉี่ยว

สมมติ

พวกโยมเล่นสมมติกันมานาน
หลายภพชาติ
รู้ทั้งรู้ว่า
มันไม่จริง
เพราะ
ความอยาก
ไม่รู้จักจบจักสิ้น
ถือผีถือสาง
ถือมงคลตื่นข่าว
แถมเอาอัปปมงคล
มาห้อยคออีก
หนักก็หนัก

เฮ้อกูละเบื่อนะโยม

อนาคาริก

4
ธรรมะกับชีวิต / แม่ของฉัน
« เมื่อ: 10 ตุลาคม 2019, 09:50:27 »





ใครที่น้อยอกน้อยใจว่าไม่มีใครรักนั้น
ล้วนเข้าใจผิด
เพราะคุฯณมีคนรักคุณมากที่สุดในโลกอยู่แล้ว

แม่ของฉัน

ความสุขที่เห็นแม่ตายจากไปจากลานสายตา

ถ้าอ่านแต่เพียงหัวข้อข้างต้น ทุกคนคงจะอยากด่าหรืออยากฉีกเนื้อฉันออกเป็นชิ้นๆอย่างไม่มีชิ้นดี

แต่ความจริงมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะตั้งแต่เกิด ฉันเห็น
แม่ของฉัน
เข้มแข็ง
อดทน
สงบ
อารมณ์ดี
กล้าหาญ
ขยันขันแข็ง
ยิ้มได้ตลอดเวลาแม้ภัยมา
เป็นห่วงลูกๆสุดชีวิต
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกๆของแม่
แม่จะเหมือนกับ พญานกอินทรีย์ บินเข้ามาปกป้องลูกๆทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
อะไรๆก็ตาม

ได้เห็นสิ่งต่างๆที่แม่ทำ
แม่ล้วนแต่มีความสุข
อย่างเห็นได้ชัด เเม่เป็นคนที่ค่อนข้างแข็งแรง เคยเกิดหัวใจวายครั้งหนึ่งตอนอายุ72ปี สมรรถนะของหัวใจของแม่เหลือใช้ในการทำงานได้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์
แต่แม่ก็อยู่มาได้จนถึงอายุ 86 ปี และยังแข็งแรง แม่ชอบออกกำ ลังกาย
หรือกายบริหาร ตามที่ดูเขาสอนผ่านทีวีประจำ แม่รู้ตัวเสมอว่าแม่กำลังทำอะไร อยู่
ในช่วง 3 ปีหลังก่อนที่แม่จะตาย
แม่มีเผลอลืมบ้าง
เช่นลืมกดชักโครกห้องน้ำลืมทิ้งกระดาษทิชชู่ไว้ในชักโครก
ก็เป็นธรรมดาของคนสูงวัยขนาดนั้น
แต่คนที่ไม่เข้าใจอาจจะตำหนิติบ่นแม่ได้
พอมีใครทักแม่
แม่จะตอบรับว่า"จะ"
แล้วก็หัวเราะทันที
ฉันเคยควบคุม อาหารแม่อย่างเข้มงวดอยู่ช่วงหนึ่งเพราะน้ำตาลขึ้น

และแม่ชอบกินเป๊ปซี่มากที่สุด
น้ำอัดลมที่มีสีดำฟองฟู่เป็นของหวานชิ้นเดียวที่แม่ชอบมากนอกจากทุเรียน ตอนหลังๆ
ฉันพยายามซื้อ เป๊บซี่ที่เป็นไดเอ็ทคือไม่มีน้ำตาลมาให้แม่
แต่แม่บอกว่าไม่อร่อย
แม้กินบ้างแต่แอบไปซื้อแบบดั้งเดิมกิน

พี่หมอสมพร
จามิกรณ์
ท่านบอกกับแม่ว่าคุมน้ำตาลได้ดีมาก
แล้วท่านก็หันมาบอกกับฉันว่า "เเม่เขาคุมได้ดีมากอยู่แล้ว
เราปล่อยแม่บ้างเถอะนะ
แม่ดูแลตัวเองดี
แม่อยากจะทำอะไร
ก็ปล่อยให้แม่ทำไป"
ฉันก็เห็นความเป็นจริงในข้อนี้หลังๆเลยปล่อยให้แม่คุมเอง
คอยดูแต่ค่าแล๊ป เท่านั้น
แม้แม่จะดื่มน้ำเป๊ปซี่มาตั้งแต่สาวๆจนถึงอายุ 80 กว่านี้
แม่ไม่ได้กินอะไรอย่างพร่ำเพรื่อ
กินพอดับกระ หาย
แม่รู้ตัวดีว่าว่าแม่ควรจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร
อาหารที่แม่กินก็เป็นอาหารปกติ ที่แม่ทำเองหรือเคยทำเอง รสชาติออกจะจืด
ไม่เข้มข้น
ไม่เน้นหวานมันเค็ม
แม่มีความสุขทุกครั้งที่กิน
เห็นได้จากรอยยิ้มบนใบหน้าของแม่ชัดเจน น้อยครั้งที่จะไม่เห็นใบหน้าเช่นนั้น
ก่อนที่.....แม่จะตายไม่กี่วัน
แม่ก็ยังหัวเราะยิ้มเป็นปกติ
วันที่แม่เริ่มล้มป่วยก่อนตาย3-4 วัน
แม่ปล่อยวางทุกอย่าง
ไม่ถามถึงใคร
ไม่พูดอะไรมาก
ยิ้มและเข้านอนท่าเดียว
ปล่อยทุกอย่างจนหมด
จนระบบการทำงานในร่างกายของแม่พังไปทั้งตัว
พี่หมอสมพร
ปั๊มหัวใจช่วยแม่สุดชีวิต
แต่แล้วแม่ก็จากไปจากลานสายตาของฉัน
ความตายของแม่เป็นความตายที่สมบูรณ์แบบที่สุด
เป็นความตายแบบรู้ตัว
เป็นความตายแบบปล่อยวาง
สวยงาม
ไม่เป็นห่วงหวงอะไรอีก

ฉันดูหน้าแม่ตอนก่อนและหลังที่ แต่งหน้าศพแล้ว ดูแทบไม่รู้เลยว่าแม่ตาย
เหมือนกับแม่นอนหลับฝันดีมากกว่า
ตอนนี้ฉันก็เชื่ออย่างนั้น
และเชื่ออีกว่าหากแม่ของฉัน ฝัน
แม่ก็จะฝันดีตลอดไป
ก็แม่ของฉันเป็นคนคิดดี
พูดดี
ทำดี
ทำบุญตลอดชีวิต
ทำบุญเวลาที่มีโอกาส
ฉลาด
ฉันเห็นแม่ทำทุกอย่างในชีวิตอย่างมีความสุขแล้ว
แม่ก็ตายจากไปอย่างมีความสุข
ฉันก็เลยมีความสุขสงบตามแม่ของฉัน
สักวันหนึ่ง....
ถ้าถึงเวลาของฉันแล้ว
ฉันจะทำแบบแม่ให้ได้
ตายอย่างมีความสุข
หมดจด
ชัดเจน
สง่างาม
เรียบง่าย หลับตาลงนอนแล้วนอนหลับ ตาทันที
ตายจากไปสู่สุคติ
ฉันมั่นใจ
ว่าแม่ไปสู่สุคติ เพราะ
ผู้หญิงคนนี้
ไม่เคยทำบาปเลย
ตลอดชีวิตที่เห็นแม่ของฉันมาตลอด

รักแม่สุดหัวใจ

ลูกของแม่
เม้า

ครบรอบวันเกิดแม่ปีที่ 103 ปี

ผ้าป่าแก่นธรรม
ตั้งแล้วจะบัญชีอาแปะทำแล้ว
รอนิดนุงนะๆๆๆคะ

นู๋เอง

5
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 04 ตุลาคม 2019, 11:42:59 »



ดาบเด็ดเดี่ยว
ภาคเทพกระบี่ล่องหน
ตอนราชันย์แห่งดาบ
ฉาก...ไร้นาม

ที่หน้าประตูเมืองลั่วหยางหรือลกเอี๋ยง
เมืองหลวง
ใกล้ๆวัดเส้าหลินที่อยู่กึ่งกลางของเมืองลั่วหยางและเจิ้งโจวมณฑลเหอหนาน

บุรุษหนุ่มอายุราวยี่สิบสองปี แต่งกายแบบชาวบ้านบนเขาแต่พกดาบสองเล่มข้างเอว
และสะพายดาบยาวใหญ่อีกเล่มหนึ่ง
ถูกชาวยุทธผู้ถือกระบี่ห้าคน
โยนตัวไปโยนตัวมา
มือกระบี่ทั้งห้าคน
หัวเราะร่าเริง
ดูเหมือนเล่นกับเด็กๆ
แต่เป็นเด็กที่ถูกผู้ใหญ่รังแก
มือกระบี่ผู้หนึ่งร้องถามบุรุษหนุ่มผู้สะพายดาบใหญ่ว่า
"เดี๋ยว....เจ้าช่วยแสดงฝีมือให้พวกเราได้เห็นกันหน่อยเถอะน้องชายว่า
เป็นเช่นไร
ก่อนที่ไปลงทะ เบียน
ร่วมประชุมชาวยุทธเพื่อประลองฝีมือชิงตำแหน่ง
เจ้ายุทธภพ
มือกระบี่หนุ่มผู้หนึ่งกล่าวพลางหัวเราะพลาง
พร้อมทั้งยกมือ
ค้ำยันบุรุษหนุ่มผู้มีดาบสามเล่มอยู่ข้างกาย
กระเด็นไปชนแผงขายเสื้อผ้า ล้มพังจนเจ้าของร้านต้องกระโดดหลบ
เขาพยายามจะลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก
เพราะดูเหมือนว่าดาบทั้งสามเล่มมีน้ำหนักมากกว่าตนเองด้วยซ้ำ
เสื้อผ้าเปรอะฝุ่น
หน้าตาก็มอม แมมเช่นกัน
เหมือนไม่ได้อาบน้ำมานานหลายวัน
มือกระบี่ผู้นั้นโยนเงินให้บุรุษหนุ่มก้อนหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "พวกเราเป็นศิษย์สำนักคุนหลุนที่จะเข้าร่วมการประลองยุทธในการชุมนุมครั้งนี้ด้วย
ผ่านด่านให้ถึงด่านพวกเราก็แล้วกันนะน้องชาย"
บุรุษหนุ่มผู้พกดาบสามเล่ม
น้อมกายคารวะมือกระบี่ทั้งห้า แล้วก้มลงเก็บเงินก้อนนั้น อย่างเงียบๆ
สร้างความเอ็นดูให้แก่มือกระบี่ทั้งห้าอย่างยิ่ง
บุรุษหนุ่มกระชับดาบสองเล่มที่ข้างตัว
หลังจากพกแนบก้อนเงินใส่ไว้ที่ข้างเอวแล้ว
ตั้งกายตรงเดินเข้า
ประตูเมืองลั่วหยางไปกับชาวยุทธมากหลาย
ที่มาเข้าพักผ่อนเพื่อเจ้าร่วมชุมนุมชาวยุทธ

ที่จัดขึ้นทุกๆสามปีเพื่อประลองฝีมือกันว่า
ใครจะเป็นผู้มีฝีมืออันดับหนึ่งในยุทธภพที่วัดเส้าหลิน



6
ธรรมะกับชีวิต / ความคิด
« เมื่อ: 03 ตุลาคม 2019, 09:28:33 »





1"ความคิด

คนพังเพราะความคิด
ทั้งความคิดของตนและความคิดของคนกันมาก
ความคิดผิดเป็นต้นกำเนิดของสิ่งชั่วหรืออกุศลกรรมทั้งหลายในดวงใจ
จึงสร้างภพสร้างชาติเต็มไปหมด

คิดเป็นก็เห็นธรรม

อนาคาริก

2"สมมติว่า

คุณรู้อะไรๆหมดทั้งโลกแล้ว
คุณจะทำอะไรต่อไป

เพราะทั้งโลกก็มีแค่....
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เท่านั้น
มีความรู้อื่นอีกไหม
ที่ควรรู้
อนาคาริก

3"ภาษาญี่ปุ่นพาไป

สมมติว่า...

ผมชื่อเหี้ยนะครับ
จะเรียกผมให้สนิทมากที่สุดว่าอย่างไรดีครับ
ถ้าไม่ใช่....


"เหี้ยจัง"

สุภาพชนตัวพ่อ


พอเพียง มาก รายงาน

https://th.m.wikipedia.org/…/%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0…


7
ธรรมะกับชีวิต / สมมติว่า
« เมื่อ: 01 ตุลาคม 2019, 19:58:20 »






พ่อบอกว่าผ้าป่าออกช้าเพราะเกรงใจคนเศรษฐกิจไม่ดี แต่รับปากพ่อแม่ครูบาอาจารย์แล้วจะทำ
อาทิตย์นี้แหละรายละเอียดแต่ไม่หมด
คนไหนไปโรงพยาบาลรักษาด้วยโรคอะไรก็ตามใช่สืมธิ์ไหนก็เถอะ
ใส่กล่องให้โรงพยาบาลครั้งละสามสิบบาทได่ไหม
ถ้าได้ขอกราบสิบทิศนะจะ

มาร์คเอง

หนึ่ง.

สมมติว่า

คุณรู้อะไรๆหมดทั้งโลกแล้ว
คุณจะทำอะไรต่อไป

เพราะทั้งโลกก็มีแค่....
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เท่านั้น
มีความรู้อื่นอีกไหม
ที่ควรรู้
อนาคาริก

สอง.

การบรรลุธรรม

เมื่อพูดถึงธรรมะ

จะมีบุคคลหลายจำพวกที่จะพูดถึง
1.กลุ่มแรก
พวกเธอจะสนทนาด้วย
และพวกเธอยังจะเล่าอะไรๆให้ฟังยาวเหยียด
กลุ่มที่ 2
ก็ส่ายหน้า
กลุ่มที่ 3
จะปฏิเสธว่าไม่ใช่คนเข้าวัดแต่รู้ว่าธรรมะอยู่ที่ใจ
กลุ่มที่ 4 ได้แต่นั่งฟังยิ้ม
กลุ่มที่ 5 หรือกลุ่มที่6
แล้วแต่ประสบ
การณ์และอารมณ์จองท่านที่เจอ

การบรรลุธรรมก็คือการไปถึงธรรมะ
เหมือนเราอยากจะไปญี่ปุ่น
เมื่อเราบินไป 6 ชั่วโมง
เราก็ถึงญี่ปุ่นแล้ว
เหมือนกับเราอยากจะเดินทางไปไหนมาไหนก็ตาม
ถ้าเราได้เดินทางไปถึงจุดมุ่งหมาย
ไม่ว่าจะเป็น
เชียงใหม่ขอนแก่นหาดใหญ่หรือสถานที่ในกรุงเทพฯที่เราอยากจะไป
ก็จะเรียกได้ว่าบรรลุถึง
จุดหมายปลายทางนั้นแล้ว
การบรรลุคือการไปถึง
สิ่งที่เรากำลังจะบรรลุ
ตอนแรกอาจจะมีความรู้ความเข้าใจ
พอเห็นมัน
พอดูมันชัดๆมันจึงจะบรรลุธรรมคือ
การทำเอง
ปฏิบัติเอง
บรรลุเอง เหมือนบุรุษสีไฟที่เอาไม้ไผ่ 2 ปล้อง
มาสีกันอยู่นาน
จนเมื่อย
จนขี้เกียจ
ไฟก็ไม่ติด
ก็บอกว่าไฟไหม้ไม่มี
แต่คนโบราณนั้นเขาสีปล้องไม้ไผ่กัน
จนมีไฟ
ถึงหยุดสี
เพราะความจำเป็นในการหุงหาอาหารหรืออื่นๆ
จำเป็นต้องใช้ไฟไฟจึงจุดติดแล้วถึงหยุด

ธรรมะที่ใครๆบอกว่ามันไม่มี
เพราะไม่ดูมันเอง
มันมีอยู่
การบรรลุธรรม
ก็เป็นเรื่องปกติของการจะไปถึง แต่มันก็มีขั้นตอนของมันเอง
ต้องศึกษามันเอง
รู้ได้ด้วยตนเองเป็นพยานให้ตนเอง
รู้เองเห็นเอง
ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย มันก็เป็นเช่นนั้น
หนทางแห่งการบรรลุธรรม
ก็ย่อมเหมาะกับคนที่
ศึกษาธรรมปฏิบัติธรรม
เดินทางเพื่อบรรลุธรรม
ซึ่งความเกียจคร้านนั้นมันตรงข้ามกันเพราะมันขาดความเพียรหรือสัมมัปปธาน 4 คือ
ความอดทนความเพียรที่จะไปถึงความดี
ส่งเสริมความดีที่มีอยู่ให้มากขึ้นละความชั่วและหลีกเลี่ยงการทำชั่วทั้งปวงด้วยความเพียรธรรมะเป็นเช่นนั้น
ก็ต้องส่งเสริมกันไปในทางที่ถูกที่ควร
แล้วสุดท้ายธรรมะก็จะคุ้มครองท่านเองธัมมะจารีสุขังเสติ
ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข

รากไม้ศึกษาธรรม


8
โอวาทธรรม / การปลดปล่อยที่แท้จริง...
« เมื่อ: 30 กันยายน 2019, 10:14:40 »





การปลดปล่อยที่แท้จริง...

เมื่อคุณได้พบปัญหาทางกายที่ถูกกักขัง
แต่คุณยังสา มารถเดินออกมาได้
จงเดินจากมาโดยเร็ว
แต่ถ้าคุณถูกกักขังโดย
ความอยาก
หรือตัณหา
หรือราคะ
หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คุณจะเรียก

จงทำจิตให้สงบและ
ยอมรับมันว่า
คุณได้ค้นพบขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์แล้ว
เพราะมันเป็นความจริง...
ความจริงนั้นมันเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายที่เรียกว่าสมุทัย
และมันกักขังใจของคุณเอาไว้
จงยอมรับมัน
จงเข้าใจมัน
จงเข้าถึงมัน
ด้วยพุทธวิธี
คือมรรคที่มีองค์แปด
เริ่มต้นจากการคิดถูกต้อง
จนเห็นมันเป็นเพียง
สิ่งไม่เที่ยง
จนตราบนิรันดร์
คุณจะได้ปลดปล่อยมันออกไปจากใจของคุณ
ความทุกข์
ที่กักขังใจของคุณนั่นแหละ

อนาคาริก

ง่วงไหม

คุณเชื่อไหม

ว่ามีหนังสือชื่อ
"เหี้ย ห่าและสารพัดสัตว์"
เป็นหนังสือดี
เป็นแบบเรียนนอกเวลา
แต่ก่อนขายดีมาก
ที่อัมรินทร์ คนขายบอกมา
ตอนนี้หาซื้อยากมาก
ผมหามาสองปีแล้ว

คนแต่งท่านดังมากนะครับ

มจ.ชาตรี เฉลิมยุคล

หนังสือเล่มนี้ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 500 หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงรางวัลส่งเสริมสิ่งแวดล้อมจากชมรมสิ่งแวดล้อมสยาม นั่นถือเป็นการรับรองถึงคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ แต่นั่นคงไม่สำคัญเท่ากับการได้อ่านและเห็นมุมมองในสิ่งที่หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล เล็งเห็นและสะท้อนออกมาในรูปแบบของวรรณกรรม

ไอ้เหี้ยรายงาน

https://www.jamplay.world/…/book5ad96b239872d0000fc6a0e5/ep…


9
โอวาทธรรม / Re: เรื่องอลีนจิตตกุมาร
« เมื่อ: 25 กันยายน 2019, 20:21:28 »
มนัสการพอจ.ครับ ยังอยู่วัดโสมนัสฯไหมครับ
สาธุครับ

10
ธรรมะกับชีวิต / คนกับควาย
« เมื่อ: 20 กันยายน 2019, 20:02:36 »





คนกับควาย

เก่ง:
ไอ้หนึ่งคนกับควายมันต่างกันอย่างไรวะ
เอาแบบ
ที่ชัดเจนที่เห็น ได้ชัดนะ
หนึ่ง:
หนึ่ง.
คนกินข้าว
ควายกินหญ้า
สอง.
คอควายไถนา
คอคนขึงขัง

เก่ง:อืม
เจ๋งนะ
มีสุดยอดกว่านี้ไหมล่ะ
หนึ่ง:มีดิ
ควายมีเขา
คนมีเขลา
เลยมีเพลง
"ถ้าวันนี้ยังเขาอยู่"ไง
เพราะอยากเป็นควาย
เก่ง:?????

veng

อยู่กับอากง


ตอนที่หนึ่ง

อาหยิก
เมื่อคนเราแก่หรือเริ่มแก่แล้วในวัยหกสิบปี
ที่เรียกว่าชราชนม์
ทุกคนต้องกลับมามองที่ตนเองให้มาก
มองคนอื่นให้น้อยลง
เพราะมันเปลี่ยนไปหมดทั้งร่างกายและจิตใจ
ร่างกายนั้นทรุดโทรม
อาจจะต้องซ่อม
จิตใจนั้นมันไม่ค่อยยอมรับ
การเปลี่ยนแปลงสักเท่าไร
เพราะเข้าใจว่า
ฉันยังเก่ง
ฉันรู้มาก
ฉันฉลาด
ฉันแข็งแรง
ฉันสวยงาม
ฉันยังหล่ออยู่
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
มันเสื่อมลงหมดทุกอวัยวะ
ถ้าพวกเขาไปดูหน้าตนเองในกระจก
จะรู้เลยว่า
มันจริงทุกตารางนิ้ว
เพราะ
มันเหี่ยว
มันย่นไปหมด

หยิก ประจิม


11
ธรรมะกับชีวิต / รู้สมมติ
« เมื่อ: 19 กันยายน 2019, 19:39:40 »








ใครอยากอ่านก็อ่านโว้ย
ไม่อยากอ่านก็หลบปาย
มันไม่เที่ยงโว้ย

พพ มากกกกกกว้ออยอยยยยย

รู้สมมติ

วันนี้

พวกเราลองมาพิจารณา
เกี่ยวกับคำว่าความรู้กันดูนะ

ความรู้แรกของคนเรา
มักจะเกิดจากการบอกเล่าสอนสั่งจากบรรพชนตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย
ที่เลี้ยงดูเรามา ให้เรา
เรียกพ่อ
เรียกแม่
กิน
ให้รู้รสของอาหารอะไรต่างๆ
อันนี้เกิดจากการบอกเล่าและประสบการณ์
ให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ในช่วงอายุหนึ่งๆ และเมื่อถึงวัยเข้าเรียนก็เริ่มเข้าไปศึกษา
ตามหลักที่ได้ระบุ
ที่ถูกวางหลัก สูตรไว้จนเรียนจบมา
รู้วิชาเอามาทำมาหากิน
ความรู้ที่ได้จากวิชาอาจจะมากมายเหลือคณา
ตำรับตำราเต็มห้อง
จนไม่มีที่พอจะจัดเก็บ
อาจจะเรียกได้ว่าตำราล้นห้องก็น่าจะได้
ยิ่งใครเรียนมากๆหลายๆสาขา
จนถึงดอกเตอร์ก็คงจะมีความรู้เยอะ
ในทางวิทยา ศาสตร์
เขาจะพิสูจน์ โดยผ่านการทดลองจากการสมมติฐาน
แล้วตั้งเป็นทฤษฎี
เพื่อที่จะพิสูจน์ได้ชัดเจน
เป็นกฎและเป็นหลักแห่งการยึดถือต่อการค้นคว้ากันต่อไป สมมติฐาน....
ถ้ามันไม่เป็นไปตามนั้น
ก็เป็นอันละเลิกกันไป
แต่ถ้าเป็นไปตามสมมติฐาน
ก็ยกระดับเป็นทฤษฎี
ทฤษฎีมั่นคงแล้ว
ก็เอามาเป็นกฎเป็นหลักที่เห็นได้ก็คือ Hydrogen 2 อะตอมรวมกับออกซิเจน 1 อะตอม
เป็น H2O ที่ได้ตามมาก็คือน้ำ อันนี้เป็นกฎของวิทยาศาสตร์ที่สามารถจำแนกอะตอมออกมาได้ขนาดนั้น
การเรียนรู้จากการมองเห็นได้ยิน
รับรู้รส
ดมกลิ่น
สัมผัส
วิทยาศาสตร์สอนให้เท่านั้น แต่เรื่องสัมผัสของใจนี้ วิทยาศาสตร์ไม่ได้สอนเลย
แต่พุทธศาสนากลับสอนเรื่องใจมากที่สุด
ถึงกับระบุว่าใจนั้นเป็นใหญ่
ใจนั้นเป็นนายกายเป็นบ่าวเท่านั้นเอง
หลักของพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้รู้จักทุกข์
ที่มาของทุกข์ หรือเหตุของทุกข์
ภาวะแห่งการหมดทุกข์และหนทางในการดับทุกข์วิทยาศาสตร์สนใจในเรื่องของการดับทุกข์ทางกายมากกว่าทางใจ
ในร้อนก็มีเย็นหนาวก็มีอุ่น
แข็งก็มีสบายมาก
ไม่อร่อยก็มีอร่อย
เจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษากันไปตามสมมติฐาน
พุทธศาสนาภายหลังจากได้ ปรากฏขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าบังเกิด
กว่า 2500 ปี พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงความรู้ทั้งหมดในการพ้นทุกข์
จนมีพระอริยเจ้าทั้งหลายบังเกิดขึ้นมากมาย
เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว
พระอริยเจ้าต่างไปเข้าร่วมประชุมสงฆ์เอาธรรมที่ได้รับการสอนมา
ปฎิบัติจนเห็นแจ้ง
บัญญัติออกมาเป็นพระคัมภีร์ ที่เรียกว่าพระไตรปิฎก
มีทั้ง
พระวินัย
พระสุตตันตปิฎกแล้วก็พระอภิ ธรรม
ที่เราได้เรียนเขียนอ่านกันมานาน
สรุปบทบัญญัติมาว่า
สิ่งนั้นเกิดสิ่งนั้นดับ
เป็นปฏิจสมุป บาท
อันนี้ก็เป็นสมมุติอันหนึ่งเหมือนกัน
สมมุติอันนี้เกิดจากการเรียนรู้สืบต่อจากกันว่าเขาเรียกอย่างนี้ก็คืออย่างนี้ๆ เพื่อเป็นฐานในการปฎิบัติ
แต่ในความเป็นจริง พระพุทธเจ้าทรงให้เราอยู่กับกายแบะอยู่กับใจตัวเอง
ใช้ใจพิจารณากาย
แล้วก็ใช้ใจ
พิจารณากายให้รู้ถึงสภาวะต่างๆ ให้เห็นจริงแท้ จากสมมติฐานที่เรารู้มา
ให้รายละเอียดมากกว่านั้นโดยอาศัยกรรมฐาน40 แบบ
แล้วแต่ใครจะเลือกเอาบทใดบทหนึ่งมาใช้เพื่อจะที่รวมความคิด
ที่เราเห็นในวันหนึ่ง 5-6 หมื่นความคิดหรืออารมณ์
มาเป็นอารมณ์เดียว
ที่เรียกว่าเอกัคคตารมณ์
จนเกิดความสงบเกิดปัญญาเกิดความรู้แจ้ง
แจ้งในอารมณ์ทั้งหลาย
แจ้งในสมมุติว่าเราจำเป็นต้องอยู่กับสมมติ
ให้กายมันอยู่ได้และ
ให้ใจพ้นจากทุกข์
แล้วก็เลยสมมุติไป
ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนมาทั้งหลายทั้งปวงพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเจอมาก่อน
ไปเจอครูบาอาจารย์ที่เก่งตั้งแต่ท่านอาฬารดาบส
และอุทกกดาบสก็ยังไม่ได้คำตอบแห่งการล่วงจากการพ้นทุกข์
พระองค์จึงได้ทรงออกไปแสวงหาโมกขธรรมหรือธรรมะแห่งการหลุดพ้นด้วยพระองค์เองจนบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ
เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เรากราบไหว้กันมานาน แม้จะทรงดับขันธ์ปรินิพพานมานานมากแล้วก็ตาม
แต่พระองค์ก็ยังทรงอยู่
เพราะพระองค์ทรงบัญญัติสิ่งที่เรียกว่าปริยัติเรียกว่าสิ่งที่สอนมาว่าพระธรรมพระคัมภีร์เป็นตัวแทนของพระองค์
เชื่อได้พิสูจน์ได้จากตัวของท่านเอง
จนเกิดมีพระอริยบุคคล
ทุกกาลสมัยจนถึงการปัจจุบัน
ที่เรียกว่า
ปัจจัตตัง
สันทิฏฐิโก
อะกาลิโก
คือ
รู้เองเห็นเองเฉพาะตน
รู้ได้เห็นได้ด้วยตนเอง
แล้วก็ไม่จำกัดกาล
การบรรลุธรรมทั้งหลายทั้ง หมด
อยู่ที่ตัวของท่านเอง
เมื่อใจสงบดีแล้วอารมณ์ที่สูงขึ้นมาก็เกิดเรียกว่าปัญญา
จนอธิปัญญาก็บังเกิดขึ้น
เห็นความจริงของสมมุติโดยแท้จริงว่า
รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ หรือกายกับใจนี้ มันล้วนแต่ว่า
ไม่เที่ยง
เกิดขึ้นและดับไป
เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา
เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา
คือรู้จักเกิดดับแจ้งในความสว่างสงบสบายสะอาด
เป็นอารมณ์ส่วนน้อยแต่เป็นบรมสุขที่เรียกว่า พระนิพพาน
ที่แปลว่าตื่นหรือเย็น

เจริญพร
อนาคาริก


12
ธรรมะกับชีวิต / นรก
« เมื่อ: 18 กันยายน 2019, 12:38:34 »



นรก
ตกนรกทั้งเป็นคือทุกข์จนตามืดตามัวตลอดเวลา

อนาคาริก

สวรรค์นรกและอบาย
ล้วนอยู่ที่ใจ

อนาคาริก

สุดท้าย

คำว่าสุดท้าย
มันยังไม่จบจริง
เกิดดับจน
ดับไม่เหลือนี่สิ
มัน
ไม่มีต้น
ไม่มีกลาง
ไม่มีปลาย
มันจึงแค่
เกิดดับ

อนาคาริก
คนดี...

ถ้าเธอจะเป็นคนดี
ขอจงเป็นคนดีที่ถือศีลห้าอย่างมีเกียรติด้วยศรัทธาและใจ
ไม่ใช่เพียงแต่มัวอาราธนาศีลด้วยปาก
คนดีของโลกมันก็แค่ดีในรูปและนามเท่านั้น
บางทีอาจดีเกินไป
ดีธรรมดาคือรู้ว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณล้วนไม่เที่ยง..
มันดีที่สุดแล้ว
เพราะมันจริงทุกมุม

อนาคาริก

หิริโอตัปปะ

คนที่เอ่ยคำขอบใจและขอโทษไม่เป็น
ถึงจะถือศีลห้าก็ปลอมทั้งสิ้น
เพราะยังไม่มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปเลย

อนาคาริก

ทำร้ายและทำลาย

คนที่จะทำร้ายและทำลายชีวิตของคุณได้
มีในโลกสักกี่คน

ถ้าคุณคิดแล้วตอบว่า
มีอยู่หลายคน
คุณโปรดพิจารณาให้ถี่ ถ้วนก่อนด้วย
แต่สำหรับคำตอบของที่นี่
สมมติว่า
มีเพียงคนๆเดียวเท่านั้น
ที่จะสามารถทำร้ายและทำลายคุณได้

อย่างสนิทใจ
คือตัวคุณเองเท่านั้น
และ
ยังมีเงื่อนไขต่อไปอีกว่า
ที่แท้....
ไม่ใช่ตัวใช่ตน

อนาคาริก

คนมันรักกันมันก็บอกดีหมด
คนเกลียดกันมันก็เลวหมด
ขี้ทั้งนั้น

อุปกิเลส

อนาคาริก


รูปภาพของ พอเพียง มาก

ทำงานที่ กรุงเทพมหานคร

13
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 16 กันยายน 2019, 10:09:55 »





สิ่งที่น่ากลัวที่สุด
คือหลงรูปหลงนาม


พระอริยเจ้ากล่าวไว้เช่นนั้น


อนาคาริก


ดาบเด็ดเดี่ยว

ภาคเทพกระบี่ล่องหน
ตอน ราชันย์แห่งดาบ

ตอนย่อย
ดาบแห่งดาบ

เยี่ยเซินหยิบมีดหั่นไก่บนโต๊ะขึ้นมา
แล้วแสดงฝีมือดาบให้อาจารย์ได้เห็นอย่างเต็มที่
อาจารย์จะชี้แนะ ปราณดาบให้เจ้าดู

ถังเยี่ยเซิน
ก้มหน้าน้อม
คารวะซิมเซ่งอี้ แล้วหยิบมีดหั่นไก่บนโต๊ะอาหาร เดินพลังเจ็ดส่วน ถ่ายเทไปที่มีด
สมาธิมั่นแทงไปที่คอของซิมเซ่งอี้ตรงๆ
รวดเร็วอำมหิต ซิมเซ่งอี้มิได้หลบหลีกแต่ ประการใด
นั่งนิ่งเฉย
กลับมีลมวูบหนึ่งผ่านใบหน้าของถังเยี่ยเซิน
เขาถึงกับมึนงง ว่าเกิดอะไรขึ้น ซิมเซ่งอี้ดีดนิ้วชี้ออกไปครั้งหนึ่งเกิดลมดีดชั่วอึดใจ
มีดสั้นของเยี่ยเซินที่กำอยู่
ถูกฟันแยกออกเป็นสองซีก ตั้งแต่ปลายจรดปลายด้าม
ถังเยี่ยเซิน
ถ้าไม่เห็นกับตาตนเองหรือรู้สึกได้กับตนเอง คงจะไม่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น มายากลอย่างแน่นอน
ไม่รู้กระทั่งว่า วิชาที่อาจารย์
ซิมเซ่งอี้
ใช้เป็นวิชาอะไร ที่ใช้กัยมีดเล่มนั้นที่เขากำอยู่
ทั้งที่รอบรู้เพลงยุทธแทบทั้งยุทธภพ

มือของถังเยี่ยเซิน
ถึงกับชาแล้ว
เขาถึงกับหน้าถอดสี
และเกิดความรู้สึกกลัวเป็นครั้งแรกในชีวิต
หากเป็นคู่คู่ต่อสู้หรือศัตรูอยู่เบื้องหน้าใช้วิชานี้
สังหารเขาไม่ ยากเลย
ง่ายดุจดั่งพลิกฝ่ามือ
ทั้งๆวรยุทธที่เขาฝึกมาสูงเด่นล้ำ นี่หรือความเป็นความตาย
อยู่ใกล้แค่เอื้อมเพียงแค่ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น
ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ
แต่กลับตระหนกซ้ำอีกเมื่อใบหน้ากระทบกับพลังมหาศาล
ทำให้เขากระเด็นหงายหลัง
ถึงกับตกจากเก้าอี้
นี่กลับเป็นการกลัวที่สุดในชีวิตเป็นครั้งแรกที่แท้จริงของ
ถังเยี่ยเซิน

ร่างกายชาไปทั้งตัวแทบขาดใจตาย

ดาบในดาบ


14
ธรรมะกับชีวิต / มะม่วงสอนธรรม
« เมื่อ: 06 กันยายน 2019, 11:32:45 »



หนึ่ง
มะม่วงสอนธรรม

ถ้าเรารู้สึกว่า
เราสูญเสียทุกอย่างที่เป็นของๆเรา
แม้กระทั่งมะม่วงที่อยู่บนต้น

ทั้งที่ปลูกในบ้านหรือนอกบ้าน
ถ้ามีคนอื่นมาสอยมะม่วงเอาไป
เราคงจะ....บ้า

แต่ในทางกลับกัน

ถ้าเรารู้สึกว่าสบายใจเพราะเรา
ได้แบ่งปันมะม่วงให้คนอื่นกิน
ไม่เป็นภาระ
ในการเก็บ
ในการทิ้ง

เมื่อมะม่วงบนต้นที่ร่วงแล้วเน่า
เราคงสบายดี

อีกทั้งเรายังได้เก็บขายได้เงิน
เหลือก็แจกจ่ายเพื่อนบ้านเป็น
อริยทรัพย์

แต่ถ้าเรารู้ด้วยว่ามะม่วงบนต้นมัน
เปรี้ยวหรือหวาน
กรอบอย่างไรด้วยแล้ว
นั่นเรารู้โลก

อนาคาริก

สอง

รัก

คนที่มันรักเอ็งจริงแท้
ทุกข์มันก็ห่วงกรุณาช่วยเหลือ
สุขมันก็เมตตาแล้วก็ดีใจด้วยจนหมดสิ้น

สุดท้ายวางหมด

อนาคาริก

สาม

หลง

จะกลัวอะไรกันนักหนา

ให้เสียฟอร์ม
มันคิดเองเออเองกันทั้งนั้น
เพื่อนๆที่ไม่ได้เจอกันชาตินี้
อาจจะไม่ได้เจอกันเลยก็ได้
รวมทั้งชาติหน้า
อย่าไปหลงภพหลงชาติกันเลย

อนาคาริก

สี่

ชั่วคราว

เกิดแก่เจ็บตาย
มันล้วนแต่.........................เป็นเรื่องชั่วคราวทั้งนั้น
ฉะนั้น
พวกเอ็งจงเข้าใจให้ถ่องแท้
อย่าไปหลงกำมันให้
แน่นมือ
แน่นอก
แน่นใจ
ไปเลย
มันหนักเจ็บเชียวนะ

เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

อนาคาริก

15
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 01 กันยายน 2019, 20:31:47 »








ดาบเด็ดเดี่ยว
ภาคเทพกระบี่ล่องหน
ตอน ราขันย์แห่งดาบซิมเซ่งอี้

ตอนย่อย
เทพธนูอมตะ

มีอาวุธอยู่ชนิดหนึ่ง
ซึ่งไม่ค่อยมีผู้ใดพบเห็นกันนักในยุทธภพ
ธนูที่มีคันธนูที่แข็งแกร่งเป็นหนึ่ง
ทำด้วยเหล็กไหลบนดวงจันทร์
นอกจากนี้ลูกธนูที่มีสี
สีแดงสีเขียวสีเหลืองสีน้ำเงินสีขาวสีดำและสีม่วง
แต่ละสี
มีคุณสมบัติต่างกันโดยสิ้นเชิง
ลูกธนูใช้เป็นกระบี่ได้ด้วย
กระบี่ที่มีอนุภาคแตกต่าง
ซึ่งเป็นอาวุธวิเศษ

ในตำนานบรรพกาล
กลับเอ่ยถึงว่าธนูเทพเป็นธนูแห่งรามที่มาจากเปอร์เซีย
เป็นของเทพผู้ปราบ
ในตำนานเคยมาปรากฏในยุทธภพเมื่อหลายร้อยปีก่อน
จนมาเป็นผู้ใช้นามต้าลีเผิง
ต้าลีเผิง
เทพธนูอมตะ

ลูกธนูสีแดงมีพลังทำลายล้างรุนแรงเป็นระเบิดอัคคี
ลูกธนูสีน้ำเงินพลังทำลายเป็นคลื่น้ำแข็ง
ลูกธนูสีเขียว
มีพลังทำลายเป็นคลื่นลมพายุลูกธนูสีม่วง
มีพลังแผดเผาด้วยสายฟ้า
ลูกธนูสีขาวเป็นพลังแสงดุจแสงสุรีย์
แต่ลูกธนูสีดำ กลับอำมหิตลึกล้ำเป็นพลังทำลายมหาศาล
ส่วนลูกธนูสีเหลืองพลังยอกย้อน









เทพธนูอมตะนี้
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าล่วงรู้ที่มาที่ไป
เป็นเช่นไร
รู้แต่เพียงว่าเป็นผู้ชำนาญการด้านวรยุทธหลากหลายทั้ง
กระบี่ดาบ
ทวน
จักร
และ
การยิงธนูยากจะหาผู้ใดเทียบเทียมได้
พลังภายในเลอเลิศ
วิชาตัวเบาไร้รอย
เพลงยุทธแข็งแกร่งพอ
ที่จะหามีผู้ใดในยุทธภพต้านทานได้

แค่ธนูเพียงดอกเดียว

สามารถพิชิตผู้คนได้ครั้งละ300 คน
ธนูพิเศษดังกล่าวยากต้านรับ



เท่าที่เล่าลือกัน
ธนูเทพนั้นมีศิษย์ปัจจุบันเหลืออยู่พียงหนึ่งเดียว

ต้าลีเผิง
เทพธนูอมตะ

หน้า: [1] 2 3 ... 48