แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - popen2556

หน้า: [1] 2 3 ... 45
1
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 25 มิถุนายน 2019, 15:52:16 »




มุซาชิ
เมื่อสายลมพัดผ่านเข้ามาทะลุพื้นดิน
หอบเอาฝุ่นกระจายหมุนเวียนไปทั่ว
เซาะลงไปยังชั้นใต้ดิน
1 วันก็แล้ว
1 เดือนก็แล้ว
1 ปีก็แล้ว
ความร้อนของโลก
กระแสน้ำใต้ดิน ที่หมุนเวียนไหลผ่าน
ก็เลยหลอมตัวลงเป็นรูป ชัดเจนขึ้นๆ
หลอมรวมกับพลังใต้พื้นโลก พลังแห่งลม
พลังแห่งไฟพลังแห่งน้ำ
ที่ไหลเวียนเข้ามายังรูปเข้าร่าง หลอมรวมกับพลังแสงอาทิตย์พลังหยินหยางบังเกิด
จากพลังแสงอาทิตย์และพลังจากพระจันทร์ ดึงดูดซึ่งกันและกัน
เกิดความสมดุล รวมทั้งพลังจากพื้นดินหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง ความรู้สึก
ความนึกคิด
ก่อกำเนิด
มั่นคง
บริสุทธิ์
ปลอดโปร่ง
ตั้งมั่น
รูปเริ่มหมุนเวียน รุนแรงขึ้น รุนแรงจนพลังจากพื้นโลก พลังจากหยินหยางจากพระอาทิตย์และพระจันทร์
พลังทั้งหลาย รวมรวมกัน
เป็นอย่างเดียว เป็นรูปเป็นร่าง
มีความรู้สึกรับรู้ ด้วยความบริสุทธิ์ สะอาด ปลอดโปร่ง
กับพลังที่แปรสภาพ
หมุนรูปร่างนั้นขึ้นมา
ทั้งหมดเป็นร่างบุรุษร่างหนึ่ง ร้อนระอุ
จนกระแทก ออกมาเป็นพลังเกินพิกัด
มันชื่อว่าหยุ่นถี่
โคตรพลังสุดขั้ว ดินทรายที่เกาะบนรูปร่าง
แตกกระจายออกมากลายเป็นบุรุษ
รูปร่างแข็งแกร่งผู้หนึ่ง
ใบหน้าอาจหาญมั่นคง
ผู้มีนามว่า


มุซาชิ

2
ธรรมะกับชีวิต / ธรรมลีลา ห้า
« เมื่อ: 25 มิถุนายน 2019, 13:57:20 »







สีเลนะ สุคะติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงสุคติสีเลนะ โภคะสัมปะทา = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพร้อมด้วยโภคะทรัพย์สิเลนะ นิพพุติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพานตัสมา สีลัง วิโสทะเย = เพราะเหตุนั้นพึงชำระศีลให้หมดจด


ธรรมลีลา ห้า

คำว่าศีลสำหรับบางคนก็คือการอาราธนาศีล
กับพระ
แต่บางคนก็ยังขอพระถือศีลได้บางข้อ
อ้างว่า
ยังทำงานอยู่
ขายของอยู่ บางทีต้องพูดปดบ้างเพราะบอกต้นทุนจริงกับลูกค้าไม่ได้เป็นต้น
ศีล ไม่ใช่คำพูด หรือ
ศีล ไม่ใช่การกระทำ
แต่เพียงอย่างเดียว
เพราะมันเป็นเพียง
กายกรรม
วจีกรรม
เท่านั้นเอง
ศีลจะถึงพร้อมจริงๆต้องเป็นมโนกรรมด้วย ต้องสะอาดออกจากจิต
เป็นศีลที่สมบูรณ์แล้ว
ศีลที่มี
ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ไม่ต้องอาราธนาศีลเป็นคำพูด
ก็ยังมีศีลห้าอยู่ครบ
แต่ถ้าใครยังคิดเปรียบเทียบว่า ตนเองถือศีลครบมากกว่าคนอื่น
ถือศีบเสมอคนอื่น
อันนี้ศีลยังไม่ใช่ศีล
ยังมีความบกพร่องอยู่
ศีลที่แท้จริงมันต้องออกมาจากหัวใจ
มีศีลด้วยจิตของตนเอง
ศีลเป็นคุณสมบัติที่ดีสำหรับผู้ค้นหาความจริงของชีวิตและโลก
ถ้าปราศจากศีลผู้ค้นหาความจริงก็ไม่สมบูรณ์

อนาคาริก

จากฟังพระธรรมเทศนาของพอจ.ชยสาโร

กล่อง

ถ้าคุณยังไม่รู้จักความจริง หรือยังงไม่รู้จักชีวิต คุณก็ยังอยู่ในกล่องเท่านั้นเอง แม้คุณจะมีความสุขก็ตาม
คุณก็ไม่ได้หนีหายไปจากกล่องได้เลย เพราะพวกคุณยังมีความคิดผิด เข้าใจอะไรผิดๆ อยู่ในกรอบของมัน
ความสุขที่คุณได้มา
เป็นความสุขช่วงเวลาสั้นๆประเดี๋ยวเดียว
เป็นครั้งเป็นคราว
เป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืนทนนาน เป็นความสุขที่ ชอบ
ความ
สนุก
ตื่นเต้น
อร่อย
สวยงาม และสดชื่น
แล้วก็วนไปวนมา
เวียนไปเวียนมา อยู่ตรงนั้น
ทำไมคุณจะไม่อยู่ในกล่องล่ะ

อนาคาริก
จากการได้ยินผ่านหู
พระธรรมเทศนาของพระอาจารย์ชยสาโร
[/b][/size][/color]

3
ธรรมะกับชีวิต / ธรรมลีลา สาม
« เมื่อ: 25 มิถุนายน 2019, 09:44:32 »





ธรรมลีลา สาม



สีเลนะ สุคะติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงสุคติสีเลนะ โภคะสัมปะทา = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพร้อมด้วยโภคะทรัพย์สิเลนะ นิพพุติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพานตัสมา สีลัง วิโสทะเย = เพราะเหตุนั้นพึงชำระศีลให้หมดจด

คำว่าศีลสำหรับบางคนก็คือการอาราธนาศีล
กับพระ
แต่บางคนก็ยังขอพระถือศีลได้บางข้อ
อ้างว่า
ยังทำงานอยู่
ขายของอยู่ บางทีต้องพูดปดบ้างเพราะบอกต้นทุนจริงกับลูกค้าไม่ได้เป็นต้น
ศีล ไม่ใช่คำพูด หรือ
ศีล ไม่ใช่การกระทำ
แต่เพียงอย่างเดียว
เพราะมันเป็นเพียง
กายกรรม
วจีกรรม
เท่านั้นเอง
ศีลจะถึงพร้อมจริงๆต้องเป็นมโนกรรมด้วย ต้องสะอาดออกจากจิต
เป็นศีลที่สมบูรณ์แล้ว
ศีลที่มี
ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ไม่ต้องอาราธนาศีลเป็นคำพูด
ก็ยังมีศีลห้าอยู่ครบ
แต่ถ้าใครยังคิดเปรียบเทียบว่า ตนเองถือศีลครบมากกว่าคนอื่น
ถือศีบเสมอคนอื่น
อันนี้ศีลยังไม่ใช่ศีล
ยังมีความบกพร่องอยู่
ศีลที่แท้จริงมันต้องออกมาจากหัวใจ
มีศีลด้วยจิตของตนเอง
ศีลเป็นคุณสมบัติที่ดีสำหรับผู้ค้นหาความจริงของชีวิตและโลก
ถ้าปราศจากศีลผู้ค้นหาความจริงก็ไม่สมบูรณ์

อนาคาริก

จากฟังพระธรรมเทศนาของพอจ.ชยสาโร

กล่อง

ถ้าคุณยังไม่รู้จักความจริง หรือยังงไม่รู้จักชีวิต คุณก็ยังอยู่ในกล่องเท่านั้นเอง แม้คุณจะมีความสุขก็ตาม
คุณก็ไม่ได้หนีหายไปจากกล่องได้เลย เพราะพวกคุณยังมีความคิดผิด เข้าใจอะไรผิดๆ อยู่ในกรอบของมัน
ความสุขที่คุณได้มา
เป็นความสุขช่วงเวลาสั้นๆประเดี๋ยวเดียว
เป็นครั้งเป็นคราว
เป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืนทนนาน เป็นความสุขที่ ชอบ
ความ
สนุก
ตื่นเต้น
อร่อย
สวยงาม และสดชื่น
แล้วก็วนไปวนมา
เวียนไปเวียนมา อยู่ตรงนั้น
ทำไมคุณจะไม่อยู่ในกล่องล่ะ

อนาคาริก
จากการได้ยินผ่านหู
พระธรรมเทศนาของพระอาจารย์ชยสาโร


4
ธรรมะกับชีวิต / ธรรมลีลา สอง
« เมื่อ: 24 มิถุนายน 2019, 09:30:06 »





ธรรมลีลา

เกิดเป็นที่มาของชีวิต
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ดำเนิน
นอกนั้นไม่มี
เกิดมันเป็นเหตุของปัจจัย
หยุดเกิดเมื่อไหร่
ทุกข์จึงไม่มี
เพราะมันดับ..ไม่เหลือ

อนาคาริก

ธรรมลีลา

ปัญญา
เป็น.......
อารมณ์ขั้นสูง
เป็น....กุศลธรรม
เป็นเจตสิกที่สะอาดเกิดขึ้นพร้อม
ต้องสงบ สะอาด
ปัญญาถึงจะเกิด
ใช้งานได้เอง

อนาคาริก

ธรรมลีลา

เพราะไม่ยอมรับความจริงของโลกและธรรม
ตายอดตาใส
เพราะขาดปัญญา
จึงหลงผิด

อนาคาริก

ธรรมลีลา

อารมณ์เป็น.....นามธรรม
หลงรักหลงเกลียด
หลงโกรธ
หลงชอบหรือหลงชัง
เพราะความพยายามจะเปลี่ยนนามธรรมเป็นรูปธรรม
บ้ากันไปใหญ่

อนาคาริก

5
ธรรมะกับชีวิต / ธรรมลีลา
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2019, 15:17:17 »




ธรรมลีลา

ชีวิตคืออะไร

1.เป็นอยู่คือ
2.ระยะเวลาหนึ่งของประสบการณ์
3. วันเวลาแห่งการ
ผ่านร้อน
ผ่านหนาว
ผ่านฝน
4.ช่วงเวลาแห่งการกระเสือกกระสนหาความสุข
5. เกิดแก่เจ็บตาย
6.สิ่งที่ไม่เห็นจะมีอะไร
7.คือช่วงเวลาหนึ่งที่ทำ
ให้มีประสบการณ์ในการรู้จักความทุกข์
ต่างระดับ
ต่างรูปแบบ
8.ระยะเวลาสั้นๆที่เราผ่านมา
แต่ยากจะหวนจะกลับคืนื แม้กระทั่งชาติหน้า

9.รูปกับนาม

10.ระยะเวลาหนึ่งที่เจอแต่ความทุกข์
เพราะไม่รู้จักความจริงของชีวิตและโลก

11.ขันธ์ห้า
12.กายกับใจ
13.กูกับของกู

อนาคาริก


6
ธรรมะกับชีวิต / ก้อนหิน..
« เมื่อ: 21 มิถุนายน 2019, 20:59:29 »



ก้อนหิน..

ในสมัยที่พวกคุณยังเป็นเด็กๆ
มีใครเคยเล่น
เตะก้อนหิน
ปาก้อนหิน
เก็บก้อนหิน
กันบ้างไหม
ผมเชื่อว่า
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในยุคไหนๆ
ที่ยังรุ่งเรือง
หรือ
ไม่รุ่งเรือง
การเตะก้อนหินเล่นหรือ
การปาก้อนหินเล่น
พวกคุณคงจะทำกัน
ยิ่งปาก้อนหินลงในน้ำเล่น
เด็กๆมักจะชอบกันมาก
เพราะก้อนหินที่ถูกปาลงไปในน้ำ
จะทำให้น้ำเป็นคลื่นวงกลมเป็นวงกว้าง
ยิ่งชอบกันใหญ่เเละสนุก

พอโตขึ้นบางคนก็เลิกเตะก้อนหินหันไปเตะอย่างอื่นแทน
จนอาจจะโดนคนอื่นเขาเตะเข้าบ้างก็มี
บางคนปาก้อนหินลงน้ำอยู่ดีๆไม่ชอบ
เปลี่ยนไปเป็นปาก้อนหินใส่หน้ากระจกรถแล้วก็โดนตำรวจจับติดคุกกันไปก็มี

ทุกวันนี้ก้อนหินมันสนิทกับคน
ในชีวิตประจำวันยังผูกพันกันมากขึ้นๆไปทุกที
ยิ่งจะมากขึ้นตามอายุของคนเราที่มากขึ้นไปทุกปีด้วยซ้ำ
เมื่อคนเติบโตมากขึ้น
ก็จะมีภาระมากขึ้น
แล้วก็แบกก้อนหินกันมากขึ้น
แบกกันทั้งกายแบกกันทั้งจิตใจ
อายุมากขึ้นๆทุกวัน
ก็แบกร่างกายที่เสื่อมลงมากขึ้นๆ
แต่จิตใจถ้ายังสงบดีพอ
ก็ยังคิดว่ายังเตะหรือปาก้อนหินเล่นไปเรื่อยก็หนักกายอย่างเดียว
แต่ยังคงเก็บก้อนหินเพื่อแบกอยู่ต่อไป
แบกหนักขึ้นไปเรื่อยๆทุกวัน
กาแบกก้อนหินตามภาระหน้าที่ของคนแบกก้อนหิน
ทั้งภาระหน้าที่การงาน
ภาระครอบครัว
แต่หากใจมันไม่แบกตามไปด้วยมันจะไม่หนักที่ใจเลย

เรียกว่าแบกแต่ตัวใจไม่แบก

คนที่แบกมากกว่านั้น
คือคนที่แบก
ทั้งกายทั้งใจ เปรียบเสมือนกับคนคอยเก็บก้อนหินอยู่เรื่อยๆ
ใส่ถุงไปเรื่อยๆ
แม้มันจะไม่มีมูล ค่าอะไรเลย
ก็ยังชอบเก็บชอบแบกมันอยู่
เพราะยังมองไม่เห็นว่ามันมีหนทางอื่นที่ดีกว่าการแบกก้อนหินนั้น

แบกแบบนี้คงต้องจะแบกก้อนหินมากเกินไป
จนเก็บใส่ถุงใหญ่เท่าไรๆก็ไม่พอเก็บ
เอาก้อนหินไปเก็บใส่ห้องจนเต็มไปหมด
เก็บจนไม่มีที่จะเก็บก้อนหินแล้ว
แถมยังเอาก้อนหินมาเก็บไว้ที่ใจอีก
ซึ่งดูจะเหมือนว่า
มันหนักขึ้นทุกวันๆ
หนักทั้งกายและหนักทั้งใจนะ
เพราะว่าเราไม่รู้เหมือนกันว่า
เราจะเก็บหรือเราจะแบกมันไปทำไม
ขาดทุนมากนะ

ก้อนหินก้อนนั้นก็คือทุกข์
ก้อนที่เราแบกอยู่นั่นอหละ
แบกแล้ววางไม่ลง
เพราะความเคย ชิน
ที่พระท่านเรียกว่าอนุสัย
ยิ่งเราสนใจรายละเอียดของก้อนหินมากเท่า ไร
มันยิ่งหนักมากขึ้นไปเท่านั้น
บางคนอาจจะมีเพื่อนหลายๆคนบอกให้คุณปล่อยวางก้อนหินนั้นลง
คำว่าปล่อยวางที่หลายคนชอบพูดกันนั้น
มันเข้าใจยาก
แม่บ้านก็พูดไปอย่างนั้น
คนทั่วไปก็อาจจะพูดไปอย่างนั้น
พูดตามๆกันไป พูดเพราะไม่รู้อะไร
พูดเพราะรู้อะไรบ้าง
ไม่รู้อะไรบ้าง
พูดเพราะรู้ว่าถ้าแบกของอะไรอยู่มันหนัก
วางลงไปมันก็เบานะสิ
แล้วมันจะทนทรมานไปทำไม
พูดได้ว่าปล่อยวางเป็นอย่างนั้น
อันนั้นมันแบกทางกาย

แต่ขั้นตอนการปล่อยวางทางใจมันมากกว่ากันนะ
มันมันต้องใช้เวลา
และใช้หลายๆอย่าง
ใช้....
ใจที่แท้จริง
ใจที่เหมาะสม
ใจที่มีกำลัง

ก้อนหินที่แบกแล้ววางลงทางกาย
แต่ทางใจมันยังแบกอยู่
ใจมันบันทึกข้ามภพข้ามชาตินะจนกว่าคุณจะปล่อยวางมันได้จริงๆ
แต่ที่เราแบกมันแล้ววางไม่ลงเพราะเราไม่รู้จักก้อนหินจริงๆ
ก้อนหินที่คุณแบกนั้นแหละ
ทุกข์ทั้งนั้น...

ก้อนขี้หมา

7
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 20 มิถุนายน 2019, 10:47:41 »



บุรุษหนุ่มปล่อยน้ำหนักตัวลงสูงพื้น

ร่างยังไม่ทันแตะพื้น
ก็ต้องรับพลองที่กระแทกใส่
บนกลางล่าง
ของเขาทันที


เขาใช้กระบี่สั้นทั้งคู่กรีดม้วนรับแรงปะทะพลองสามกระบวนท่า
เคร้ง เคร้ง เคร้ง

ผู้ใช้พลองกำลังภายในกล้าแข็ง

บุรุษหนุ่มดีดตัวลอยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ให้ใกล้ระยะประชิดการต่อสู้
เมื่อลอยตัวขึ้นกลางอากาศดีดตัวขึ้นม้วนตัวสองครั้ง
กระบี่สั้นทั้งสองเล่มตวัดปาดคอ
เจ้าของพลอง
แต่มันวาดพลองต้านรับกระบี่สั้นทั้งสองอย่างง่ายดาย

เขาจึงหมุนตัวแทงกลางศีรษะเจ้าของพลองอีกครั้งหนึ่ง
พลองหมุนติ้วแทงตรงออกมา
จากพื้นกระแทกด้วยความแรงใส่ร่างของบุรุษหนุ่มที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ


เขาหมุนกระบี่สะบัดเพื่อต้านทานพลองหมุน
พลองของมันกระแทกจนพลังภายในของเขาแปรปรวน
จึงประกบกระบี่สั้นทั้งสองเล่มเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง
แล้วแทงออกไปอย่างรวดเร็ว
กระแทกกับพลองยาวที่แทงออกมาเช่นกัน
"ปัง"

ชอว์อี้หลุง

ทวนโลกันต์


8
ธรรมะกับชีวิต / บ้าน
« เมื่อ: 20 มิถุนายน 2019, 10:08:15 »






บ้าน



เป็นสิ่งที่ทุกคนจะคิดถึงตลอดเวลา
ไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหน
มุมใดของโลกนี้ สิ่งที่คุณคิดถึงมากที่สุดก็คงเป็นบ้าน
ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่คุณซื้อเองสร้างเอง
หรือ
บ้านของพ่อบ้านของแม่ที่คุณได้อยู่อาศัย
บ้านที่เป็นบ้านเฉยๆหรือซุกหัว นอน
ที่ฝรั่งเรียกว่า House
แต่หากบ้านมีคนที่คุณรักอยู่ด้วยเขาเรียกว่า Home
แต่ทุกวันนี้
บ้านก็เป็นแค่บ้าน
ไม่ว่าจะเป็นบ้านเก่าหรือบ้านใหม่ไม่ว่าจะซื้อเงินสดหรือเงินผ่อน
ไม่ว่าจะผ่อนหมดแล้ว
หรือยังผ่อนไม่หมดก็คือบ้าน วัฒนธรรมของคนไทยยุคก่อน
บ้านน่าจะหมายถึงคำว่า Home มากกว่าเพราะครอบครัวอบอุ่น
แต่ในตอนยุค
หลังๆนี้ในยุคของ Gen Y
ที่จะก้าวล่วงไปบ้านเป็นที่สถานที่แค่ซุกหัวนอนเท่านั้นเอง
อาจจะไม่ใช่ที่อาศัยของคนเราที่รัก
เช่นพ่อแม่พี่น้องต่างแยกออกไปตั้งครอบครัวกันเอง
หรือไปอยู่ตามลำพัง
มีอิสรภาพ
บ้านหากเป็นบ้านใหม่
มันก็อยู่ได้นานคงทน
แต่ถ้าเป็นบ้านเก่ามันก็ต้องเสื่อมสภาพไปตามธรรมดา
ต้องมีการซ่อมหรือหากซ่อมไม่ได้
ก็ต้องปล่อยให้มันพังและ
จึงทุบแล้วสร้างขึ้นใหม่
ถ้าเราพูดถึงคำว่าบ้าน
บางคนจิตอาจจะว่องไวไปถึงประตู
หน้าต่างห้องนอนของบ้านแล้ว
เพราะความผูกพันจากการสร้างเอง
หรือจากการที่เกิดมา
ที่มันเรียกว่าอุปทานมี
ความยึดมั่นถือมั่นหรือยึดติด
ในบ้านนั้น
บ้านอีกหลังหนึ่งก็คือร่างกายหรือร่างกายของเรานี้
ก็เป็นบ้านอย่าง ที่เราใช้เป็นที่อาศัยของขันธ์ 5 มีรูปมีนามหรือจะแยกออกมาว่ารูปที่ตัวเรา
นามก็เป็นชื่อเรียกของสิ่งต่างๆที่เรียกว่าเวทนาความรู้สึกสัญญาความจำได้หมายรู้วิญญาณตัวรู้หรือตัวผู้รู้ สังขารคือสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาตามนั้นหรือจะเรียกอีกอย่างว่ากายกับจิตก็ได้ เมื่อเราได้ผ่านโลกมาเยอะ
เราจะเห็นสิ่งว่าที่ทุกคนเห็นแต่มักจะมองข้ามคือความจริง

เพราะกลัวว่าจะเจอสิ่งที่ไม่ชอบไม่มีใครชอบหรอกที่ชอบ
เช่นคำว่าตาย
พังเจ๊ง
เพราะมองในมุมบวกเสมอว่า
จะแข็งแรง
จะทนทาน
จะมีอายุยืน
เวลาพระท่านให้พรคือ
อายุวัณโณ
สุขังพลัง
โยมจะชอบกันมากเลย
ให้อายุยืน
อยู่ในฐานะดี
มีความสุข
มีกำลัง
แต่ถ้าบอกว่ามันเสื่อม
คงไม่ค่อยมีใครชอบจนอยากไปกราบหลวงพ่ออีกสักเท่าไหร่ทั้งที่ความจริงมันเสื่อม
บ้านที่เราอยู่มานาน
ตามอายุงาน
ได้ผ่านโลกป่านร้อนผ่านฝน
ได้เห็น
ได้รัก
ได้เกลียด
ได้ชังได้ชอบสุดท้ายรูปกับนามต้องแตกสามัคคีกันในสัก วัน
ต่างคนต่างไปตามวิถีของดินน้ำลมไฟ
บ้านที่เราพูดถึงตอนแรกมันมีทั้งรูปและนาม
รูปคือตัวบ้านนามคือชื่อเรียกพระท่านสอนให้เรารู้ถึงความสงบคือบ้านที่บรมสุข
ความสงบนี้ก็เป็นบ้านหลังหนึ่งที่พระพุทธเจ้าพระทรงเสด็จออกจากพระบรมมหาราชวัง
จากเมืองออก
กบิลพัสด์
อกทรงผนวชหรือบวชนั่นเอง เพื่อต้องการไปหาบ้านที่แท้จริงว่าที่ปราศจากความทุกข์
มีแต่ความสุขนอกนั้นเป็นบ้านที่ถูกปรุงแต่งทั้งสิ้น
มันปรุงแต่ง
มันก็ไม่คงทน
ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนสุดท้ายก็เอาอะไรไปไม่ได้
แต่ความสงบนี้มันจบทุกเรื่อง มันมีแค่เกิดและดับ
ไม่ต้องกลับมาทุกข์อีก
แต่โยมจะเชื่อไหม
คนส่วนใหญ่ไม่ชอบความสงบชอบแต่ความวุ่นวาย
ชอบสนุก
ชอบอร่อย
ชอบเฮฮา
ชอบตื่นเต้นอันนั้นเป็นรายละเอียดของอารมณ์ที่ทำให้เกิดสุขทุกข์หรือเรียกว่าเวทนามันก็ทุกข์ทั้งนั้นนั้น
เป็นอะไรก็ทุกข์นะโยม
นอกจากจะหาบ้านเจอ

เจริญพร
อนาคาริก
หมายเหตุ
พระพุทธเจ้าสอนว่า
“นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง” สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี.
หมายความว่า ความสุขอื่นมีเช่นกับความสุขในการดูละคร ดูหนัง ความสุขในการเข้าสังคม(Social) ในการมีคู่รักคู่ครอง หรือในการมีลาภยศ

การได้รับความสุข สรรเสริญ และได้รับความสุขจากสิ่งเหล่านี้ก็สุขจริง แต่ว่าสุขเหล่านี้มีทุกข์ซ่อนอยู่ทุกอย่าง ต้องคอยแก้ไขปรับปรุงกันอยู่เสมอ ไม่เหมือนกับความสุขที่เกิดจากสันติ ความสงบ เป็นความสุขทีเยือกเย็น และไม่ซ้อนด้วยความทุกข์ และไม่ต้องแก้ไขปรับปรุงตกแต่งมาก

เป็นความสุขที่ทำได้ง่าย ๆ เกิดกับกายใจของเรานี่เอง อยู่ในที่เงียบ ๆ คนเดียวก็ทำได้ หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมสังคมก็ทำได้ ถ้าเรารู้จักแยกใจหาสันติสุข กายนี้ก็เพียงสักแต่ว่าอยู่ในที่ระคนด้วยความยุ่ง สิ่งแวดล้อมเหล่านั้นไม่ยุ่งมาถึงใจ

แม้เวลาเจ็บหนักมีทุกขเวทนาปวดร้าวไปทั่วกาย แต่เรารู้จักทำใจให้เป็นสันติสุขได้ ความเจ็บนั้นก็ไม่สามารถจะทำใจให้เดือนร้อนตามไปด้วย เมื่อใจสงบแล้ว กลับจะทำให้กายนั้นสงบ หายทุกขเวทนาได้ด้วย และประสบสันติสุขซึ่งไม่มีสุขอื่นยิ่งกว่าสันติสุขนั้น

พระพุทธเจ้าสอนให้ฝึกเป็น ๓ ทาง คือ

๑. สอนให้สงบกาย วาจา ด้วยศีล ไม่ทำโทษทุจริตอย่างหยาบที่เกิดทางกาย วาจา เป็นเหตุให้เกิดสันติสุขทางกาย วาจา เป็นประการต้น

๒. สอนให้ฝึกหัดให้เกิดสันติสุขทางใจด้วยสมาธิ หัดใจไม่ให้คิดถึงความกำหนัด ความโกรธ ความโลภ ความหลง ความกลัว ความฟุ้งซ่านรำคาญ ความลังเลใจ ทำให้ใจไม่เด็ดเดี่ยว ไม่เด็ดขาดเมื่อละสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นเหตุให้ใจสงบ เป็นสันติสุขทางจิตใจอีกประการหนึ่ง

๓. ทรงสอนให้ฝีกหัดให้เกิดสันติสุขทางทิฏฐิ (ความเห็น) ด้วยปัญญา พิจารณาให้เห็นว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่แน่นอน เป็น “อนิจจัง” เป็น “ทุกข์” ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา อ้อนวอนขอร้อง หรือเร่งรัดให้เป็นไปตามความประสงค์ ท่านเรียกว่า “อนัตตา”

เมื่อเรารู้เห็นตามเป็นจริงเช่นนี้ จะทำให้จิตใจของเราเข้มแข็งมั่นคงเด็ดเดี่ยว ไม่หวั่นไหวไปตามเหตุการณ์ทั้งหลาย เพราะรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า
"สิ่งเหล่านั้นมันไม่แน่นอน มันคงอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงเสื่อมสิ้นดับไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาฝ่าฝืนของเรา"

อย่าไปเร่งรัดให้เสียกำลังใจ คงรักษาใจเราให้เป็นอิสระมั่นคง อยู่เสมอ ไม่หวั่นไหวไปตามเหตุการณ์เหล่านั้น
เป็นเหตุให้ใจตั้งอยู่ใน สันติสุข เป็นอิสสระ เกิดอำนาจทางจิต – Mind Power ที่จะใช้ทำกิจกรณียะ อันเป็นหน้าที่ของตน ได้สำเร็จสมประสงค์

อ้างอิง
โอวาทจากเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต(ธัมมวิตักโก ภิกขุ)
http://www.buddhistnun.net/คติธรรมคำสอน/คำสอน


9
ธรรมะกับชีวิต / กริยาแห่งการปล่อยวาง
« เมื่อ: 19 มิถุนายน 2019, 18:22:56 »









กริยาแห่งการปล่อยวาง


กริยาแห่งการปล่อยวางคือตื่นรู้ในสิ่งที่
พูดคิดทำ
เป็นกุศลคือ
ฉลาดดุจปราญ์ที่ไม่เคยประมาทกรรม
หรือการกระทำ

อนาคาริก
[/b]

10
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 19 มิถุนายน 2019, 09:22:54 »






อาวุธทุกชนิดในโลกหากผู้ใช้มันบรรลุมรรคาของอาวุธ
เป็นหนึ่งเดียวกับใจได้เมื่อไร
นั่นคือผู้บรรลุมรรคาแห่งใจที่แท้จริง

เทพกระบี่ล่องหน
เปิดศึกในป่าไผ่
ปะทะบ้านมีดบิน



บุรุษหนุ่มกระแทกศอกที่หักใส่ผู้ใช้กระบี่ไวแทงออกมา

"เพล้งเพล้งเพล้ง"
ตวัดกระบี่สั้นคลุกวงใน
หมุนตัวกลับไปแทงผู้ใช้กระบี่ไวที่แทงสวนเข้ามา
ถากใบหูของเขาไป

ในระหว่างกระบี่สั้นแทงปักอกผู้ใช้กระบี่ไวสิ้นใจตาย

บุรุษหนุ่มล้วงมือลงถุงหนังข้างตัว

แล้วซัดเหรียญเงินออกไปเก้าเหรียญ
ห้าเหรียญบินไปตัดหลอมลมมือธนูห้าคน
ทุกร่างร่วงลงมาจากต้นไผ่
อีกสองเหรียญพุ่งตรงไปที่กลางหน้าผากผู้ใช้ดาบใหญ่ที่ฟันมา
อีกสองเหรียญกระแทกตุ้มเหล็กปลิวไปกระแทกหน้าเจ้าของผู้ใช้มัน
เขาหันกลับมาชักกระบี่สั้นออกจากทรวงอกของผู้ใช้กระบี่
ตาของมันเหลือกโพลน
ล้มลงขาดใจตาย
เลือดพุ่งกระจายออกมาราวท่อน้ำรั่ว


บุรุษหนุ่มลอยตัวขึ้นไปยังต้นไผ่ต้นหนึ่ง
โน้มต้นไผ่ดีดร่างของเขา
ปลิวลอยไปบนยอดไผ่อีกต้นหนึ่ง
สะบัดกระบี่สั้นที่แตะกันเป็นเพลิง
กลายเป็นกระบี่เพลิงปาดคอหอยผู้อยู่บนยอดไผ่ขาดใจตายทันที...ไฟลุกท่วม

11
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 18 มิถุนายน 2019, 11:18:08 »









เทพกระบี่ล่องหน

ภาคย่อยดาบเด็ดเดี่ยว

ตอน
หงส์ทองคะนองเพลิง


เข้าสู่สนามรบป่าไผ่
ปะทะบ้านมีดบิน



บุรุษหนุ่มรูปร่างสันทัด
หน้าตาคมคาย
ใส่เสื้อในสีขาวเสื้อข้างนอกสีฟ้าสะอาดตา

สะพายกระบี่เล่มหนึ่ง
พร้อมกับห่อผ้าในมือ
อายุราวยี่สิบปี

เดินออกจากโรงเตี๊ยมแต้จิ๋วเหลา
ภายหลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว


ระหว่างทางที่เขาเดินออกไปนอกตัวเมืองมุ่งไปเจียนหนาน
ขณะกำลังจะเดินผ่านป่าไผ่แห่งหนึ่ง


เพื่อเดินทางลัดไปสู่จุดหมาย
แต่.....................
หันหลังกลับไปยังด้านหลังเอ่ยปากขึ้นว่า
"มีจุดมุ่งหมายใดกัน"


ชาวยุทธห้าคนที่เดินทางสะกดรอยตามเขาไปจนกระทั่งถึงป่าไผ่แห่งนี้
ป่าที่หนาแน่นยิ่ง


เขารู้ตัวว่ามีผู้สะกดรอยตามมาแต่แรก
แต่ก็ปล่อยมาจนถึงบริเวณนี้
และไม่ประมาทแต่อย่างไร
เอาห่อผ้าไปสะพายด้านหลัง


ในมือกลับถือกระบี่แทน

พลันลูกธนูห้าดอกยิงเข้าใส่หน้าอก
ในขณะที่บุรุษหนุ่มดีดตัวลอยขึ้นกลางอากาศเตะลูกธนูทั้งห้าดอกหักสะบั้น


ดีดตัวชึ้นอีกครั้งหนึ่ง

กระบี่ถูกชักและฟันออกไป

กระแทกตุ้มเหล็กติดโซ่ที่วิ่งเข้ากระแทกหน้า


ตุ้มเหล็กอีกข้างหนึ่งม้วนโช่พันรอบคอบุรุษหนุ่มที่ใช้ปลอกกระบี่กระแทกออกไปต้านรับ
ลูกตุ้มเหล็กและโซ่


เท้าขวาที่่เตะใส่ลูกธนูทั้งห้าดอกหักกลาง
เตะตุ้มเหล็กที่วิ่งกระแทกหน้า

กระบี่ไวในมือดึงรั้งกำลังภายในออกไป
ในขณะที่ดาบใหญ่
ฟันใส่ดาบหนึ่ง


ระหว่างเอวของบุรุษหนุ่ม

เขาใช้มือซ้ายสะบัดกระบี่ออกไป
โดยใช้มือขวาจับอีกด้านหนึ่ง ของกระบี่
แยกกระบี่ออกเป็นกระบี่สั้นสองเล่ม
สะบัดหลุดจากลูกตุ้มเหล็ก
เพื่อจะรับมือกับดาบใหญ่ไว
อย่างคล่อง
แคล่ว
ว่องไวแม้จะอยู่กลางอากาศ
ฟันกระบี่สั้นสวนออกไปเล่มหนึ่ง


อีกเล่มแทงมาทางหลัง

หลบดาบใหญ่ฉิวเฉียด
เสื้อขาดเป็นรอยทางยาว

ยังไม่ทันได้หายใจผ่อนลม

มีกระบี่เล่มหนึ่งรวดเร็วว่องไว

แทงใส่คอหอย
เขาควัดกระบี่สั้นรับม้วนหมุน

กระแทกศอกหักใส่ผู้แทงกระบี่

"เพล้งเพล้งเพล้ง"


13
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 12 มิถุนายน 2019, 12:47:51 »





เทพกระบี่ล่องหน
หงส์ทอง คะนองเพลิงจังจินเฮ้ย

บุรุษหนุ่มปล่อยร่างลงสู่พื้น
ดิน
โดยทิ้งร่างลงมาอย่างรวดเร็ว
เตรียมพร้อมจะรับดาบใหญ่สามเล่มที่ฟันใส่ร่างของตน
บน
กลาง
ล่าง
ทางด้านหลัง
กรีดกระบี่แล้วแยกออกเป็นกระบี่สั้นสองเล่ม
ม้วนรับปะทะ สามดาบใหญ่
"เคร้งเครังเคร้ง" ดาบใหญ่กำลังกล้าแข็งกลับปลิวลอยไปเสียบต้นไผ่ทั้งสามเล่ม
บุรุษหนุ่มลอยตัวขึ้นกลางอากาศอีกครั้งดีดตัวขึ้นสะบัดกระบี่สั้นสองเล่มปาดคอเจ้าของดาบทั้งสาม
หมุนตัวกลับหันไปแทงกลางศีรษะเจ้าของกระบี่ไวอีกผู้หนึ่ง
ขณะเตรียมเก็บกระบี่เข้าสู่ฝัก
สะบัดหยดเลือดทิ้ง
ประกบกระบี่สอง เล่มเป็นกระบี่เล่มเดียวเพื่อสอดลงฝัก
"สิบสามอินทรีเหินเวหา
ล้วนสิ้นชื่อแล้ว
ภายใต้กระบี่สั้นของท่าน นับว่าไม่เลว"


พลัน....มีมีดบิน สามเล่มหมุนคว้างเขาพุ่งใส่บุรุษหนุ่ม
จนต้องบิดร่างหลบมีดบินที่เร็วและแรงมาก
จนต้องดีดร่างหมุนคว้างกลางอากาศ
แม้จะสามารถหลบได้ในระยะประชั้นชิด
จากมีดบินที่พุ่งผ่านต้นคอที่เส้นเลือดใหญ่
อีกสองเล่มที่ผ่านหน้าท้องและหน้าอก
ทิ้งรอยแผลคราบโลหิตจากมีดบินที่ชัดใส่
ไม่อาจรอช้าอีกต่อไป
ตวัดกระบี่ออกมาจากฝักแยกเป็นกระบี่สั้นสองเล่ม
เตรียมรับมือมีดบินอีกสามเล่ม
ที่หมุนลอยกลับมาราวกับบูม
เมอแรงที่ย้อนกลับทางด้านหลัง
เพื่อหมายจะบั่นคอของเขา
บุรุษหนุ่มตวัดกระบี่สั้นทั้งสองเล่มด้วยความมั่นคง
มือทั้งสองข้างกระชับกระบี่สั้นแน่น
กระแทกมีดบินเล่มหนึ่งลงสู่ผืนดิน
อีกสองเล่มก็ยังคงวิ่งไล่บั่นคอตนจึงหลบและกระแทกกระบี่ออกไปอีสอง
ครั้ง
มีดบินสองเล่มนั้น
บินคืนกลับสู่มือเจ้าของที่ใส่ชุดเขียวอยู่บนต้นไผ่
มันหัวเราะร่าดังลั่น
"นับว่าท่านมีฝีมือสมชื่อเสียงสามารถต้านลับมีดบินทั้งสาม ของข้าได้
หงส์ทองคะนองเพลิง จังจินเฮ้ย "
"แต่น่าเสียดายวันนี้ท่านต้องทิ้งชีวิตไว้ที่ป่าไผ่แห่งนี้ "
พูดไม่ทันขาดคำ มีดบินกว่ายี่สิบเล่ม
ถูกซัดออกมาด้วยความเร็วสูงสุด
ยากจะหลบเลี่ยงได้แม้แต่น้อย
บุรุษหนุ่มเริ่มหอบเกร็งมือแม้จะเหนื่อยหอบ
แขนสองข้างอ่อนล้า
มือเดินพลังภายในสู่กระบี่
จนเส้นเลือดปูนออกมา
หมายจะต้านรับมีดบินทั้งหมดด้วยกระบี่สั้นทั้ง
สองเล่มในมือ
จังจินเฮ้ยกระแทกกระบี่สั้นสองเล่มในมืออย่างแรง
เกิดประกายเพลิงลุกไหม้ร้อนระอุ
ฟันออกไปสิบครั้ง
บังเกิดคลื่นอัคคีหลายระลอกออกต้านรับมีดบินที่พุ่งใส่ตน
"เปรี้ยงๆๆ"
พลันกลับมีดบินเล่มหนึ่งแหวกอากาศเสียงดังมากพุ่งเข้าใส่คอหอยของจังจินเฮ้ย
จนเขาถึงกับตะลึงลาน
ยากจะรับมือได้
มันช่างเร็วเสียเหลือเกิน


14
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 11 มิถุนายน 2019, 14:48:52 »






ดาบเด็ดเดี่ยว

หงส์ทองคะนองเพลิง

ลูกธนู 5 ดอกยิงเข้าใส่หน้าอกของเขาในขณะที่ดีดตัวลอยกลางอากาศ
บุรุษหนุ่มดีดตัวอีกครั้งหนึ่ง
จึงตวัดกระบี่ฟันฉับธนูทั้งห้าดอกขาดสะบั้น

ตุ้มเหล็กพุ่งใส่คอหอยห่วงโซ่หมายจะให้พันรอบคอ


เขาใช้กระบี่กระแทกออกไป


โซ่ที่ตรวนลูกตุ้มเหล็กหมุนพันกระบี่ไว้

ดึงรั้งกระบี่ด้วยพลังภายในเต็มที่เพื่อให้กระบี่หลุดออกไปจากมือ
ในขณะที่ดาบใหญ่...........
ฟันใส่ดาบหนึ่งระหว่างเอวบุรุษหนุ่ม


เขาสะบัดกระบี่โดยใช้มือขวาจับอีกด้านหนึ่ง
กระบี่ของเขา
แยกกระบี่ออกเป็นกระบี่สั้นสองเล่มด้วยกัน
สะบัดหลุดจากลูกตุ้มเหล็กและโซ่ตรวน
เพื่อพร้อมรับมือกับดาบใหญ่อย่างคล่อง
แคล่วว่องไว
"แคร๊ง"
แม้ร่างของเขาจะลอยอยู่กลางอากาศก็ตาม
ทวนเล่มหนึ่งแทงใส่กลางหลัง
เขาบิดตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิวเสื้อขาดเป็นทางยาว
ยังไม่ทันได้ผ่อนลมหายใจ
กระบี่ไวเล่มหนึ่งรวดเร็วว่องไวแทงใส่
คอหอยของเขา
บุรุษหนุ่มหมุนกระบี่สั้นรับ
ม้วนหมุนร่างกระแทกศอกหักใส่ผู้แทงกระบี่จนมันจุกตัวงอ
ล้มลง

เบ็ดเส้นหนึ่งเกี่ยวติดคอเสื้อของบุรุษหนุ่ม
ตวัดจนเขาหงายหลังแล้ว
อาวุธลับเพุ่งใส่เป็นเข็มมีพิษ


บุรุษหนุ่มลอยตัวขึ้นหลบเฉียดฉิว หมุนร่างกลางอากาศ
สะบัดเหรียญเงินจากถุงที่อยู่ข้างเอวออกไป
กระแทกคู่ต่อสู้ทั้งห้าคนจนร่วงล้มลง
เพราะมีเหรียญเงินที่คอหอยของศัตรูทั้งห้าตัดหลอดลมขาดสะบั้นทั้งหมด


อีกสามเหรียญเงินซัดลอยขึ้นไปบนที่คอหอยคนใช้เบ็ดตกปลา
และคนที่พุ่งลำไผ่เขาสังหาร
ร่วงลงจากต้นไผ่


อีกสามคนฟันดาบเร็วใส่กลางหลังบุรุษหนุ่มทันที


15
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 11 มิถุนายน 2019, 05:33:52 »



ดาบเด็ดเดี่ยว

ตอนหงส์ทองคะนองศึก


บุรุษหนุ่มรูปร่างสันทัด
หน้าตาคมคายงดงาม
ใส่เสื้อผ้ารัดกุมชุดสีขาวข้างใน
ข้างนอกสีฟ้า

สะพายกระบี่เล่มหนึ่ง
และห่อผ้าห่อหนึ่ง
อายุของเขาราวๆยี่สิบปี
ได้เดินออกจากโรงเตี๊ยมแต้จิ๋วเหลา
ภายหลังจากดื่มกินอิ่มหนำสำราญ
และได้ชมศึกสะท้านยุทธภพผ่านไปแล้ว

ระหว่างทางที่เขาเดินออกไปไปยังนอกตัวเมือง
จวบจนจะเดินผ่านป่าไผ่แห่งหนึ่ง
เพื่อเดินทางไปสู่มณฑลเจียงหนาน
กลับมีชาวยุทธห้าคน
เดินร่วมทางไปด้วย
แต่ทิ้งระยะห่างชั่วสิบนาที


จนกระทั่งเขาเข้าถึงป่าไผ่แห่งนี้แล้ว
เป็นป่าไผ่ที่ปลูกหนาแน่นอุดมสมบูรณ์มาก
บุรุษหนุ่มก็เริ่มรู้สึกตัวว่า
มีผู้สะกดรอยตาม
แต่เขาก็หาตระหนกๆม่
และประมาทแต่อย่างใด

เขาเอาห่อผ้าที่ถือไปสะพายอยู่ด้านหลัง
ในมือกลับดึงกระบี่ที่สะพายหลังออกมาถือแทนห่อผ้า
ชั่วพริบตา...................


มีลำไผ่ห้าลำพุ่งเข้าใส่
บุรุษหนุ่มพลิ้วร่างลอยขึ้นกลางอากาศด้วยวิชาตัวเบาล้ำเลิศ
แต่ไม่วายโดนห่าอาวุธลับดาวกระจาย
พุ่งเข้าใส่นับสิบชิ้น


เขาหมุนกระบี่และฝักกระบี่เป็นวงกลม
ปัดดาวกระจายทั้งหมดกระเด็นออกไป
"ปิ๊งๆๆๆๆๆๆๆๆ"
ในขณะที่กำลังจะดีดร่างลอยเคลื่อนย้ายกลางอากาศอีกชั้น
โดยหยิบยืมพลังจากยอดไผ่
แต่กลับมีลูกตุ้มเหล็ก
พุ่งตรงมายังที่ข้อเท้าของเขา
"ตูม"
เขาดีดตัวลอยขึ้น
ลูกตุ้มกระแทกใส่กอไผ่แตกกระจาย
ชั่วหนึ่งลมหายใจ


พลันมีลูกธนูพุ่งเข้าใส่สามดอกในระยะกระชั้นชิด
เขาจึงกระชากกระบี่ออกจากฝักกระแทกใส่ลูกธนูหักสะบั้น
"ติ้ง"
แต่กลับมีลูกธนูอีกสามดอกวิ่งตรงมาที่ไหล่ทั้งสองข้าง
อีกดอกหนึ่งพุ่งตรงมาที่กลางหน้าผากแสกหน้า
บุรุษหนุ่มหมุนตัวกลางอากาศตวัดกระบี่ออกไปสามครั้ง
กระแทกใส่ลูกธนูทั้งสามดอกหักสะบั้น
"ติ๊งๆๆ"


หน้า: [1] 2 3 ... 45