แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - popen2556

หน้า: [1] 2 3 ... 41
1
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2019, 17:42:55 »
ตาย..

ความตายมีราคาต่างกันตามฐานะ
เศรษฐีหรือเสนาบดี
ผู้คนในราชวงค์กับคนยากจน
ในเรื่องของลาภยศถาบรรดาศักดิ์
และสรรเสริญ
ที่ต่างกันเพียงเพราะสมมติ

แต่ในความเป็นจริงมันตายเสมอกัน
ทุกคนต้องตายเป็นวิมุตติ

ถังเยี่ยเซิน

เทพกระบี่ล่องหน
ตอน ถังยี้สอง
อัจฉริยะเชิงบู๊

ถังยี้ในวัยหกปี
ถังเกาจู่บิดาได้เอามันไปแช่ในสมุนไพรและว่านพันปี
เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงทนทาน ต่อศาสตราวุธทุกชนิด
พร้อมทั้งสอนให้มันรวมพลังเป็นหนึ่งจนสำเร็จ
จากนั้นก็จะส่งไปศึกษาวรยุทธขั้นพื้นฐานที่วัดเส้าหลิน

นอกจากนั้น
ถังเกาจู่ได้
สอนการเดินลมปราณ 7 จุด
หรือลม 7 ฐานให้ถังยี้อีกด้วย

เมื่อพลังภายในของถังยี้เข้าที่เข้าทางแล้ว
ถังเกาจู่ได้ให้ยามันกินเม็ดหนึ่ง เป็นยาลูกกลอนกลมเกลี้ยงสีแดง
บิดากล่าวกับถังยี้ว่าเป็น
เลือดมังกรอัคคี
จึงให้ถังยี้กินเข้าไป
เมื่อกินเข้าไปแล้ว
เตโชธาตุของถังยี้ถูกปลุกขึ้นมาราวกับกองเพลิงเผาไหม้ไปทั่วร่างของถังยี้
ร้อนจนถึงขั้นสุดขั้ว
จากนั้นถังเกาจู่
จึงเดินเข้ามาที่ด้านหลังของถังยี้
แล้วกระแทกพลังดัชนีเข้าที่กระดูกไขสันหลังข้อที่ห้า
พลันเกิดพลังเย็นหนาวเหน็บ จากดัชนีของถังเกาจู่
วิ่งเข้าสู่ร่างของร่างถังยี้
หยินหยางในร่างกายจึงได้ปรับสมดุล

หลังจากนั้นอีกประมาณเดือนหนึ่ง
ต่อมาถังเกาจู่
ได้สอนเพลงหมัดให้ถังยี้ชุด หนึ่ง
ที่ใช้ต่อยจุดตายในร่างกายของคู่ต่อสู้ 7 จุด

เรียกว่าเพลงหมัดเจ็ดดาวเหนือ
อีกทั้งยังสอนวิธีเดินพลังภายในและ
วิชาหมัดอัคคีเข้ากับเพลงหมัดเจ็ดดาวเหนือ
เพิ่มเป็นสิบสองกระบวนท่า
จากเจ็ดกระบวนท่า
เเละเรียกเพลงหมัดชุดนี้ว่าเทวะอัคคี
 
หรือหมัดดาวเหนือที่ปรับปรุงเป็นหมัดเทวะอัคคี
จึงเป็นกระบวนท่าที่แฝงไว้ด้วยจุดตายและพลังภายในอันล้ำลึก

สามปีต่อมา...

ก่อนหน้าที่ถังยี้จะถูกส่งตัวไปวัดเส้าหลินเจ็ดวัน
ในขณะที่จะเข้านอน

มีพลังดรรชีนีพุ่งมาที่เชิงเทียนบนโต๊ะในห้องนอนของถังยี้

ไฟที่เชิงเทียนติดขึ้นมา
ถังยี้ยังไม่ได้หลับ
เกิดความสงสัยจึงเอาเชิงเทียนนั้นเดินตามไปหาต้นทางอย่างเงียบๆ
ต้นทางกลับเป็นชายชราสูงวัยอายุราวหกสิบห้าปี
ผมขาวเคราขาวยาว
แต่งกาย.นชุดนักบวชสีเทา
พลันเรียกชื่อตนออกมา
"ถังยี้ผู้อาวุโส
เฮ้งอยากจะถ่ายทอดพลังดรรชนีเอกสุริยันให้แก่เจ้า
สนใจจะเรียนหรือไม่ "

ถังยี้เป็นเด็กที่สนใจในวรยุทธเป็นอย่างมาก
จึงพยักหน้าตอบ

ชายชราจึงได้แสดงเพลงกระบี่ชุดหนึ่งออกมา
ให้ดู
เพียงแต่ใช้นิ้วมือของตนผสานกับพลังภายในเปล่งเป็นปราณกระบี่ที่ออกจากร่างมา
ปราณกระบี่ที่ชี้ไปตรงไหน
ก็แทงทะลุไปตรงนั้น
จนมาถึงกระบวนท่าที่สาม
ชายชราพลันหมุนปราณกระบี่ และหมุนแขนเป็นวงกลม กระแทกปราณกระบี่ออกไป
กลับกลายเป็นพลังปราณกระบี่สามระลอกกระ
แทกรวมกันเป็นจุดหนึ่ง
"นี่คือดรรชนีเอกสุริยัน
เจ้าจำได้ไหม "

ถังยี้พยักหน้าให้
ชายชราจึงสอนให้มันอีกสามกระบวนท่า
จากนั้นขอให้ถังยี้แสดงกระบวนท่าออกมาให้ดู
ถังยี้จึงร่ายกระบวนท่าออกมาจนครบหกกระบวนท่า

ในกระบวนท่าที่หก
เกิดพลังดรรชนีเปล่งออกมาที่ปลายนิ้วชี้สว่างจ้าของมัน
แต่ไม่มีปราณกระบี่พุ่งออกมาดุจชายชรา
แต่ตอยนี้ถังยี้ตะลึงงันแล้ว

ชายชราแซ่เฮ้งพลันหัวร่อออกมาดังๆๆ
"ฮ่าๆๆสมแล้วที่เจ้าเป็นอัจริยะเชิงบู๊

กว่าเล่าฮูจะฝึกได้เช่นเจ้านี้
เล่าฮูต้องใช้เวลาถึงสิบปี"

กล่าวจบชายชราพลันลอยตัวขึ้นไปบนหลังคาหายไปจากสายตาของถังยี้ทันที
 
ถังยี้หมั่นฝึกอยู่เจ็ดวัน
เริ่มมีความรู้สึกว่ามีปราณกระบี่มารวมไปอยู่ที่นิ้วชี้ของมันแล้วเปล่ง

2
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 12 กุมภาพันธ์ 2019, 22:26:32 »
เทพกระบี่ล่องหน

ตอนถังยี้

ที่ลานฝึกยุทธ ใกล้กับหอคัมภีร์ และห้องเก็บพระไตรปิฎก
วัดเส้าหลิน

เด็กหนุ่มอายุ 17 ปีแต่งกายชุดนักบวช
ใบหน้าหล่อเหลา สง่างาม
เช็ดถูทำความสะอาดห้องเก็บพระไตรปิฎกอย่างขยันขันแข็ง
กับหลวงจีนชรา อายุ 64 ปี
เด็กหนุ่มหลังจากเช็ดถูเสร็จ
กำลังจะเดินออกไปกวาดลานวัดต่อไป

แต่หลวงจีนเฒ่าเอ่ยปากขึ้นก่อน
"ถังยี้เจ้าลองมา
ทดสอบฝีมือกับอาจารย์หน่อยนะ"

"ครับ"

ถังยี้เกร็งพลังภายในจากจุดตันเถียนมาที่ท้องน้อย
ออกกระบวนท่าหมัดพยัคฆ์
หมัดนกกระเรียน
หมัดเมาอย่างแคล่วคล่อง

ส่วนหลวงจีนเฒ่า
ออกกระบวนท่าไม่คล่องแคล่วว่องไวเท่า
แต่รัดกุมเชื่องช้า
แม้จะเป็นกระบวนท่าเดียวกันกับถังยี้ก็ตาม

แต่. ..กลับแฝงพลังภายในลึกล้ำ
พลังภายใรกระเพื่อมจนเกิดเสียงลมใต้แขนใต้ขา
ตามแรงกระ แทกหมัดเข่าศอกออกไป

ทั้งสองอาจารย์และศิษย์ใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม
ในการร่ายรำเพลงหมัด

รำเสร็จ..หลวงจีนเฒ่าหันหน้ามาเผชิญกับถังยี้แล้ว....ยิ้ม
พลันกระแทกหมัดออกไปนับสิบหมัดหนักรัวใส่มัน
ถังยี้กระแทกหมัดต้านรับอย่างว่องไวออกรส

ทันใดนั้นหลวงจีนเฒ่าพลันจ้วงใส่จุดตันเถียนที่ท้องน้อยของถังยี้

จนมันต้องใช้สองมือไขว้ปิดป้อง
เลยโดนหลวงจีนเฒ่าปล่อยหมัดตรงอย่างเร็วกระแทกถังยี้จนหน้าหงายกระด็นหงายหลังไป
"ถังยี้    ภายในวัดเส้าหลินแห่งนี้ยากจะหามีผู้ใดมีวรยุทธทัดเทียมเจ้าได้แล้ว"

หนุ่มน้อยลุกขึ้น ยิ้มแล้วกลับทำหน้างงๆ
มันพลันกล่าวตอบไปว่า
"เป็นไปได้อย่าง ไรครับท่านอา จารย์"

หลวงจีนเฒ่า
"เพราะเพลงหมัดเมื่อสักครู่ที่เจ้ารับได้นะสิมันบอก
เพราะมันคือเพลงหมัดอรหันต์กระแทกมาร"

"ฮ่าๆๆ...."

พวกเจ้าทั้งสองศิษย์อาจารย์ล้วนยอดเยี่ยม
ศิษย์น้องซานเต๋อ
หลานถังยี้

หลวงจีนเฒ่าเมื่อได้ยินเสียงกล่าวนั้น
พลันหันกลับน้อมกายคารวะทันที
"ศิษย์พี่เจ้าสำ นัก"
ถังยี้ก็รีบน้อมกายคารวะตามผู้เป็นอาจารย์
"ถังยี้คารวะอาจารยปู่ครับ"

เต็งคงไต้ซือเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน
หัวร่อร่า
พลันกล่าวขึ้นมาว่า
"ข้าชักอยากจะสนุกกับหลานถังยี้สักครา"
พลันดีดลูกประคำลูกหนึ่งพุ่งเข้าใส่หน้า อกถังยี้ทันที
เพราะเหตุการณ์กระชั้นชิดมาก
ถังยี้จึงกระแทกหมัดสวนออกไปหมัดหนึ่งอย่างเร็วสุดพลัง
"ตูม"

ถังยี้กระเด็นไปหลังกระแทกพื้นด้านหลังสองเมตร
เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินพลันสงบนิ่งยิ้ม
แขนชาไปหมด

พลันรำพึงออกมาคำหนึ่งอย่างตื่นใจยิ่งว่า
"หมัดเทวะอัคคี"







3
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2019, 16:28:20 »




เทพกระบี่ล่องหน
ตอน ถังเยี่ยเซิน
ยอดยุทธสกุลเทพ

ในบรรดาสกุลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุทธภพ
ถ้าจัดลำดับกันจริงๆแล้ว
ก็คงจะหนีไม่พ้นสกุลถัง

เพราะเป็นสกุลเก่าแก่นับพันปี
มีเรื่องเล่าขานกันมาอย่างยาวยานว่า

ต้นสกุลเป็นเทพแห่งสวรรค์
ลงมาเพื่อขจัดฝ่ายมาร

แต่สิ่งที่เลื่องลือที่สุดในตระกูลถังกลับเป็นการใช้พิษ

เพราะพิษของสกุลถังเป็นสกุลเป็นพิษที่ร้ายกาจที่สุดในแผ่นดิน

จอมยุทธทั่วหล้าหรือชาวประชาทั่วแผ่นดิน
แม้กระทั่งพรรคเม้งก่าที่เป็นต้นกำเนิดของพรรคมารแห่งเปอร์เชียเอง
ก็ตื่นตระหนกกลัวพิษร้ายสกุลถัง

ที่มีฤทธิ์ร้ายแรงที่สุดนี้เช่นกัน

มันผู้ใดโดนพิษสกุลถัง
อย่าได้หวังจะหาทางแก้ไขได้

ถังเยี่ยเซินจัดว่าเป็น
ยอดยุทธเด่นล้ำในรอบ 200 ปีของสกุลถัง

ทั้งวิทยายุทธพลังภายใน

ทอดตาทั่วแผ่นดินจะหาผู้รับมือมันได้ไม่ถึงสิบคน

ถังเยี่ยเซินเป็นคนหนุ่มที่เป็นอัจฉริยะทางวรยุทธ
ฝึกกระบี่ก็เก่งกาจ
ใช้ดาบก็ยากจะหาคู่มือ
พลังภายในล้ำเลิศ
ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
จากรุ่นปู่สู่พ่อแม่ของถังเยี่ยเซิน

พวกมันมีแนวความคิดที่จะเป็นเจ้ายุทธภพ

พวกมันจึงตั้งตนเป็นผู้นำเหล่าจอมยุทธในการทำความดีและต่อต้านพรรคมาร

ซึ่งขัดกับภาพของสกุลถังมนอดีตที่ผ่านมากว่า 200 ปี
ที่สกุลถังเป็นสกุลเทพลึกลับ

ในวัย 20กว่าปี ถังเยี่ยเซินผู้แกร่งกล้า

เป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่สร้างความเป็นปึกแผ่นให้สกุลถังทั้งฐานะทางการเงินจากการค้า
จากการที่ชมชอบคบหามิตรสหาย
และด้วยพลังยุทธที่สูงส่ง

อีกทั้งไม่มีใครรู้เลยว่า
มันใช้วิทยายุทธใด
แต่ทุกคนต่างล่วงรู้กันว่ามันเป็นอัจฉริยะเชิงบู๊เท่านั้น

เมื่ออายุสิบหกปีมันปะทะฝ่ามือกับเต็งคงไต้ซือเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินได้เสมอ

ชนะเพลงกระบี่จากการประลอง
กับแม่ชีเถียนหนีเจ้าสำนักง้อไบ๊

ประลองดาบชนะกับฮงซิฟั่นเจ้าสำนักคงท้ง

อายุสิบเก้านำห้าสำนักใหญ่ขจัดสี่สิบสาขาพรรคทานตะวันหรือพรรคมารจนหมดสิ้น

ถังเยี่ยเซินไม่พกพากระบี่หรืออาวุธใดๆข้างกาย
แม้จะออกท่องยุทธภพก็ตาม

มีแต่พัดเหน็บเล่มหนึ่งที่ได้จากเจ้าเกาะดอกท้อที่เรียกกันมา
พัดเหล็กโบกขุนเขา

ชื่อเสียงของมันเกิดขึ้นและเลื่องลือไปอย่างรวดเร็ว

สกุลถังเลยถูกจัดเป็นผู้นำแถวหน้าของยุทธภพ
เป็นสกุลอันดับหนึ่งในยุทธภพ
ที่เรียกได้ว่าเป็นผู้นำแห่งยุทธภพโดยปริยาย

ปีนี้ถังเยี่ยเซินมีอายุยี่สิบสองปี

กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่เก๋งในสวนหลังบ้าน
ด้วยชุดแพรพรรณดำลื่นไหล
ปักเลื่อมทองลายพยัคฆ์

ใบหน้าของมันคมเข้มองอาจ ท่าทางสง่างามเปิดเผย
แต่อาจจะดูออกเย็นชาไปบ้าง
ดวงตาของมันคมวาวดุจดั่งพญาเสือ

วันนี้ลมพัดค่อนข้างแรงกรรโชกผ่านไปผ่านมา
จนเส้นผมที่รัดมวยปล่อยยาวของถังเยี่ยเซิน สยายออกปลิวไปตามแรงลม

ฉับพลันนั้นเองคิ้วของถังเยี่ย
เซินก็ขมวดขึ้น
เล็กน้อย

มันกล่าวคำพูดลอยลมไปว่า "จอมยุทธท่านใดแฝงกายมาแล้ว"

พลันมีเสียงตอบรับว่า

"ใช่ข้ามาแล้ว"

คำถามของถังเยี่ยเซิน
ไม่ธรรมดาแฝงพลังภายในสี่ส่วนก้องกังวาน
แต่เสียงตอบก็ดังกังวาลเช่นกัน

ผู้ตอบอย่างองอาจเป็นบุรุษชุดดำปิดบังใบหน้า
ในมือถือกระบี่ เล่มหนึ่ง
งดงามอย่างยิ่ง
ทั้งฝักทั้งด้าม

ถังเยี่ยเซินลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ เดินตรงไปยังบุรุษชุดดำ
อย่างสบายอกสบายใจ

พลันกล่าวกับุรุษเบื้องหน้าว่า
"ท่านพร้อมที่จะมาสังหารข้าจริงฤา "
บุรุษชุดดำพยักหน้า
แทนคำตอบ

พลันกระโดดตัวลอยขึ้นไปกลางอากาศ
กระโดดม้วนตัวกระแทกฝ่าเท้าข้างขวาใส่หน้าอกผู้แซ่ถังอย่างสุดกำลัง

ฝ่ามือสองข้างของถังเยี่ยเซินกระแทกออกไปต้านรับ
"ตูม"
บุรุษชุดดำพลันหมุนตัวกระแทกสองฝ่ามือใส่บนศรีษะผู้แซ่ถังทันที

ถังเยี่ยเซินกลับสะบัดฝ่ามือปะทะกับฝ่ามือทั้งสองของบุรุษชุดดำเช่นกัน

ฝ่ามือของบุรุษทั้งสองเจอแรงปะทะซึ่งกันและกัน
"ตูม"
ร่างยุรุษชุดดำกระเด็นหลุดออกมายืนกับพื้นทั้งสองฝ่าย
ต่างเดินถอยหลังกันไปคนละสามก้าว

ถังเยี่ยเซินมือทั้งสองข้างชาไปหมด

แต่กลับเดินพลังภายในขึ้นมาแปดส่วนฟาดออกไปอีกครั้งจนบังเกิดเสียงดังลั่น
"ครื่น"
บุรุษชุดดำพลันต่อยออกมาหมัดหนึ่ง
"ตูม"

ทั้งสองฝ่ายต่างมีพลังภายในลึกล้ำมาก

ปะทะกันก็ใช้สุดขั้ววิชาของตนทันที
นับเป็นการต่อสู้ที่สะเทือนยุทธภพเกิดขึ้นแล้ว

ถังเยี่ยเซินไม่รอช้าอีกต่อไป
ตวัดมือออกไปครั้งหนึ่ง
ด้วยพลังภายในลึกล้ำกับอาวุธ สามชิ้นที่รวดเร็วยิ่ง
วิ่งเข้าใส่ร่างของบุรุษชุดดำ รวมหนึ่งแปรเปลี่ยนสาม

แยกย้ายออกไปเป็นสามทาง
ทั้งมันยังได้คำนวณทิศทางลมไว้เป็นอย่างดี

บุรุษชุดดำ
ทั้งแกว่งกระบี่ทั้งสะบัด
ทั้งหมุนกระบี่เร็วเป็นจักรผัน
กระแทกด้ามกระบี่ออกไปยังอาวุธทั้งสามชิ้น
ที่จะเล่นงาน
กลางหน้าผาก
กลางหัวใจ
กลางท้องน้อย
หรือตันเถียน
"ปัง ปัง ปัง"

แต่หลังจากกระทบกับอาวุธทั้งสามชิ้นนั้นพลันถอยหลังไปหนึ่งก้าว
พลังภายในของถังเยี่ยเซินรุนแรงอย่างยิ่ง

ผู้แซ่ถังกลับไม่รีรอสะบัดมือขวาออกไปตรงๆอีกรอบหนึ่ง
"วายุเข็มน้ำแข็งนิลกาฬ"

เป็นพายุเข็มน้ำแข็งที่กลั่นจากพลังภายในกายกดย้อนเป็นเกล็ดน้ำแข็งนับร้อยเล่มพุ่งออกมา

บุรุษชุดดำเร่งพลังภายในกระแทกกระบี่หมุนดุจดั่งกังหันลม
หมุนจนไร้ช่องว่าง
เป็นกำแพงกั้นวายุน้ำแข็งนิลกาฬ
กระแทกออกไปได้ทั้งหมด


แต่....ยังมีเข็มน้ำแข็งสี่แท่ง
แยกไปยังสี่จุดบนร่างกายของบุรุษชุดดำ
แหวกกำแพงกระบี่เข้าไปตรงๆด้านหน้า

"ตึงตึงตึงตึง"

เข็มน้ำแข็งทั้งสี่ เล่ม
กระแทกใส่สี่จุดบนร่างของบุรุษชุดดำ
ที่หน้าอก
ที่ไหล่
ที่ท้อง
และที่แขนของบุรุษชุดดำ

และมันรู้ตัวว่า

แขนทั้งสองข้างชาไปหมด

อีกทั้งยังมีพลังภายในระดับน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งไหลเวียนเข้าสู่ทั้งสี่จุดที่เข็มน้ำแข็งปักใส่
อีกทั้งมีพิษพุ่งเข้าไป
พิษนิลกาฬ

พลัน....มีแสงสว่างเกิดขึ้นวูบหนึ่ง
บุรุษชุดดำพลันล้มลงหมดสติ
วายุน้ำแข็งนิลกาฬอันร้ายกาจ
แฝงพลังภายในอันลึกล้ำและพิษร้ายนิลกาฬสกุลถังที่เลื่องชื่อ
ทำงานอย่างเยี่ยมยอด

ถังเยี่ยเซินแสยะยิ้ม
แต่กลับตาเหลือกเพราะมีเลือดพุ่งกระฉูดออกจากลำคอของมัน

มันพลันแค่นเสียงกล่าวว่า
"เทพกระบี่ล่องหน"
แล้วก็ล้มหงายตึง


4
ธรรมะกับชีวิต / ศรัทธา
« เมื่อ: 04 กุมภาพันธ์ 2019, 16:29:51 »




23 ชม. ·
ศรัทธา

หลังจากที่พวกเราได้ตั้งสติ
ในการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จากการทำวัตรเย็นและการนั่งสมาธิด้วยเวลาอันสมควร
การที่เราทำสิ่งนี้เรียกว่มีศรัทธา ศรัทธาในพระพุทธศาสนาคือศรัทธาในพระพุทธเจ้าว่ามีจริงทรงเป็นผู้ต้นแบบแห่งกนทางของอริยชนศรัทธาในพระธรรมส่าพึ่งได่ฝึกจิตใจได้
ศรัทธาในพระสงฆ์ ดังเช่นนี้
อาจจะมีคนอื่นมองว่าพวกเรา มาทำอะไรก็ไม่รู้ไร้สาระ
เสียเวลาเปล่า
เพราะเขาไม่มีศรัทธา
สิ่งที่พวกเรามาทำกันในวันนี้ เรามาเจริญสติร่วมกัน
เพื่อให้จิตมีกำลังแข็งแรง เพื่อที่จะให้จิตปลอดโปร่งผ่องแผ้ว
หลังจากที่ทำบุญกันมามากแล้ว
โลกทุกวันนี้มันแปรเปลี่ยนเปลี่ยนไปมากผโดยเฉพาะทางวัตถุ
เราก็ต้องอยู่กับมันให้รู้จักความจริง
อย่างเรื่องฝุ่นละอองที่เป็นพิษ เราก็ต้องเช็คดูว่า
มีที่ไหนที่เป็นเขตมลพิษ
ก็ต้องป้องกันโดยการใส่หน้ากากกัน
วันนี้อาตมาได้นั่งรถผ่านทางบางกะปิ
เห็นคนงานก่อสร้าง
นั่งกินข้าวกันด้วยความอิ่มอร่อย
กับข้าวก็ธรรมดา ไม่ได้มีอะไรพิเศษ
แต่พวกเขาดูมีความสุข
ความสุขที่เขาได้กินอิ่ม
กับอาหารมื้อที่เขาอยากจะได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องกินอาหารที่มีราคาแพงถึงจะอร่อย
คนงานเหล่านี้เขากินของเขาเองก็อร่อย
พวกเราก็ทำเป็นสมมติกันเองว่า ของอร่อยต้องเป็นของแพง และของไม่แพงนั้นไม่อร่อย
มีเพื่อนพระรูปหนึ่ง
เดิมท่านเป็นฆราวาสอยู่ข้างวัด
มีเมียเป็นอาจารย์
เผลอแป๊บเดียวก็มาบวชในวัด แล้ว
มาขอไลน์อาตมา
ถามอาตมาว่า อยากจะสึกเพราะร้อนผ้าเหลืองเหลือเกินอยู่ไม่ไหวเหงา จะทำอย่างไรอาตมาก็ตอบท่านไปว่า
ท่านลองไปคุยกับใครก็ได้
ถ้าไม่มีใครคุย ด้วยก็ไปคุยกับต้นไม้คุยกับสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวของท่าน
คุยกับตัวเองในกระจก
คุยไปเถอะ
หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง
ท่านก็บอกว่าท่านมีความสุขมากขึ้นเยอะ
ไม่สึกแล้ว
อันนี้ก็หลงสมมุติอยู่เหมือนกัน
สมมุติว่าต้องพึ่งคนอื่น
ก็พึ่งตัวเองไม่ได้ การที่พวกเรามาเจริญสติทำสมาธินี้
ทำให้จิตเรามีกำลัง
พอจิตมีกำลังที่เรียกว่าสมถะ ภาวนา
ถึงแจ้งกับวิปัสสนา
หรือตื่น
หรือว่าเราสงบเฉยๆ
เราก็จะรู้ว่าเราพึ่งตนเองได้ดังเช่น
ที่เรามาพึ่งพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เพื่อให้จิตมันสงบ
เมื่อจิตสงบแล้วยินดีแล้ว
ก็เกิดปัญญาปัญญาคือความรู้ตื่น
รู้ว่าพึ่งตัวเองได้ไม่จำเป็นต้องพึ่งสมมติอะไรๆทั้งนั้นเอง
เหมือนที่พวกเรากลัวกันว่าไอ้นั่นจะเกิดไอ้นี่จะเกินไป
กลัวมันทำไมกันกลัวแล้วมันจะไม่เกิดเรื่องที่กลัวเหรอ
อันนี้ทั้งหลายทั้งปวงมันอยู่ที่เราเอง
เราเองเป็นผู้กระทำให้มันเกิดมันเกิดจากกรรมของตัวเองที่ทำทั้งนั้น
กรรมที่แก้ไขในอดีตไม่ได้หรือจะแก้ไขในอนาคตก็ไม่ได้ต้องแก้ไขในปัจจุบันนี้เท่านั้น ดังนั้นอาตมาจึงบอกว่าพวกเรามาตั้งสติกัน

อ้าววันนี้มีวัยรุ่นมาด้วย
เรียนคณะนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พึ่งจบนะ
ดีนะที่มาฝึกปัญญากับห้องนี้จะได้เห็นความจริงที่พึ่งตัวเองได้
ขอให้กำลังใจแม่บ้านทุกท่านที่มาร่วมฝึกจิตใจกันวันนี้ อย่าไปกลัวอะไรอย่าไปหวังอะไรตั้งใจอยู่กับตัวเอง
ฝึกลมหายใจลมหายใจนี้น่ะ
พวกที่ดมฝุ่นพิษเข้าไปไม่ว่ารวยหรือว่าจน
ฝุนพิษมันมีค่าเท่ากัน
เพียงแต่ฝุ่นพิษของคนจนมีราคาถูกหน่อยเพราะ
ไปหาหมอกับสิทธิ 30 บาท
แต่คนรวยจะไปหาที่หมอโรงพยาบาลเอกชนก็อาจจะเสียหลายพันหรือล้มป่วยไปกว่านั้นก็เสียเพิ่มมากขึ้น
บ้างเป็นแสนบา โรงพยาบาลก็ขายดี
ขายกันทั้งยาขายกันทั้งหมอหมอ
อันนี้ก็เป็นกรรมเพราะฉะนั้นการฝึกกายฝึกลมหายใจให้จิตมจแข็งแกร่ง
เจริญภาวนาเจริญสมาธิภาวนา
ให้จิตสงบแล้วมีปัญญาเมื่อมี
ปัญญาก็นำปัญญาเข้าสู่ภาวะหนึ่งที่ว่าภาวะที่พ้นจากรูปนามหรือทุกข์
จิตใจเข้มแข็งมีสติแก่กล้าเป็นพลังงาน
น่าจะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ นะ

เอาละวันนี้แค่นี้ ฟังอาตมาแล้วทำวัตรมาแล้วนั่งสมาธิกันมาแล้วในระดับหนึ่ง
ก็ขอให้พวกเรารรับพรจากอาตมาในวันนี้ด้วย เอาตั้งใจนะ

พระกม กมโร

5
ธรรมะกับชีวิต / สักวัน
« เมื่อ: 29 มกราคม 2019, 15:05:27 »



สักวันถ้าเรารู้ว่า
เราอยู่กับความโง่
ทุกข์ฟรี
สุดท้ายมันก็ปล่อยโง่เสียที

คิดใหม่ทำหมด

กุศล เจตนา

โลกธรรมแปดมันเป็นเพียงเงา จะไขว่คว้าหาทำไมเมื่อยนะ
เพราะมันไม่มี

อนาคาริก

ยกภูเขาออกจากอก
ไม่มีมึงไม่มีกูไม่มีเรา
มันหนักเลยเบา

อนาคาริก

ถ้าใครนอนตายวันนี้
ฝันดีนะ

อนาคาริก

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2562 มีการนัดเลี้ยง สังสรรค์กันกับเพื่อนชั้นประถม 1
นับว่าเป็นเพื่อนรุ่นแรกพิมพ์ใหญ่วัดแค
เพราะเรียนที่โรงเรียนประเสริฐวิทยาใกล้วัดแค นางเลิ้ง
ระยะทางในความเป็นเพื่อน ช่างยาวนานเหลือเกิน
กว่า 50 ปี การนัดกันครั้งนี้
อาจจะใช้เวลา มากกว่าเดิมเยอะ
เพราะเพื่อนแต่ละคนยังมีภาระ
มีดพื่อนสนิทมาเพิ่มด้วย รู้สึกขอบคุณเพื่อนรักที่มา
และยังก็ตามหาคนที่ติดต่อได้
แต่ยังไม่ได้มาเจอกัน
อละก็เป็นธรรมดาของคนที่ว่ามากคนมากเรื่อง
แต่ละคนก็ติดธุระกันมากอยู่ เพื่อนพาณีคนหนึ่ง
เพิ่งผ่าคอมาไม่ได้
ในวันนั้นเราไปเลี้ยงกันมี่ร้านอาหารพูนสิน
สี่แยกวิสุทธิ์กษัตริย์
ร้านดังในอดีตเรื่องเป็ดย่าง
นัดรวมเพื่อนได้วันนี้ก็มี 11 คน ตามรายชื่อข้างล่าง
ส่วนที่ยังขาดอยู่ เพราะคุณพาณีท่านหิน
ท่านประคอง
ที่ท่านเป็นประธานรุ่น 73 โรงเรียนวัดสระเกศ
ทีาทำคณประโยชน์ให้เพื่อนร่วมรุ่นมากวันนั้นเนื่องจากภรรยาเกิดอุบัติ
เหตุเล็กน้อย ต้องพาไปพบแพทย์

อากาศในวันนั้นค่อนข้างร้อน
ฝุ่นพิษเยอะ อาหารก็เป็นไปตามปกติ
ของทอด
ของผัด
เป็ด
ทุกคนแม้จะนานๆเจอกันที แต่ค่อนข้างจะสนิท
หลายๆคนยังมีการติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง และมีนัดเจอกันบ้าง
ในปีกว่าที่ผ่านมาน
เราได้เตอกันสองครั้ง
มาก็รื้อฟื้นเรื่องราวๆต่างๆเป็นที่สนุกสนาน
เป็นธรรมดาของคนสูงวัย
ซึ่งล้วนแล้วแต่เกษียณเกือบหมด
เพื่อนมณียังนั่งทำงานอยู่เลย คุณเมาตาอินกรือตั่วแปะจับกระแสบวกได้ดีว่าราบรื่น
เป็นคลื่นบวก ทุกคนราบรื่นดี แม้ในปีที่ผ่านมาหลายคน
ต้องเข้าโรงพยาบาล
บางคนก็ผ่าสมองไปแล้ว บุญรักษาพระคุ้มครอง
บางคนก็จวนจะได้ผ่าตัดเพราะหมอวินิจฉัยผิด

นอกนั้นก็ปวดหลังชาเท้าเจ็บกระดูก
ซึ่งก็เป็นธรรมดาของคนวัยนี้
เพราะการใช้ร่างกายมานาน เพื่อนๆที่พอจะให้ชื่อกันได้วันนั้นก็มี
เพื่อนหมู
ตั่วแปะ
ยี่แปะ
เพื่อนจิน
หมูผักเพื่อนรัก โอ่งกับเพื่อนซี้ศาลที่ขาดกันไม่ได้เลยสักวัน
เพราะคู่นี้ไม่เคยพรากจากกันรักกันเหนียวแน่นมาหลายสิบปี
จนมีลูกมีหลาน และจะเพิ่มอีกเร็วๆนี้อีกคนหนึ่ง
อาหารที่ร้านก็เป็นอาหารจีนอย่างที่เราเคยกินกัน
ตามชื่อเสียงเดิมของร้านพูนสิน รสชาดพอใช้ได้ สถานที่เลี้ยงเป็นห้องส่วนตัว
เหมือนเรากินดอาหารจีนโบราณ
แต่มีการปรัยปรุงสถานที่และตกแต่งใหม่
ก็ดูสะอาดสะ
อ้านกว่าเดิมมาก อาหารจานที่อดจะชมไม่ได้คือผัดโหงวก๊วยขออร่อยได้ใจจนต้อสั่งซ้ำ
และเนื่องจากสมัยนี้มีร้านเป็ดย่างเยอะแยะ เลยทำให้คุณค่าของเป็ดย่างพูลสินอาจจะด้อยลงไปนิดหนึ่งเมื่อเทียบกับร้านเจ้าดอื่นๆ อย่างเช่น MK เป็ดอบน้ำผึ้ง
ที่รสชาดจะนุ่มนวลเนียนกว่า และมีมาตรฐานทุกจานเท่ากันแต่ที่นี่ในจานแรกอาจจะกระด้างไปนิดหนึ่ง
แต่จานที่ 2 ก็เรียกชื่อพูลสินคืนมาได้ตามสมควร
สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นคุ้นเคยกันก็คือ หลากหลายความคิดได้ถ่ายทอดต่อกัน ผมเองก็พยา ยามจะทำตลก เพื่อให้คึกครื้นึวรแก่การที่นานๆเจอกันคที
หลังจากนั้นก็จะปล่อยให้เพื่อนๆทำหน้าที่ไป
ใครอยากสนทนาอะไรกันก็สนทนา
อยากถ่ายรูปก็ถ่ายไปก็
รูปที่ถ่ายไปนี้ทุกคนล้วนเลย60ปีกันทั้งนั้น
เป็นวัยที่ทางการแพทย์เขาเรียกว่าเป็นวัยซ่อม
อวัยวะล้วนเหมือนฟันเฟืองในเครื่องจักร
ที่อยู่ในตัว
และเริ่มรวน
จะรวนมากหรือน้อย
ขึ้นอยู่กับบุญกรรม
ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาของแต่ละคน
ว่าใช้งานกันมันหนักหนาแค่ไหน
และอยู่ในที่อารมณ์
อากาศ
อาหาร
การออกกำลังกายดีหรือไม่
แต่ในปีนี้ผมรู้สึกดีใจที่เพื่อนๆทุกคนแข็งแรงกันดีขึ้นมากกว่าปีก่อน
พลังเชิงบวกที่ผมได้รับตรงกับที่ตั่วแปะได้รับเหมือนกัน
คนมาไกลก็ยอมรับความคิดเห็นกัน
ถึงแม้จะแตกต่างกัน
การประนี
ประนอมมีมากมาก
ตรงหลักกฎสากลของการอยู่ร่วมกัน
ที่เรียกว่า โกลเด้นโกลรูล รูป
หรืออกเขาอกเรา
ซึ่งนี้ปีนี้การเจรจาต่อรองรอง เอออวย
ง่ายขึ้นมากผิดกับทุกครั้ง
คงจะเกิดจากวัย ที่สูงขึ้นเหมือนกับเทียนเผาไหม้มานาน ระยะทางของที่เหลือของแต่ละคนที่มีไม่เท่ากันแต่ก็รู้ว่าคงจะเหลือไม่มากสักเท่าไหร่
ว่าไส้เทียนจะเผาถึงตายหรือว่ามันจะดับก่อนเป็นเช่นนั้น

สัจธรรมที่เห็นอันหนึ่งก็คือ
เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในรูปของกันและกัน
เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก
จนมาถึงวัยนี้ เพื่อนบางคนก็ได้ตายจาดไปแล้ว
ทุกๆคนก็เข้าใจและทำหลายๆคนก็เดินเข้าหาสัจธรรม
ผมเองก็มีดำริในส่วนตัวว่า
อยากจะเดินเข้าหาสัจธรรมขึ้นอยู่ว่าใครจะทำจริงๆ
ยอมรับมัน
ฝึกจิตให้เข้มแข็ง
เพื่อจะได้ก้าวต่อไป
ไม่หลงอารมณ์คือรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสธัมมารมณ์
เพราะสุดท้าย เราก็ต้องทิ้งอารมณ์เหล่านั้น คืนไป
ปล่อยให้มันจมอยู่การเวียนว่ายตายเกิด
ในจุดชั่วร้ายที่เรียกว่าอบาย
ถ้าจิตตกภวังค์แล้วนึกอะไรไม่ออก
ก็ไปวัดดวงดันเอา
ว่าจะไปข้างดีหรือข้างชั่ว
ถ้าตกภวังค์ด้วยสติและพลังจิตที่เข้มแข็งดั่งหลวงพ่อวิริยังค์สิรินธโรท่านสอนมานาน
มีหนทางแห่งการรอดในวัฏสงสาร
ไม่ต้องมาเหนื่อย
ไม่ต้องมาทนกับบาปกรรมที่ทำ หรือบุญที่ทำ
กรรมที่ก่อ
ทุกข์เหลือหลาย

สันนั้นยังมีความเห็นเพิ่มอีก
ว่าจะไปเยือนแหล่งท่องเที่ยวกัน
คือระยอง
ในแง่ของผมเองผมก็เห็นด้วยอย่างน้อยพวกเราที่อยู่กรุงเทพฯ
ไม่มีโอกาสไปฟอกปอดที่มีแต่ฝุ่นพิษ
และคงจะต้องจมอีกนานหลายปี ส่วนเรื่องสถานที่อะไร
เราคงไม่ได้เกี่ยงอะไรกันมาก
แต่หลายๆคนก็เป็นเหมือนกับผมเหมือนกันว่าเราเป็นโรคติดหมอ
แต่ก็มีบางคนก็ยังแข็งแรงอยู่ยังไม่ต้องถึงก็ติดหมอนะ
สักวันก็คงหนีไม่พ้นโรคติดโลง ซึ่งทุกๆคนทีาเกิดมาจะจบลงด้วยโรคเดียว All In One

แทนสะมะชัยโย

หากมีข้อผิดพลาดประการใดจากบทความนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว
บุญกุศลที่เกิดขึ้นขออุทิศส่วนกุศลให้แก่พ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่หลวงพ่อหลวงตาหลวงลุง
หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร
ตลอดจนพระพิพัฒน์วราภรณ์บรรพบุรุษ
อันมีพ่อแม่เป็นปฐม
ปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอาและเป็นเพื่อนๆทุกคนตลอดจนท่านผู้อ่านทุกท่าน
สรรพสัตว์ทั้งหลายเจ้ากรรมนายเวรให้เจริญพรเจริญสุขสวัสดิ์ด้วยเทอญ

6
ธรรมะกับชีวิต / ฝุ่นพิษ
« เมื่อ: 22 มกราคม 2019, 16:01:32 »



ฝุ่นพิษ

กทม.มีฝุ่นพิษมากเกินมาตราฐาน
เจอสาเหตุแล้วครับ
ไม่ต้องรอไปถึงสามปี
ให้การก่อสร้างเสร็จ
รออีกนิดเดียวนะครับ
ฝุ่นจะหายหมดเองแน่นอนครับ

อุลตร้าแมน

ที่ปรึกษาครม.ฝ่ายสิ่งแวดล้อม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงแล้ว
แต่ ยังไม่เคยมีแถลงกาณ์

ขอขอบคุณเมียทุกคน
ตั้งแต่เมียหลวงจนถึงเมียน้อยทั้งหลาย
ที่ทำให้ได้ไปเจอกัลยาณเมีย

และขอขอบคุณกัลยาณเมีย
ที่ได้ทำให้เจอ
ผัวทั้งหลายๆ
อนาคตมันไม่
เที่ยงนะจะ

แจ๊คชื่อเดิม
แจ๊คกี้ชื่อใหม่

การคร่ำครวญร่ำไห้
พร่ำเพ้อรำพัน
ล้วนขาดสติ

พพพ มาก

เมื่อคุณหมดประโยชน์คุณจะเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง
เพราะไม่มีใครที่อยากจะยุ่งกับคุณ
ดังนั้น
จงปลดปล่อยตนเองให้มีอิสระจากตัวกู
ที่ไม่มีของกูเสียที

อนาคาริก

บาปถึงแม้มันจะเป็นนามธรรม
แล้วมันจะก็แสดงผล
ออกมาเป็น
กรรมนั้นแหละ
อย่างน้อยก็ในใจของคุณ

อนาคาริก

7
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 18 มกราคม 2019, 20:11:55 »




เทพกระบี่ล่องหน
ตอนทวนสะท้านเทพ

ชื่อเสียงสำนักคุ้มภัยลี้กิม กระเดื่องเรืองนามในแผ่นดิน
มีสาขาตามเมืองใหญ่ๆมากมาย แต่ละแห่งมีหัวหน้าสาขาเป็นผู้ดูแล
สำนักใหญ่กว่าพรรคที่เป็นเสาหลักในยุทธภพทั้งหมดเว้นแต่พรรคกระยาจกเท่านั้น
จึงเป็นที่นิยมใช้กันทั่วแผ่นดิน

หลี่ฮันโจ
เจัาสำนัก
ก็ยังคงไม่หยุดทำงานและ
หยุดฝึกวรยุทธ์ของมัน
ทุกเช้าค่ำ

มันยังคงฝึกวรยุทธ์ของมันที่สวนท้ายบ้านด้วยทวนเหล็กไหล
ความยาวสอง เมตรครึ่ง
มีน้ำหนักไม่หนักไม่เบา
ดูเหมือนโปร่งแต่ไม่โปร่ง
ผู้ถือทวนเล่มนี้จะต้องมีพลังภายนอก
และพลังภายในสูงล้ำ

การใช้ทวนเหล็กไหลเล่มนี้ออกได้ดั่งใจ
แค่จะใช้อย่างชำนาญก็จำเป็นจะต้องมีพลังภายในลึกล้ำจนบรรลุถึงขั้นที่แปดแล้ว
เจ้าสำนักหลี่
กลับถือทวนเหล็กไหลคู่กายยาวสองเมตรครึ่ง
หนัก28ชั่งราว16กิโลกรัม
เสมอ
เหมือนกับเป็นของอาภรณ์

หมั่นฝึกปรือฝีมือตลอดเวลามานานกว่าสามทศวรรษ

และมันย่อมเข้าใจว่าการที่มันเป็นสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่งของแผ่นดิน อาจจะเป็นที่อิจ ฉาริษยาของผู้คนมากมายรวมทั้งผู้ที่มีชื่อเสียงในด้านวรยุทธ์
มันจึงต้องอดทนเป็นอย่างมาก

การฝึกใช้ทวนเหล็กไหลก็เช่นกัน
มันต้องใช้ความอดทน
ทวนเหล็กไหลเล่มหนึ่ง
แทงขึ้นแหวกอากาศหมุนคว้างติ้วอยู่แล้วยิงกระแสพลังปราณออกไปถึง 8 จุด
พลิกลงมาปาดพื้น
เกิดกระแสพลังต้านรับ
"เปรี้ยง"
หมุนกลางอากาศออกไป ก้อนหินที่อยู่ตรงหน้ามันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
หมุนย้อนกลับตีบนตีล่าง
อย่างคล่อง
แคล่วว่องไว
ปาดทวนได้อย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ
หักศอกกระแทกกระทุ้งเข่า
ราวกับทวนเล่มนี้เป็นแค่พัดเล่มหนึ่ง

หลี่ฮั่นโจ
นอกจากจะชื่นชอบวรยุทธแล้วยังนิยมการคบหามิตรสหาย
ดังนั้นที่บ้านของมันจึงมีสหายแวะมาพบมากมายและร่วมร่ำสุรากัน
เสมือนที่นี่เป็นสถานที่ร่ำสุราประจำเมืองเจียงหนานนี้ก็ว่าได้
เจ้าสำนักหลี่มีสหายมากหน้าหลากตา
มาพบเป็นประจำ ที่เป็นชาวยุทธต่างก็เป็นยอดยทธชั้นนำทั้งสิ้น

ยุทธภพต่างขนานฉายานามของเจ้าสำนักหลี่ว่า
ผู้กล้าทวนสะท้านเทพ

ทวนที่ไร้ต่อต้านพลังสะท้านเทพ

ขอขอบคุณข้อมูลทางอินเตอร์เน็ท
ทวน (槍) มีคำกล่าวจีนว่า “ทวนคือราชาอาวุธยาว” เป็นอาวุธยาวที่ค่อนข้างเบา จึงใช้กระบวนท่าได้พลิกแพลงหลากหลาย ใช้ได้ทั้งบนหลังม้าและเดินราบ ตัวทวนเป็นโลหะแหลมยาว สวมเข้ากับด้ามทวนที่ทำจากไม้หรือโลหะ โคนทวนมักติดพู่ขนสัตว์เช่น หางม้า ขนจามรีเป็นต้น ประเภทของทวนนั้นมีมากมาย เช่น ทวนตะขอเกี่ยว มีตะขอยื่นออกมาจากตัวทวนเพื่อใช้เกี่ยวขาม้า ทวนหัวคู่ ติดหัวทวนที่ปลายทั้งสองข้าง ทวนหัวอีกา ปลายทวนทั้งแหลมและยาวเหมาะแก่การแทง เป็นต้น

ทวนวงเดือน (戟) ชาวจีนเรียกชื่ออาวุธนี้ว่า “จี๋” มีปลายยาวแหลม ด้านข้างตีโลหะเป็นรูปเสี้ยวจันทร์เอาไว้ จึงใช้ทั้งแทงทั้งฟันได้ ในพงศาวดารจีน ขุนพลที่ใช้อาวุธนี้เด่นๆคือลิโป้ในยุคสามก๊ก ซิยิ่นกุ้ยในยุคราชวงศ์ถัง ทวนวงเดือนที่สำคัญมีอยู่ 2 ชนิดคือ ทวนวงเดือนกรีดฟ้าที่มีเสี้ยวจันทร์ทั้งสองข้าง และทวนวงเดือนมังกรเขียวที่มีเสี้ยวจันทร์ข้างเดียว

8
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 16 มกราคม 2019, 10:40:30 »
เทพกระบี่ล่องหน
ตอนที่หนึ่ง
ไร้รอย

"เจ้ารู้ใช่ไหมว่า
หากผู้ใดกล้าทรยศต่อเล่าฮู
กระบี่สายฟ้าต๊กโกวจิ้น
จะมีผลเป็นเช่นไร"
ผู้น้อยทราบ
ยามนี้จึงต้องมาอยู่เบื้องหน้าของท่าน"
เมื่อคำพูดได้กล่าวออกมาสิ้นสุด
ไม่ทันขาดคำ
แสงแวววับ
พลันปรากฎขึ้นสองสาย
สายหนึ่งสีขาว
อีกสายหนึ่งสีเหลือง

บุรุษหนุ่มผู้กล่าวคำสุดท้ายในภายหลังสิ้นสุดการสนทนาลง
พลันมีเลือดพุ่งกระจายออกจากกลางหน้าอกของมัน

แต่....บุรุษผู้กลางคนผู้กล่าวแต่เบื้องต้น

ศรีษะของมันกลับถูกฟันขาดกระเด็นออกไปจากร่าง
ในกระบี่เดียว
"ฉับฉับ"





9
ธรรมะกับชีวิต / เหยียบญี่ปุ่นตอนที่ 6
« เมื่อ: 26 ธันวาคม 2018, 15:10:49 »














































เหยียบญี่ปุ่นตอนที่ 6

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เป็นหมู่เกาะ ประมาณ 6852 เกาะ โดยมีเกาะ
ที่ใหญ่ที่สุด 4 เกาะด้วยกันคือ ฮอกไกโด ฮอนชู
คิวชูและชิโกกุซึ่งมีพื้นที่รวมกันมากกว่า 97% ของ ญี่ปุ่นทั้งหมด

ชื่อของประเทศญี่ปุ่นที่เป็นภาษาคันจิแปลว่าดินแดนแห่งพระอาทิตย์ ประชากรในประเทศญี่ปุ่น 98.5% เป็นคนญี่ปุ่นล้วน
หมายความว่าไม่มีเชื้อชาติอื่นแทรกเข้าไปอยู่สักเท่าไหร่
เป็นความภูมิใจของคนญี่ปุ่นเหมือนมีเชื้อสายบริสุทธิ์
และ
ทำให้เกิดลัทธิชาตินิยม
ภาษาหลักที่ใช้จในประเทศญี่ปุ่นจึงเป็นภาษาญี่ปุ่นเอง
การติดต่อสื่อสารกับคนญี่ปุ่น จึงค่อนข้างยาก
เพราะภาษาที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น
และคนที่นั่นก็ไม่ค่อยจะสนใจภาษาอื่นสักเท่าไร

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการพัฒนาการสูงมาก
ในทุกๆด้าน
โดยได้รับประเพณีหรืออารยธรรมหลักจากจีน
การปกครองคล้ายๆกันจน
ถึงสมัยจักรพรรดิ
ญี่ปุ่นเป็น ประเทศที่มี
GDP สูงจึงเป็นประเทศญี่ปุ่น
ที่มีระบบเศรษฐ กิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก
แต่ถ้าวัดตามกำ ลังซื้อของประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับ 4 ของโลก
ญี่ปุ่นมีมหานครโตเกียวเป็นเมืองหลวงมีประชากรอาศัยอยู่กว่า 13 ล้านคน
ย้ายเมืองหลวงจากมหานคร
เกียวโตเดิม
มาที่โตเกียวประชากรญี่ปุ่นมีประมาณ 140 ล้านคน
อยู่ในประเทศญี่ปุ่นเองประมาณ 128ล้านคน
เป็นประเทศหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ามีลัทธิชาตินิยมสุดโต่ง

เนื่องจากประชากรในประเทศของญี่ปุ่นมีเป็นจำนวนมากเป็นอัดับ10ของโลกการพึ่งพาอาศัย ประเทศอื่นๆจึงน้อยมาก
เพราะว่าจะอาศัยกำลังซื้อภายในประเทศญี่ปุ่นและมีการผลผลิตเพียงพอแล้ว
มีการนำเข้าบางส่วนเพียงพอที่จะอยู่ได้โดยลำพัง
แต่ญี่ปุ่นก็ถูกบังคับให้เปิดประเทศ
ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่มีการพัฒนาอาวุธสูงจนทำให้ก่อให้เกิดสงคราม โลกครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ 24 84 ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศหนึ่งที่แพ้สงคราม
โดยโดนถล่มด้วยระเบิดปรมาณูจากสหรัฐอเมริกาที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ
ญี่ปุ่นถึงยอมยกธงแพ้

ประชากรญี่ปุ่นหรือคนญี่ปุ่นเองต้องผ่านอะไรมาเยอะ
ตั้งแต่ภัยธรรมชาติอันมีแผ่นดินไหว
และผลที่ตามมาก็คือสึนามิ
ญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องสร้างแนวป้องกันมากมายรวมถึงสร้างบ้านที่รองรับแผ่นดินไหวไว้เป็นจำนวนมาก
แต่ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันที่เกิด เป็นคนเชื้อชาติเดียวกัน
คลุกคลีอยู่ในวงเดียวกัน ชาตินิยมเช่นกัน ทำให้ญี่ปุ่นรักกันกลมเกลียวการจัดระเบียบในสังคมจึงง่ายกว่าประเทศอื่นๆ เรียกว่ามีความเสียสละสูง
ตายเดี่ยวดีกว่าตายหมู่
ญี่ปุ่นจึงสร้างชาติได้สำเร็จ
ในทุกครั้งที่มีภัย แม้จะล้มลุกคลุกคลานมาได้หลายๆสมัย
จนทุกวันนี้ญี่ปุ่นยังเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่งหลังจากความพ่ายแพ้สงครามโลกมาก็ตาม
ญี่ปุ่นวันนี้จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะประกาษสงครามใดๆแต่ญี่ปุ่นยังมีกองกำลังรักษาประเทศที่เข้มแข็งมากอาวุธทันสมัยไม่แพ้ประเทศอื่นๆในโลก
นี่จึงเป็นเหตุผลอันหนึ่งที่ว่าคนญี่ปุ่น ไม่ง้อประเทศไหน
จะสังเกตได้ง่ายๆจากการที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นคราวนี้ว่าและจากการให้ดูหนังซีรีย์ญี่ปุ่นออนไลน์
ดาราก็เป็นดาราซ้ำๆคนเดิมๆไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก
เรียกว่าสืบสายการเป็นดารากันเหมือนประเทศ ไทยก็น่าจะได้ เพราะคนญี่ปุ่นเอง
ยังชอบดูเรื่องที่ คนญี่ปุ่นสร้างเอง
เป็นเองจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปตามโลกตามสมัยและไม่ได้สร้งเอาใจคนต่างประเทศเลยนอกจากคนญี่ปุ่นกันเองดาราซีรี่ย์ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้าญี่ปุ่นมากมาย
ตั้งแต่นมเครื่องสำอางเหล้าบุหรี่อื่นๆ
วนอยู่ตรงนี้แหละ
หมายเหตุอันนี้เป็นทรรศนะหนึ่งเดียวของผู้ของผมเองเท่านั้น
โดยไม่ได้ศึกหรืออ่านประวัติศาสตร์ ภูมิภาคหรืออะไรอื่นๆ
เป็นแง่คิดเดียวเท่านั้นจากมุมมองส่วนตัวครับ

โตเกียว เป็นเมืองที่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกและมีทางเลือกในการเดินทางเยอะมากๆ เลยทีเดียว จึงนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางไปยังพื้นที่ใกล้เคียงได้สบายๆ

มหานครโตเกียวทุกวันนี้
จึงเป็นสถานที่สำหรับเพลิดเพลินกับธรรมชาติ อาหาร และประวัติศาสตร์ที่เราสามารถเดินทางจากโตเกียวได้ภายในเวลา 1 – 2 ชั่วโมงนั้นมีอยู่มากมาย และในครั้งนี้เราก็ได้รวบรวมแหล่งท่องเที่ยวใกล้กับโตเกียวที่สามารถเดินทางแบบไปเช้า-เย็นกลับให้ทุกคนได้สัมผัสเสน่ห์ที่หาไม่ได้ในหลายแห่งที่มหานครโตเกียว
ที่ใครเดินช้าจะโดนคนข้างหลังเดินชนแบบไม่แยแส
แม้กระเป้กระแทกใส่
ผมโดนเองมาสามครั้งในทริป นี้ครับ








10
ธรรมะกับชีวิต / เลือดข้น คนจริง
« เมื่อ: 08 พฤศจิกายน 2018, 09:33:51 »




ผมเคยเจ็บลึกเข้าไปในห้วใจเพราะโดนหักหลัง
เพราะ...
แต่....พอนึกถึง
ชาดกเรื่องลูกศรปักอกขึ้นมาได้
จะสนใจกับคนยิงไปทำไม
มัน
กรรมเวร
หยุดเสียเถอะ
ลูกศรหลุดเลย

ดิจิตอล4. 9

















เลือดข้นคนจริง
ตอนที่หนึ่ง

ลุงตงเป็นพี่ชายคนที่ 3 ของผมอายุมากกว่าผมสัก 2 ปี
เป็นเด็กที่มีความใฝ่ฝันสูง
มีจินตนาการสูงมาก
ชอบอะไรที่มันเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์
มาตั้งแต่เด็ก
ผมเป็นคนรับ กางเกงนักเรียนตูดปะมาจากลุงตง
ลุงตงก็ผจญความยากลำบากมาด้วยกันกับผม
ไปเรียนหนังสือ โรงเรียงเดียวกันสองแห่ง
แต่ไม่รู้ทำไมถึงลุงตงถึงย้ายโรงเรียนบ่อย ทั้งที่ลุงตงเป็นคนดี
เรียบร้อย
อดทนใจเย็น ย้ายไปย้ายมาก็ได้ไปอยู่คณะวิศวะกรรมศาสตร์
ที่ตัวเองชอบ
เหมือนพี่ชายคนที่ 2 ของผม
ลุงยี
ในวัยเด็กลุงตงชอบสร้างฝันแล้วก็ยังตามมาสร้างฝันให้น้องๆอีกมาก
คงจะได้ปกครองน้องๆง่ายด้วย

จินตนาการไปถึงว่า
ถ้าลุงตงสอบเข้าเรียนคณะวิศว กรรมศาสตร์จนจบมาแล้ว
จะกลับมาดูแลน้องๆให้จบในคณะที่น้องๆอยากจะเรียน

แต่ก็พวกเราก็ยังโชคดี
มีพี่อีกสองคนคอยช่วยเหลือสนับสนุนในการเรียนระดับหนึ่ง
จากลุงเนี้ยวลุงยี
ไม่ต้องทำงานหนักมากไปเหมือนลุงยีที่ต้องไปส่งหนังสือพิมพ์ในตอนเช้า
ไปเป็นลูกจ้างร้านกาแฟในตอนสาย
หรือทำงานรับจ้างอื่นๆ
ตามถนัดของลุงเนี้ยว

ลุงตงเองก็ไปเป็นช่างซ่อมรถมอเตอร์ไซค์หลังจากส่งหนังสือพิมพ์เช้าในช่วงปิดเทอมของตัวเอง
นอกจาก
ลุงตงจะเป็นช่างอยู่แล้วก็
ยังชอบผาดโผน
ชอบขี่มอเตอร์ ไซค์มาก
ทั้งชีวิตของผมจึงเห็นลุงตงไปไหนมาไหนดัวยรถมอเตอร์ไซด์คันโปรดของแก
ที่ขี่เองซ่อมเอง

หลังจากที่แกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

ลุงตงกลับไปมีครอบครัวเป็นของตัวเอง
ทราบแต่ว่าแกเจอเนื้อคู่เป็นแม่ม่าย
แล้วหายไปจากบ้าน
นานหลายปี
กลับมาอีกทีก็มีลูกซ้อนท้ายมา
รถมอเตอรไซด์มาด้วย
และมีเพิ่มทีละคน
มากถึงสามคน
พอถึงคนที่สี่ก็ขับรถยนต์มาบ้านแล้ว

รถยนต์ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ที่แกและลูกของแกชอบทั้งวีดีโอ
แผ่นหนัง

แทบทุกครั้งที่กลับมาบ้าน
ลุงตงก็มาขอยืมเงินแม่ไปใช้
ผมเองรู้สึกสงสารทั้งพี่
ที่ลำบากและ
แม่ที่ต้องคอยกันเงินส่วนหนึ่งให้ลุงตงเสมอๆ
เพราะลุงตงมีลูกมากหลายคนพร้อมๆกัน

ในช่วงนั้นแกลำบากมากแสนเข็ญ
ในตอนเรียนมหาวิทยาลัย
ก็มีอาการกระดูกหลังทับเส้นประสาท
ต้องไปผ่าตัดหลังที่โรงพยาบาลศิริราช

แต่ร่างกายของแกแข็งแรงยังดีมาก
จึงผ่านไปได้ด้วยดี
ทุกครั้งหลังจาก ที่แกเข้าไปหาแม่แล้ว
แกก็จะพยายามมาบอกกับผมเสมอว่า
ให้พยายามตั้ง ใจเรียนเยอะๆ
อย่าได้นอกลู่นอกทาง
แบบเเกเลย
และช่วยและขอพยายามทำให้แม่มีความสุขมาก ๆ

หลังจากที่ลูกๆของแกเริ่มโต
ลุงตงเข้าไปทำงานที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
รายได้ค่อนข้างดีในฐานะวิศวกร
แต่เนื่องจากได้แยกทางกับภรร ยา
จึงจำเป็นต้องเลี้ยงดูลูกเอง
ต้องเอาลูกไปเลี้ยงที่ทำงาน
จากคนหนึ่ง
ถึง 2คน หรือ 3 คนใ
เลี้ยงแบบให้คนโตดูแลคนรอง
ให้คนรองดูแลคนเล็ก
และให้คนเล็กกมาดูแลคนเล็กมากอีกต่อหนึ่ง
นอกจากการเลี้ยงดูลูกทั้ง 4 คน
ที่เป็นลูกของลุงตงเองแล้ว
ที่เป็นเรื่องยากลำบาก
ต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยจนจบ

แถมยังต้องเลี้ยงดูลูกติดภรรยาอีก2คน
จนจบเรียนจบมหาวิทยาลัย

ต้องผ่อนบ้านเพราะซื้อบ้านให้ลูกๆอยู่
กระเตงๆลูกๆไปมา
จากบ้านไปที่ทำงาน
จากที่ทำงานไปบ้าน
แต่ลุงตงก็ดิ้นสู้สุดฤทธิ์
โดยทำงานหนัก

ในวัย....สามสิบกว่าปี
ลุงตงกลับมาบ้าน
เริ่มมีเงินมาให้ แม่
ปากก็พูดว่าสงสารแม่
ที่เห็นแม่ลำบากให้แกมานานแล้ว
รบกวนแม่มาตลอด
พร้อมพาแม่กับน้องๆและพี่
หรือพาทุกคนที่อยู่ในบ้านไปเลี้ยงข้าวอย่างสม่ำเสมอ
ขยันทำงานอย่างน่าตกใจแกหาเงินเก่ง
ก็ใช้เงินเก่ง
เวลาอยู่กับแม่
แกเอาใจแม่ทุกอย่าง
ด้วยความรักแบบสุดๆ
เพราะแกเป็นคนใจดีมาแต่เด็กหลานๆติดแกมากนะ
แกจะเลี้ยง
จะให้เงินใช้ตามที่ขอมาหากเห็นว่าจำเป็น

ให้แบบไม่เสีย ดายเงินเลย
แม้ แต่น้อย
แม้กระทั่งกับผมเองแกก็ยังพยา ยามจะยัดเยียดเงินให้เหมือนกัน
แกบอกกับผมว่า
ผมลำบากมากดูแลแม่อยู่คนเดียว
จนแม่มีความสุขมากๆ
เวลาแม่เห็นลุงตงมาเยี่ยม
แม่ก็จะมีความสุขมาก
เพราะได้เห็นลูกกลับมาแบบมีความสุข

ความสุขของคนเป็นพ่อแม่จริงๆก็อย่างนี้แหละที่เห็นลูกของตัวเองมีความสุข

จะเห็นได้จาก
รอยยิ้มบนใบ หน้าของแม่ชัดเจนทุกครั้ง
ที่ลุงตงมาเยี่ยม
และ
แกไม่ได้เยี่ยมเปล่าๆ
แกเอาของฝากทีาแม่ชอบและหอบความรักความอบอุ่น
ที่แกเคยให้ผมมาแต่เล็กจนโต
มาด้วยหอบใหญ่
แกกอดแม่แบบอดอยากจริงๆ

ผมกลับมาสนิท สนมกับลุงตงอีกนานพอสมควร
เป็นที่ปรึกษาของกันและกัน

ถือได้ว่า
ลุงตงเป็นพี่ชายที่ดีคนหนึ่งของผม
นอกจากลุงยีและลุงเนี้ยว แล้ว
และลุงตงไม่ใช่จะดีกับผมเพียงคนเดียว
แกยังดีกับคนอื่นๆอีกด้วย
ดีจนแบบนึกไม่ถึงว่า
จะมีคนแบบนี้ในโลก
ที่ควักเงินให้คนอื่นง่ายๆด้วยความสงสาร
แม้กระทั่งคนไข้อนาถาไม่มีเงินจะจ่ายค่ายาที่แกเจอตอนไปโรงพยาบาล

ทั้งผมทั้งแม่ก็ไม่เคยห้ามแกเลย
ที่แกจะทำอะไรด้วยอิสระ
ในการให้ทานคนอื่นๆ
เราอนุโมทนากับแกทุกครั้ง
ว่าแกทำบุญเยอะดี
ผมเคยเอ่ยเรื่องลุงตงให้ท่านอ่านเมื่อหลายปีก่อน
ตอนที่แกกำลังจะตาย
ด้วยความโศกเศร้าในการจากไป
ในบทความตามหาแก่นธรรม
และเป็นความเสียใจมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตจากการจากไปของที่คนผมรักและเคารพ
เพื่อเดินทางไกล
ไปอยู่ภพภูมิอื่นๆแต่ก็น่าจะหวังได้ว่า
ลงตงคงจะไปเกิดใหม่ในสุคติ
ด้วยผลบุญแห่งความดีของแก
แม่เองก็พูดออกมาคำเดียวตอนแม่ยังอยู่ว่า
ลุงตงเป็นลูกที่ดีของแม่คนหนึ่ง
ถ้าแม่ของผมพูดคำๆนี้แล้ว
เชื่อผมเถอะว่าลุงตง
เป็นลูกที่ดี
เป็นพี่น้องที่ดีเป็นพ่อที่ดีจริงๆ
ส่วนเรื่องครอบครัวจองแกและอื่นๆ
ผมไม่ทราบเลยเพราะลุงตงไม่เคยเอ่ยปากเล่าให้ใครฟัง
ไม่เคยว่าลูก
ไม่เคยว่าใคร
แกยังซักผ้าให้ลูกๆ 6คน
จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย
วันที่แกตายจากไป
ในขณะที่จะไปรับลูกของแกกลับบ้าน
ถึงมันจะเหนื่อยแสนเหนื่อยก็ตาม
แกก็ไม่ยอม
แกเลยหัวใจวายตายในรถตอนนั้นครับ

นี่แหละลุงตง
พี่ชายคนดีของผม
ที่น่าประหลาดใจ
ลุงตงจะเข้าบ้านและออกจากบ้านด้วยรอยยิ้มแทบจะทุกครั้ง

เลือดข้นคนจริง

11
ธรรมะกับชีวิต / สิ่งศักดิ์สิทธิ์
« เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2018, 10:24:55 »




สิ่งศักดิ์สิทธิ์

เรื่องเล่าเกี่ยวกับพ่อและแม่
พอพูดถึง
มีเรื่องให้พูดเยอะแยะ
เพราะผู้เขียนอยู่กับพ่อแม่มาตลอดชีวิตเ
ห็นพ่อแม่มาตั้งแต่เกิดจนท่านทั้งสองตายจากไปกับตา

1.พ่อแม่จะห่วงลูกเสมอ
แม้จะพูดหรือไม่พูดก็ตาม
2. พ่อแม่จะฟังลูกทุกครั้งแบบเงียบๆ
3 พ่อจะแกล้งดุแต่ไม่ค่อยได้ตีแม่ไม่เคยดุไม่เคยตี
4. พ่อแอบยัดเงินใส่กระเป๋าให้ลูกใช้เสมอ
แต่แม่ส่งเงินให้ลูกใช้ตรงไปตรงมา
จำนวนเท่านี้เพราะลูกหลายคน
แม่จะถามเสมอว่าเงินพอใช้ไหมลูก
5.แม่จะช่วยลูกเสมอในลูกบางคนที่แม้ใว้ใจ

บางคนที่แม่ไม่เชื่อ
แต่แม่ก็ยังคงฟังเฉยๆ
ในบรรดาลูกของแม่ 5 คน
4 คนที่ตรงไปตรงมา
อีกคนหนึ่งไม่ตรงไปตรงมาเพราะเมาตลอดเวลา
แต่แม่ยังคงนั่งรอลูกๆทุกคนกลับถึงบ้าน
แม่จึงจะเข้านอน นอน
5. แม่จะไม่เคยเปรียบเทียบลูกของแม่กับใครๆเลย
แล้วไม่เคยอวดลูก
แม่จะบอกเพื่อนๆว่าแม่พึ่งลูกคนไหนได้บ้าง
เท่านั้นเอง
6. แม่ไม่เคยตำหนิลูกคนไหนไให้ใครฟัง
7. แม่จะอยู่ข้างลูกเสมอตลอดเวลา
8. ลูกคนที่แม่ห่วงมากที่สุดคือคนที่มีปัญหามากที่สุด
9. แม่จะบอกลูกทุกคนที่แม่พึ่งว่า ไม่ต้องไปช่วยเหลือพี่น้องคนอื่นๆอีกแล้วเพราะแม่ช่วยเขาไปเยอะด้วยเงินของลูกๆไปหมดแล้ว
10. แม่จะอยู่กับเราทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องการเรียน
ค่าเทอมความเวลาสุขความหรือทุกข์
และไม่เคยถอยห่างไปจากสิ่งเหล่านี้เลย
11. แม่เข้าใจชีวิตมากที่สุด
แม้กระทั่งก่อนแม่ตาย 1ปี 1
แม่จะบอกล่วงหน้า
แล้วแม่ตายจริงๆ
รักษาคำพูดน่าดูเลย
12. ความรักของแม่ท่วมล้นจากลูกๆไปสู่รุ่นหลานๆไม่ต่างกันเลย
แม่จะอุ้มเท่าที่แม่อุ้มได้
อุ้มไม่ได้แม่จะจับมือจับหัวเหมือนกับจับหัวพ่อหัว
ด้วยมือของแม่ที่ผ่านมา
13. แม่จะพูดน้อย
เงียบทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง
14. แม่ไม่เคยมีการศึกษาในระ บบใการศึกษาในโรงเรียนหรือในห้องเรียนเลยนอกจากมหาวิทยาลัยชีวิต
จากการที่นั่งสำเภาเรือมาจากเมืองจีน
15. ไม่เคยเห็นแม่กลัวอะไรเลยนอกจากว่ากลัวว่าอะไรจะอะไรเกิดขึ้นกับลูก 16. แม่ไม่เคยเบื่อหน่ายเลยที่จะต้องนั่งตามหาลูก
เดินตามลูกขี้เมาไม่ว่าจะเป็นตี 1 ตี 2 ตี 3 และแม่จะทนฟังลูกขี้เมาพูดได้ทุกเรื่อง ด่า ตำหนิจนกว่าเขาจะเข้านอน
17. แม่บอกลูกๆทุกคนว่า
ลูกของแม่อย่ามาห่วงกับชีวิตของแม่มาก
แม่ก็รักของแม่ทุกคน
ไม่ต้องห่วงแม่เข้าใจ
18. เมื่อถึงเวลาที่แม่จะตายแม่ก็ตายอย่างสมศักดิ์ศรี

19.
19.1 แม่ปล่อยวางเรื่องทั้งหมดกระทั่งเรื่องของลูกๆ
19.2 แม่จากไปอย่างกล้าหาญไม่เรียกร้องโรงหมอ
หมอ
หรือใครๆให้มาช่วยชีวิตของ
แม่
แม่ขอเพียงนอนเงียบๆ

พ่อแม่ขออะไรก็ให้หมด
ไม่ต้องบนบานศาลกล่าว
ถ้าคุณมีพ่อแม่แบบนี้คุณจะไม่รักและเคารพท่านอย่างไร
ควรจะอวดเก่งกับท่านทำไมหรือ
คุณจะก้าวล่วงท่านไปมากกว่านี้หรือไม่
ถ้าคุณกตัญญูกับท่าน
บุญกุศลมหาศาลของลูกคุณจะเป็นของแม่เต็มตัว

พ่อแม่ที่ทำความดี
เป็นศักดิ์สิทธิ์
เป็นพระอรหันต์

แทนสะมะชัยโย

วันแม่และวันพ่อ...

ผมไม่เคยไปไหว้เช็งเม้งที่หลุมฝังศพของพ่อแม่เลยสักปี
นานมากแล้วครับ
เพราะไม่ได้คิดแบบชาวบ้าน
คนอื่นๆ
ที่มักจะตำหนิผมอยู่เสมอว่าไม่กตัญญู

ผมรู้แต่เพียงว่า
ตลอดชีวิตของท่านทั้งสอง
ผมกินข้าวกับพ่อและแม่แทบจะทุกวัน
จนผมเห็นพ่อตายจากไปด้วยสายตา
จนผมเหลือแต่แม่อยู่เพียงคนเดียว
และผมไม่คิดจะย้ายครอบครัวของผมไปไหนตามคำขอของแม่
ผมอยู่กับแม่
กินข้าวกับท่านแทบทุกเย็น
เพราะงานของผมมันยุ่งมาก
บางครั้งต้องให้คนขับรถไปรับแม่มากินข้าวที่โรงแรมที่ประชุมพร้อมเมียกับลูก
หรือไม่ก็ซื้อข้าวผัดปูอน่อยๆจากครัวจีนที่แม่ชอบไปให้กินที่บ้าน

แม่จะนั่งรอผมจนกลับมาถึงบ้านทุกวัน
ท่านจึงจะเข้านอน
วันแล้ววันเล่าผมก็ไม่เคยเบื่อแม่เลย
แม่ใจดี
กล้าหาญ
ฉลาด ลึกซึ้ง
เข้าใจลูกทุกคน
ผมเห็นแม่จากไปด้วยสายตาของผมเช่นกันหลังงจากหมอกู้ชีพไม่ได้แล้วด้วยวัย 86ปี
อย่างมีความสุข

เพราะแม่บอกกับผมว่า
"แม่อยู่กับผมแล้วมีความสุขที่สุด"
จนผมย้ายครอบครัวออกมา
แม่กับพ่อก็ยังอยู่กับผม
ด้วยกายและจิตวิญญาณที่พ่อแม่ให้นี้
ไม่มีสักวันที่จะลืมพ่อแม่

รักแม่ที่สุด

แทนสะมะชัยโย

ชีวิตสวยงาม เดินตาม พุทธธรรม
สว่างเหลือล้ำ สังขาร เจือกิเลส
ไม่ติดข้อง หมองเศร้า ในอาเพท
เพราะวิเศษ เห็นธรรม สว่างใจ

เจริญพร

อนาคาริก

เสียเวลา
เสียใจ
เสียความรู้สึก
เสียเงิน
เสียศักดิ์ศรี
เสียคนรักหรือเสียของรัก
เสียหน้า
อะไรทุกข์ที่สุด

มีอะไรมันเสียหมดแหละ
ชอบหรือไม่ชอบมันถึงไม่มีดำไรหรือขาดทุน
เสมอตลอด
หาเจอไหมล่ะ

อนาคาริก

ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าแก่นธรรมปีที่22
กับกองทุนพระรัตนตรัย
ในต้นปี2562ที่วัดแค นางเลิ้ง เวลา10.00 น.

เงินบริจาคแบ่งเป็นสองส่วน
ส่วนหนึ่งถวายวัด
ซ่อมแซมสร้างเสนาสนะของวัดที่ชำรุดมากแล้ว
อีกส่วนหนึ่งบริจาคให้รพ.จุฬาลงกรณ์
ช่วยเหลือผู้ป่วยอนาถา
พระอาพาธที่ขาดเงินอีกเยอะมาก
บุญกุศลในครั้งนี้ขอให้ท่านทั้งหลายเจริญในทางโลกและทางธรรมโดยถ้วนหน้ากันเทอญ

เลขที่บัญชีออมทรัพย์ ธ.กสิกรไทยนายพิชิต เลิศรัตนานนท์ สาขาสวนผัก 011 2 88986 8 ครับ

หมายเหตุแก่นธรรม
ผู้เขียนและคณะเป็นผู้เขลาทางปัญญา หากมีข้อผิดพลาดบกพร่อง ขอน้อมรับทุกประการ บุญกุศลที่เกิดจากบทความนี้ขอน้อมถวายแด่หลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อ
ครูบาอาจารย์ และอุทิศให้แก่บรรพบุรุษ อันมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นปฐม เจ้ากรรมนายเวร สรรพสัตว์ทั้งหลายในสากลโลกนี้ รวมทั้งท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป

ขออนุมทนาโยมออที่เริ่มต้นบริจาคคนแรก
500บาทครับ
สาธุ

12
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 30 ตุลาคม 2018, 06:40:18 »
หนึ่งในใต้หล้า
ไร้เทียมทาน

ตอนที่หนึ่ง
เทพกระบี่ทักษิณ

ณ.ยอดเขาแห่งหนึ่ง

บนหน้าผาสูงชันแห่งนั้น
ยังมีต้นไม้อยู่หนาแน่นล้อมรอบ
บุรุษ 2 คนยืนอยู่ห่างกันประมาณ 50 เมตร
ในมือล้วนถือกระบี่
บุรุษหนึ่งใส่ชุดขาวรูปร่างงามสง่า
ใบหน้าหล่อเหลาองอาจ
คิ้วคมเข้มกับตาคมกลมโตดุจ พญาอินทรี
ถือกระบี่เล่มหนึ่ง
กระบี่ที่งดงามอย่างยิ่ง
ด้ามและฝักสีขาว
กับ
บุรุษอีกผู้หนึ่งสวมชุดเหลืองแพรพันอย่างดีในมือมัน
ถือกระบี่หรูหราฝักเหลืองเล่มหนึ่งที่ด้ามฝังเพชรสีเหลือง อำพัน
ใบหน้าดุจอิสตรี
ขาวสดใส
รูปร่างสมส่วน
ทั้งสองอายุดูไล่เลี่ยกันราว
ยี่สิบห้าปี

พลันบุรุษชุดเหลือง
เอ่ยปากกล่าวว่า "ท่านมาแล้ว เทพกระบี่จิว กระบี่แห่งทักษิณอันดับหนึ่งในใต้หล้า "

"ข้ามาแล้ว"
"ข้ามาได้สักครึ่งชั่วยามแล้ว "

"ท่านมายืนรอข้าฤา"

"ใยข้าต้องมายืนรอท่านด้วยเล่า
รอหรือไม่รอ
มันไม่ได้ทำให้จิตใจของข้าปั่นป่วนแต่อย่างใด

เพียงแต่ว่า..."

"เพียงแต่ว่าเยี่ยงไร...."

"ข้ากระบี่เจ็ดดาว เหนือ
สำนักเซาะซัวอยากจะประลองฝีมือกับท่าน"

"ยินดี
แต่ว่า.....กระบี่ไร้ตายากหลบเลี่ยง "

บุรุษชุดสีเหลืองผู้มีนามว่า
อี้ฉิกช่าย
ฉายากระบี่เจ็ดดาวเหนือ
พลันกล่าวว่า
"เชิญ"

แล้วจึงกระโดดตัวลอยชักกระบี่คมไว
แทงออกทันทีเจ็ดกระบี่

เทพกระบี่จิวหลบกระบี่ทั้งหมดได้อย่างฉิวเฉียด
ยังไม่ทันได้ตั้งตัว
เจ็ดกระบี่กลับแทงออกมาตรงๆยังเทพกระบี่จิว
และอย่างรวดเร็วอีกสองกระบี่เร็วจนน่าตกใจ
เสียดชายโครงซ้ายและขวาของเทพกระบี่จิว

กระบี่เจ็ดดาวเหนือยังคงความมั่นใจในฝีมือของตัวเองอย่างเปี่ยมล้น
กลับ
แบมือซ้ายเข้าหากระบี่ในมือของตน
ข้างหนึ่งประสานกับกระบี่ในมืออีกข้างหนึ่ง
ชูกระบี่ขึ้นใช้นิ้ว เดินพลังลม ปราณเข้ามาที่ตัวกระบี่
พร้อมจะลงมืออีกครา

แม้เทพกระบี่จิวยังไม่ได้ชักกระบี่ออกเลย
หรือยังไม่ทันได้ชักกระบี่
แต่เขายังคงยืนแน่วนิ่งอยู่ที่เดิม
กระบี่ 7 ดาวเหนือเอ่ยปากคำหนึ่ง
"รับมือ"

แล้วก็แทงกระบี่ออกมา 7 กระบี่
ครอบคลุม 7 จุดตายในร่างกายของคู่ต่อสู้ทันที
ด้วยควารวดเร็วยิ่ง
เทพกระบี่จิวหมุนร่างคว้างไปอย่างรวดเร็ว
ในมือกระแทกฝักกระบี่ปัดกระบี่ที่แทงมาทั้งหมด

แรงปะทะทำให้เกิดประกายไฟขึ้น "เปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยง "
กระบี่เจ็ดดาวเหนือไม่รอช้า แทงกระบี่ด้วยความเร็วสูงสุด
"ปรี๊ด"
เสียงกระบี่ลั่นแหวกอากาศ
เทพกระบี่จิวเด้งร่างหลบ
เจ็บเสียดชายโครง
แต่กระบี่ในมือซ้ายถูกพลังในมือกดกระแทกออกมาจากฝักความเฉียบคมของปลายแหลมกระบี่น้ำแข็งฟันลูกกระเดือกของกระบี่เจ็ดดาวเหนือจนหลุดออกมา
เพียงเขาขยับมือขวาครั้งหนึ่ง เท่านั้น
ด้วยความเร็วที่มองไม่เห็น
ด้วยตาเปล่า
มือขวาที่ใช้ฟันคู่ต่อสู้

จนตาเหลือกลิ้นจุกปาก
ล้มลงแล้ว
"ตุ๊บ"







13



กำเนิดพระพุทธเจ้า

หลวงพ่อชา สุภัทโทท่านเทศน์ให้ฟังว่า
พระพุทธเจ้าเกิดสองครั้ง

ครั้งแรกเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
พอบรรลุธรรมแล้ว
ก็เกิดเป็นพระพุทธ เจ้า
อีกครั้งหนึ่ง
เพราะ
โลภโกรธหลง
นั้นไม่มี
เพราะไม่มีใครที่จะมีอีกต่อไป

อนาคาริก

คำบอกรักที่ดีที่สุด
คือ
เมตตาต่อกัน

อนาคาริก

ธรรมะติดเปลือกดี
ธรรมะติดแกน
ดีกว่า
ธรรมะนำใจ

อนุโมทนาสาธุ

ระริก

มีกับไม่มี
มันก็เหมือนกันนั่นแหละ
เพราะมันเป็น
เรื่องชั่วคราว
ทั้งนั้น
แต่มันทับซ้อนกันอยู่เหมือนกรรมเท่านั้นเอง

อนาคาริก

ทำไมเราต้องอยากร่วมประวัติศาสตร์
เหตุการณ์สำคัญ
เรื่องอินเทรนด์
ใครๆเขาก็มีกัน
ใครๆเขาก็เป็นกัน

จริงๆมันเป็นมานานแล้วหลายภพชาติ
เพราะ......กรรม

อนาคาริก

เพื่อน.....

แค่....เพื่อน
เพื่อนห่างๆ
เพื่อนสนิท
เพื่อนเลว
เพื่อนดี
กลุ่มเพื่อน
เพื่อน

นิยามยากนักฤา

นาม

มีเหมือนไม่มี
ไม่มีเหมือนมี
มีเหมือนมี
ไม่มีเหมือนไม่มี
ลาภ ยศ สรรเสริญ นินทา
ทุกข์ สุข

จริงไหม

อนาคาริก

14
ธรรมะกับชีวิต / เหี้ย
« เมื่อ: 27 กันยายน 2018, 12:14:33 »



เหี้ย.

เหี้ยเป็นสัตว์ประเสริฐ
ใครจะเอามันไปประ จานที่สภาฯ
มันก็เฉย
ใครจะเอามันไปอุปมาอุปมัย
เเทนคำด่าว่าเลว
ก็มันก็เฉย
ใครจะเอามันไปเปลี่ยนชื่อเป็น
ตัวเงินตัวทอง
มันก็ไม่ว่าอะไร
มันเฉย
ใครจะเอาชื่อของมันไปตั้งเป็นสรรพนามแทนชื่อเพื่อนๆหรือชื่อคู่แค้น
มันก็เฉย
มันไม่โต้เถียงยินดี

อย่างคำว่า
ไอ้เหี้ยอีเหี้ย
เป็นต้น

มันช่างประเสริฐหนักหนา
หรือมันรู้นะว่า
คำเหี้ยมันบ่ดี
ใครจะเอาเหี้ยไปทำอะไรก็เป็นสมบัติของเขาเด้อ แต่มันไม่เอาเถิก

เหี้ยช่างฉลาดจริงๆ

มองต่างมุม

แม่มด:กระจกวิเศษบอกข้าเถิดใครงามเลิศในปฐพี
กระจก:ก็มึงนะแหละ
พอหรือยังอีแก่

กระจก

การตัดสินใจ....

ถ้าใครไม่มีที่ว่างในใจของเขาเหลือให้เราเลย
หันหลังแล้วเดินออกมาเถอะ
อย่าหันกลับไปอีก
เน้นย้ำทางใครทางมัน
ด้วยสติ

และมันไม่ได้ยากกว่าที่คุณคิดหรอกนะ
อ้ออย่าลืม.....ขออโหสิกรรมกันไปด้วยล่ะจะได้
ว่าง

converse

15
ธรรมะกับชีวิต / Re: ดาบเด็ดเดี่ยว
« เมื่อ: 25 กันยายน 2018, 22:27:18 »
ดาบเด็ดเดี่ยวภาคกำเนิด

ตอนกำเนิดทายาทเทพวิชาหมัดอุดรเทวะ

มุซาชิถึงกับรำพึงในใจว่า
"วิทยายุทธอะไรกัน" 
แล้วหงายหลังล้มตึง
ด้วยพลังลมร้อนจากปลายนิ้วของท่าน
ปรมาจารย์โรชิ

ในขณะที่มุซาชิกำลังจะคิดต่อไป
ร่างของเขาถูกตรึง
สกัดจุดไว้อีกครั้งหนึ่ง
แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะตรึงแน่นขึ้นมาก
ถูกพลังดรรชนีของท่านปรมาจารย์ตึงแน่นกับพื้นดิน
เหมือนกับถูกตอกหมุดแน่นตรงจุดที่ถูกสกัดจุดไว้

มุซาชิเดินพลังลมปราณไปยังจุดตันเถียนที่ท้องน้อยก่อนทันที
เมื่อพลังถึงจุดหนึ่ง
ก็ดึงพลังทั้งหมดวิ่งไปสู่ทั่วร่างกาย
แล้วก็เดินพลังไปที่จุดที่ถูกท่านปรมาจารย์โรชิสกัดไว้
มีพลังความร้อนระเหยออกมาจากจุดนั้นเป็นควันไฟความร้อน

 
ท่านปรมาจารยโรชิ ได้เห็นอย่างนั้น
ถึงกับตะลึงงัน
ที่เห็นมุซาชิสามารถสลายการคลายจุดของตนเองได้
จากวิชาที่กล้าแกร่งที่ท่านใช้


แล้วท่านก็หัวเราะพลางกล่าวว่า

"มุซาชิเจ้านี่เป็นยอดคนจริงๆ
สมดั่งที่ท่านเคนชินชม
ถ้าอาจารย์ไม่เห็นกับตา
ก็คงจะไม่เชื่อว่า
วิชาที่จะสอนให้กับเจ้าต่อไปต้อง
เป็นเทพวิชาหมัดอุดรเทวะ"
 

คุริรินได้ยินดังนั้นก็ร้องตะโกนขึ้นมาทันที


"ท่านอาจารย์ วิชานี้ข้าอยากจะเรียนกับท่านจริงๆ ข้าขอมานานแล้ว"
ท่านปรมาจารยโรซิถึงกับหัวเราะอีกครั้งหนึ่ง


"คุริริน.....
พลังลมปราณภายในในตัวของเจ้าแม้จะฝึกมายี่สิบปี
ยังไม่แข็งแรงพอที่จะฝึกวิชานี้ได้
ต้องฝึกอีกอย่างน้อยเพื่อสำเร็จตามขั้นตอนอีกสามสิบปี
ถ้าเจ้ามีวาสนา
หมัดอุดรเทวะเป็นวิชาที่หลอมรวมพลังหมัดทั้งปวงกับพลังดรรชนีสุริยันเข้าด้วยกัน
รวมกับกระบี่เจ็ดดาวเหนือของสำนักง่อไบ๊"

ฟังท่านกล่าวจบ


มุซาชิกลับกระอักโลหิตคำโตแล้วสลบไปทันที








หน้า: [1] 2 3 ... 41