Thammasatu ธรรมะสาธุ เวบดีดีมีธรรมะ

ห้องธรรมมะ => ธรรมะกับชีวิต => ข้อความที่เริ่มโดย: popen2556 ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2019, 16:53:35

หัวข้อ: คุณนายละเอียดไปดูหนัง
เริ่มหัวข้อโดย: popen2556 ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2019, 16:53:35
คุณนายละเอียดไปดูหนัง

วันนี้เป็นวันหยุด ลูกชายสุดรักของคุณนายชวนดูหนัง
เป็นหนังมีอนิเมชั่นที่เกี่ยวกับ โลกอนาคต
เป็นหนังดัง ลูกชายก็ขอให้เธอไปจองตั๋วหนังให้ด้วยพร้อมทั้งแจ้ง
ว่าเธอจะได้สิทธิ์การซื้อตั๋วหนังลดราคาจากค่ายมือถือ
หลังจากที่กินก๋วยเตี๋ยวร้านอร่อยละแวกบ้านเรียบร้อย
เธอจึงไปจองตั๋วหนังตามคำขอของลูก
เมื่อไปถามเจ้าหน้าที่

ได้เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ใช่วันศุกร์เสาร์อาทิตย์เลยไม่มีโปรโมชั่น
เรื่องการจองตั๋วหนังลดราคาของค่ายมือถือหรือค่ายใดๆ
คิวที่ได้มากับโรงภาพยนตร์เต็มหมดทุกเครือข่ายแล้วด้วย
คุณนายเธอไม่เข้าใจ
จึงพยายามจะถามต่อ
แล้วก็เกิดความคิดอันหนึ่งว่ามีบัตรลดราคาอยู่ที่บ้าน
ต้องกลับไปเอา และเมื่อฟังราคาตั๋วใบหนึ่งราคา290บาทเธอถอดใจทันทีเธอบอกว่าราคาค่าตั๋วหนังราคารวมเป็นเงิน870 บาท
ซึ่งเธอเสียดายเงินมาก
ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
กับเงินก้อนที่ไม่เธอเคยคิดจะเสียเลยกับการดูหนัง
ทั้งๆชอบดูหนัง
แต่ราคานี้เป็นราคาปกติสำหรับคนทั่วไปที่เขาดูกันสนั่นโลก
ระหว่างที่เธอลังเล
คิดมาก
ผมก็เลยเข้าไป เขาคิวจองตั๋วเมื่อจองตัวเสร็จ
จะดูตั๋วหนัง
เธอก็ยังเกิดความเสียดายใจจะขาดรอนๆ
เธอบอกว่าที่จริงดูที่หลังก็ได้
ผมก็พูดปลอบใจเธอ
เลยแสดงให้เธอได้เห็นว่า
สิ่งที่เธอคิดตอนนี้มันผิด
เพื่อเธอจะได้คิดถูกว่า
ลูกชายสุดรักของคุณนาย
เขาไม่ได้มีเวลาว่างมากที่จะพาเธอมาดูหนังคุณด้วยบ่อยๆหรอกนะ
คุณนายใช้เงินไปกับในสิ่งที่ไม่ควรจะใช้มาก มาย
แต่คุณนายใช้เงินกับการดูหนังกับลูกและครอบ
ครัว
แบ่งปันความสุขให้ลูก
คิดแทนลูกให้มีความสุข
เหมือนดังเช่นคนธรรมดาที่คิดเหมือนดังแม่ธรรมดาที่เป็นอย่างที่เธอเคยเป็น
บอกให้เธอก็ว่ารู้เราแก่แล้วนะ
จะทำเช่นนี้ได้อีกนานสักแค่ไหน
เธอยังคงมีความทุกข์อีกบ้าง พอดูหนังจบ
เธอก็หายทุกข์กับเรื่องตั๋วหนัง ท่านทั้งหลาย
ที่ยังจะมีความทุกข์กับใครๆด้วยความคิดเองเออเอง
เห็นค่าของเงินเยอะเกินไป
พึงสังวรไว้บ้างหรือว่าท่านกำลังคิดผิด
ยึดติดกับเงินตรา
ทุกข์ไร้สาระงมงายลองเอาเรื่องนี้ไปคิดดู

แต่...คุณนายละเอียดเป็นคนที่ทุกข์ง่ายหายไว
พอดูหนังเสร็จแล้ว
ได้ความเพลิดเพลินเจริญใจตามประสาผู้หญิง(แก่) แล้วก็หายทุกข์ไปหมดได้

นายเขียว
ทาสรับใช้

มัจฉริยะ หรือ ความตระหนี่ หมายถึง ความเหนียวแน่น ความหวงแหน ในสมบัติของตน หรือ ปกปิดสมบัติของตนไม่ให้ผู้อื่นรู้ หรือ อยากให้สิ่งที่มีอยู่กับตน หรือ สิ่งที่ดีๆ นั้นมีอยู่กับเราผู้เดียว ไม่อยากให้ผู้อื่นมี เป็นต้น นี่คือ ลักษณะของความตระหนี่ครับ

มัจฉริยะ คือ ความตระหนี่ ๕ อย่าง ได้แก่

๑. อาวาสมัจฉริยะ ตระหนี่ ที่อยู่อาศัย

๒. กุลมัจฉริยะ ตระหนี่ ตระกูล

๓. ลาภมัจฉริยะ ตระหนี่ ลาภ เงินทอง

๔. วรรณมัจฉริยะ ตระหนี่ วรรณะ คือคำสรรเสริญ

๕. ธรรมมัจฉริยะ ตระหนี่ ธรรม รวมถึง ความรู้

การละคลายความตระหนี่ ก็ต้องเริ่มจาก การเข้าใจถูก อันเกิดจากการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม เพราะอาศัยการได้ฟัง ศึกษาพระธรรม ย่อมทำให้เกิดปัญญา เกิดกุศลธรรมประการต่างๆ ทำให้คิดถูกว่า ควรที่จะสละ แบ่งปัน ตามสมควร มีก็ให้ และให้ตามกำลังตามสมควร ไม่ได้หมายความว่าจะให้หมด แต่เป็นประโยชน์กับผู้อื่น แม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นประโยชน์กับเขา ความคิดเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็เพราะการฟัง ศึกษาพระธรรมอบรมอย่างยาวนาน

ความตระหนี่จะดับ ไม่เกิดอีกเลย คือ ถึงความเป็นพระโสดาบัน แต่จะค่อยๆ ละคลายความตระหนี่ได้ ก็เพราะ การศึกษาพระธรรมตามที่กล่าวมาอันเป็นเหตุละคลายความตระหนี่่ ครับ

ขอเพิ่มเติมรายละเอียดความตระหนี่ เพื่อสหายธรรมท่านอื่น ทราบความลึกซึ้งของความตระหนี่ ครับ

แต่ในความตระหนี่นั้น ยังมีความละเอียดลึกลงไปอีก ดังข้อความที่ว่า อีกอย่างหนึ่ง แม้ความตระหนี่ขันธ์ ท่านก็เรียกว่ามัจฉริยะ แม้ความตระหนี่ธาตุ ท่านก็เรียกว่ามัจฉริยะ

คือ มีทั้ง ความตระหนี่ ขันธ์ ความตระหนี่ ธาตุ และความตระหนี่ อายตนะ ซึ่งความตระหนี่ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ยังหมายถึง ความหวงแหนในความเป็นเรา ในความเป็นไปของสภาพธรรมที่สมมติว่าเป็นเรา ที่มาจากขันธ์ ธาตุ อายตนะ นั่นเอง คือ ไม่อยากให้ใครเป็นอย่างตน ตระหนี่ในความเป็นเรา เป็นลักษณะของสภาพธรรมอย่างนี้ ขณะนั้นก็เป็น ความตระหนี่ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ เพราะสภาพธรรมที่เป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ ก็คือสภาพธรรมที่มีจริง ที่เป็น จิต เจตสิก และรูป ที่ประชุมรวมกัน และสมมติว่าเป็นเรา ผู้ที่มีความหวงแหน ตระหนี่อย่างยิ่ง ย่อมไม่อยากแม้ให้ใครเป็นอย่างตน ตระหนี่ในลักษณะรูปร่าง ในความเป็นเรา ในขันธ์เช่นนี้ ในธาตุ ในอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ที่มีลักษณะเช่นนี้ ให้อยู่กับตนเองเท่านั้น ไม่อยากให้คนอื่นเป็นดังเช่นลักษณะรูปร่าง สภาพธรรมดังเช่นตน ขณะนั้น ชื่อว่า มีความตระหนี่ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ครับ

ท่าน อ.สุจินต์

ตระหนี่อะไรอย่างยิ่งคะ ความรักตัว มีอะไรที่จะสละได้ยากเท่ากับความรักตัวบ้าง เพราะฉะนั้นความรักตัวนี่ตระหนี่อย่างยิ่ง ตระหนี่ความเป็นเรา ไม่อยากให้หมดไปเลย บางคนคิดว่าฟังธรรมกันทำไม กลัวเหลือเกินที่จะหมดกิเลส คิดดูนะคะ กลัวหมดกิเลส ช่างคิดอะไรได้ปานนั้น กิเลสดีนักหรือที่จะเก็บไว้ทุกวัน มากๆ โดยไม่รู้สึกตัวด้วย แต่ก็ยังตระหนี่ไว้มาก เหนียวแน่น ไม่ยอมสละหรือละความติดข้องในความเป็นตน

เพราะฉะนั้น ธรรมคือเรื่องที่จริง ละเอียดและลึกซึ้ง ที่จะต้องอาศัยการไตร่ตรองของแต่ละบุคคล ไม่ใช่เป็นผู้ฟังแล้วเชื่อ แต่ว่าฟังแล้วเข้าใจ แม้เข้าใจ เดี๋ยวก็ลืม เพราะเหตุว่า ลืมก็เป็นธรรม เข้าใจก็เป็นธรรม เบื่อก็เป็นธรรม ไม่เบื่อก็เป็นธรรม ศรัทธา สภาพของจิตที่ผ่องใส ไม่มีอกุศล โลภะ โทสะ โมหะ ขณะที่กำลังฟังธรรมด้วยศรัทธาที่จะเข้าใจในสิ่งที่กำลังฟัง ขณะนั้นก็เป็นธรรม แต่พอเห็น เป็นอกุศลแล้ว ฟังไป ดูดอกไม้ไป ก็มีสภาพธรรมที่เกิดดับหลายอย่าง จำแนกออกไปเป็นประเภทต่างๆ ก็คือชีวิตตามความเป็นจริง

ทำไมวิชาอื่นศึกษาได้ และก็อยากศึกษามากๆ ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แต่ธรรมที่มีจริงๆ และผู้อื่นไม่สามารถสั่งสอนได้เลย มหาวิทยาลัยใดๆ ในโลกก็ไม่สามารถทำให้เกิดความเข้าใจในความจริงนี้ได้เลย นอกจากพระธรรม พุทธศาสนา คำสอนของผู้ที่ทรงตรัสรู้ตามความเป็นจริง ทำไมไม่สนใจที่จะเข้าใจ ไม่ได้เกิดโทษภัยใดๆ เลยทั้งสิ้น

ฟังแล้วเจ็บไหมคะ “ปรมมัจฉริยะ” เจ็บไหมคะ ไม่มีใครไปว่าใคร แต่พูดถึงธรรมที่เป็นจริงอย่างนี้ ให้เข้าใจถูกต้อง

เพราะฉะนั้น ความเข้าใจไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ได้ทำให้ใครเป็นทุกข์เลย แต่นำมาซึ่งความเห็นที่ถูกต้อง และเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้ยินได้ฟังด้วยว่า ทุกคำที่ได้ยินได้ฟังเป็นวจีสัจจะ วาจาสัจจะ คำพูดจริง เพราะพูดถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ และพูดถึงความจริงของสิ่งที่มีจริง เพื่อให้เข้าใจความจริงถูกต้องยิ่งขึ้น จนสามารถไม่เป็น “ปรมมัจฉริยะ”

ขออนุโมทนา

https://www.dhammahome.com/webboard/topic/26024



(http://upic.me/i/mk/52720916_2309083369136557_6036894061460193280_n.jpg) (http://upic.me/show/62327781)